เดลิเวอรี่ยุคใหม่: จากส่งอาหารสู่แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ครบวงจร
การเปลี่ยนผ่านของแอปเดลิเวอรี่จากแพลตฟอร์มส่งอาหารไปสู่ซูเปอร์แอปไลฟ์สไตล์ สะท้อนว่าธุรกิจเดลิเวอรี่กำลังก้าวออกจากกรอบ “อาหารถึงหน้าบ้าน” ไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความสะดวกของเมือง ที่เชื่อมการสั่งอาหาร บริการส่งของ การจองกินที่ร้าน และดีลส่วนลดเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกรรมและยึดพื้นที่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ให้แน่นกว่าเดิม แม้จะต้องแข่งขันกับพฤติกรรมคนที่กลับไปนั่งกินในร้าน แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Grab และ Foodpanda เลือกเดินเกมรุกด้วยการขยายบริการแทนที่จะถอย ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่าศึกเดลิเวอรี่รอบใหม่ไม่ได้วัดกันที่ใครส่งอาหารเร็วที่สุด หากวัดกันที่ใครเข้าไปเป็นแพลตฟอร์มหลักของการใช้ชีวิตได้มากกว่ากัน.
ตัวเลขชี้ให้เห็นว่าพื้นฐานตลาดยังแข็งแรง ในปี 2021 มูลค่ารวมการจัดส่งอาหารออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (GMV) พุ่งถึง USD 15.5 พันล้าน (ประมาณ ฿558,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนหน้า โดย Grab กินส่วนแบ่งเกือบครึ่งที่ USD 7.6 พันล้าน (ประมาณ ฿273,000 ล้านบาท) ตามด้วย Foodpanda ที่ USD 3.4 พันล้าน และ Gojek ที่ USD 2.0 พันล้าน แต่เมื่อคนเริ่มกลับไปนั่งกินที่ร้าน การเติบโตของตลาดส่งอาหารก็ชะลอลง เหลือการเติบโตเพียง 5% ในปี 2023 จึงไม่แปลกที่แพลตฟอร์มกำลังแสวงหากระแสรายได้ใหม่ผ่านบริการที่หลากหลายกว่าเดิม.

บริการส่งดอกไม้: ปากคลองตลาดบนหน้าจอ และเกมใหม่ของ GrabMart
หากมองเฉพาะฟู้ดเดลิเวอรี่ เราจะมองไม่เห็นภาพจริงของการที่ Grab ขยายบริการไปไกลกว่าการส่งอาหาร เพราะวันนี้ GrabMart กำลังใช้บริการส่งดอกไม้เป็นหมากสำคัญในเกมควิกคอมเมิร์ซ การจับมือกับตลาดดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดอย่างปากคลองตลาดไม่ใช่เพียงดีลเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการดึงผู้ค้ารายย่อยกว่าเดิมเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เพื่อเปลี่ยนความคึกคักของตลาดดอกไม้ริมแม่น้ำให้กลายเป็นออเดอร์บนหน้าจอแบบเรียลไทม์ บริการส่งดอกไม้รูปแบบนี้ตอบอินไซต์คนเมืองที่อยากส่งความรู้สึกแบบทันที ไม่ว่าจะขอโทษ เซอร์ไพรส์ หรือฉลอง โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงตลาดด้วยตัวเอง.
ข้อมูลจาก Grab ระบุว่าดอกไม้และพวงมาลัยติดอันดับ Top 10 สินค้าในกลุ่ม Non-food ที่ขายดีที่สุดบน GrabMart โดยยอดการสั่งซื้อในไตรมาสสามเติบโตขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจุบัน GrabMart มีร้านดอกไม้กว่า 600 ร้านทั่วประเทศ และมีผู้ใช้บริการสั่งดอกไม้ไปแล้วกว่า 900,000 ช่อ นี่คือสัญญาณว่าบริการส่งของไม่ได้จำกัดอยู่แค่ของใช้ในบ้านหรือของสด แต่ครอบคลุมสินค้าที่มีมูลค่าทางอารมณ์สูงอย่างดอกไม้ด้วย การจับมือกับปากคลองตลาดจึงเป็นการขยายซัพพลายให้ครอบคลุมทั้งสายพันธุ์และราคา ทำให้ Grab ขยายบริการได้ลึกขึ้นในหมวดสินค้าที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แต่ในโลกออฟไลน์.

ไวรัล Ultra Smooth Gelato Effect: เมื่อเจลาโต้ผลักดันไอศกรีมเดลิเวอรี่
อีกหนึ่งภาพที่ชัดว่าผู้บริโภคกำลังใช้แอปเดลิเวอรี่เกินกว่าการสั่งอาหารมื้อหลัก คือกระแสไอศกรีมเดลิเวอรี่บนแพลตฟอร์ม GrabFood การเติบโตที่เกิดจากไวรัล Ultra Smooth Gelato Effect สะท้อนสองเรื่องพร้อมกัน หนึ่ง คืออิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนยอดขายในโลกจริงได้แบบทันที สอง คือความพร้อมของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ในการรองรับการระเบิดของความต้องการแบบฉับพลันในหมวดเฉพาะทางอย่างเจลาโต้ การสั่งไอศกรีมผ่านแอปจึงไม่ใช่เรื่อง “ฟุ่มเฟือย” อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตามเทรนด์ ทั้งในกลุ่มคนเมืองและผู้ใช้หน้าใหม่ที่อาจไม่เคยคิดจะสั่งไอศกรีมเดลิเวอรี่มาก่อน.
ระหว่างวันที่ 15–29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยอดสั่งซื้อไอศกรีมผ่าน GrabFood เติบโตถึง 70% จากแรงหนุนของกระแสไวรัล Ultra Smooth Gelato Effect ขณะที่ยอดสั่งซื้อไอศกรีมแบบบรรจุภัณฑ์ผ่าน GrabMart เพื่อกินที่บ้านขยายตัวสูงขึ้นถึง 2 เท่าตัว กระแสนี้เข้าไปปลุกอุตสาหกรรมไอศกรีมมูลค่ากว่า ฿25,000 ล้านบาทให้คึกคักแม้จะเป็นช่วงฤดูฝนที่ยอดขายมักซบเซา สิ่งที่น่าสนใจคือ Grab ระบุว่าลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยสั่งไอศกรีมมาก่อนเข้าระบบถึง 40% ซึ่งแปลว่าไวรัลไม่ได้แค่เพิ่มออเดอร์ แต่ขยายฐานผู้ใช้ให้กว้างขึ้น อุตสาหกรรมอาหารเฉพาะกลุ่มอื่น ๆ จึงสามารถมองเทรนด์นี้เป็นกรณีศึกษาได้ว่าการผูกคอนเทนต์ไวรัลกับแอปเดลิเวอรี่สามารถสร้างยอดขายและฐานลูกค้าใหม่พร้อมกันได้อย่างไร.

ดีลกินที่ร้านและควิกคอมเมิร์ซ: กลยุทธ์รุกทั้งออนไลน์และออฟไลน์
เมื่อคนกลับไปนิยมกินที่ร้าน แต่ก็ยังอยากได้ความสะดวกและส่วนลด แอปเดลิเวอรี่จึงเลือกไม่สู้กับพฤติกรรมนี้ หากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน บริการกินที่ร้าน (Dine-in) และรับเองที่ร้าน (Self Pick-Up) คือคำตอบที่ทำให้แพลตฟอร์มเชื่อมโลกออนไลน์กับออฟไลน์เข้าด้วยกัน ในมุมของผู้บริโภค นี่คือการใช้แอปเดลิเวอรี่เพื่อค้นหาร้าน อ่านรีวิว ดูเมนู และรับดีลส่วนลด ก่อนจะไปนั่งกินที่ร้านจริง ความสะดวกนี้สำคัญยิ่งขึ้นเมื่อค่าครองชีพและต้นทุนการกินนอกบ้านสูงขึ้น ผู้บริโภคมองหาข้อเสนอช่วยประหยัดทุกจุดที่ทำได้ และดีลกินที่ร้านของแอปเดลิเวอรี่อย่าง Grab และ Foodpanda ก็ตอบโจทย์ตรงนั้น.
Grab กำลังทดสอบฟีเจอร์บัตรกำนัลกินที่ร้านใน 15 เมืองในสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย ผู้ใช้สามารถซื้อดีลล่วงหน้าพร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 50% ดูเมนูและรีวิวร้าน สั่งและจ่ายผ่านระบบ QR และจองรถไปร้านอาหารผ่านแอปเดียว ขณะที่ Foodpanda เปิดฟีเจอร์กินในร้านมาตั้งแต่ปี 2021 และขยายบริการไปหลายตลาดในภูมิภาค รายงานการสำรวจผู้ใช้พบว่าบริการ Dine-in และ Self Pick-Up เติบโตขึ้นกว่า 23 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564 และยอดใช้บริการรับเองที่ร้านในไตรมาสสองเพิ่มขึ้นกว่า 140% จากไตรมาสสี่ปีก่อน การเติบโตแบบนี้สะท้อนเทรนด์ออมนิคอมเมิร์ซที่ผู้บริโภคใช้แอปเดลิเวอรี่เชื่อมไลฟ์สไตล์นอกบ้านมากขึ้น ไม่ใช่แค่สั่งส่งถึงบ้าน.

บทสรุป: แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่กำลังกำหนดนิยามใหม่ของความสะดวก
เมื่อมองภาพรวม เราจะเห็นว่า Grab ขยายบริการจากฟู้ดเดลิเวอรี่ไปสู่บริการส่งของแบบควิกคอมเมิร์ซ บริการส่งดอกไม้ และดีลกินที่ร้าน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มฟีเจอร์ แต่เป็นกลยุทธ์สร้างระบบนิเวศที่ผู้ใช้ใช้แอปเดียวจัดการทั้งการกินในบ้านและนอกบ้าน ตัวเลข GMV ในภูมิภาคที่เติบโตจนถึง USD 16.3 พันล้าน (ประมาณ ฿587,000 ล้านบาท) ในปี 2022 และคาดว่าจะโตต่อด้วย CAGR 13% จนถึงปี 2025 บอกเราว่าตลาดยังมีพื้นที่ให้ขยายหมวดสินค้าและรูปแบบบริการอีกมาก ผู้เล่นที่ชนะในรอบถัดไปจึงไม่น่าจะเป็นแค่คนที่ส่วนลดแรงที่สุด แต่คือคนที่กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักของความสะดวกในสายตาผู้ใช้.
ในเชิงผู้บริโภค การเปลี่ยนผ่านนี้มีทั้งข้อดีและคำถาม ข้อดีคือเรามีทางเลือกมากขึ้น ตั้งแต่บริการส่งดอกไม้ส่งความรู้สึกภายในไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงไอศกรีมเดลิเวอรี่และดีลกินที่ร้านที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อีกด้านหนึ่ง การผูกชีวิตประจำวันไว้กับแอปเดียวอาจทำให้การแข่งขันลดลงในระยะยาว ผู้ใช้จึงควรใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของแพลตฟอร์มอย่างมีสติ ขณะที่ร้านค้ารายย่อยควรมองการเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เป็นโอกาสขยายธุรกิจ แต่ไม่ปล่อยให้ช่องทางเดียวครองรายได้ทั้งหมด ท้ายที่สุด การเติบโตอย่างสมดุลของตลาดเดลิเวอรี่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคต่างใช้บริการอย่างเข้าใจบทบาทของกันและกัน.

