เมื่อโลกนาฬิกาเลือกเดินไปให้สุดขอบขีดจำกัด
การกล้าก้าวไปในเส้นทางที่ไม่เคยเดินมาก่อน มักพาเราไปเจออะไรใหม่ๆ เสมอ และระหว่างทางนั้นเอง เราก็มักได้ค้นพบ ขีดสุดศักยภาพของตัวเอง ไปพร้อมกัน
ในโลกนาฬิกาชั้นสูงก็เช่นเดียวกัน ความหมกมุ่นในการพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรม และยกระดับสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ คือหัวใจสำคัญที่ผลักวงการให้เดินหน้า และในงาน Watches & Wonders 2025 ปีนี้ เราได้เห็น “ที่สุดของที่สุด” หลายเรือนที่พร้อมทุบสถิติโลกเดิมๆ ทิ้งแบบไม่เหลียวหลัง
จากนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลกของ Vacheron Constantin นาฬิกาทูร์บิญงที่บางที่สุดในโลกจาก Bvlgari ไปจนถึงนาฬิกาดำน้ำกลไกจักรกลที่เบาที่สุดในโลกจาก Ulysse Nardin ทุกเรือนคือหลักฐานของ อัจฉริยภาพ ความคิดนอกกรอบ และความกล้าที่จะท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ

1. Les Cabinotiers “Solaria” Ultra Grand Complication – ความซับซ้อนระดับจักรวาล
นาฬิกาที่คนทั้งวงการจับตามองมากที่สุดเรือนหนึ่งในปีนี้ ต้องยกให้ Les Cabinotiers “Solaria” Ultra Grand Complication – La Premiere จาก Vacheron Constantin แบรนด์เก่าแก่จากเจนีวาที่ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของโลกโอท์ ออร์โลเจอรี
เพื่อฉลองวาระสำคัญของแบรนด์ นาฬิการะดับมาสเตอร์พีซเรือนนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า “ความซับซ้อน” ยังไปได้ไกลกว่าที่เราคิด


หลายคนอาจสงสัยว่า “ซับซ้อนที่สุดในโลก” คือแค่ไหน? คำตอบคือ เรือนนี้อัดแน่นด้วยกลไกคอมพลิเคชั่นมากถึง 41 ฟังก์ชัน แสดงผลทั้งด้านหน้าปัดและด้านหลังกระจกอย่างเป็นระบบ
จุดเด่นที่น่าทึ่ง ได้แก่
กลไกตีบอกเวลาแบบ Westminster ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ใช้ค้อนและฆ้องอย่างละ 4 ชิ้น ให้เสียงระฆังระดับมิวสิกบ็อกซ์บนข้อมือ
คอมพลิเคชั่นดาราศาสตร์หายาก โดยเฉพาะการแสดงตำแหน่งและการโคจรของดวงอาทิตย์
เป็นครั้งแรกในโลกที่รวม โครโนกราฟแบบ split-seconds เข้ากับ celetial vault ทำให้สามารถคำนวณช่วงเวลาที่ดาวดวงหนึ่งจะโผล่ขึ้นกลางฟ้าได้
ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุไว้ในตัวเรือนที่ยัง “ใส่ขึ้นข้อมือได้จริง” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม. และความหนาเพียง 14.99 มม. แต่ภายในคือกลไก Calibre 3655 พร้อมชิ้นส่วนถึง 1,521 ชิ้น ที่จัดระเบียบอย่างประณีตสุดขีด

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือทีม Les Cabinotiers แผนกนาฬิกาชั้นสูงของแบรนด์ ที่ใช้เวลากว่า 8 ปีเต็ม ในการพัฒนา และยังซ่อนเทคโนโลยีใหม่ที่อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตรมากถึง 13 รายการ เรียกได้ว่าเป็นเรือนที่ไม่ได้มีดีแค่ความหรูหรา แต่ยังเป็นการประกาศศักดาทางวิศวกรรมเวลาอย่างแท้จริง

2. Octo Finissimo Ultra Tourbillon – บางเฉียบแต่แรงดีไม่มีตก
ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ Bvlgari แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาที่มีประวัติยาวนานกว่า 140 ปี เข้าร่วมงาน Watches and Wonders อย่างเป็นทางการ และพวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ แต่ยกเอาหนึ่งในไฮไลต์ที่แรงที่สุดของปีมาเปิดตัว นั่นคือ Octo Finissimo Ultra Tourbillon นาฬิกาทูร์บิญงที่บางที่สุดในโลก
ตัวเรือนขนาด 40 มม. ถูกรีดความหนาลงเหลือเพียง 1.85 มม. ซึ่งบางในระดับที่สายตาแทบไม่เชื่อว่าข้างในคือกลไกจักรกลเต็มระบบ
นาฬิกาแนว ultra-thin ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แต่ Bvlgari เพิ่งก้าวเข้ามาเขย่าวงการอย่างจริงจังเมื่อเปิดตัว Octo Finissimo รุ่นแรกในปี 2014 ด้วยเวอร์ชั่นกลไกไขลานด้วยมือ จากนั้นก็ต่อยอดสู่เวอร์ชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น
กลไกอัตโนมัติ
Minute Repeater
Tourbillon
Chronograph GMT
Perpetual Calendar
ทุกเวอร์ชั่นโดดเด่นด้วยดีไซน์เรือนทรงแปดเหลี่ยม อันเป็นเอกลักษณ์ของ Octo เมื่อมองจากด้านหน้าจะรู้สึกว่าตัวเรือนดูแน่นเต็มสายตา ด้วยหน้าปัดกลมที่ถูกโอบล้อมด้วยขอบแปดเหลี่ยมสองชั้น แต่เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่า บางเฉียบจนน่าตกใจ และยังทำลายสถิติโลกด้านความบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หัวใจของความสำเร็จนี้อยู่ที่การที่ Bvlgari สามารถผลิตแทบทุกส่วนได้เองในโรงงานของตัวเอง ตั้งแต่
กลไกภายใน
หน้าปัด
ตัวเรือน
สาย
ทุกองค์ประกอบจึงถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันได้แบบไร้ช่องว่าง ทั้งยังช่วยผลักดันขีดจำกัดด้านวิศวกรรมความบางไปอีกระดับ


ก่อนหน้านี้ Bvlgari เคยเปิดตัว Octo Finissimo Tourbillon รุ่นกลไกไขลานเมื่อปี 2012 ที่มีความบางของตัวเรือนเพียง 1.95 มม. ซึ่งในตอนนั้นก็ถือว่าเหนือชั้นแล้ว แต่ Octo Finissimo Ultra Tourbillon ก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้กลไกทูร์บิญงคาลิเบอร์ BVL 900 แบบไขลานด้วยมือ
เมนเพลทของกลไกทำจากคาร์ไบด์ทังสเตนที่นอกจากจะรองรับกลไกทั้งหมดแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นฝาหลังตัวเรือนในชิ้นเดียวกัน บางส่วนของกลไกถูกฉลุโปร่งแบบสเกเลตันเพื่อเล่นกับแสงและเงา และยังให้พลังงานสำรองได้นาน 42 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับนาฬิกาบางระดับนี้

3. Ulysse Nardin Diver [AIR] – นาฬิกาดำน้ำที่เบาที่สุดในโลก
จากโลกของความซับซ้อนและความบางเฉียบ เรามาปิดท้ายกันที่ความเบาแบบเหนือความคาดหมาย กับ Diver [AIR] นาฬิกาดำน้ำกลไกจักรกลที่เบาที่สุดในโลก จาก Ulysse Nardin
เส้นทางของนาฬิกาดำน้ำสมัยใหม่เริ่มชัดเจนขึ้นในยุคทศวรรษ 1950 และ Ulysse Nardin ก็เข้าสู่สมรภูมินี้อย่างจริงจังในปี 1964 ก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ และในงาน Watches and Wonders 2025 พวกเขาก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการลดน้ำหนักนาฬิกาดำน้ำจักรกลลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง
Diver [AIR] เปรียบเทียบกับ Diver 44 มม. รุ่นปี 2019 ที่เคยมีน้ำหนักราว 120.5 กรัม รุ่นใหม่ล่าสุดนี้เหลือเพียง 52 กรัม เท่านั้น แต่ยังคงความแข็งแกร่ง พร้อมรองรับการผจญภัยในสภาพแวดล้อมแบบสุดขีด
กลไก UN-374 – เบาแต่ถึก สมชื่อสายลุย
หัวใจของความเบาพิเศษนี้อยู่ที่กลไก UN-374 ซึ่งผ่านการออกแบบใหม่แทบทั้งหมด โดยมีแนวคิดหลักคือ ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก แต่เพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้น
จุดเด่นของกลไกนี้ ได้แก่
เลือกตัดวัสดุบางส่วนออกเพื่อรีดน้ำหนักลงอย่างจริงจัง
ใช้สะพานจักรกลทรงสามเหลี่ยมที่บางและแข็งแรง ช่วยป้องกันการบิดงอและการเสียรูปของกลไก
โรเตอร์ถูกย่อให้เล็กลงเพื่อช่วยลดมวล
บาร์เรลสปริงหลักถูกออกแบบแบบลอยตัว ช่วยลดน้ำหนักลงอีกขั้น
ผลลัพธ์คือ กลไกทั้งชุดมีน้ำหนักเพียง 7 กรัม แต่ยังสามารถทนต่อแรงกระแทกได้มากถึง 5,000 กรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดุดันไม่แพ้ดีไซน์
ไทเทเนียม + ซิลิกอน = สูตรลับความเบาและความแม่น
โดยทั่วไป กลไกนาฬิกามักทำจากทองเหลืองหรืออะลูมิเนียม แต่ Ulysse Nardin เลือกสวนกระแสด้วยการใช้ ไทเทเนียม เป็นหลักเป็นครั้งแรกในกลไก Diver [AIR] ทำให้ได้ทั้งความแข็งแรง ทนทาน และน้ำหนักเบาในคราวเดียว
พร้อมกันนั้น ยังมีการผสานชิ้นส่วนซิลิกอนเข้าไปในระบบเอสเคปเมนท์ ซึ่งเป็นหัวใจในการควบคุมความเที่ยงตรงของเวลา
ข้อดีของการใช้ซิลิกอนคือ
น้ำหนักเบากว่าบาลานซ์แบบดั้งเดิมถึงครึ่งหนึ่ง
ทนต่อสนามแม่เหล็กได้ดีเยี่ยม
เสริมความเสถียรของการเดินเวลาในระยะยาว
ตัวเรือนสายดำน้ำที่ใส่แล้วลืมน้ำหนักไปเลย
ตัวเรือนขนาด 44 มม. ของ Diver [AIR] ถูกออกแบบมาแบบ “ไล่น้ำหนักทีละกรัม” ด้วยโครงสร้างแบบโมดูลาร์ที่มีความหนาแน่นต่ำ เลือกใช้วัสดุอย่าง
ไทเทเนียมน้ำหนักเบา
คาร์บอนไฟเบอร์ที่ทั้งเบาและแข็งแรง
ไทเทเนียมที่นำมาใช้ยังเป็นวัสดุรีไซเคิลคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% สอดรับกับแนวคิดโลกยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืนควบคู่กับสมรรถนะ
สรุป: เมื่อสถิติถูกสร้างขึ้นมาเพื่อถูกทำลาย
ทั้งสามเรือนจาก Vacheron Constantin, Bvlgari และ Ulysse Nardin คือคำตอบที่ชัดเจนว่า ทุกครั้งที่เราคิดว่า “นี่แหละคือขีดสุดแล้ว” วงการนาฬิกาชั้นสูงจะหาวิธีข้ามเส้นนั้นไปได้อีกเสมอ
เรือนหนึ่งผลักขีดจำกัดด้าน ความซับซ้อนของกลไก
อีกเรือนลดทอนทุกมิลลิเมตรเพื่อพิชิต ความบางเหนือจินตนาการ
ส่วนอีกรุ่นปลดล็อกขีดสุดของ ความเบาในนาฬิกาดำน้ำจักรกล
สำหรับคนรักนาฬิกา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างสถิติใหม่ แต่คือการได้เห็นว่า เวลา ยังถูกตีความได้หลากหลายแบบไม่มีวันสิ้นสุด และทุกเรือนในปีนี้ก็กำลังบอกเราว่า เส้นแบ่งระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นไปไม่ได้ บนข้อมือของเรา…บางกว่าที่คิดมากนัก

