จากงานวิจัยสู่มหกรรมวิทยาศาสตร์ประเทศไทยที่คนทุกวัยเดินเข้าไปสัมผัสได้
มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ NST Fair เป็นงานนิทรรศการวิจัยขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้ประชาชนทุกวัยได้สัมผัสวิทยาศาสตร์ใกล้ตัว ผ่านการทดลอง กิจกรรม Interactive และการแปลผลงานวิจัยซับซ้อนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เห็นภาพและจับต้องได้ ทำให้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของนักวิจัยในห้องทดลองเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่เด็ก เยาวชน ครอบครัวและคนทำงานสามารถเดินเข้าไปเรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ ที่กำลังเปลี่ยนโลกในรูปแบบสนุกและเข้าใจง่าย
หัวใจของงานปีนี้คือการยืนยันอย่างชัดเจนว่า มหกรรมวิทยาศาสตร์ประเทศไทยไม่ใช่การนำผลงานมาวางโชว์เฉย ๆ หากแต่เป็นการเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเห็นว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงอย่างไร งานจัดขึ้นที่อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม เวลา 09.00–19.00 น. เข้าชมฟรี จุดยืนเช่นนี้สะท้อนความคิดว่า ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกแปลงให้เป็นประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่คนธรรมดาสามารถนำกลับไปคิดต่อและใช้ในชีวิตของตนเองได้

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติกับการรื้อภาพวิทยาศาสตร์ให้พ้นจากตำรา
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม ถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นในการรื้อภาพเดิมว่า “วิทย์” คือสูตรและทฤษฎีในตำราเท่านั้น วันที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่นยำ จึงถูกตีความใหม่เป็นวันแห่งการตั้งคำถามและการทดลองในโลกจริงมากกว่าการท่องจำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว
พื้นที่ Royal Pavilion ทำหน้าที่คล้าย “พิพิธภัณฑ์ความคิด” ที่เล่าพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ในมิติต่าง ๆ เช่น The Intelligent Science, The Intelligent Earth, The Intelligent Rain และหัวข้อเกี่ยวกับป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และมหาสมุทร โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้เห็นว่า เมื่อผสานประวัติศาสตร์กับปัญหาปัจจุบัน วิทยาศาสตร์จะไม่ใช่แค่ความรู้แยกส่วน แต่เป็นเครื่องมือในการคิดและลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรของโลกอย่างต่อเนื่อง

จากแร่หายากถึง AI: วิทยาศาสตร์ใกล้ตัวที่เดินอยู่ในชีวิตประจำวัน
จุดแข็งของมหกรรมวิทยาศาสตร์ประเทศไทยปีนี้คือการผลักแนวคิดวิทยาศาสตร์ใกล้ตัวให้เด่นขึ้น ผ่านสี่นิทรรศการหลักที่จับประเด็นตรงกับชีวิตคนยุคใหม่ Rare Earth: The Invisible Power พาผู้ชมตามล่าหาแร่หายากที่อยู่เบื้องหลังอุปกรณ์ไอที รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีอนาคต พร้อมเปิดคำถามเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ขณะที่ AI Revolution: The New Human Edge ชวนคนดูสำรวจว่า AI ไม่ใช่เพียงคำศัพท์เทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือในแพทย์ อุตสาหกรรม ศิลปะ และงานประจำวัน ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของมนุษย์
นิทรรศการ The Hidden World of Rangelands และ Over the Bloom – ดอกไม้เปลี่ยนโลก ตอกย้ำว่า นวัตกรรมแก้ปัญหาโลกเริ่มต้นจากการมองระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างละเอียด ท้องทุ่งและดอกไม้ที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่ฉากหลังธรรมชาติ ถูกเล่าใหม่ให้เห็นว่าเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารและการอยู่รอดของสายพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไร โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้ลอยอยู่ในห้องทดลอง แต่เดินเคียงข้างเขาในทุกมื้ออาหาร ทุกการเดินทาง และทุกการใช้เทคโนโลยีในแต่ละวัน

นวัตกรรมแก้ปัญหาโลก: เมื่อเยาวชนกลายเป็นผู้เล่นหลัก
งานนิทรรศการวิจัยภายในมหกรรมครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเล่าเรื่องเทคโนโลยี แต่ย้ำภาพว่าเยาวชนคือผู้เล่นหลักในสนามนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม โดยระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นไม่ใช่แค่เยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจตั้งคำถามใหม่และสร้างสิ่งใหม่ให้ประเทศ คำกล่าวนี้ทำให้งานถูกตีกรอบเป็น “สนามทดลองอนาคต” ที่เด็กสามารถค้นพบศักยภาพของตัวเองจากการลงมือทำ
รางวัล Prime Minister’s Science Award 2026 ที่มอบในงาน สะท้อนแนวคิดว่าคุณค่าของวิทยาศาสตร์อยู่ที่การแก้ปัญหาจริงมากกว่าทฤษฎีล้วน ๆ ผลงานเยาวชนที่ได้รับรางวัล Project Award 5 รางวัล เช่น ระบบควบคุมศัตรูพืชอัตโนมัติ ไบโอมาร์กเกอร์คัดกรองมะเร็งปากมดลูก การฟื้นฟูปะการัง การประยุกต์ใช้ AI วินิจฉัยมาลาเรีย (MalariaX) และแพลตฟอร์มคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง (StrokeSight) ล้วนเป็นตัวอย่างชัดว่า เมื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคิดและทดลองอย่างจริงจัง พวกเขาสามารถใช้วิทยาศาสตร์และ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้

งานมหกรรมวิทย์ฯ ในฐานะพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ ที่เราไม่ควรปล่อยผ่าน
เมื่อมองภาพรวม NST Fair ในปีนี้ จะเห็นว่ามันไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์เฉพาะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ แต่คือห้องเรียนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สอนให้เราเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ใกล้ตัวมีบทบาทต่อชีวิตมากกว่าที่คิด ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ พระราชกรณียกิจ นวัตกรรมแก้ปัญหาโลก และแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นเส้นทางอาชีพใหม่ ๆ งานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงานจาก 8 ประเทศ ที่ตั้งใจให้ประชาชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
จุดชวนคิดสำคัญคือ เราจะปล่อยให้มหกรรมเช่นนี้เป็นแค่สถานที่ถ่ายรูปและท่องเที่ยวเฉพาะช่วงวันวิทยาศาสตร์ หรือจะใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการกลับไปตั้งคำถามกับชีวิตและสังคมของเราเอง ถ้าเรามองงานนิทรรศการวิจัยเหล่านี้เป็น “ธงนำทาง” มากกว่าการแสดงผลงานชั่วคราว เราจะเห็นว่าเรื่อง AI แร่หายาก ดิน ป่า ดอกไม้ ทะเล หรือสุขภาพ ไม่ได้ไกลตัวเลย และทุกคนสามารถมีส่วนในการคิดและลงมือทำต่อได้ ตั้งแต่เด็กที่เริ่มหัดทดลองไปจนถึงผู้ใหญ่ที่อยากเรียนรู้ใหม่ในวัยทำงาน






