คืนวันที่ 10.10 เรานั่งรีเฟรชตะกร้าในแอพส้มไปเรื่อยๆ แล้วค้างอยู่ที่หน้าร้าน be Cherie นานมาก ไม่ใช่เพราะลังเลว่าจะหยิบกลิ่นไหน แต่เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าแบรนด์นี้เงียบไปพักใหญ่หลังเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง แล้วกลับมารอบเดือนตุลาคมคือกลับแบบจัดเต็ม ทั้งกลิ่นใหม่ ไซส์ใหม่ และของหมดไวจนใจหาย — ในคลิปรีวิวช่วงนั้นบอกกันว่าสต็อกโปร 10.10 เหลือไม่ถึง 100 ขวด ซึ่งเราเชื่อทุกคำ เพราะกดเองก็แทบไม่ทันค่ะ
เล่าให้ฟังก่อนสำหรับคนที่ไม่ได้ตามวงนี้ be Cherie เป็นแบรนด์ไทยที่ทำน้ำหอมแนว "ดมแล้วนึกว่าขวดละหลายพัน" ในราคาหลักร้อยมาแต่ยุคแรก ขวดเก่าฝาเขียวกลมๆ ที่หลายคนคุ้นตาตอนนี้กลายเป็นของลิมิเต็ดไปแล้ว เพราะแบรนด์เปลี่ยนทั้งไลน์เป็นขวดทรงสี่เหลี่ยมฝาดำ และขยับราคาไซส์ 60 มล. ไปอยู่ที่ 790-990 บาทแล้วแต่กลิ่น แต่ข่าวดีคือเขาส่งไซส์ทดลอง 10 มล. ราคา 290 บาทออกมาพร้อมกัน ทำให้การลองกลิ่นใหม่ไม่ต้องทุ่มเงินทั้งพันอีกต่อไป ใครอยากเห็นภาพรวมรอบคัมแบ็คแบบเต็มๆ เราแนะนำคลิปไล่ทีละกลิ่นของวงนี้ ดูจบแล้วรู้เลยว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
อีกเรื่องที่ขอชมเสียงดังๆ คือหัวสเปรย์ รอบนี้ละอองละเอียดมาก ฉีดแล้วฟุ้งเป็นม่านบางๆ ไม่ใช่ปืนฉีดน้ำแบบที่เจอในของถูกบางเจ้า คนในคอมเมนต์ก็ชมเรื่องหัวสเปรย์กันเยอะมาก จนเรารู้สึกว่าแบรนด์นี้เล่นดีเทลยันกล่องจริงๆ ค่ะ
ไซส์ 10 มล. 290 บาท
- ลองกลิ่นเสี่ยงได้โดยไม่ต้องทุ่มเงินทั้งพัน
- พกเติมระหว่างวันได้ ใส่กระเป๋าเครื่องสำอางพอดี
- เหมาะกับกลิ่นออกงานที่นานๆ ฉีดที
แต่ถ้าใช้ทุกวัน ไซส์ใหญ่คุ้มกว่า
- ตกมล.ละ 29 บาท ขณะที่ไซส์ 60 มล. ตกมล.ละ 13-16 บาท
- ฉีดวันละสองทีราวๆ สองสัปดาห์ก็หมดขวด
- กลิ่นที่ลองแล้วรักแน่ๆ ข้ามไปขวดใหญ่เลยดีกว่า
และนี่คือหกกลิ่นที่เราไล่เทสต์จนรู้ว่าชั่วโมงที่แปดเหลืออะไรบนตัว เรียงจากสายสะอาดใช้ทุกวันไปจนถึงสายออกงานกลางคืนค่ะ
สายสะอาดใช้ทุกวัน: ฉีดได้แม้วันแดดแตก

บ้านนี้ทำสายคลีนเก่งอยู่แล้ว แต่สามขวดนี้คนละฟีลกันชัดมาก เลือกผิดคือเสียเงินฟรี เลือกถูกคือได้กลิ่นประจำตัวไปทั้งปี
Fresh Therapy — กลิ่นเสื้อขาวที่เพิ่งรีด
เปิดด้วยเบอร์กามอตคู่ soap accord กลางกลิ่นเป็น white flower กับ sweet pea และปิดด้วย white musk, clean wood, patchouli บนผิวเรามันคือกลิ่นของคนเพิ่งอาบน้ำแล้วใส่เสื้อเชิ้ตขาวที่เพิ่งรีดเสร็จจริงๆ ความสะอาดแบบมีอัลดีไฮด์นิดๆ คล้ายแนว MFK 724 แต่สุภาพกว่า สู้เหงื่อสู้แดดได้สบาย จะออฟฟิศ จะยิม ก็ไม่รบกวนใคร ข้อควรรู้คือหนึ่งถึงสองนาทีแรกมีความสบู่สังเคราะห์นิดหน่อย รอให้ดรายดาวน์ก่อนแล้วมันจะเนียนมาก ชั่วโมงที่แปดบนผิวเรายังสะอาดอยู่เลย ไม่ได้ดังแต่คนยืนใกล้ได้กลิ่นแน่
Love White Mountain — สะอาดสดแบบไม่ปวดหัว
ขวดแรกที่เพื่อนในวงน้ำหอมซื้อเองแล้วรีวิวตั้งยุคขวดเก่า และเป็นขวดที่เรายกให้เรื่อง "ฉีดแล้วไม่เวียนหัว" อันดับหนึ่ง กลิ่นสะอาดสดออกเย็นๆ แนวภูเขาลมโกรก สาย Silver Mountain แต่ใสกว่า ฉีดก่อนออกแดดตอนเที่ยงยังสบายหัว เหมาะมากกับคนทำงานออฟฟิศ ความทนกลางๆ ประมาณหกชั่วโมงบนผิว แต่ข้อดีคือฉีดกระหน่ำได้แบบไม่เสียดายเงิน
Ink Reserve — ข้าวสะอาดนวลๆ ของคนทำงานใกล้ชิด
โน้ตข้าวสะอาดนวลๆ ไม่หวาน แอบมีสไปซ์นิดๆ กับฟลอรัลอ่อนๆ เป็นขวดที่นุ่มที่สุดในสามขวดสายคลีน เราว่ามันเกิดมาเพื่อคนที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดคนอื่นทั้งวัน เช่นบุคลากรทางการแพทย์ เซลส์ แอร์โฮสเตส เพราะกลิ่นไม่พุ่งใส่หน้าใคร และแมตช์กับเสื้อสีอ่อนได้ดีมาก ชั่วโมงที่แปดบนข้อมือจางแล้ว แต่บนปกเสื้อยังอยู่ให้เราดมเองตอนถอดเสื้อ
ถ้าอยากได้สายสะอาดแต่มีเหลี่ยมขึ้นอีกนิด Fallen Angel เป็นอีกตัวที่น่ามอง โน้ตการ์ดามอมกับเบอร์กามอตเปิด ต่อด้วยสับปะรด แอปเปิล รัมและแบรนดี แล้วปิดด้วยแอมเบอร์ออกซานกับซีดาร์ สะอาดแบบคนเท่ ไม่ใช่สายนุ่มค่ะ
สายหอมแพงออกงาน: เดต Dinner และคืนที่อยากมีเรื่อง

Golden Veil — พีชครีมมี่ที่ดมแล้วออร่าแพง
เปิดมาเป็นลูกพีชฟรุตตี้สว่างๆ พอผ่านไปสักพักจะมีความครีมมี่ขึ้น แล้วออสแมนตัสชัดมากขึ้นมาคู่กัน ฐานเป็นหนังบางๆ ที่ดึงทั้งกลิ่นให้แพงแบบผู้ดี ไม่ใช่พีชหวานแบบเด็กมัธยม การกระจายตัวแรงสุดในบ้านนี้ ฉีดสองสามทีพอจริงๆ เราใช้ฉีดไปทำงานแบบเบาๆ สองทีได้ลุคดูแลตัวเองดี ส่วนวันเดตฉีดสี่ทีคือมีเรื่อง ชั่วโมงที่แปดบนผิวยังครีมมี่อุ่นๆ อยู่เลย ถ้าจะให้ฟันธงขวดเดียวสำหรับคำว่า "หอมแบบรวย" เราหยิบขวดนี้ยัดใส่มือค่ะ
Empire Reserve — เหล้าผลไม้ของคนดูแลตัวเองดี
สามถึงสี่นาทีแรกเป็นส้มสว่างติดขมหน่อยๆ ที่หลายคนอาจจะไม่เก็ต แต่พอทิ้งไว้ความบูซี่แบบคอนญักจะเจือเข้ามาพร้อมซินนามอนสไปซี่ เป็นเส้นเดียวกับ Angels' Share On The Rocks แต่โปร่งกว่าและใส่ง่ายกว่ามาก เราใช้ตัวนี้กับดินเนอร์และเดตกลางคืน ในห้องแอร์อยู่ได้เช้าจรดกลางคืน การกระจายตัวโคตรแรง กลิ่นแบบผู้ชายที่ดูแลตัวเองดีแต่ไม่เปิดหมด ผู้หญิงฉีดก็เซ็กซี่เหมือนกัน ข้อเดียวคือกลางวันฉีดได้แต่ต้องเบามือ และอย่าเอาไปสู้แดดตอนบ่าย
King Lucifer — กุหลาบเผ็ดที่ติดทนสุดในบ้าน
กุหลาบที่ไม่ง้อความหวานนุ่ม แต่มีความเผ็ดร้อนนิดๆ แบบพริกและมีความครีมนวลแบบวานิลลาไอศกรีมรองอยู่ เป็นกุหลาบซับซ้อนที่เข้าหาง่ายและเซ็กซี่มาก ฉีดทุกวันได้แต่คืนที่อยากเด่นมันจะเด่นกว่าเพื่อนในกลุ่มจริงๆ ความติดทนเราขอยกให้เป็นที่หนึ่งของบ้านนี้ ฉีดบนเสื้อก่อนนอน คืนถัดมายังหอมอยู่เลย ใครสายกุหลาบแต่เบื่อกลิ่นดอกไม้หวานเลี่ยน ขวดนี้คือคำตอบ
สรุปแบบเพื่อนสาวค่ะ คนงบจำกัดหรือเพิ่งรู้จักบ้านนี้ กด Fresh Therapy ไซส์ 10 มล. 290 บาทก่อนเลย เป็นขวดเซฟที่ใช้ง่ายที่สุด ส่วนคนที่อยากได้ออร่าแพงแบบใช้ทุกวันได้ Golden Veil ขวดใหญ่คุ้มทุกบาทจริงๆ สายกลางคืนค่อยปิดด้วย Empire Reserve หรือ King Lucifer ตามแต่ว่าคืนนั้นอยากเป็นคนที่ดูแพงหรือคนที่มีเรื่อง
เรื่องควรตุนไหม ขอเตือนหนึ่งอย่าง Caramel Paradise กลิ่นวานิลลาคาราเมลสาย Angels' Share Paradise ที่หลายคนรักถูกดิสคอนไปแล้ว ใครมีเก็บไว้ให้ดี อย่ารอรีสต็อก และเราได้ยินแว่วๆ จากเพื่อนในคอมเมนต์ว่ามีกลิ่นใหม่อีกสี่กลิ่นจ่อคิวอยู่ หนึ่งในนั้นชื่อ Lumiere โผล่ในตะกร้าร้านไหนสักแห่งแล้ว ใครไม่รีบจะรอชมครบไลน์ตอน 11.11 ก็เป็นไอเดียที่ดีค่ะ
กี่ขวดกำลังดี สำหรับเราสองขวดคือพอดีเป๊ะ หนึ่งขวดสายคลีนสำหรับวันทำงาน และหนึ่งขวดสายออกงานสำหรับคืนที่มีเรื่อง ไซส์ 10 มล. เอาไว้ลองกลิ่นเสี่ยง ไซส์ 60 มล. เอาไว้สำหรับกลิ่นที่รักแน่ๆ แล้วใครฉีดกลิ่นไหนของ be Cherie อยู่ ชั่วโมงที่แปดเหลืออะไรบนตัวบ้าง มาคอนเฟิร์มกันหน่อยในคอมเมนต์นะคะ รอบ 11.11 นี้ขอให้อกไก่ทุกคนกดทันก่อนของหมดค่ะ 5555






