ผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังคิดอะไรท่ามกลางโลกไม่แน่นอน?
ผู้นำธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า “เราเชื่อในภูมิภาคตัวเอง แม้จะไม่ค่อยเชื่อในเศรษฐกิจโลกเท่าไรนัก” จากผลสำรวจ Deloitte APEC CEO Survey 2025 สะท้อนภาพซีอีโอใน APEC ที่ต้องบริหารความไม่แน่นอนรอบทิศ แต่ยังมองเห็นโอกาสเติบโตอย่างจริงจัง
รายงานนี้เจาะลึกมุมมองของผู้นำองค์กรต่อความเสี่ยง โอกาส กลยุทธ์การเติบโต เงินทุน ความยั่งยืน ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีเกิดใหม่และ AI ที่กำลังกำหนดเกมธุรกิจรอบใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ไฮไลต์สั้น ๆ: ซีอีโอคิดอะไรอยู่?
ประเด็นสำคัญจากฝ่ายผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:
เกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 47) มองว่า ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ คือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อการเติบโตของธุรกิจในตอนนี้
ผู้นำส่วนใหญ่ยัง มองบวกต่อบริษัทของตนเอง (ร้อยละ 75) และเศรษฐกิจ APEC (ร้อยละ 66) แต่เมื่อหันไปมองเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมั่นหล่นฮวบ เหลือเพียงร้อยละ 46 เท่านั้น
ร้อยละ 45 เชื่อว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตในปัจจุบัน
ในอีก 3 ปีข้างหน้า นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ จะขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ (ร้อยละ 47)
ร้อยละ 50 มีแผนจะ ขยายหรือกระจายห่วงโซ่อุปทาน ภายใน 12 เดือน
ผู้นำส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73) ตั้งใจจะ เพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืน ในปีหน้า กระโดดจากร้อยละ 32 ในปีก่อน
ความต้องการทำ ดีลควบรวมกิจการ (M&A) และตัดสินใจด้านเงินทุนเชิงรุกเพิ่มขึ้นชัดเจน ร้อยละ 42 เตรียมเดินหน้าเจรจาข้อตกลงอย่างจริงจังในปีหน้า และตัวเลขนี้จะขยับเป็นร้อยละ 61 ภายใน 3 ปี
ภาพรวมการสำรวจ: เสียงจากซีอีโอ 1,252 คนทั่ว APEC
รายงานนี้มาจากการสำรวจซีอีโอและผู้นำธุรกิจระดับสูงในภูมิภาคความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ทั้งหมด 1,252 คน ครอบคลุม 18 เขตเศรษฐกิจ และกว่า 12 อุตสาหกรรม ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติ องค์กรระดับภูมิภาค ไปจนถึงบริษัทเอกชนที่เติบโตเร็ว
ในจำนวนนี้ มีผู้นำจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 270 คน ทำให้เสียงของภูมิภาคนี้เด่นชัดในผลสำรวจครั้งนี้
การสำรวจจัดทำขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ตลาดทุนทั่วโลกเปลี่ยนโฉม และการนำ AI มาใช้เร่งตัวขึ้นอย่างมาก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อทัศนคติด้านการลงทุน ต้นทุนทางการเงิน และมุมมองต่อความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
ช่องว่างแห่งความแน่นอน: มั่นใจในตัวเอง แต่ระวังโลกภายนอก
หนึ่งในภาพใหญ่ที่สะท้อนออกมาชัดคือ “ช่องว่างแห่งความแน่นอน” ที่ซีอีโอต้องรับมือ
ร้อยละ 75 ของผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมั่นในแนวโน้มของบริษัทตัวเอง
ร้อยละ 66 มองเศรษฐกิจ APEC ในแง่บวก
แต่เมื่อถามถึงเศรษฐกิจโลก มีเพียงร้อยละ 46 ที่ยังรู้สึกแบบเดียวกัน
หรือพูดง่าย ๆ คือ ผู้นำในภูมิภาคนี้มองว่า “บ้านเราและภูมิภาคเรายังไปต่อได้” แต่สำหรับเศรษฐกิจโลก พวกเขาเลือกที่จะ ระมัดระวังอย่างมีสติ มากกว่าเชื่อแบบสุดตัว
ผู้นำองค์กรกำลังพยายามปิดช่องว่างนี้ด้วย วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การมองหาโอกาสท่ามกลางความผันผวน และการใช้เทคโนโลยีมาสร้างแต้มต่อในระยะยาว
การเติบโต: จากเกมประสิทธิภาพ สู่เกมนวัตกรรมและการขยายตัว
ซีอีโอในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังให้ความสำคัญกับ การเติบโต (growth) อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิดและกลยุทธ์
อดีตอาจเน้นการรีดประสิทธิภาพภายในองค์กรเป็นหลัก แต่ตอนนี้โฟกัสกำลังขยับไปที่:
การขยายตัวผ่าน นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่
การสร้าง มูลค่าใหม่ข้ามพรมแดน
การมองหาตลาดและโอกาสใหม่ ๆ ภายใน APEC เป็นหลัก
แม้ในวันนี้ ผู้นำจะยังมองว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี คือปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 45) แต่ภายใน 3 ปีข้างหน้า ทิศทางจะขยับไปที่:
ร้อยละ 47 ของผู้นำให้ความสำคัญกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรม เพิ่มขึ้นจากเพียงร้อยละ 28 ในปัจจุบัน
ในมิติภูมิศาสตร์ รายได้ที่มาจากเศรษฐกิจในกลุ่ม APEC ก็ถูกคาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 17 ในวันนี้ เป็นร้อยละ 35 ภายใน 3 ปี ซึ่งสะท้อนภาพว่าผู้นำกำลัง ลงทุนความหวังไว้กับภูมิภาค มากกว่าตลาดโลกในภาพรวม
ห่วงโซ่อุปทาน: จากหลังบ้าน สู่สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ห่วงโซ่อุปทานไม่ได้เป็นแค่ระบบหลังบ้านอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ที่ต้อง:
ปรับตัวได้เร็ว
มีความคล่องตัวสูง
กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การแข่งขันโดยตรง
ภายใน 12 เดือนข้างหน้า:
ผู้นำองค์กรครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) มีแผนจะ ขยายหรือกระจายความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางที่หลายบริษัทกำลังทำ เช่น:
สร้างศูนย์กลางระดับภูมิภาคเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
มองหาซัพพลายเออร์ทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อมองเห็นประสิทธิภาพของซัพพลายเออร์และการไหลของโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์
มีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่คิดว่าห่วงโซ่อุปทานของตนจะไม่ถูกกระทบ ซึ่งก็หมายความว่า ส่วนใหญ่ตระหนักว่าโลกของ supply chain จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ความยั่งยืน: จากเรื่องเสริม สู่หัวใจของเกมเงินทุน
ในอดีต “ความยั่งยืน” มักถูกมองว่าเป็นเรื่องดีถ้ามี แต่ยังไม่ใช่ตัวตั้งของกลยุทธ์ธุรกิจ ทว่าตอนนี้ทิศทางกำลังเปลี่ยนไปแบบชัดเจน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:
ปัจจุบันมีผู้นำเพียงร้อยละ 21 ที่เชื่อว่าเรื่องความยั่งยืนจะสร้างความปั่นป่วนต่อกลยุทธ์ธุรกิจภายใน 12 เดือน
แต่ในมุมมองระยะ 3 ปี ตัวเลขนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 แปลว่า แรงสั่นสะเทือนจากความยั่งยืนกำลังจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ
พร้อมกันนั้น:
ร้อยละ 69 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ความยั่งยืนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์ด้านเงินทุน สอดคล้องกับการเติบโตของเครื่องมือการเงินที่ยั่งยืน (sustainable finance) ในภูมิภาค
หรือพูดให้ชัดคือ ใครอยากเข้าถึงเงินทุนในอนาคต จะหนีคำว่า ESG และความยั่งยืน ไม่พ้น
AI และเทคโนโลยี: อาวุธเสริมความยืดหยุ่น
ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ผู้นำองค์กรในภูมิภาคไม่ได้พึ่งแค่การ “ระวังตัว” แต่กำลังเดินหน้า ใช้เทคโนโลยีและ AI เป็นเกราะและดาบไปพร้อมกัน
จากภาพรวมทั้ง APEC:
ร้อยละ 42 ของผู้นำระบุว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี คือปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักในตอนนี้
ร้อยละ 60 ของบริษัทได้นำ AI มาใช้จริงแล้วอย่างน้อย 2 ฟังก์ชันธุรกิจขึ้นไป
- การใช้งาน AI มากที่สุดอยู่ในด้าน:
ไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (ร้อยละ 42)
การขาย การตลาด และการบริการลูกค้า (ร้อยละ 40)
ในมุมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำองค์กรกำลัง:
บูรณาการ AI เพื่อ เสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
เตรียมความพร้อมสำหรับ การรายงานด้านความยั่งยืน และ
วางรากฐานสู่ การเงินที่ยั่งยืน ตามข้อกำหนดที่จะเข้มข้นขึ้น
นี่ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีเพื่อความเท่ แต่คือการใช้เพื่อ เอาตัวรอดและโตให้ได้ในเกมใหม่
เงินทุน M&A และดีลใหญ่: ซีอีโอเริ่มกล้าตัดสินใจมากขึ้น
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตา คือ ความกระหายในการทำดีลและตัดสินใจเชิงเงินทุนอย่างเด็ดขาด
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:
ร้อยละ 42 ของผู้นำมีแผนจะเจรจาข้อตกลง M&A อย่างจริงจังในปีหน้า
ภายใน 3 ปี ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 61
ในระดับ APEC:
ร้อยละ 39 มีแผนจะเดินหน้าเจรจาดีลในปีหน้า
และแนวโน้มจะขยับตัวสูงขึ้นเป็นร้อยละ 59 ภายใน 3 ปี
หมายความว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผู้นำองค์กรจำนวนมากเลือกที่จะ ใช้โอกาสจากความผันผวนในการเก็บทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ผ่านดีลต่าง ๆ มากกว่ารอให้ทุกอย่างนิ่งแล้วค่อยขยับ
ความเสี่ยงที่กดดันซีอีโอ: จากภูมิรัฐศาสตร์ ถึงไซเบอร์
เมื่อมองในมิติ APEC โดยรวม รายงานชี้ให้เห็นว่า ซีอีโอกำลังเผชิญชุดความเสี่ยงหลัก ๆ ที่หนีไม่พ้น:
ภูมิรัฐศาสตร์ – ความตึงเครียดระหว่างประเทศ นโยบายการค้าใหม่ ๆ และการแบ่งขั้วของโลก
ภาวะเงินเฟ้อ – ต้นทุนที่ผันผวน กดดันกำไร และทำให้การวางแผนระยะยาวยากขึ้น
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ – การโจมตีที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันมากขึ้น
ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ยังคงมองบวกต่อบริษัทของตนเอง (ราว 7 ใน 10 คน) แม้จะมีไม่ถึงครึ่งที่รู้สึกดีกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนท่าทีแบบ “มองโลกจริง แต่ไม่ยอมแพ้”
ภาคผนวก: ภาพรวมเชิงวิธีวิจัย
การสำรวจ CEO ของดีลอยท์ในปี 2568 นี้ สะท้อนมุมมองของผู้นำองค์กร 1,252 คนในภูมิภาค APEC ครอบคลุม:
18 เขตเศรษฐกิจ
กว่า 10 อุตสาหกรรมหลัก
ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นซีอีโอและผู้บริหารระดับสูง (C-suite) ในองค์กรหลากหลายประเภท
สัดส่วนใหญ่เป็น:
ซีอีโอและผู้บริหารระดับเทียบเท่าจากบริษัทข้ามชาติและองค์กรระดับภูมิภาค คิดเป็นร้อยละ 43 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
ผู้บริหารระดับ C-suite อื่น ๆ ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์
การสำรวจจัดทำขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ตลาดทุนทั่วโลกปรับเปลี่ยน และการใช้ปัญญาประดิษฐ์เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจัยเหล่านี้จึงมีอิทธิพลต่อคำตอบ โดยเฉพาะมุมมองด้านการลงทุน ต้นทุนทางการเงิน และการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
สรุป: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมวิ่ง แม้สนามโลกจะขรุขระ
เมื่อดึงทุกชิ้นส่วนมาต่อภาพเดียวกัน จะเห็นว่า:
ซีอีโอในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อในศักยภาพของภูมิภาคตัวเองและใน APEC มากกว่าความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลก
พวกเขากำลังขยับจากการเน้นประสิทธิภาพ ไปสู่การ ลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และการขยายตัวทางภูมิศาสตร์
ห่วงโซ่อุปทานถูกยกระดับเป็นอาวุธเชิงกลยุทธ์ พร้อมรับมือความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ความยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืนกำลังกลายเป็น เงื่อนไขใหม่ของการเติบโตและการเข้าถึงเงินทุน
ความต้องการทำดีล M&A และการตัดสินใจด้านเงินทุนแบบกล้าลุย กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในโลกที่ความแน่นอนกลายเป็นของหายาก ผู้นำที่มองเห็นช่องว่างนี้ และกล้าที่จะเติมเต็มด้วยวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะเป็นคนที่ ไม่เพียงแค่รอด แต่ใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเร่งเครื่องการเติบโตครั้งใหม่

