ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly
ความสนใจ|วิ่ง

Super Shoe มาราธอนคือการออกแบบรองเท้าให้ช่วยร่างกาย ไม่ใช่แค่ทำให้เบา

Super Shoe มาราธอนคือรองเท้าวิ่งแข่งขันที่ใช้โฟมประสิทธิภาพสูงร่วมกับแผ่นคาร์บอนและโครงสร้างรองเท้าที่ออกแบบเชิงชีวกลศาสตร์ เพื่อช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงขณะรักษาความเร็วเดิม โดยเน้นการซับแรงกระแทก การคืนพลังงาน และการจัดท่าทางการลงเท้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดนี้ต่างจากรองเท้าแข่งยุคเดิมที่โฟกัสแค่การทำให้บางและเบา แต่ไม่ได้คิดถึงระบบการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีรองเท้ากับการเคลื่อนไหวของนักวิ่งทั้งระยะมาราธอน จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่รองเท้าแข่งเลิกยึดสูตรบางสุดเบาสุด แล้วหันมาถามคำถามใหม่ว่า จะช่วยให้นักวิ่งประหยัดพลังงานได้เท่าไรแทนการลดน้ำหนักรองเท้าอีกไม่กี่กรัม ทีมวิจัยของแบรนด์เริ่มจากโจทย์ช่องว่างเกือบ 3 นาทีระหว่างสถิติโลกกับกำแพง 2 ชั่วโมง และคำนวณว่าต้องการความเร็วเพิ่มราว 3% ควบคู่กับการปรับปรุง running economy มากกว่า 3% เพื่อให้เป้าหมายนี้เข้าใกล้ความเป็นจริง การมองรองเท้าเป็นระบบจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของ Super Shoe มาราธอนยุคใหม่

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly

ZoomX foam และ Carbon plate เทคโนโลยี จุดเริ่มต้นสูตร Vaporfly 4%

หัวใจของ Nike Vaporfly 4% ไม่ได้อยู่ที่ชื่อรุ่นเท่ากับการจับคู่โฟม ZoomX กับแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์โค้งให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน ZoomX เกิดจากวัสดุของ Zotefoams ที่ผ่านกระบวนการอัดไนโตรเจนด้วยแรงดันสูงจนได้โฟมที่เบาและคืนพลังงานได้ดีขึ้น ทำให้ทีมออกแบบสามารถเพิ่มความหนาชั้นโฟมใต้เท้าเพื่อซับแรงกระแทก โดยไม่ย้อนกลับไปสู่รองเท้าที่หนักแบบโฟมแข่งยุคเดิม อีกชิ้นส่วนคือ Carbon plate เทคโนโลยีในรูปของแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์โค้ง ทีมวิจัยไม่ได้มองแค่ความแข็งของแผ่น แต่ทดลองรูปทรงและความโค้งให้สอดประสานกับโฟม เพื่อลดภาระเชิงชีวกลศาสตร์ระหว่างก้าว โฟมทำหน้าที่รองรับและคืนพลังงาน ส่วนรูปทรงกับความแข็งของแผ่นช่วยกำหนดวิธีที่เท้าเคลื่อนจากจังหวะลงน้ำหนักไปสู่การถีบส่ง ไม่ใช่แค่ใส่แผ่นคาร์บอนแล้วรองเท้าจะเร็วขึ้นเอง นี่คือจุดที่ Super Shoe มาราธอนเริ่มแสดงให้เห็นว่า “ความเร็ว” มาจากการออกแบบระบบทั้งคู่ ไม่ใช่ชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่ง

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly

ความหมายของตัวเลข 4% ใน Nike Vaporfly 4% และบทเรียนจาก Breaking2

ตัวเลข 4% ในชื่อ Nike Vaporfly 4% คือจุดที่คนวิ่งมักเข้าใจผิดและก็เป็นจุดที่น่าสนใจที่สุด แบรนด์ให้ผู้เข้าทดสอบวิ่งบนลู่ที่ความเร็วคงที่ พร้อมวัดการใช้ออกซิเจนเพื่อประเมินต้นทุนพลังงานของการวิ่ง ผลที่รายงานคือรองเท้าต้นแบบช่วยให้ running economy ดีขึ้นเฉลี่ย 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าแข่ง Nike Zoom Streak 6 ที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อรุ่นนี้ ประโยคที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ “ตัวเลข 4% หมายถึงการใช้พลังงานที่ลดลงขณะรักษาความเร็วเดิม ไม่ใช่เวลาวิ่งที่เร็วขึ้น 4% สำหรับทุกคน” โครงการ Breaking2 ที่สนาม Monza ยิ่งตอกย้ำว่ารองเท้าเพียงคู่เดียวไม่พอจะฝ่ากำแพง 2 ชั่วโมง นักวิ่งระดับ Eliud Kipchoge, Lelisa Desisa และ Zersenay Tadese ใช้ Zoom Vaporfly Elite ที่โชว์ชั้นโฟม ZoomX รุ่นแรก ๆ แต่ทีมงานยังต้องวางแผนเพซ การใช้เพซเมกเกอร์ การเติมพลัง โภชนาการ และการเลือกเส้นทางอย่างละเอียด การเข้าเส้นชัยที่เวลา 2:00:25 ทำให้โลกเห็นพร้อมกันสองเรื่อง คือศักยภาพของ Super Shoe มาราธอน และข้อเท็จจริงว่ามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบการเตรียมตัวทั้งหมดยุคใหม่

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly

จาก Vaporfly ถึง Alphafly การตามหาวินาทีที่เหลือผ่านการปรับโฟมและแผ่นคาร์บอน

เส้นทางจาก Vaporfly ไปสู่ Alphafly แสดงให้เห็นชัดว่าการพัฒนา Super Shoe มาราธอนไม่ใช่การเพิ่มเทคโนโลยีแบบกองรวม แต่เป็นการปรับสมดุลโฟม แผ่นคาร์บอน และองค์ประกอบอื่นให้ตอบโจทย์การวิ่งละเอียดขึ้น Nike ระบุว่าการพัฒนาแนวคิด Alphafly เริ่มก่อน Breaking2 จะจัดจริง ทีมต่อยอด ZoomX กับแผ่นคาร์บอน Flyplate ด้วย Air Zoom สองชุดใต้หน้าเท้า เพื่อเพิ่มแรงตอบสนองในจังหวะลงน้ำหนักและถีบส่ง โดยยังต้องทำให้ทุกชิ้นส่วนทำงานเข้ากับท่าวิ่ง ไม่ใช่แค่ใส่เทคโนโลยีให้มากที่สุด หลังจากนั้นแต่ละเจเนอเรชันอย่าง Vaporfly NEXT% ที่เพิ่ม ZoomX มากกว่า Vaporfly 4% ถึง 15% และเปลี่ยนอัปเปอร์เป็น Vaporweave ที่เบากว่าและอมน้ำน้อยลง ไปจนถึง Alphafly รุ่นหลังที่ปรับพื้นให้ต่อเนื่องจากส้นถึงหน้าเท้าและปรับรูปทรงกับชุด Air Zoom ใหม่ ล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการแก้โจทย์การวิ่งคนละด้าน ไม่ใช่แค่ไล่ตัวเลขให้สูงขึ้น เมื่อมองเรียงกัน เราจะเห็นวิวัฒนาการของ Carbon plate เทคโนโลยีและระบบรองรับที่ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าภาพรองเท้ารุ่นใหม่ที่เปลี่ยนสีหรือชื่อ

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly

ทำไมการเข้าใจ 10 ปีของ Super Shoe จึงสำคัญต่อคนวิ่งวันนี้

ในยุคที่รองเท้าแข่งเกือบทุกแบรนด์พูดถึงโฟมเด้ง แผ่นคาร์บอน และคำว่า Super Shoe มาราธอน การย้อนดู 10 ปีของ Nike ช่วยให้คนวิ่งแยกแยะได้ว่าอะไรคือเทคโนโลยีที่มีเหตุผลรองรับ และอะไรคือคำโฆษณา ทั้งหมดนี้ทำให้ประวัติ Super Shoe ของแบรนด์ไม่จบที่คำว่า “แผ่นคาร์บอน” แต่เป็นการทดสอบซ้ำ ๆ ว่าโฟม รูปทรง แรงตอบสนอง และร่างกายของนักวิ่งสัมพันธ์กันอย่างไร การเข้าใจว่ารองเท้าแต่ละรุ่นปรับโฟม แผ่นคาร์บอน ชุด Air และอัปเปอร์เพื่อแก้โจทย์คนละด้าน ทำให้เรามองรองเท้าเป็นเครื่องมือเลือกใช้ตามสไตล์และเป้าหมายของตัวเอง ไม่ใช่ของวิเศษที่ใครใส่ก็เร็วขึ้นเท่ากัน สำหรับนักวิ่งทั่วไป การรู้ที่มาของตัวเลข 4% การทำงานร่วมกันของ ZoomX foam กับ Carbon plate เทคโนโลยี และวิวัฒนาการจาก Vaporfly 4% ไปจนถึง Alphafly และรุ่น Apex ในปัจจุบัน ช่วยให้เราเห็นศักยภาพรองเท้าสมัยใหม่อย่างสมดุล เราจะให้เครดิตกับงานวิจัยและการออกแบบที่ช่วยลดภาระให้ร่างกาย แต่ก็ไม่ลืมว่าการฝึกซ้อม การพักฟื้น และการจัดการพลังงานยังเป็นแกนหลักของทุกสถิติที่ถูกทำลายลง

10 ปี Super Shoe มาราธอนของ Nike จาก Vaporfly 4% ถึง Alphafly

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!