Real size beauty คือการปฏิวัตินิยามความงาม ไม่ใช่แฟชั่นชั่วคราว
ความหลากหลายบนรันเวย์ในยุค Real size beauty หมายถึงการที่วงการแฟชั่นเปิดพื้นที่ให้นางแบบทุกแบบของรูปร่างและไซส์ ไม่จำกัดเฉพาะคนผอมเอวบาง แต่รวมถึงนางแบบไซส์พิเศษ หุ่นอวบ รูปร่างใหญ่ สาวสูงวัย ผู้หญิงข้ามเพศ และผู้มีสภาวะทางร่างกายแตกต่าง ให้ได้แสดงตัวตนตามจริงบนรันเวย์ เพื่อประกาศว่าความงามไม่ถูกผูกขาดด้วยไซส์มาตรฐานเดียวอีกต่อไป. ทิศทางนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มโมเดลหลายขนาดเพื่อให้ภาพดูหลากหลาย แต่มันคือการตั้งคำถามกับรากฐานเดิมที่ยึดติดกับความผอมเป็นบรรทัดฐานของ “แฟชั่นโชว์ความงาม” มายาวนาน เมื่อแบรนด์ใหญ่เริ่มเปิดพื้นที่ให้รูปร่างหลากหลาย เราจึงควรอ่านมันให้ขาดว่า วงการไม่ได้เพียงปรับภาพลักษณ์ แต่กำลังเขียนกติกาใหม่ให้ร่างกายทุกแบบมีสิทธิ์เป็นตัวแทนของความงาม
Australia Fashion Week: หมุดหมายสำคัญของนางแบบไซส์พิเศษบนรันเวย์
ภาพสาวๆ Plus-size ครอง Runway ในงาน Australia Fashion Week ภายใต้ธีม Curve Edit คือหลักฐานชัดว่า Real size beauty เดินทางมาถึงเวทีแฟชั่นระดับนานาชาติแล้ว. ทุกแบรนด์ในโชว์นี้ออกแบบเสื้อผ้าเพื่อสาวหุ่นอวบโดยตรง และนางแบบทุกคนบนรันเวย์ล้วนเป็นนางแบบไซส์พิเศษ ทำให้โมเดลหลายขนาดไม่ใช่บทเสริม แต่เป็นศูนย์กลางของโชว์ครั้งนี้อย่างแท้จริง. นางแบบ Plus-size กว่า 80 คน รวมถึง Robyn Lawley ที่เคยขึ้นปกนิตยสารชุดว่ายน้ำระดับโลก ได้เดินอย่างมั่นใจในชุดของแบรนด์ Vagary, Harlow, 17 Sunday, Saint Somebody และ Embody ตั้งแต่ชุดว่ายน้ำถึงเดรสพลิ้วไหว. คำพูดของ Kerry Pietrobon ผู้ก่อตั้ง Harlow ที่ว่า “แฟชั่นควรเป็นของทุกคน ทุกคนสามารถใส่ชุดสวยได้” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรม ที่ยอมรับว่างานออกแบบและความงามต้องรับใช้คนหลายรูปร่าง ไม่ใช่เฉพาะไซส์เดียว.

แบรนด์หรูและรันเวย์ใหญ่: เมื่อความหลากหลายเดินคู่กับมาตรฐานเดิม
การที่แบรนด์แฟชั่นชั้นสูงเริ่มดึงนางแบบไซส์พิเศษและรูปร่างหลากหลายขึ้นเดินบนรันเวย์เดียวกับนางแบบหุ่นผอม ถือเป็นสัญญาณว่าความงามกำลังเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเอกสิทธิ์สู่ความเป็นส่วนรวม แต่ก็ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่เดินหน้าอย่างเท่าเทียม. Valentino ถูกยกให้เป็นแบรนด์หรูรายแรกที่นำผู้หญิงร่างอวบ สูงวัย ผิวสี และชาวเอเชียตะวันออกมาเดินในคอลเลกชั่น Haute Couture จำนวน 60 ชุด ที่วัง Vendome โดยมีทั้ง Kristen McMenamy วัยใกล้ 60 ปี สาวร่างอวบ และนางแบบเชื้อสายเอเชียบนรันเวย์เดียวกัน. อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าใน 4 งานแฟชั่นวีคใหญ่ของโลกสำหรับคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ชุดถึง 94.9% ยังถูกสวมโดยนางแบบรูปร่างผอมเพรียว และมีนางแบบ Plus-size เพียงไม่กี่คนได้ขึ้นเดินแบบ. นี่คือความย้อนแย้งที่เราต้องกล้าพูดว่า วงการแฟชั่นกำลังอนุญาตให้ความหลากหลายเข้าไป “อยู่ร่วม” กับมาตรฐานเดิม มากกว่าจะ “พลิก” มาตรฐานนั้นอย่างสิ้นเชิง.

กรณีศึกษา Victoria’s Secret: จากความเซ็กซี่ผูกขาดสู่การรีเซ็ตภาพความงามบนรันเวย์
แฟชั่นโชว์ของแบรนด์ชุดชั้นในรายนี้คือกระจกสะท้อนชัดว่า หากไม่ปรับตัวตามเทรนด์ความงามที่โอบรับความหลากหลาย แบรนด์ก็พร้อมถูกโลกผลักออกจากเวที. โชว์ครั้งแรกจัดขึ้นในปี 1995 จากไอเดียของ Edward Razek ฝ่ายการตลาดที่เห็นช่องว่างในการใช้แฟชั่นโชว์โปรโมตแบรนด์. ความสำเร็จพุ่งสูงสุดในปี 2010 เมื่อมีผู้ชมถ่ายทอดสดทางทีวีมากกว่า 10.3 ล้านคน แต่หลังจากนั้นยอดผู้ชมก็ลดลงเรื่อยๆ จากข่าวการล่วงละเมิดทางเพศของผู้บริหาร ความสัมพันธ์กับ Jeffrey Epstein และการถูกวิจารณ์ว่าขายความเซ็กซี่เกินพอดีโดยไม่โอบรับรูปร่างหลากหลาย. ณ จุดต่ำสุดปี 2018 ผู้ชมเหลือเพียง 3 ล้านคน จนต้องหยุดจัดแฟชั่นโชว์แบบไม่มีกำหนด. การกลับมาจัดแฟชั่นโชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 6 ปี ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ Hillary Super คือการรีเซ็ตแบรนด์บนฐานความเป็นจริง. โชว์ล่าสุดดึงนักร้องต่างรุ่น สีผิว และวัยอย่าง Lisa, Tyla และ Cher มาเปิดเวที ก่อนส่งต่อให้รันเวย์ที่มีนางแบบทุกสีผิว รูปร่าง และช่วงวัย รวมถึงผู้หญิงข้ามเพศเดินเคียงคู่กับเหล่านางฟ้ารุ่นเดิมอย่าง Tyra Banks และ Adriana Lima. โชว์นี้จึงไม่ใช่แค่การคัมแบ็ก แต่เป็นการยอมรับว่าความงามแบบ Real size beauty ต้องอยู่ร่วมกับภาพจำเดิมของแบรนด์ให้ได้ ถ้าอยากอยู่รอดในยุคใหม่.

อนาคตของความหลากหลายบนรันเวย์: เมื่อความงามกลายเป็นเรื่องการเมืองของตัวเลข
แม้เทรนด์ Real size beauty ทำให้สาวอวบ สาวเอเชีย สาวสูงวัย ผู้หญิงข้ามเพศ และผู้มีดาวน์ซินโดรมที่สวยและมั่นใจได้ขึ้นเป็นนางแบบมากขึ้น แต่ตัวเลข 94.9% ของชุดที่ยังอยู่บนร่างนางแบบผอมในแฟชั่นวีคใหญ่ บอกเราว่านี่คือการต่อสู้ระยะยาว ไม่ใช่ชัยชนะแล้วจบ. การที่นางแบบไซส์พิเศษเริ่มมีพื้นที่ในงานอย่าง Australia Fashion Week หรือบนรันเวย์ของแบรนด์หรู คือก้าวที่สำคัญ แต่หากวงการแฟชั่นยังมองรูปร่างหลากหลายเป็น “เทรนด์” มากกว่าความปกติใหม่ ความเปลี่ยนแปลงย่อมมีโอกาสถอยหลัง. ในทางหนึ่ง การที่นางแบบผอมกลับมาครองสัดส่วนสูงบนรันเวย์ พร้อมกับการเพิ่มหน้าตาโมเดลหลายขนาด บอกเราว่าโลกแฟชั่นกำลังลองหาจุดสมดุลระหว่างความเคยชินและความถูกต้อง หากแบรนด์เลือกใช้ความหลากหลายบนรันเวย์เป็นกลยุทธ์เพียงเพื่อภาพลักษณ์ โดยไม่ขยายขนาดเสื้อผ้าและปรับวาทกรรมในสื่อของตน การเปลี่ยนแปลงจะจบลงแค่บนเวที. อนาคตของความงามที่ครอบคลุมทุกตัวเลขจึงขึ้นกับการที่ผู้บริโภค นักออกแบบ และนางแบบไซส์พิเศษจะกล้ายืนยันว่า ความงามไม่ควรขึ้นอยู่กับไซส์ แต่ขึ้นอยู่กับความเป็นมนุษย์ที่หลากหลาย.






