ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อดนตรีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ผลักศิลปินสู่เวทีสากล

เมื่อดนตรีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ผลักศิลปินสู่เวทีสากล
ความสนใจ|ศิลปินป๊อป

จากอุตสาหกรรมเพลงไทยสู่ยุทธศาสตร์การส่งออกศิลปะเชิงรุก

โครงการ Music Lab และ Music Exchange เป็นมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยให้ก้าวจากการเติบโตภายในประเทศสู่การเป็นผู้เล่นในตลาดดนตรีโลก ผ่านการพัฒนาทักษะธุรกิจ การบริหารลิขสิทธิ์ และการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยเวทีสากลในเทศกาลดนตรีนานาชาติ โดยมุ่งสร้างทั้งรายได้และเครือข่ายทางอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันให้ดนตรีกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือการส่งออกศิลปะและวัฒนธรรมที่มีน้ำหนักทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว หัวใจของเรื่องนี้คือ การที่อุตสาหกรรมเพลงไทยไม่ต้องการอยู่แค่ในกระแส Thai Pop หรือ Thai Music Wave ภายในภูมิภาคอีกต่อไป แต่ต้องการใช้โมเดลศิลปินไทยเวทีสากลเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เมื่อกระแสดนตรีไทยถูกเปิดพื้นที่ในต่างประเทศมากขึ้นผ่านเทศกาลดนตรีนานาชาติ ก็ทำให้เห็นชัดว่าดนตรีไม่ใช่ความบันเทิงอย่างเดียว แต่คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐเริ่มมองว่าควรลงทุนและวางระบบรองรับ

เมื่อดนตรีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ผลักศิลปินสู่เวทีสากล

ตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม ทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะสำคัญ

หากมองในมุมเศรษฐกิจ ตลาดสิ่งบันทึกเสียงในประเทศมีมูลค่า 3,561.56 ล้านบาท เติบโต 2.2% และอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลก ขณะที่รายได้ถึง 91.2% มาจากบริการสตรีมมิง ซึ่งสะท้อนว่าระบบรายได้ยังพึ่งพาช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก และเปิดช่องให้การบริหารลิขสิทธิ์การแสดงและการขยายตลาดต่างประเทศเข้าไปเติมเต็มการเติบโตอีกมาก ประเด็นคือ ถ้าอุตสาหกรรมเพลงยังพึงพาแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพียงอย่างเดียว ศิลปินจะติดอยู่ในวงจรรายได้ที่ผันผวนตามอัลกอริทึม แต่เมื่อรัฐผ่าน CEA ประกาศเดินเกมรุกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพลงด้วย Music Lab และ Music Exchange ก็เท่ากับยอมรับแล้วว่าดนตรีคือสินทรัพย์ที่ต้องมีโครงสร้างสนับสนุน ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละค่ายและศิลปินดิ้นรนเอง คำพูดที่ควรจดคือ ข้อมูลจากรายงาน IFPI บ่งชี้ชัดว่าการบริหารลิขสิทธิ์การแสดงและการขยายตลาดต่างประเทศยังเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีไทย นี่ไม่ใช่แค่คำอธิบาย แต่เป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องลงมือทำ

เมื่อดนตรีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ผลักศิลปินสู่เวทีสากล

Music Lab: ปั้น Global Musicpreneur ไม่ใช่แค่คนทำเพลง

ถ้าเรายังมองศิลปินเป็นเพียงคนทำเพลง โอกาสบนเวทีโลกก็จะถูกจำกัดอยู่ที่ความดังชั่วคราว โครงการ Music Lab เลือกเดินอีกทางคือสร้างศิลปินและผู้ประกอบการให้เป็น Global Musicpreneur ที่เข้าใจทั้งศิลปะและธุรกิจ ผ่านหลักสูตร Business Accelerator 32 ชั่วโมงที่ร่วมกับคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อบ่มเพาะ 18 ทีมกว่า 40 ราย ทั้งเรื่อง Artist Branding การตลาดระดับโลก การผลิตโชว์ และการนำเสนอโปรเจ็กต์ต่อคู่ค้า สิ่งสำคัญคือ การคัดเลือก 10 โปรเจ็กต์จากค่ายและศิลปินที่มีศักยภาพสูง เช่น PiXXiE SLAPKISS BADBITCHBKK Coconut Sunday และโปรเจ็กต์อื่นๆ เพื่อรับทุนพัฒนาและเตรียมขยายตลาดต่างประเทศ นี่คือภาพที่ชัดมากว่ารัฐไม่ได้มองดนตรีแบบอุดหนุนทั่วไป แต่เลือกลงทุนกับทีมที่มีโอกาสเติบโตในตลาดสากล และในอีกด้าน Music Lab Masterclass ยังย้ำเรื่องการบริหารลิขสิทธิ์ เพลงถูกวางให้เป็นสินทรัพย์ที่ต้องจัดการอย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามาแตะทุกขั้นตอนการผลิตผลงาน

เมื่อดนตรีเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ผลักศิลปินสู่เวทีสากล

Music Exchange: กลไก PUSH & PULL ที่พาศิลปินขึ้นเวทีโลก

อีกด้านหนึ่งที่เห็นทิศทางชัดคือโครงการ Music Exchange ซึ่งไม่ได้แค่ส่งศิลปินไปเล่นโชว์ แต่ใช้กลไก PUSH และ PULL เชื่อมโครงสร้างการส่งออกศิลปะจากทั้งฝั่งศิลปินและฝั่งธุรกิจ กลไก PUSH หมายถึงการให้ทุน 33 ศิลปินไทยเข้าไปแสดงในเทศกาลดนตรีนานาชาติ 34 เทศกาล ครอบคลุม 14 ตลาดในต่างประเทศ รวม 41 โชว์ในช่วงต้นปีถึงกลางปี ถือเป็นการส่งศิลปินไทยเวทีสากลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำขวัญ รายชื่อศิลปินที่ถูกผลักขึ้นเวทีโลกสะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้มองแค่ตัวท็อป แต่เปิดพื้นที่ให้ทั้งศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินที่อยู่ในเมนสตรีม เช่น MILLI ที่ได้ขึ้น Head In The Clouds Tokyo และเทศกาลในเม็กซิโก WHISPERS ที่ไปสหรัฐอเมริกา NOTEP ที่กระโดดจากมองโกเลียไปเช็ก รวมถึง PiXXiE KIKI BUS YONLAPA pami และ Tilly Birds ที่กระจายตัวไปยังเทศกาลดนตรีนานาชาติหลากหลายแห่ง นี่คือการออกแบบพอร์ตการส่งออกศิลปะแบบหลากหลายแนวทาง ไม่ใช่ดันแค่ศิลปินกลุ่มเดียว

เป้าหมายระยะยาว: จากเวทีเทศกาลสู่ Music Hub แห่งภูมิภาค

จุดที่น่าสนใจที่สุดของทั้ง Music Lab และ Music Exchange คือการที่รัฐประกาศเป้าหมายชัดว่าจะใช้โครงสร้างสนับสนุนเหล่านี้ผลักดันให้ประเทศก้าวไปเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดนตรีในภูมิภาค ไม่ใช่แค่ผลิตศิลปินให้ไปออกเวทีแล้วจบ การพัฒนาทักษะด้านธุรกิจและลิขสิทธิ์ การเตรียมโปรเจ็กต์สำหรับตลาดต่างประเทศ และการสร้างเครือข่ายกับผู้จัดเทศกาล ค่ายเพลง และหน่วยงานต่างประเทศ ถูกใช้เป็นองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ระยะยาว อุตสาหกรรมเพลงไทยจึงกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หาก Music Lab สามารถสร้างรุ่นใหม่ของ Global Musicpreneur ที่เข้าใจการส่งออกศิลปะ และ Music Exchangeยังคงเปิดประตูเวทีสากลอย่างต่อเนื่อง กลไกสองด้านนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเพลงให้แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ และเดินหน้าสู่การเป็น Music Hub อย่างยั่งยืน คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ว่าเราพร้อมหรือไม่ แต่เป็นว่าภาคเอกชนและศิลปินจะใช้โอกาสนี้อย่างเต็มศักยภาพแค่ไหน เพราะเวทีโลกกำลังเปิด และตอนนี้เป็นจังหวะที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!