รับแอปรับแอป

EU เดินหน้าแผนเลิกใช้เทคโนโลยีเสี่ยงสูง Huawei ออกโรงคัดค้าน ชี้ละเมิดหลักการค้าเสรี

นพดล แก้วคำ01-27

สหภาพยุโรป (EU) กำลังเดินหน้ามาตรการครั้งสำคัญด้านความมั่นคงไซเบอร์ ด้วยแผน ทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์จากผู้ผลิตที่ถูกจัดว่า “มีความเสี่ยงสูง” ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุโรป แม้เอกสารร่างจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทหรือประเทศใดโดยตรง แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้างว่า Huawei บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากจีน จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบหลัก

ความเคลื่อนไหวนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันทีจากฝั่งจีน โดย Huawei และรัฐบาลจีนออกมาเตือนว่า นโยบายดังกล่าวอาจเป็นการเลือกปฏิบัติและขัดต่อหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) ขณะที่ฝั่งอียูยืนยันว่า นี่คือก้าวสำคัญเพื่อเสริม ความปลอดภัยทางไซเบอร์และอธิปไตยทางเทคโนโลยีของยุโรป


แผนใหม่ของอียูคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้นตอนนี้

แผนดังกล่าวถูกรวมอยู่ในร่างแก้ไข Cybersecurity Act ของอียู ซึ่งเผยแพร่ออกมาโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป้าหมายหลักคือ

  • ลดความเสี่ยงจาก การโจมตีไซเบอร์และแรนซัมแวร์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • รับมือกับความกังวลด้าน การแทรกแซงจากต่างชาติและการจารกรรมข้อมูล

  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากซัพพลายเออร์นอกอียู

แม้ในเอกสารจะไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศหรือบริษัทใดโดยตรง แต่บริบททางการเมืองและนโยบายก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าจีน โดยเฉพาะ Huawei คือเป้าหมายสำคัญของมาตรการนี้


ยุโรปเข้มงวดกับเทคโนโลยีจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อียูและประเทศสมาชิกหลายแห่งได้ เพิ่มระดับการตรวจสอบเทคโนโลยีจากจีนอย่างต่อเนื่อง

  • เยอรมนีแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาทบทวนนโยบายการค้ากับจีนใหม่

  • เยอรมนีประกาศ ห้ามใช้ชิ้นส่วนจากจีนในเครือข่าย 6G ในอนาคต

  • สหรัฐฯ สั่งห้ามอนุมัติอุปกรณ์โทรคมนาคมใหม่จาก Huawei และ ZTE ตั้งแต่ปี 2022 และกดดันพันธมิตรยุโรปให้ดำเนินรอยตาม

การเคลื่อนไหวของอียูในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกตะวันตกที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเทคโนโลยีจีนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ


Huawei และรัฐบาลจีนโต้กลับทันที

ฝั่งจีนไม่รอช้า Guo Jiakun โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่า

บริษัทจีนดำเนินธุรกิจในยุโรปมาอย่างยาวนาน ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของอียู และไม่เคยเป็นภัยต่อความมั่นคงของยุโรป

พร้อมเรียกร้องให้อียู

หลีกเลี่ยงการเดินไปบนเส้นทางของ “การปกป้องตลาดแบบผิดทาง” (Protectionism)

ขณะที่ Huawei เองก็ออกแถลงการณ์ในโทนเดียวกัน โดยชี้ว่า

  • การจำกัดหรือกีดกันซัพพลายเออร์นอกอียูโดยอิง “ประเทศต้นทาง”

  • แทนที่จะใช้หลักฐานเชิงเทคนิคและมาตรฐานด้านความปลอดภัย

เป็นการละเมิด

  • หลักความเป็นธรรม

  • การไม่เลือกปฏิบัติ

  • และหลักสัดส่วนที่เหมาะสมตามกฎหมายของอียู
    รวมถึงอาจขัดต่อพันธกรณีของอียูภายใต้ WTO

Huawei ระบุด้วยว่าจะ

ติดตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด และขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของบริษัท


อียูย้ำ: เป้าหมายคือความปลอดภัยและอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ด้าน Henna Virkkunen กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของอียู ยืนยันว่า แพ็กเกจความมั่นคงไซเบอร์ใหม่นี้จะช่วยให้ยุโรป

  • ปกป้องซัพพลายเชนด้าน ICT ได้ดีขึ้น

  • รับมือการโจมตีไซเบอร์ได้อย่างเด็ดขาด

  • เสริมความมั่นคงให้กับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

เธอระบุว่า

นี่คือก้าวสำคัญในการเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของยุโรป และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคน


เทคโนโลยีใดบ้างที่ถูกจัดเป็น “ภาคส่วนสำคัญ”

มาตรการใหม่นี้จะครอบคลุม 18 ภาคส่วนหลัก ที่อียูมองว่ามีความอ่อนไหวสูง ได้แก่

  • อุปกรณ์ตรวจจับและระบบความปลอดภัย

  • รถยนต์เชื่อมต่อและยานยนต์อัตโนมัติ

  • ระบบผลิตและกักเก็บพลังงานไฟฟ้า

  • ระบบประปาและน้ำ

  • โดรนและระบบต่อต้านโดรน

  • คลาวด์เซอร์วิส

  • อุปกรณ์การแพทย์

  • อุปกรณ์เฝ้าระวัง

  • บริการอวกาศ

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

เรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันและความมั่นคงของรัฐโดยตรง


ผู้ให้บริการเครือข่ายมีเวลาเท่าไร

ตามข้อเสนอใหม่

  • ผู้ให้บริการมือถือจะมีเวลา 36 เดือน หลังจากประกาศรายชื่อซัพพลายเออร์ที่มีความเสี่ยงสูง

  • เพื่อถอดถอนหรือเลิกใช้อุปกรณ์สำคัญ

ส่วนเครือข่ายแบบมีสาย เช่น

  • ใยแก้วนำแสง

  • สายเคเบิลใต้น้ำ

  • เครือข่ายดาวเทียม

ระยะเวลาและรายละเอียดจะประกาศเพิ่มเติมในภายหลัง


อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกังวล ต้นทุนพุ่ง

กลุ่มล็อบบี้อุตสาหกรรมโทรคมนาคม Connect Europe ออกมาเตือนว่า

  • มาตรการนี้จะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการอย่างมาก

  • ต้นทุนด้านกฎระเบียบและการเปลี่ยนอุปกรณ์อาจสูงถึง หลายพันล้านยูโร

โดยเฉพาะประเทศที่ยังใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตจีนอยู่มาก เพราะค่าเปลี่ยนระบบสูงและซับซ้อน


ยังไม่ใช่กฎหมาย ต้องผ่านอีกหลายด่าน

แม้คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอร่างแก้ไขแล้ว แต่ Cybersecurity Act ฉบับปรับปรุง

  • ยังต้องผ่านการเจรจากับรัฐบาลประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ

  • และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภายุโรป

กระบวนการนี้อาจใช้เวลาอีกหลายเดือน และยังมีโอกาสที่เนื้อหาจะถูกปรับแก้


เรื่องนี้สำคัญกับใครบ้าง

รัฐบาลและหน่วยงานรัฐยุโรป

  • เพิ่มอำนาจควบคุมซัพพลายเชนเทคโนโลยี

  • ลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ผู้ให้บริการโทรคมนาคม

  • ต้องแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนอุปกรณ์

  • ปรับแผนลงทุนระยะยาวใหม่

บริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Huawei

  • เสี่ยงเสียตลาดยุโรปเพิ่ม

  • อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้า

ผู้บริโภคยุโรป

  • อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนที่สูงขึ้น

  • แต่แลกกับความปลอดภัยด้านข้อมูล


บทสรุป: ความมั่นคง vs การค้าเสรี เส้นบางที่อียูต้องเดิน

แผนของอียูในการทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีจากผู้ผลิตที่ถูกมองว่า “มีความเสี่ยงสูง” คือภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ ที่ เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่อียูยืนยันว่าเป้าหมายคือความปลอดภัยและอธิปไตยทางเทคโนโลยี ฝั่งจีนและ Huawei กลับมองว่านี่คือการเลือกปฏิบัติและกีดกันทางการค้า เส้นแบ่งระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “การปกป้องตลาด” จึงบางลงเรื่อย ๆ

คำถามสำคัญต่อไปคือ มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเพียงใด และจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับจีนในระยะยาวมากแค่ไหน ซึ่งคงต้องจับตากันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา reuters, cnbc