สหภาพยุโรป (EU) กำลังเดินหน้ามาตรการครั้งสำคัญด้านความมั่นคงไซเบอร์ ด้วยแผน ทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์จากผู้ผลิตที่ถูกจัดว่า “มีความเสี่ยงสูง” ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุโรป แม้เอกสารร่างจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทหรือประเทศใดโดยตรง แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้างว่า Huawei บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากจีน จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบหลัก
ความเคลื่อนไหวนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันทีจากฝั่งจีน โดย Huawei และรัฐบาลจีนออกมาเตือนว่า นโยบายดังกล่าวอาจเป็นการเลือกปฏิบัติและขัดต่อหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) ขณะที่ฝั่งอียูยืนยันว่า นี่คือก้าวสำคัญเพื่อเสริม ความปลอดภัยทางไซเบอร์และอธิปไตยทางเทคโนโลยีของยุโรป
แผนใหม่ของอียูคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้นตอนนี้
แผนดังกล่าวถูกรวมอยู่ในร่างแก้ไข Cybersecurity Act ของอียู ซึ่งเผยแพร่ออกมาโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป้าหมายหลักคือ
ลดความเสี่ยงจาก การโจมตีไซเบอร์และแรนซัมแวร์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รับมือกับความกังวลด้าน การแทรกแซงจากต่างชาติและการจารกรรมข้อมูล
ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากซัพพลายเออร์นอกอียู
แม้ในเอกสารจะไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศหรือบริษัทใดโดยตรง แต่บริบททางการเมืองและนโยบายก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าจีน โดยเฉพาะ Huawei คือเป้าหมายสำคัญของมาตรการนี้
ยุโรปเข้มงวดกับเทคโนโลยีจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อียูและประเทศสมาชิกหลายแห่งได้ เพิ่มระดับการตรวจสอบเทคโนโลยีจากจีนอย่างต่อเนื่อง
เยอรมนีแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาทบทวนนโยบายการค้ากับจีนใหม่
เยอรมนีประกาศ ห้ามใช้ชิ้นส่วนจากจีนในเครือข่าย 6G ในอนาคต
สหรัฐฯ สั่งห้ามอนุมัติอุปกรณ์โทรคมนาคมใหม่จาก Huawei และ ZTE ตั้งแต่ปี 2022 และกดดันพันธมิตรยุโรปให้ดำเนินรอยตาม
การเคลื่อนไหวของอียูในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกตะวันตกที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเทคโนโลยีจีนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

Huawei และรัฐบาลจีนโต้กลับทันที
ฝั่งจีนไม่รอช้า Guo Jiakun โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่า
บริษัทจีนดำเนินธุรกิจในยุโรปมาอย่างยาวนาน ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของอียู และไม่เคยเป็นภัยต่อความมั่นคงของยุโรป
พร้อมเรียกร้องให้อียู
หลีกเลี่ยงการเดินไปบนเส้นทางของ “การปกป้องตลาดแบบผิดทาง” (Protectionism)
ขณะที่ Huawei เองก็ออกแถลงการณ์ในโทนเดียวกัน โดยชี้ว่า
การจำกัดหรือกีดกันซัพพลายเออร์นอกอียูโดยอิง “ประเทศต้นทาง”
แทนที่จะใช้หลักฐานเชิงเทคนิคและมาตรฐานด้านความปลอดภัย
เป็นการละเมิด
หลักความเป็นธรรม
การไม่เลือกปฏิบัติ
และหลักสัดส่วนที่เหมาะสมตามกฎหมายของอียู
รวมถึงอาจขัดต่อพันธกรณีของอียูภายใต้ WTO
Huawei ระบุด้วยว่าจะ
ติดตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด และขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของบริษัท
อียูย้ำ: เป้าหมายคือความปลอดภัยและอธิปไตยทางเทคโนโลยี
ด้าน Henna Virkkunen กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของอียู ยืนยันว่า แพ็กเกจความมั่นคงไซเบอร์ใหม่นี้จะช่วยให้ยุโรป
ปกป้องซัพพลายเชนด้าน ICT ได้ดีขึ้น
รับมือการโจมตีไซเบอร์ได้อย่างเด็ดขาด
เสริมความมั่นคงให้กับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
เธอระบุว่า
นี่คือก้าวสำคัญในการเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของยุโรป และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคน
เทคโนโลยีใดบ้างที่ถูกจัดเป็น “ภาคส่วนสำคัญ”
มาตรการใหม่นี้จะครอบคลุม 18 ภาคส่วนหลัก ที่อียูมองว่ามีความอ่อนไหวสูง ได้แก่
อุปกรณ์ตรวจจับและระบบความปลอดภัย
รถยนต์เชื่อมต่อและยานยนต์อัตโนมัติ
ระบบผลิตและกักเก็บพลังงานไฟฟ้า
ระบบประปาและน้ำ
โดรนและระบบต่อต้านโดรน
คลาวด์เซอร์วิส
อุปกรณ์การแพทย์
อุปกรณ์เฝ้าระวัง
บริการอวกาศ
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
เรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันและความมั่นคงของรัฐโดยตรง
ผู้ให้บริการเครือข่ายมีเวลาเท่าไร
ตามข้อเสนอใหม่
ผู้ให้บริการมือถือจะมีเวลา 36 เดือน หลังจากประกาศรายชื่อซัพพลายเออร์ที่มีความเสี่ยงสูง
เพื่อถอดถอนหรือเลิกใช้อุปกรณ์สำคัญ
ส่วนเครือข่ายแบบมีสาย เช่น
ใยแก้วนำแสง
สายเคเบิลใต้น้ำ
เครือข่ายดาวเทียม
ระยะเวลาและรายละเอียดจะประกาศเพิ่มเติมในภายหลัง
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกังวล ต้นทุนพุ่ง
กลุ่มล็อบบี้อุตสาหกรรมโทรคมนาคม Connect Europe ออกมาเตือนว่า
มาตรการนี้จะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการอย่างมาก
ต้นทุนด้านกฎระเบียบและการเปลี่ยนอุปกรณ์อาจสูงถึง หลายพันล้านยูโร
โดยเฉพาะประเทศที่ยังใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตจีนอยู่มาก เพราะค่าเปลี่ยนระบบสูงและซับซ้อน
ยังไม่ใช่กฎหมาย ต้องผ่านอีกหลายด่าน
แม้คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอร่างแก้ไขแล้ว แต่ Cybersecurity Act ฉบับปรับปรุง
ยังต้องผ่านการเจรจากับรัฐบาลประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ
และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภายุโรป
กระบวนการนี้อาจใช้เวลาอีกหลายเดือน และยังมีโอกาสที่เนื้อหาจะถูกปรับแก้
เรื่องนี้สำคัญกับใครบ้าง
รัฐบาลและหน่วยงานรัฐยุโรป
เพิ่มอำนาจควบคุมซัพพลายเชนเทคโนโลยี
ลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง
ผู้ให้บริการโทรคมนาคม
ต้องแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนอุปกรณ์
ปรับแผนลงทุนระยะยาวใหม่
บริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Huawei
เสี่ยงเสียตลาดยุโรปเพิ่ม
อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้า
ผู้บริโภคยุโรป
อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่แลกกับความปลอดภัยด้านข้อมูล
บทสรุป: ความมั่นคง vs การค้าเสรี เส้นบางที่อียูต้องเดิน
แผนของอียูในการทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีจากผู้ผลิตที่ถูกมองว่า “มีความเสี่ยงสูง” คือภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ ที่ เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่อียูยืนยันว่าเป้าหมายคือความปลอดภัยและอธิปไตยทางเทคโนโลยี ฝั่งจีนและ Huawei กลับมองว่านี่คือการเลือกปฏิบัติและกีดกันทางการค้า เส้นแบ่งระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “การปกป้องตลาด” จึงบางลงเรื่อย ๆ
คำถามสำคัญต่อไปคือ มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเพียงใด และจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับจีนในระยะยาวมากแค่ไหน ซึ่งคงต้องจับตากันต่อไปอย่างใกล้ชิด
ที่มา reuters, cnbc

