BIFW คืออะไร และทำไมแฟชั่นวีก 2026 ครั้งนี้จึงสำคัญ
Bangkok International Fashion Week หรือ BIFW คือเวทีแฟชั่นวีกที่รวมดีไซเนอร์ไทย แบรนด์แฟชั่น พันธมิตรธุรกิจ และผู้ชมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงผลงานคอลเลกชันบนรันเวย์ พร้อมสร้างฟ้อชั่นอีโคซิสเต็มที่เชื่อมงานออกแบบกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และภาพลักษณ์เมืองในฐานะจุดหมายปลายทางแฟชั่นระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ
แฟชั่นวีก 2026 ที่สยามพารากอนจัดในชื่อ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026 ภายใต้แนวคิด TH-nomenal Extraordinary – Lead the Culture, Wear the Future ทำให้คำว่าแฟชั่นกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนวัฒนธรรมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม งานนี้จัดต่อเนื่อง 4 วัน ระหว่างวันที่ 8–11 ตุลาคม 2569 พร้อมแฟชั่นโชว์จาก 10 แบรนด์ไทยบนรันเวย์เต็มความจุทุกโชว์ การประกาศชัดว่าต้องการสร้าง Fashion Ecosystem ที่แข็งแรงและยั่งยืน คือสัญญาณว่า BIFW ไม่ใช่งานโชว์ปีละครั้ง แต่เป็นแพลตฟอร์มยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจวางกรุงเทพให้เป็นจุดหมายปลายทางแฟชั่นสำคัญของเอเชีย
10 แบรนด์ 10 มุมมอง บนรันเวย์เดียวกันที่สยามพารากอน
หัวใจของแฟชั่นวีก 2026 ครั้งนี้คือการนำเสนอผลงานจาก 10 แบรนด์ไทยที่มีภาษาการออกแบบต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่แบรนด์ระดับไอคอนิกอย่าง FLYNOW, NAGARA และ 27FRIDAY ที่ต่อยอด DNA ดั้งเดิมให้ร่วมสมัย ไปจนถึง ISSUE, POEM, PAINKILLER Atelier และ VVON SUGUNNASIL ที่ยืนยันตัวตนผ่านโครงสร้างเสื้อผ้าและแนวคิดคอนเซ็ปต์ชัดเจน การรวมดีไซเนอร์ไทยหลายเจเนอเรชันไว้ในรันเวย์เดียวกันทำให้เห็นสายโซ่ของความต่อเนื่อง ไม่ใช่การตัดขาดระหว่างรุ่น
อีกด้านหนึ่ง แบรนด์รุ่นใหม่อย่าง 37°C Thirty-seven degrees Celsius, CHATO และ MERGE ได้รับพื้นที่ขยายการรับรู้ในวงกว้าง MERGE นำผ้าเดนิมมาผสมกับงานคราฟต์และผ้าชีฟอง ลินิน ในธีม TROPICAL BLISS เพื่อเล่าเรื่องทะเลและวิถีชาวประมงผ่านโทนสีฟ้าอ่อนถึงเฉดเข้ม ขณะที่ CHATO ใช้แรงบันดาลใจจากดอกไม้และเทคนิคการพับเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทย การจัดวางแบรนด์เหล่านี้ร่วมกับชื่อใหญ่คือการส่งสัญญาณว่าเวทีนี้ตั้งใจสร้างบันไดให้ดีไซเนอร์ไทยทั้งรุ่นบุกเบิกและรุ่นใหม่เติบโตไปพร้อมกัน
จากรันเวย์สยามพารากอนสู่ฟ้อชั่นอีโคซิสเต็มที่เชื่อมคน งานคราฟต์ และธุรกิจ
สิ่งที่ทำให้แฟชั่นวีก 2026 ครั้งนี้โดดเด่นกว่าปีอื่นคือการวาง BIFW เป็น Strategic Platform ที่เชื่อมดีไซเนอร์ไทย ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทางธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคาร และแบรนด์ความงาม ไปจนถึงพันธมิตรเทคโนโลยี ทำให้รันเวย์กลายเป็นจุดนัดพบของความคิดสร้างสรรค์กับเศรษฐกิจจริง “ตลอดการจัดงาน 4 วัน มีแฟชั่นโชว์จาก 10 แบรนด์ไทย และได้รับความสนใจจากผู้ชมเต็มความจุของพื้นที่จัดงานทุกโชว์”
คอนเซ็ปต์ TH-nomenal Extraordinary – Lead the Culture, Wear the Future ถูกแปลเป็นภาษาดีไซน์อย่างชัดเจน ISSUE เปิดรันเวย์ด้วยการผสานวัฒนธรรมไทยกับจินตนาการยุค Y3K และเทคโนโลยีอย่าง AI และหุ่นยนต์ พร้อมคอลเลกชันเสื้อผ้าสำหรับสุนัขและแมวที่รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิช่วยสัตว์ ส่วน VVON SUGUNNASIL ใช้แรงบันดาลใจจากภาพถ่าย Seascapes ของ Hiroshi Sugimoto มาลดทอนเป็นเสื้อผ้าสไตล์มินิมัลด้วยผ้า Washed Silk และผ้าไหมผสม ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่าแฟชั่นวีก 2026 มีความหมายเกินกว่าการโชว์เสื้อผ้า แต่คือการทดลองอนาคตของฟ้อชั่นอีโคซิสเต็มไทย
ELLE Fashion Week และ ICONCRAFT เมื่อ Thai Craft Wisdom ขึ้นรันเวย์
ขณะที่ BIFW สร้างภาพเมืองในฐานะศูนย์กลางแฟชั่น อีกฟากหนึ่ง ELLE Fashion Week 2026 ก็ขยายเรื่องเล่าเรื่องงานคราฟต์ผ่านความร่วมมือกับ ICONCRAFT ในโปรเจกต์ Thai Craft Wisdom – From Heritage to Contemporary Fashion VOYAGE, FEEL YOUTH และ COLLECTOR PROJECT ถูกเชิญขึ้นรันเวย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เพื่อแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งราก แนวคิดนี้เน้นชัดว่าคราฟต์ไม่ใช่ของเก่าในพิพิธภัณฑ์ แต่คือองค์ความรู้ที่ยังมีชีวิต
VOYAGE ใช้คอนเซ็ปต์ Journey within the City ผสม Urban Culture และ Sportswear กับ Thai Craft ผ่านเทคนิคช่างพื้นบ้านอย่างการร้อยลูกปัดที่เชื่อมโยงกับมโนราห์ และงานปักที่ได้แรงบันดาลใจจากลิเก พร้อมนำวัสดุอย่างผ้าขาวม้า Eco Print และกระดุม Dead Stock มาสร้างคุณค่าใหม่ FEEL YOUTH และ COLLECTOR PROJECT ก็เล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความเชื่อในอดีตผ่านภาษาดีไซน์ของตัวเอง ที่น่าสนใจคือ ICONCRAFT เปิดให้สมาชิก ONESIAM ที่ช็อปครบ 5,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 15–23 ตุลาคม 2569 รับบัตรเข้าชมแฟชั่นโชว์ ELLE Fashion Week x ICONCRAFT จำนวน 1 ที่นั่ง จำกัด 30 สิทธิ์ ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า Thai Craft Wisdom

ไหมไทยสากล และการประกอบเรื่องเล่าแฟชั่นจากหลายเวทีสู่ภาพเดียวกัน
อีกชิ้นส่วนสำคัญของภาพใหญ่คือโครงการ Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition หรือ นิทรรศการไหมไทยสู่สากล ซึ่งจัดแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยโดยดีไซเนอร์นานาชาติจาก 6 ภูมิภาค และจัดแสดงผลงานระหว่างวันที่ 11–18 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น 1 และลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน สมาคมผู้จัดงานส่งผ้าไหมไทยไปยังเครือข่ายดีไซเนอร์กว่า 100 ประเทศ เพื่อให้แต่ละคนผสมผสานไหมไทยกับอัตลักษณ์และประเพณีของตนเอง การเลือกใช้ผ้าไหมไทยสีดำกว่า 500 เมตรเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้ไหมไทยสากลกลายเป็นสะพานเชื่อมความทรงจำ วัฒนธรรม และการออกแบบร่วมสมัยอย่างมีความหมาย
เมื่อมองทั้งภาพ BIFW ที่สยามพารากอน ELLE Fashion Week x ICONCRAFT ริมเจ้าพระยา และนิทรรศการไหมไทยสู่สากลที่จัดในพื้นที่เดียวกับรันเวย์หลัก จะเห็นการประสานกันของหลายเวทีเพื่อขยายเรื่องเล่าแฟชั่นไทยสู่ระดับโลก การผลักดันกรุงเทพให้เป็นจุดหมายปลายทางแฟชั่นสำคัญของเอเชีย จึงไม่ได้เกิดจากงานเดียว แต่เกิดจากการประกอบรันเวย์ งานคราฟต์ และไหมไทยสากลเข้าด้วยกันอย่างมีทิศทาง บทสรุปคือแฟชั่นวีก 2026 ไม่ได้แค่เพิ่ม Brand Visibility ให้ดีไซเนอร์ไทย แต่สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้ฟ้อชั่นอีโคซิสเต็มเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง







