บทนำ: ภาพรวมแบรนด์สกินแคร์และบิวตี้ในไทย-เอเชีย
จากข้อมูลชุดนี้ เราจะเห็นภาพรวมของตลาดสกินแคร์และบิวตี้ที่คึกคัก ทั้งแบรนด์ต่างประเทศที่เข้ามารุกตลาดไทย แบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยผลักดันให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น
บทความนี้จะสรุปและจัดระเบียบข้อมูลจากหลายแหล่ง ให้เห็นภาพใหญ่ของ
แบรนด์สกินแคร์จากจีนที่บุกอาเซียน
แบรนด์เมกอัพ X สกินแคร์ของคนดังไทย
แบรนด์สกินแคร์ไทยที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์
ทิศทางของคอนเทนต์บิวตี้และอินฟลูเอนเซอร์ในไทย
โดยทั้งหมดอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่มีอยู่ในเอกสาร ไม่เพิ่มเติมข้อเท็จจริงใหม่
Fan Beauty Diary: สกินแคร์จากจีนรุกตลาดไทย
แบรนด์และแนวคิด “Sensory Skincare”
Fan Beauty Diary เป็นแบรนด์สกินแคร์จากจีน ก่อตั้งโดยฟ่าน ปิงปิง นักแสดงและแฟชั่นไอคอน ภายใต้แนวคิด “Sensory Skincare” หรือการดูแลผิวผ่านประสาทสัมผัส นำประสบการณ์ตรงจากการอยู่ในวงการความงามมาผสานกับเทคโนโลยีเฉพาะของแบรนด์
พอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ครอบคลุม
มาสก์หน้า
สกินแคร์
ผลิตภัณฑ์ดูแลผม
ทุกกลุ่มเน้นการออกแบบให้ตอบโจทย์ปัญหาผิวของผู้บริโภคอย่างจำเพาะเจาะจง

ผลงานและตัวเลขสำคัญ
ข้อมูลระบุว่าแบรนด์สามารถสร้าง
ยอดขายรวมปี 2025 1,800 ล้านหยวน (ประมาณ 9,000 ล้านบาท)
ในปี 2025 เป็น อันดับ 1 แบรนด์มาสก์หน้าจากจีนบน Lazada มาเลเซีย
ทำยอดขาย 12 ล้านหยวน (60 ล้านบาท) ภายใน 3 วัน หลังเปิดตัวในสิงคโปร์
แพลตฟอร์มหลักที่ใช้สร้างยอดและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คือ Tmall, Douyin และ Xiaohongshu
กลยุทธ์บุกตลาดไทย
สำหรับการเข้าสู่ประเทศไทย แบรนด์มองเห็นศักยภาพของตลาดความงามไทยที่เติบโตต่อเนื่อง และชูจุดแข็ง
สูตรที่เหมาะกับอากาศร้อนชื้น
เนื้อบางเบาแต่ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน
เน้นการปลอบประโลมผิวจากแสงแดดและมลภาวะ
จึงตั้งเป้าว่าประเทศไทยจะติด 1 ใน 3 ตลาดยอดขายสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Product Portfolio และไฮไลต์
Fan Beauty Diary พัฒนา Product Portfolio ที่เน้น 3 กลุ่มหลัก
Hydration: เติมน้ำให้ผิว
Repair: ฟื้นฟูผิวเร่งด่วน
Brightening: ปรับผิวให้กระจ่างใส
ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูล ได้แก่
กลุ่ม Sea Grape ที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกัน 6 ปี
Brightening Hydration Mask สูตรเฉพาะ ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและสีผิวสม่ำเสมอ เหมาะกับสภาพอากาศและสมดุลผิวของคนไทย
สำหรับปี 2026 แบรนด์ออกสินค้าใหม่เพิ่ม:
Barrier Boosting Repair Single Use Essence: เซรั่มแอมพูลใช้ครั้งเดียว เน้นฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว
Post-Laser Treatment Repair Mask: มาสก์กู้ผิวสำหรับดูแลผิวหลังทำหัตถการ
Water-Boiled Egg Wash-off Mask: เน้นผิวเรียบเนียน กระจ่างใส เปรียบกับไข่ปอก พัฒนามาเพื่อผิวคนไทยโดยเฉพาะ

ช่องทางจำหน่ายในไทย
การวางขายในไทยอาศัยพันธมิตรอย่าง BEAUTRIUM ทั้งหน้าร้านและออนไลน์
หน้าร้าน: BEAUTRIUM Flagship Siam Square ซอย 7, สาขา centralwOrld และในเดือนเมษายนจะขยายเพิ่มอีก 12 สาขา
ออนไลน์: Official Store บน TikTok Shop, Shopee, Lazada และช่องทางดิจิทัลของ BEAUTRIUM
Fleen Beauty: เมคอัพ X สกินแคร์ ของออม-สุชาร์
ที่มาและคอนเซ็ปต์แบรนด์
Fleen Beauty เป็นแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยที่ไวรัลบน TikTok ของดาราสาว ออม-สุชาร์ จุดขายสำคัญคือความเป็น เมคอัพ X สกินแคร์ ภายใต้แนวคิด
“สวยด้วย บำรุงผิวด้วย”
ทุกชิ้นมีส่วนผสมสกินแคร์ ทำให้แบรนด์
เฟรนด์ลี่กับผู้หญิงทุกวัย
เข้าถึงง่าย
เหมาะกับคนผิวแพ้ง่าย (จากการระบุคอนเซ็ปต์แบรนด์ในข้อมูล)
จุดเริ่มต้นไอเดียมาจากการสังเกตว่าผู้หญิงต้องแต่งหน้าอยู่นอกบ้านเฉลี่ย 12–14 ชั่วโมง ซึ่งอาจก่อปัญหาผิว จึงมองว่าเครื่องสำอางควรมีสารบำรุงในตัวเพื่อแก้ pain point นี้
การเติบโตและตัวเลขยอดขาย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Fleen Beauty
ขายสินค้าไปแล้วกว่า 250,000 ชิ้น
ทำรายได้ปี 2566 11,869,927 บาท
มีกำไรสุทธิปี 2566 4,072,453 บาท
ยอดขายเดือน ม.ค. 2568 10 ล้านบาท (จากคำพูดในรายการโหนกระแส)
สินค้าขายดี 5 ตัว ได้แก่
Fleen Beauty Energize Tone Up Serum ราคา 1,190 บาท ขายกว่า 100,000 ชิ้น
Fleen Beauty Skin Caring Corrector ราคา 720 บาท ขายกว่า 50,000 ชิ้น
Fleen Beauty Youth Up Aqua Covering Pact Cushion ราคา 1,190 บาท ขายกว่า 40,000 ชิ้น
Fleen Beauty Soft Velvet Fluffy Cheek ราคา 690 บาท ขายกว่า 40,000 ชิ้น
Fleen Beauty Hya Plumping Concealer ราคา 720 บาท ขายกว่า 20,000 ชิ้น
โครงสร้างธุรกิจและผู้ถือหุ้น
แบรนด์ดำเนินการผ่านบริษัท อินโนฟีน่า จำกัด มีข้อมูลสำคัญดังนี้
ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1,000,000 บาท ปัจจุบัน 2,500,000 บาท
รายได้รวมปี 66: 11,869,927 บาท กำไรสุทธิ 4,072,453 บาท
โครงสร้างกรรมการ (ข้อมูลปี 2568)
นางสาวสุชาร์ มานะยิ่ง (ออม-สุชาร์) เป็นกรรมการ ถือหุ้น 42%
นางสาวณัฐธิดา มานะยิ่ง และนายประสงค์ มานะยิ่ง เข้ามาเป็นกรรมการใหม่ปี 2568
นางสาวณัฐชา ชุณหะ (พริม-ณัฐชา) ออกจากการเป็นกรรมการปี 2568
ผู้ถือหุ้นปัจจุบัน
พริม-ณัฐชา 48%
ออม-สุชาร์ 42%
อัง สุพัตรา 4%
ประสงค์ มานะยิ่ง 2%
พรพรรณ มานะยิ่ง 2%
แอมป์-พิธาน 2%
จุดเริ่มต้นและการแบ่งบทบาท
ข้อมูลจากรายการโหนกระแสระบุที่มาของแบรนด์ว่า
อดีตผู้จัดการ (ศสา) อยากทำธุรกิจส่วนตัว จึงขอไอเดียจากพริม-ณัฐชา ซึ่งมีประสบการณ์ทำแบรนด์เครื่องสำอาง RAD มาก่อน
เนื่องจากภาพลักษณ์ของ RAD ไม่ตรงกับลุคของออม-สุชาร์ จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ใหม่คือ Fleen Beauty
การแบ่งหน้าที่ชัดเจนตั้งแต่แรก
พริมดูแลหลังบ้าน: วาง branding, product line เพราะมี know how จากวงการเครื่องสำอาง
ออมดูแลหน้าบ้าน: โปรโมทแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ เช่น สอนแต่งหน้า, GRWM, brand story, ไลฟ์สไตล์
กระแสไวรัลและฐานลูกค้า
Fleen Beauty กลายเป็นไอเท็มฮิตในกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ส่วนหนึ่งเพราะ
การทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอบน TikTok
การใช้ตัวออม-สุชาร์เองในการสื่อสาร ทำให้ภาพแบรนด์ชัดและจับต้องได้
แม้ข้อมูลจะกล่าวถึงดราม่าในมุมโครงสร้างหุ้นและสิทธิ์ในแบรนด์ แต่ในแง่ธุรกิจ ตัวเลขยอดขายและการเติบโตสะท้อนว่าตลาดยังตอบรับสินค้าในกลุ่มเมคอัพ X สกินแคร์สูง
วิสัยทัศน์ในอนาคต
จากข่าวประชาสัมพันธ์ของ Fleen Beauty ออม-สุชาร์ระบุเป้าหมายว่า
ต้องการขยายตลาดจากไทยสู่ประเทศในอาเซียน
ใน 5 ปี อยากเห็น Fleen Beauty เป็นแบรนด์ระดับโลก เป็นแบรนด์ไทยที่ต่างชาติเลือกซื้อกลับเมื่อมาเที่ยวไทย
กลยุทธ์ยังคงเน้น
การทำ Digital Marketing
ควบคู่กับ การตลาดออฟไลน์
SKIN และ Skinsista: แบรนด์สกินแคร์ไทยบนเส้นทาง IPO
ภาพรวมธุรกิจและตลาด
บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SKIN เป็นเจ้าของแบรนด์ Skinsista ที่กลุ่มวัยรุ่นและคนมีปัญหาสิวคุ้นเคย
บริษัทดำเนินธุรกิจในตลาดความงามไทย ซึ่งมีข้อมูลมูลค่าโดยรวมดังนี้
มูลค่าตลาดสินค้าความงามในไทย 150,000 ล้านบาท
สกินแคร์: 120,000 ล้านบาท
เครื่องสำอาง: 30,000 ล้านบาท
SKIN เริ่มต้นจากความตั้งใจของคุณณัฐพร พงษ์ชาญชวลิต และคุณชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ที่ต้องการทำแบรนด์สกินแคร์ไทยคุณภาพเทียบเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่มีราคาที่คนไทยเอื้อมถึง
การพัฒนาแบรนด์ Skinsista
ตลอดกว่า 12 ปี SKIN ร่วมพัฒนาสูตรสกินแคร์กับโรงงานมาตรฐานสูงภายใต้แบรนด์ Skinsista จนเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม
วัยรุ่น
คนที่มีปัญหาสิว
จุดเด่นคือ “เห็นผลจริง ราคาเข้าถึงง่าย” โดยเฉพาะสินค้ารูปแบบ ครีมซอง ที่ได้รับความนิยมสูง
คำอธิบายของแบรนด์มีใจความว่า
เป็นแบรนด์สกินแคร์มากประสบการณ์ เชี่ยวชาญสารสกัดและการพัฒนาสูตร มองหาปัญหาและความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ คิดอย่างรอบด้านทั้งเรื่องผิวและประสบการณ์การใช้ เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้
แนวคิดนี้ถูกสรุปในวลีภาษาอังกฤษว่า
“High quality skincare is not exclusive, It is for everyone.”
โครงสร้างรายได้ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์
ข้อมูลรายได้ปี 2567 ระบุโครงสร้างดังนี้ (ต่อรายได้ 100 บาท)
เซรั่มบำรุงผิวหน้า: 57.6 บาท
ครีมกันแดด: 38.5 บาท
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า: 2.0 บาท
ครีมบำรุงหน้า: 1.0 บาท
ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น แป้งผสมรองพื้น: 0.9 บาท
จึงเห็นชัดว่าบริษัทเน้นหนักไปที่สินค้าดูแลผิวเป็นหลัก โดยเฉพาะเซรั่มและกันแดด
ช่องทางจำหน่ายและการเข้าถึงผู้บริโภค
ด้วยความนิยมของครีมซอง Skinsista ปัจจุบันยอดขายกว่าครึ่งมาจาก ร้านสะดวกซื้อ ส่วนที่เหลือผ่าน
ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่
ร้านเพื่อสุขภาพและความงาม
แพลตฟอร์ม E-Commerce เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop
รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายในหลายบริบท ทั้งออฟไลน์และออนไลน์
การขยายแบรนด์ Dermie
ในปี 2568 SKIN เปิดตัวเวชสำอางแบรนด์ใหม่ Dermie ที่ร่วมพัฒนาและทดสอบกับแพทย์ผิวหนัง เจาะกลุ่มอายุ 20–45 ปีที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย เป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นจากเดิม
แม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมของบริษัท คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคุณภาพสูง ราคาเข้าถึงได้
ผลประกอบการและฐานะการเงิน
ผลประกอบการ SKIN
ปี 2565: รายได้ 282.12 ล้านบาท, กำไร 10.78 ล้านบาท
ปี 2566: รายได้ 271.80 ล้านบาท, กำไร 16.79 ล้านบาท
ปี 2567: รายได้ 229.13 ล้านบาท, กำไร 10.67 ล้านบาท
กำไรปี 2567 ลดลงบางส่วนจาก ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (one-time expense) ที่เกิดจากการเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์และเสนอขายหุ้น IPO ไม่ใช่จากการดำเนินงานปกติเท่านั้น
จุดเด่นอีกข้อคือ
บริษัทไม่มีหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน
มีอัตราผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปีเกือบ 20% แม้มีค่าใช้จ่ายพิเศษในปีล่าสุด
แผน IPO และการขยายธุรกิจ
SKIN เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ด้วยการ
จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน 44 ล้านหุ้น คิดเป็น 30.55% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO
นำเงินระดมทุนไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิม วิจัยสินค้าใหม่ในตลาดเครื่องสำอาง และขยายตลาดสู่ลูกค้าที่หลากหลาย
ในเชิงตลาด จากเดิมที่บริษัทแข่งขันในตลาดสกินแคร์มูลค่า 120,000 ล้านบาท เป้าหมายต่อไปคือการเข้าไปในตลาดเครื่องสำอางมูลค่า 30,000 ล้านบาท เพิ่มขนาดตลาดรวมที่บริษัทมีโอกาสเข้าไปแย่งส่วนแบ่งเป็น 150,000 ล้านบาท
ข้อมูลย้ำว่าคอนเซ็ปต์แบรนด์ยังเหมือนเดิม
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าคุณภาพสูง
แก้ปัญหาอย่างตรงจุด
ราคาเข้าถึงได้ ไม่ต้องจ่ายแพง
อินฟลูเอนเซอร์และคอมมูนิตี้: แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดบิวตี้
จุดเด่นของ Influencer Marketing ในกลุ่มบิวตี้
ข้อมูลจาก Kollective อธิบายภาพรวมว่า ตลาดความงามคึกคักมาก และหนึ่งในวิธีให้แบรนด์ถูกพบเห็นง่ายคือการใช้ Influencer marketing โดยเฉพาะ Beauty Blogger และ Influencer สายความงาม ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อ
แต่ละคนมี
เอกลักษณ์
สไตล์
วิธีการนำเสนอคอนเทนต์ต่างกัน
แพลตฟอร์มหลักและบทบาทที่ต่างกัน
ข้อมูลยกตัวอย่างแพลตฟอร์มสำคัญและลักษณะการใช้งานในบริบทบิวตี้
มีเพจเฉพาะด้านเช่น Jeban.com, Wongnai Beauty, CLEO Thailand, SistaCafe, เพจรีวิวเฉพาะกลุ่ม เช่น รีวิวครีมแพง, รีวิวครีมซองเซเว่น 7-11, รีวิวมนุษย์ผิวแห้ง, มนุษย์สิวผิวมัน, ชอบบิวตี้, Skindex
ใช้สำหรับอัปเดตข่าวสาร เทรนด์ รีวิว และทริกดูแลผิว
YouTube
เน้นคอนเทนต์วิดีโอยาว เช่น ฮาวทูแต่งหน้า รีวิวละเอียด อธิบายส่วนผสม
มีตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์เช่น Icepadie, Ingck, NOBLUK, EYETA, Soundtiss, โลกของคนมีหนวด, Noyneung makeup, Nisamanee.Nutt, Brinkkty, Licktga
จุดเด่นคือการเล่าเรื่องน่าสนใจเพื่อให้คนดูจนจบ
Twitter (X)
เน้นเล่นกับกระแส เกิดไวรัลได้ง่าย
การบอกต่อสินค้าความงามเป็นเรื่องปกติ มีตัวอย่างแอคเคานต์รีวิวและป้ายยาเครื่องสำอาง สกินแคร์จำนวนมาก
ใช้การรีทวีตและการมองเห็นผ่านแอคเคานต์ที่มีผู้ติดตามสูง
ส่วนใหญ่ให้อารมณ์บอกต่อไอเท็มที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน
ใช้สื่อสารกับผู้ติดตามในเชิงไลฟ์สไตล์
TikTok
ต้องอาศัยการตัดต่อและเล่าเรื่องให้น่าสนใจในเวลาจำกัด
เหมาะสำหรับการทำไวรัลและคอนเทนต์ป้ายยาที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่เร็วมาก
ข้อมูลสรุปว่า การเลือกใช้ Influencer และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์และกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ
เทรนด์บิวตี้และสกินแคร์อื่น ๆ ที่สะท้อนทิศทางตลาด
แม้ข้อมูลส่วนใหญ่จะโฟกัสที่ Fan Beauty Diary, Fleen Beauty และ SKIN/Skinsista แต่เอกสารยังสะท้อนเทรนด์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดบิวตี้โดยรวม
ตัวอย่างแบรนด์สกินแคร์และเมกอัพที่ถูกพูดถึง
ข้อมูลกล่าวถึงแบรนด์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่อยู่ในสื่อบิวตี้ เช่น
แบรนด์เกาหลี ANUA ที่เน้นส่วนผสมอ่อนโยน เช่น PDRN, Niacinamide TXA, และผลิตภัณฑ์อย่าง PDRN Hyaluronic Acid Capsule 100 Serum, Heartleaf 77 Soothing Toner
ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์หรูและสายความงามสากล เช่น Prada Banana Lip Balm, Kilian Paris น้ำหอม Angels’ Share on the Rocks, IPSA Skin Fragrance Gel
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ลงรายละเอียดด้านตลาดไทยโดยตรง แต่แสดงให้เห็นความหลากหลายและระดับราคาที่กว้างในตลาดบิวตี้ที่สื่อไทยนำเสนอ
ตัวอย่างสื่อบิวตี้ระดับสากล
ยังมีการรวบรวมรายชื่อบล็อกและเว็บไซต์บิวตี้ระดับโลกกว่า 100 แห่ง เช่น Into The Gloss, Allure, Teen Vogue, Byrdie, Glamour, Glow Recipe Blog ฯลฯ ซึ่งสะท้อนว่าคอนเทนต์ด้านบิวตี้ถูกผลิตและบริโภคในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ
รายชื่อเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงตรงกับแบรนด์ไทยในข้อมูล แต่ช่วยให้เห็นว่าตลาดบิวตี้มีโครงสร้างสื่อเฉพาะทางจำนวนมาก ที่สามารถมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคได้
สรุป: ภาพรวมตลาดบิวตี้ไทยในบริบทเอเชีย
เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมด จะเห็นภาพร่วมบางประการของตลาดสกินแคร์และบิวตี้ที่เกี่ยวข้องกับไทยในปัจจุบัน
การไหลเข้าของแบรนด์ต่างชาติที่ปรับสูตรเพื่อคนไทย
เช่น Fan Beauty Diary ที่เน้นสูตรบางเบา เหมาะอากาศร้อนชื้น และออกผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับผิวคนไทยการเติบโตของแบรนด์ไทยที่ใช้คอนเซ็ปต์ชัดและราคาเข้าถึงได้
SKIN/Skinsista ยึดแนวคิด “High quality skincare is not exclusive” และเน้นช่องทางที่ใกล้ตัวผู้บริโภคอย่างร้านสะดวกซื้อควบคู่แพลตฟอร์มออนไลน์การผสมเมคอัพกับสกินแคร์เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยาวนานทั้งวัน
Fleen Beauty ใช้คอนเซ็ปต์เมคอัพ X สกินแคร์เพื่อลดปัญหาผิวจากการแต่งหน้านานหลายชั่วโมง และสื่อสารผ่าน TikTok อย่างสม่ำเสมอบทบาทสำคัญของคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์
ไม่ว่าจะแบรนด์ต่างชาติหรือไทย ต่างใช้พลังของแพลตฟอร์มดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งข้อมูลชี้ชัดว่าการเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเป็นหัวใจสำคัญการยกระดับธุรกิจความงามไทยสู่ตลาดทุนและต่างประเทศ
กรณี SKIN แสดงให้เห็นว่าแบรนด์สกินแคร์ไทยสามารถเติบโตจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ขณะที่ Fleen Beauty ตั้งเป้าโกอินเตอร์ในภูมิภาค และ Fan Beauty Diary มองไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักของอาเซียน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ตลาดสกินแคร์และบิวตี้ในไทยไม่ได้เติบโตเพียงด้านจำนวนแบรนด์หรือยอดขายเท่านั้น แต่ยังมีพัฒนาการด้านแนวคิดผลิตภัณฑ์ การเลือกช่องทางจำหน่าย และการใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ โดยยังอยู่ในกรอบของข้อมูลที่เอกสารให้มาโดยไม่สรุปเกินข้อเท็จจริง


ความคิดเห็น