จากวัยรุ่นรองเท้าผ้าใบสู่ตัวพ่อแห่งเมซงลักชัวรี่
ในฐานะอาร์ทิสติก ไดเร็กเตอร์ฝ่ายเสื้อผ้าสุภาพสตรีของ Louis Vuitton ตลอดกว่า 11 ปีที่ผ่านมา Nicolas Ghesquière คือหนึ่งในชื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการแฟชั่นยุคปัจจุบัน และดูเหมือนว่าเขายังไม่คิดจะหยุดตั้งคำถามกับคำว่า “ลักชัวรี่” ที่แท้จริง ว่าคือความงามที่ยืนหยัดท้าทายกาลเวลาได้จริงหรือไม่

ข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนดีไซเนอร์ใหญ่ในแบรนด์ระดับเมเจอร์ มักทำให้ทั้งวงการสั่นสะเทือน ตั้งแต่สื่อ สไตลิสต์ ช่างภาพ ไปจนถึงเหล่านางแบบ ทันทีที่ Louis Vuitton Spring/Summer 2025 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 10 ปีที่เขากุมบังเหียนฝั่งเสื้อผ้าสตรีถูกประกาศ หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่านี่อาจเป็นโชว์ “สั่งลา” หรือเปล่า
บนรันเวย์แบบใหม่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางฮอลล์ สร้างจากทรังก์ที่เรียงซ้อนกันราวกับบล็อก Minecraft เหล่านางแบบเดินไปข้างหน้าในเส้นตรง คล้ายกำลังเดินเข้าสู่อนาคตที่มีทั้งกลิ่นอายประวัติศาสตร์และโลกอนาคตผสานอยู่ด้วยกัน
แจ็กเกตบุนวมดีเทลศตวรรษที่ 16, แขนเสื้อพองฟู, งานปักที่ดูเหมือนหลุดออกมาจาก หนังไซไฟ, กางเกงขาสั้นไบเกอร์ ทั้งหมดคือการชนกันของสไตล์หลากยุคในซีซั่นเดียว จนวงการแฟชั่นถึงกับตั้งคำถามว่านี่คือการ “ปล่อยจอยชุดใหญ่” ก่อนปิดฉากหรือไม่

ช่วงฟินาเล่ เสียงเพลงของ Jamie XX ดังขึ้น แขกวีไอพีขยับตัวตามจังหวะ ก่อนที่ Nicolas จะโผล่ออกมาโค้งศีรษะอย่างเงียบๆ ในฐานะครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ที่ตัวเล็กแต่พลังไม่เล็กเลยสักนิด
เด็กถูกปฏิเสธจากโรงแรม Ritz คนเดิม…แต่รองเท้าผ้าใบคู่ใหม่
หนึ่งสัปดาห์หลังโชว์ เราพบเขาที่ Salon Gramont ในโรงแรม Ritz Paris ท่ามกลางห้องที่เต็มไปด้วยงานตกแต่งระดับมาสเตอร์พีซที่เฝ้ามองเขาจากผนัง ทั้งหมดตัดกับรอยยิ้มสงบ อ่อนน้อม และชวนคุยอย่างน่าประหลาด
เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งตอนอายุประมาณ 15–16 ปี เพื่อนที่โตกว่าชวนเขามาที่โรงแรมนี้เพื่อเลี้ยงแชมเปญวันเกิด แต่เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเพียงเพราะใส่สนีกเกอร์คู่โปรด แมตช์กับสูทลายทาง pinstripe ที่เจ้าตัวมั่นใจว่า “เท่มาก” พอมองย้อนกลับไป เขายังหัวเราะกับโมเมนต์นั้นได้อย่างขำๆ
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วันนี้เขาไม่ได้เป็นวัยรุ่นที่ถูกปฏิเสธหน้าประตูอีกแล้ว แต่เป็นชายวัย 50+ ที่ครองตำแหน่งสร้างสรรค์ให้หนึ่งในแบรนด์ลักชัวรี่ทรงพลังที่สุดในโลก และที่สำคัญ—เขายังคงใส่รองเท้าผ้าใบคู่นั้นในเวอร์ชันใหม่อยู่ดี
“ผมรู้สึกว่าช่วงเวลา 15 ปีของตอนนี้เหมือน 50 ปีเลยครับ”
เขาอยู่ในวงการระดับท็อปมาแล้วนานกว่าทศวรรษ และยังต่อสัญญากับ Louis Vuitton ไปอีก 4 ปี การได้อยู่ในแฟชั่นเฮาส์ใหญ่ที่เดิมทีเปลี่ยนคนคุมบังเหียนค่อนข้างเร็ว ถือเป็นเคสที่หาได้ยากมากในยุคนี้
เขาย้อนมองอดีตและเปรียบเทียบกับ Karl Lagerfeld ที่อยู่กับ Fendi ถึง 54 ปี ก่อนจะสรุปอย่างเรียบง่ายว่า ในยุคปัจจุบัน การจะอยู่ในที่เดิมครบ 15 ปี คือเรื่องใหญ่กว่าที่คนคิดมาก

แฟชั่นในโลกที่วุ่นวาย: ขอมอบ 15 นาทีแห่งความสุข
สำหรับใครหลายคน ภาระระดับนี้อาจเป็นน้ำหนักที่กดจนแทบหายใจไม่ออก แต่สำหรับ Nicolas มันกลับกลายเป็นเชื้อเพลิง
เขามองโลกปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงและคำถามไม่รู้จบ ผู้คนต้องการสิ่งที่ส่งสัญญาณด้านบวก และสำหรับเขา แฟชั่นคือหนึ่งในภาษาที่ตอบโจทย์นั้นได้ดีที่สุด ถ้าคุณแอบใส่ความสบายใจและความสนุกเล็กๆ ลงไปในเสื้อผ้าได้ นั่นคือชัยชนะ
เขายอมรับว่าโชว์บางฤดูกาลไปสุดทางคอนเซ็ปต์ บางครั้งก็หนักไปทางดรามาติก แต่คราวนี้เขาอยากมอบสิ่งที่เรียบง่ายมาก
“ลองทำโชว์ที่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข 15 นาทีให้ทุกคนได้ไหม?”
สำหรับ Nicolas แนวคิดด้านบวกไม่ได้แปลว่าเบาบางหรือไร้สาระ แต่แปลว่าการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เขาต้องการให้คนที่อยู่ในโชว์ “รู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน” แม้จะมาจากคนละที่ คนละชีวิตก็ตาม
เวลา, ความทรงจำ และรสนิยมไซไฟ
เรื่องเล่าของเขามักผูกกับ “เวลา” เสมอ ทั้งความทรงจำ ความสัมพันธ์ และความกล้าท้าทายช่วงเวลาหนึ่งๆ ในชีวิตมีเดียหนึ่งเคยสังเกตว่า ในวัย 53 ปี เขายังแต่งตัวแบบบอยๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเสน่ห์ที่มากับอายุเลยแม้แต่น้อย
อดีตของเขาไม่ได้เริ่มที่ Louis Vuitton แต่เริ่มสร้างชื่อมาจริงๆ ที่ Balenciaga ซึ่งเขาเข้าไปรับตำแหน่งตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี และทำอยู่ยาวถึง 15 ปีเต็ม แนวทางของเขาชัดเจนตั้งแต่วันแรก: ผสมความหลงใหลในนิยายวิทยาศาสตร์เข้ากับประวัติศาสตร์ อย่างจริงจัง
ความสนใจที่ออกนอกกรอบแฟชั่นล้วนๆ กลายเป็นอาวุธสำคัญของเขาในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้แทบทุกวัน มันคือเครื่องมือที่ช่วยให้เขาปรับตัว สร้างจินตนาการ และใช้บทเรียนจากอดีตอย่างแยบคาย


เขายอมรับอย่างไม่ปิดบังว่า ช่วงรอยต่อของเวลา คือแหล่งพลังงานหลักของเขา โดยเฉพาะในยุคที่ทำงานกับ Louis Vuitton และสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เขา “มองอนาคต” ได้ชัดที่สุดก็คือโลกไซไฟ
จาก Dr. Strange ถึง Alien: โรงเรียนแฟชั่นจากหนังไซไฟ
ความหลงใหลเริ่มตั้งแต่เขายังเด็กมาก เขาโตมากับเรื่องราวอย่าง Dr. Strange ของ Marvel ถึงขั้นเคยนั่งวาดชุดใหม่ลงไปในสมุดเรียนเอง ก่อนจะไล่อ่านนิยายของ Jules Verne อย่าง Journeys to the Centre of the Earth และต่อยอดมาสู่ภาพยนตร์อย่าง
2001: A Space Odyssey
Close Encounters of the Third Kind
Replay
Alien
สำหรับเขา โลกไซไฟคือผืนผ้าใบที่ไม่มีขีดจำกัด ต้องมีอะไรเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นเสมอ ทั้งพลังเหนือธรรมชาติหรือการวิวัฒนาการของโลกที่ก้าวไปไกลกว่าปัจจุบัน และที่เขาชอบที่สุดคือการนำเสนอตัวละครผู้หญิงในจักรวาลไซไฟ ที่มักสะท้อนความแข็งแกร่งอย่างทรงพลัง
ทุกครั้งที่ดู เขามักถามตัวเองเสมอว่า
“ถ้าต้องตีความคาแร็กเตอร์ผู้หญิงคนนี้ให้ออกมาเป็นเสื้อผ้า มันควรจะหน้าตาแบบไหน?”

เด็กเมืองเล็กที่ใช้หนังไซไฟเป็นหน้าต่างดูโลก
Nicolas เติบโตที่เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสชื่อ Comines พ่อของเขาดูแลคอร์สสอนกอล์ฟ ส่วนแม่คือคนที่จุดประกายให้เขาหลงรักเสื้อผ้า โลกไซไฟกลายเป็นทางลัดที่ช่วยให้เขาเห็นโลกกว้างกว่าที่เมืองเล็กๆ จะให้ได้
เขาเชื่อว่าเด็กทุกคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว แต่การเติบโตในเมืองที่โอกาสน้อย ทำให้เขาต้องอาศัยสื่ออื่นๆ แทน ไม่ว่าจะเป็น
แมกกาซีน
ทีวี
และแน่นอน…สไตล์ของแม่ตัวเอง
เขาบอกว่าจุดเปลี่ยนคือช่วงอายุ 11 ขวบ ที่เริ่มเข้าใจว่าแฟชั่นไม่ใช่แค่การทำเสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้า แต่คือโลกอีกใบหนึ่งที่เขาอยากเข้าไปอยู่
พออายุ 14 เขาก็เริ่มฝึกงาน (ซึ่งถ้าเป็นยุคนี้คงผิดกฎหมายไปแล้ว) แต่ตอนนั้นมันคือเรื่องปกติ และพ่อแม่ก็สนับสนุนเต็มที่ ทำให้เขาได้ลองทำงานกับแบรนด์ฝรั่งเศสร่วมสมัยอย่าง Agnès B และ Corinne Cobson ก่อนจะตั้งเป้าใหม่แบบตรงไปตรงมาว่า
“ผมอยากทำงานที่ Jean Paul Gaultier และผมสัญญากับตัวเองว่าต้องทำให้ได้”
ตอนอายุ 18 ในปี 1990 ซึ่งเป็นยุคทองของแบรนด์ เขาก็ทำสำเร็จจริงๆ และไม่เคยลืมที่จะขอบคุณ Jean Paul และทุกคนที่ช่วยให้ฝันของเขากลายเป็นจริง
ใช้ชีวิตให้ตรงจังหวะแฟชั่นวีค
“ทางกายภาพแล้ว ผมพยายามใช้ชีวิตให้ตรงจังหวะกับตารางแฟชั่นโชว์ในทุกๆ ครั้ง”
เมื่อเข้าสู่สายอาชีพจริงจัง Nicolas เรียกตัวเองว่าทำ “แฟชั่นที่มีชีวิต” มากกว่าทำงานอยู่ใน “โลกแฟชั่น” เฉยๆ เขาดำรงชีวิตเหมือนคนที่หายใจเข้าออกเป็นงานคราฟต์ ดีไซน์ และสไตล์ในทุกเช้าเย็น
เพื่อนสนิทหลายคนมองเห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจน และชีวิตของเขาก็ถูกผูกเข้ากับปฏิทินแฟชั่นอย่างแทบจะแยกกันไม่ออก เขาบอกว่า
เขารู้ว่าต้องปรับร่างกายอย่างไรก่อนหน้าโชว์หนึ่งเดือน
เขารู้ว่าจะเตรียมตัวสำหรับโชว์ถัดไปแบบไหน
ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนระบบวินัยของนักกีฬา มากกว่าอิมเมจดีไซเนอร์เพ้อฝัน เพราะตั้งแต่เด็กเขาก็ผูกพันกับกีฬาอยู่แล้ว ทั้งว่ายน้ำ ขี่ม้า และฟันดาบ
เมื่อถามถึงการ “เตรียมตัว” หลังจบแต่ละโชว์ เขาบอกว่ามันเหมือนการดิ่งลงไปข้างในตัวเอง แล้วตั้งคำถามตรงๆ ว่า
“ต่อไปจะทำอะไรดี?”
“ตอนนี้ดีหรือยัง?”
“จะสร้างสิ่งใหม่อะไรต่อไปได้อีก?”
มันคือวงจรที่ไม่มีวันหยุด และพลังสร้างสรรค์ของเขาถูกส่งต่อออกมาเป็น 4 คอลเล็กชั่นต่อปี รวมถึงกลุ่มแอ็กเซสเซอรี่อีกมหาศาล


Louis Vuitton ในแบบของเขา: นิยายรักยาวนาน
สำหรับ Nicolas การทำงานกับ Louis Vuitton ไม่ใช่แค่สัญญาจ้าง แต่คือ นิยายรักยาวหลายทศวรรษ ระหว่างแฟชั่นเฮาส์ระดับตำนานกับคนทำงานที่ทุ่มทั้งใจ
เขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับดีไซเนอร์ที่ดี ต้องมีมากกว่าตัวเลขในสัญญา มันต้องมี
ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
ความอยากปกป้องแบรนด์
ความเชื่อว่าตัวเองจะอยู่เกิน 1–2 ซีซั่น
ท้ายที่สุด เขามองว่าการร่วมงานที่ดีควรรู้สึกได้เหมือน รักครั้งแรกที่ยังไม่จบ และสำหรับเขา Louis Vuitton ก็ยังเป็นความรักที่เขาเลือกอยู่ด้วยอย่างเต็มใจ
เมื่อโลกแฟชั่นเปลี่ยนเร็วเกินกว่าหัวใจกับร่างกายจะตามทัน
เมื่อคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแฟชั่นเฮาส์ต่างๆ ที่เลิกกับดีไซเนอร์กันแบบตั้งตัวไม่ทัน เขายอมรับว่ารู้สึกเศร้าอยู่ไม่น้อย เพราะเขาเติบโตมากับยุคที่วงการให้เวลาเหล่าดีไซเนอร์ได้พิสูจน์ตัวเอง
วันนี้อาร์ทิสติก ไดเร็กเตอร์จำนวนมากถูกตัดสินเร็วเกินไป และหลายคนรู้สึกเหมือนตัวเองหมดความหมายทั้งที่ยังไม่ได้แสดงศักยภาพเต็มที่ด้วยซ้ำ เขายอมรับตรงๆ ว่า
สำหรับดีไซเนอร์ นี่คือช่วงเวลาที่ยากที่สุดช่วงหนึ่ง

เขาเองถือว่าโชคดี ที่มีเวลาสร้างตัวตนทั้งที่ Balenciaga และ Louis Vuitton ในแบบที่คนรุ่นใหม่อาจไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดลักชัวรี่เพิ่งลดลงเป็นครั้งแรกนับจากปี 2020
สำหรับเขา การทุ่มแรงกาย แรงใจ และไฟสร้างสรรค์กับงานฝีมืออย่างประณีต คือวิธีเดียวที่จะทำให้ผลงานมีอายุยืนยาวกว่ากราฟเศรษฐกิจใดๆ
โชว์ที่เหมือนสารภาพรักกลางพระอาทิตย์ตก
ในช่วงที่เครือ LVMH ขึ้นมาเป็นพาร์ตเนอร์หลักของโอลิมปิกปารีส Louis Vuitton อยู่ในจุดที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความยิ่งใหญ่อีกต่อไป ตัวเลขอย่างยอดขายเกิน 2 หมื่นล้านยูโรในปี 2022 ชัดเจนมากพอแล้ว
แต่เมื่อถามถึงโมเมนต์ที่เขาภูมิใจที่สุด เขากลับเลือกโชว์คอลเล็กชั่นครูสที่ซานดิเอโก ซึ่งจัดที่ Salk Institute for Biological Studies ช่วงพระอาทิตย์ตก เขามองมันว่าเป็นเหมือน “การบอกรัก” ผ่านแฟชั่นให้กับสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ผู้กำลังมองหาโลกที่ดีกว่าเดิม และสถาปัตยกรรมที่กลายเป็นฉากหลังอันงดงาม
เขายอมรับว่าคอลเล็กชั่นครูสคือส่วนที่เขารักที่สุด เพราะมันทำให้เขาออกแบบประสบการณ์แบบ immersive ได้มากกว่าการให้โมเดลเดินบนแคตวอล์กเฉยๆ เขาพา Louis Vuitton ไปจัดโชว์ที่แลนด์มาร์กด้านดีไซน์ทั่วโลก ตั้งแต่ Niteroí Contemporary Art Museum ที่ริโอ เดอ จาเนโร ไปจนถึง Park Güell ที่บาร์เซโลนา
สำหรับเขา สถาปัตยกรรมคือส่วนต่อขยายตามธรรมชาติของโลกไซไฟ และเมื่อ Delphine และ Bernard Arnault บอกว่าจะทำโชว์ครูส เขาตั้งใจทันทีว่าจะต้องทำให้มัน “ส่วนตัว” และแตกต่าง
ไอเดียของเขาคือ
เปลี่ยนโชว์ให้กลายเป็นการเดินทางกับ Louis Vuitton ผ่านสถาปัตยกรรม
ให้การท่องโลกในแต่ละครั้งเป็นมากกว่าโลเกชั่นสวยๆ แต่เป็นบทสนทนาระหว่างแฟชั่น พื้นที่ และเวลา
แคลิฟอร์เนีย, โรงหนัง และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
ช่วงปีที่โลกล็อกดาวน์ Nicolas ใช้ชีวิตสลับไปมาระหว่างปารีสและแคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเขาอยู่กับพาร์ตเนอร์คนสำคัญ Drew Kuhse ความต่างของเวลาและจังหวะชีวิตทำให้เขาได้พบความสงบแบบที่ปารีสให้ไม่ได้
ที่แคลิฟอร์เนีย เขามีเวลานั่งดูหนังทีละหลายเรื่องได้จริงๆ (แม้เขาจะบอกว่าได้ยินตัวเองพูดแบบนี้แล้วมันฟังดูคลิเช่ก็ตาม) ในขณะที่ในปารีส เขาแทบไม่มีโอกาสไปโรงหนังเลยด้วยซ้ำ

เขายอมรับตรงๆ ว่าบางครั้งก็ถามตัวเองว่า
“ถ้าวันหนึ่งผมไม่ได้ทำงานในตำแหน่งนี้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร?”
“ถ้าตัดสินใจหยุดจริงๆ ผมจะใช้ชีวิตแบบจังหวะใหม่ได้ไหม?”
คำตอบยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่แน่คือ ตอนนี้เขามีความสุขดีทั้งในงานและชีวิตส่วนตัว เขาพูดด้วยเสียงมั่นใจว่า
“ผมอยู่ในจุดที่ลงตัวแล้วตอนนี้”
ผู้หญิงที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของเขา และมิตรภาพที่อยู่ยาวกว่ากระแส
นอกจากความสัมพันธ์กับ Drew แล้ว Nicolas ยังมองว่ากลุ่มเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขายังสนุกกับการทำงาน เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนซื่อสัตย์กับความสัมพันธ์ และเราจะเห็นได้จากกลุ่มผู้หญิงที่ร่วมงานกันมาเป็นสิบปีจนกลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ Louis Vuitton ในทุกวันนี้
ตั้งแต่ Jennifer Connelly ที่เขาออกแบบชุดให้งานออสการ์ปี 2002 จนถึงวันนี้ เราแทบจินตนาการไม่ออกแล้วว่างานพรมแดงที่ไม่มีชุดของ Nicolas หน้าตาเป็นอย่างไร
อลิเซีย วิกันเดอร์ ซึ่งเคยรับรางวัลออสการ์ในชุด Louis Vuitton สีเหลืองนวลจากฝีมือเขา เล่าว่าการใส่ชุดของ Nicolas ทำให้เธอรู้สึก
มีพลัง
โมเดิร์น
และเฟมินินในแบบที่ยังสะท้อนความแข็งแกร่งของผู้หญิงได้เต็มๆ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค แต่มาจากทักษะที่เขาลับมานานกว่า 30 ปี ผ่านรายชื่อผู้หญิงที่เขาเคยแต่งตัวให้ตั้งแต่ Madonna (ที่เลือกชุด Balenciaga ยุคแรกของเขาใส่ไปงานลูกโลกทองคำ) ไปจนถึง Carolyn Bessett Kennedy ที่เคยซื้อชุดกระโปรงจากคอลเล็กชั่นแรกของเขาที่ถูกส่งไปขายที่ Bergdorf Goodman ในปี 1998 เพื่อใส่ไปร่วมงานเลี้ยงรับเสด็จสมเด็จพระราชินีอังกฤษ
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ไฟในตัวเขายังแรงเหมือนเดิม แม้จะผ่านยุคเศรษฐกิจผันผวน ข่าวลือสะเทือนวงการ และวิกฤตสารพัด
เด็กฝึกงานวัย 14 ยังอยู่ข้างในชายวัย 53
ในวันนี้ Nicolas คือผู้นำงานดีไซน์ของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่สุดบนเวทีโลกมาเกือบ 30 ปีเต็ม แต่ในตัวเขายังมีเด็กหนุ่มในวัยฝึกงานที่อยากประสบความสำเร็จในสายแฟชั่นซ่อนอยู่เสมอ
สิ่งที่แตกต่างคือ ตอนนี้เขามีแพลตฟอร์มที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
เขายอมรับอย่างไม่ถ่อมตัวเกินไปว่า การได้ส่งเสียงในอุตสาหกรรมนี้ตลอดกว่า 20 ปี เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์ทุกคนจะได้สัมผัส และเขาตั้งใจใช้เสียงนั้นให้คุ้มค่าที่สุด เท่าที่เวลาจะอนุญาตให้เขาเดินไปข้างหน้า—เหมือนรันเวย์สูงที่เขาต่อจากทรังก์ Louis Vuitton ในโชว์ล่าสุดนั่นเอง
สำหรับผู้ชายคนนี้ แฟชั่นไม่เคยเป็นแค่เสื้อผ้า แต่มันคือวิธีเล่าเรื่องเวลา ความรัก และโลกไซไฟที่เขาอยากเห็นในอนาคต

