มาราธอนเมืองหลวง: งบร้อยล้าน กับความหวังกว่า 4 พันล้าน
รัฐบาลไฟเขียวกรอบงบประมาณ 264,352,941.15 บาท เพื่อจ่าย ค่าลิขสิทธิ์และภาษี สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) รายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok ครอบคลุมปี 2568 – 2570 รวมระยะเวลา 3 ปีเต็ม
เบื้องหลังตัวเลขนี้ มาพร้อมทั้งแผนสร้างรายได้ การบริหารจัดการ และการบริหารความเสี่ยงที่ถูกวางเป็นแพ็กเกจครบชุด โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องเปลี่ยนงบลงทุนระดับหลายร้อยล้าน ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 4,377 ล้านบาท ให้ได้
งบ 264 ล้าน ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง?
กรอบงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบ มุ่งไปที่ค่าใช้จ่ายด้านสิทธิและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชื่อรายการ การเข้าระบบซีรีส์มาราธอนเมืองหลวง รวมถึงข้อกำหนดตามมาตรฐานสนามกรีฑาโลก
พูดง่าย ๆ คือ นี่ไม่ใช่แค่งบจัดงานวิ่งทั่วไป แต่เป็นการซื้อสิทธิ์เข้าสู่ลีกมาราธอนระดับโลก เพื่อดัน “Bangkok” ให้เข้าไปยืนอยู่บนแผนที่สายมาราธอนระดับอินเตอร์
แผนทำเงิน: จากงบร้อยล้านสู่รายได้พันล้าน
หนึ่งในหัวใจสำคัญของดีลนี้ คือภาพใหญ่เรื่อง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ที่ถูกใช้เป็นเหตุผลรองรับงบประมาณขนาดนี้
ตามแผนที่วางไว้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 1,459 ล้านบาท ผ่านช่องทางหลัก ๆ ดังนี้
รายได้จากการเดินทางมาท่องเที่ยวและร่วมแข่งขันของนักวิ่งและผู้ติดตาม
การใช้จ่ายในการจ้างงานและการจัดกิจกรรมก่อน-ระหว่าง-หลังการแข่งขัน
มูลค่าที่เกิดจากการประชาสัมพันธ์และการถ่ายทอดสดไปยังต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้ถูกคำนวณเป็นมูลค่ารวม ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โครงการเดินหน้า
โอกาสทองของคนทำงานสายกีฬาและอีเวนต์
นอกจากเงินสะพัด เรื่องงานก็คืออีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ถูกพูดถึงอย่างชัดเจน มีการประเมินว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีของโครงการ จะเกิดการจ้างงานรวมมากกว่า 21,000 อัตรา หรือเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 7,000 อัตรา
ตำแหน่งเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่
เจ้าหน้าที่ประสานงานและจัดการแข่งขัน
ทีมงานดูแลเส้นทางและความปลอดภัย
อาสาสมัคร นักเรียน และนักศึกษาที่เข้ามามีส่วนร่วมในงาน
การเตรียมงานจะกินเวลายาวนานถึงราว 6 เดือนก่อนวันแข่งขัน ในแต่ละปี นั่นหมายความว่ากิจกรรมไม่ได้มีแค่วิ่งวันเดียวแล้วจบ แต่มีอีเวนต์ย่อย การซ้อมระบบ และงานเบื้องหลังอีกจำนวนมาก
การจัดการสนาม วิ่งให้ได้ มหานครต้องไม่ล่ม
การจะจัดงานวิ่งระดับโลกใจกลางเมือง ไม่ได้มีแค่เส้นทางสวย ๆ และเสื้อที่ระลึกเท่านั้น แต่ยังต้องตอบโจทย์มาตรฐานสากลและความเป็นอยู่ของคนเมืองไปพร้อมกัน
แนวทางการบริหารจัดการที่ถูกวางไว้ มีทั้ง
การเตรียมสนามและเส้นทางให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสนามกรีฑาโลก
การจัดระบบการจราจรเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้เส้นทางปกติ
มาตรการดูแลความปลอดภัยของนักวิ่ง เจ้าหน้าที่ และประชาชนตลอดเส้นทาง
การประเมินผลกระทบกับผู้พักอาศัยในพื้นที่ และหามาตรการรองรับ
พร้อมกันนั้น ยังมีการหารือเรื่องการขอรับงบเพิ่มเติมจาก กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพื่อเสริมความพร้อมด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น
บริหารความเสี่ยง: วิ่งให้มันส์ แต่ต้องไม่ทำร้ายเมือง
การแข่งขันมาราธอนในยุคนี้ ไม่ได้แข่งกันแค่ว่าใครวิ่งเร็วสุด แต่ยังแข่งกันที่ความรับผิดชอบต่อเมืองและสิ่งแวดล้อมด้วย
ในแผนบริหารความเสี่ยง มีการพูดถึงประเด็นสำคัญ เช่น
เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น อุปกรณ์จัดงาน ถุง น้ำดื่ม และจุดบริการต่าง ๆ
วางแผนเส้นทางและจุดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
จัดทำมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการแข่งขัน
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้ “มาราธอนในเมืองหลวง” กลายเป็นภาระของคนเมือง แต่เป็นโอกาสร่วมกันของทั้งนักวิ่งและคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเส้นทางเดียวกัน
เกมสื่อระดับโลก: มูลค่าประชาสัมพันธ์ไม่ธรรมดา
จุดที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลขงบประมาณ คือ มูลค่าด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ถูกคาดการณ์ไว้อย่างเป็นรูปธรรม
มีการประเมินว่า ตลอดโครงการ 3 ปี จะสร้างมูลค่าจากการสื่อสารและสื่อภาพลักษณ์ได้ไม่น้อยกว่า 870 ล้านบาท หรือปีละอย่างน้อย 290 ล้านบาท ผ่านช่องทางหลัก ๆ อย่างเช่น
การถ่ายทอดสดการแข่งขันไปยังผู้ชมทั่วโลก
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในหลากหลายแพลตฟอร์ม
คาดว่าจะเข้าถึงครัวเรือนทั่วโลกไม่น้อยกว่า 180 ล้านครัวเรือนต่อปี หรือคิดเป็นประชากรประมาณ 450 ล้านคนต่อปี
ถ้ามองในมุมแบรนด์ประเทศ นี่คือการเอา “งานวิ่ง” มาเป็นเวทีเล่าเรื่องประเทศไทยให้คนทั้งโลกได้เห็นภาพใหม่ ๆ ของกรุงเทพฯ และเมืองไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของสายวิ่งและสายท่องเที่ยว
สรุป: มาราธอนนี้ คุ้มไหมในสายตาคุณ?
เมื่อรวบยอดทุกมิติ ทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยว การจ้างงาน มูลค่าประชาสัมพันธ์ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวม มีการประเมินว่าประเทศไทยจะได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมตลอด 3 ปีไม่น้อยกว่า 4,377 ล้านบาท
เทียบกับงบประมาณ 264 ล้านกว่าบาท ที่ลงไป ตัวเลขบนกระดาษดูเหมือนจะเป็นดีลที่ “ลงทุนหลักร้อยล้าน หวังผลตอบแทนหลักพันล้าน”
ส่วนคำถามสำคัญที่ยังเปิดให้ถกกันต่อได้ คือ
เม็ดเงินและโอกาสเหล่านี้ จะกระจายไปถึงใครบ้าง?
คนกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้วิ่ง จะได้อะไรจากมาราธอนนี้?
และในมุมของคุณเอง ถ้าเมืองต้องแลกความสะดวกชั่วคราวกับโอกาสระดับโลก คุณยอมไหม?
มาราธอนนี้เพิ่งแค่เริ่มต้นบนกระดาษ งบได้รับอนุมัติแล้ว ที่เหลือคือการวิ่งจริง ว่าจะเข้าเส้นชัยอย่างสวยงาม หรือสะดุดกลางทาง อยู่ที่การจัดการทุกกิโลเมตรจากนี้ไป

