รับแอปรับแอป

ผู้สูงวัยกลืนลำบาก อย่าปล่อยผ่าน! คู่มือดูแลที่บ้านแบบเข้าใจง่าย

ภาคภูมิ ศรีสุข01-30

เข้าใจ “ภาวะกลืนลำบาก” ในผู้สูงอายุ

ภาวะกลืนลำบาก คือ ภาวะที่ผู้สูงอายุรู้สึกกลืนลำบาก ไม่ว่าจะเป็น น้ำลาย อาหาร น้ำดื่ม หรือยา การกลืนติด กลืนแล้วเจ็บ หรือรู้สึกอาหารไม่ลง ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มนี้

ปัญหานี้สามารถเกิดได้ตั้งแต่ช่วง ช่องปาก คอหอย ไปจนถึงหลอดอาหาร และหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่กระทบคุณภาพชีวิตอย่างมาก

จากข้อมูลพบว่า กว่า 70% ของผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยมักเกี่ยวข้องกับความเสื่อมตามอายุ หรือโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ภาวะนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นสัญญาณที่ต้องหันมาดูแลทั้งร่างกายและการกินอยู่ของผู้สูงอายุให้มากขึ้น

3 ระยะของการกลืน และการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ

โดยทั่วไป กลไกการกลืนแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ ระยะช่องปาก ระยะคอหอย และระยะหลอดอาหาร เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ทำงานช้าลงและอ่อนแรงลง จนเสี่ยงต่อภาวะกลืนลำบาก ดังนี้

1. ระยะช่องปาก

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ มักพบการเปลี่ยนแปลงในช่องปากหลายอย่าง

  • จำนวนฟันลดลง

  • ความสามารถในการบดเคี้ยวอาหารลดลง

  • ปริมาณน้ำลายลดลง ปากแห้งบ่อย

  • ความแข็งแรงของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้มลดลง

  • การรับรสชาติอาหารลดลง ไม่รู้สึกอร่อยเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้สูงอายุต้องใช้เวลานานขึ้นในการจัดการอาหารในปาก เคี้ยวช้าลง เคี้ยวนานขึ้น กว่าจะกลืนได้แต่ละคำ

2. ระยะคอหอย

เมื่อกลไกการกลืนช่วงคอหอยทำงานไม่เต็มที่ จะเกิดปัญหาตามมา เช่น

  • กลไกป้องกันการสำลักทำงานได้ช้าลงหรือไวต่อสิ่งแปลกปลอมน้อยลง

  • กล้ามเนื้อคอหอยอ่อนแรง ทำงานได้ไม่เต็มที่

ผลที่ตามมา คือ อาหารอาจค้างอยู่ในคอ มีอาหารหรือน้ำบางส่วนท้นขึ้นจมูก หรือเกิดการสำลักระหว่างกลืนได้บ่อย

3. ระยะหลอดอาหาร

เมื่อหลอดอาหารเริ่มมีปัญหา การส่งผ่านอาหารลงสู่กระเพาะก็ไม่ราบรื่นเหมือนเดิม

  • การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารผิดปกติ

  • มีภาวะหลอดอาหารอักเสบ

จึงทำให้อาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานขึ้น และอาจมีอาหารหรือน้ำย้อนขึ้นมาที่คอหอย หรือหลุดเข้าหลอดลมได้

ภาวะกลืนลำบาก กระทบผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง

ภาวะกลืนลำบากไม่ได้กระทบแค่ตอนกิน แต่ยังส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ

  • เสี่ยงภาวะขาดสารอาหารและขาดน้ำ

  • เบื่ออาหาร กินได้น้อยลง ไม่อยากทานข้าว

  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

  • เกิดความเครียดหรือความกังวลทุกครั้งที่ต้องกินอาหาร

  • มีโอกาสสำลักอาหาร หรือเครื่องดื่ม จนลุกลามไปเป็นปอดอักเสบหรือติดเชื้อในปอด

ยิ่งปล่อยไว้นาน คุณภาพชีวิตยิ่งแย่ลง ทั้งร่างกายอ่อนแรงลงและสภาพจิตใจหดหู่ตามไปด้วย

เช็กให้ชัด ผู้สูงอายุมีภาวะกลืนลำบากหรือไม่

สัญญาณเตือนที่น่าจับตา มีดังนี้

  • มีน้ำหรืออาหารไหลออกจากมุมปากบ่อย ๆ ระหว่างกิน

  • ใช้เวลาเคี้ยวและกลืนต่อคำมากกว่าปกติ

  • รู้สึกกลืนไม่ลง กลืนแล้วเจ็บ หรือรู้สึกต้องเค้นกลืนทุกคำ

  • รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ หรือมีอาหารค้างในคอ

  • เวลาอาหารหรือน้ำเข้าปาก มักมีอาการไอ หรือสำลัก

  • เมื่อดื่มหรือกินอาหารเหลว มีอาหารหรือน้ำท้นขึ้นจมูก

  • หลังกลืนอาหารหรือน้ำ เสียงพูดเปลี่ยนไป เช่น เสียงแหบ หรือเสียงครืดคราดคล้ายน้ำในคอ

หากเริ่มสังเกตเห็นหลายข้อร่วมกัน ควรพาผู้สูงอายุปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินหาสาเหตุที่แท้จริง รับการรักษา และคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจำวันที่บ้าน เรายังสามารถช่วย ลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะกลืนลำบาก ได้ด้วยการปรับท่ากิน อาหาร และฝึกออกกำลังกายเฉพาะส่วน

ปรับง่าย ๆ ที่บ้าน เพื่อช่วยให้กลืนปลอดภัยขึ้น

1. ปรับท่าทางการกินให้เหมาะสม

ท่านั่งที่ดีในการกิน ควรอยู่ในท่า ลำตัวตั้งตรง ไม่เอนหลังมากเกินไป

ในผู้สูงอายุที่นั่งตัวตรงได้ไม่ดี สามารถให้

  • นั่งพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย

  • ก้มศีรษะลงเล็กน้อยขณะกลืน

ท่านี้จะช่วยให้การกลืนปลอดภัยขึ้น ลดโอกาสสำลัก

2. การเลือกและปรับลักษณะอาหาร

อาหารที่ดีสำหรับผู้สูงอายุที่กลืนลำบาก ควรมีลักษณะดังนี้

  • เนื้อนิ่ม เคี้ยวง่าย ไม่เหนียวหรือแข็ง

  • หั่นเป็นชิ้นไม่ใหญ่เกินไป

  • มีความชุ่มชื้น ไม่แห้งจนติดคอ

  • มีรสชาติหลากหลาย ตามที่ผู้สูงอายุชอบ เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร

ตัวอย่างเมนูที่เหมาะสม เช่น

  • เนื้อปลานึ่งซีอิ๊ว

  • แกงจืดเต้าหู้หมูสับ

  • เส้นใหญ่ราดหน้า

ส่วนเครื่องดื่ม เช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร มักไหลเร็ว ทำให้สำลักได้ง่ายในผู้ที่กลืนลำบาก จึงสามารถ เพิ่มความข้น ด้วยสารเพิ่มความหนืด เพื่อลดอัตราการไหล ทำให้กลืนได้ปลอดภัยมากขึ้น

3. ออกกำลังกายอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน

การออกกำลังกายเฉพาะส่วนสามารถช่วย คงและเพิ่มสมรรถภาพของอวัยวะที่ใช้ในการกลืน ได้ โดยเฉพาะริมฝีปาก ขากรรไกร ลิ้น และกล้ามเนื้อคอหอย

ท่าบริหารกล้ามเนื้อรอบปาก

ริมฝีปากมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บอาหารและน้ำไม่ให้ไหลออกจากปาก เมื่อกล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง จะเห็นน้ำลายหรืออาหารไหลออกขณะกิน

ท่าที่ 1: สลับปากจู๋กับยิ้มกว้าง

  • ห่อปากทำปากจู๋ ค้างไว้ 5 วินาที

  • จากนั้นฉีกยิ้มกว้าง ค้างไว้ 5 วินาที

  • ทำสลับกันต่อเนื่อง 10 ครั้ง

ท่านี้ช่วยเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อรอบปาก ทำให้ปิดริมฝีปากได้ดีขึ้นเวลาเคี้ยวและกลืน

ท่าบริหารขากรรไกร

ขากรรไกรคือกลไกหลักในการบดเคี้ยวอาหาร ผู้สูงอายุมักมีช่วงการเคลื่อนไหวที่ลดลงและกล้ามเนื้ออ่อนแรง จึงเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดและกินได้นานกว่าปกติ

ท่าที่ 1: อ้าปากค้าง

  • อ้าปากกว้างในระดับที่ยังรู้สึกสบาย

  • ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที

  • ปิดปากลงเบา ๆ

  • ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง

ท่าที่ 2: ขยับขากรรไกรซ้าย–ขวา

  • ขยับขากรรไกรล่างไปทางซ้ายช้า ๆ

  • จากนั้นขยับไปทางขวาช้า ๆ

  • นับเป็น 1 รอบ

  • ทำต่อเนื่องรอบละ 10 ครั้ง จำนวน 3 รอบ

ทั้งสองท่านี้ช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของขากรรไกร และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ขากรรไกร ผู้สูงอายุควรทำในช่วงการเคลื่อนไหวที่รู้สึกสบาย ไม่ฝืนจนเจ็บ

ท่าบริหารกล้ามเนื้อลิ้น

ลิ้นมีหน้าที่จัดการและคลุกเคล้าอาหารในปาก รวมถึงดันอาหารจากช่องปากไปยังคอหอย เมื่อกล้ามเนื้อลิ้นอ่อนแรงหรือเคลื่อนไหวได้น้อย จะทำให้จัดการอาหารในปากได้ยาก

ท่าที่ 1: แลบลิ้นค้าง

  • แลบลิ้นออกไปให้ยาวที่สุดเท่าที่สบาย

  • ค้างไว้ 10 วินาที

  • จากนั้นดึงลิ้นกลับเข้าปากอย่างรวดเร็ว

  • ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง

ท่าที่ 2: แลบลิ้นแตะมุมปาก

  • แลบลิ้นแตะมุมปากด้านซ้าย

  • จากนั้นสลับไปแตะมุมปากด้านขวา

  • ทำต่อเนื่องรอบละ 10 ครั้ง จำนวน 3 รอบ

ท่าที่ 3: ออกเสียงบริหารลิ้น

เน้นการใช้เสียงเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อลิ้นทั้งส่วนปลายและส่วนโคน

บริหารกล้ามเนื้อส่วนปลายลิ้น

  • ออกเสียง “ลา-ลา-ลา” จำนวน 10 ครั้ง

  • ออกเสียง “ดา-ดา-ดา” จำนวน 10 ครั้ง

บริหารกล้ามเนื้อส่วนโคนลิ้น

  • ออกเสียง “คา-คา-คา” จำนวน 10 ครั้ง

ทั้ง 3 กลุ่มท่านี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและกำลังของกล้ามเนื้อลิ้น แนะนำให้ผู้สูงอายุทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้การเคี้ยวและการกลืนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอหอย

กล้ามเนื้อคอหอยเป็นด่านสำคัญของการกลืน หากอ่อนแรงจะทำให้กลืนช้า กลืนลำบาก และเสี่ยงสำลักได้มากขึ้น

ท่าที่ 1: เก็บคางรู้สึกตึงที่คอหอย

  • นั่งลำตัวตรง

  • เก็บคางเข้าหาลำคอเล็กน้อย ก้มศีรษะลงจนรู้สึกตึงบริเวณคอหอย

  • ค้างไว้ 30 วินาที

  • ทำทั้งหมด 5 ครั้ง

หากต้องการเพิ่มแรงต้าน สามารถใช้ ลูกบอลขนาดเล็กหนีบไว้ระหว่างคางกับหน้าอก ขณะทำท่าได้

ท่าที่ 2: เงยหน้ายืดใต้คาง

  • นั่งลำตัวตรง

  • เงยหน้าขึ้นช้า ๆ

  • ดันขากรรไกรไปด้านหน้าเล็กน้อยจนรู้สึกตึงบริเวณใต้คาง

  • ค้างไว้ 5 วินาที

  • ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง

ท่าทางเหล่านี้ช่วยเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยและใต้คาง ทำให้การกลืนมั่นคงและปลอดภัยขึ้น

สรุป: กลืนดี ชีวิตก็ดีขึ้นได้

การรับประทานอาหารเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้ง สุขภาพกาย ความสุข และความภาคภูมิใจของผู้สูงอายุ หากการกลืนเริ่มมีปัญหา ย่อมส่งผลต่อชีวิตประจำวันทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผู้ดูแลและคนในครอบครัวจึงควร

  • เฝ้าสังเกตพฤติกรรมการกิน การกลืน และอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ

  • ปรับท่าทางการกินและลักษณะอาหารให้เหมาะสม

  • ชวนผู้สูงอายุออกกำลังกายบริเวณปาก ลิ้น ขากรรไกร และคอหอยอย่างสม่ำเสมอ

  • เมื่อมีสัญญาณผิดปกติ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน

ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งป้องกันได้เร็ว ภาวะกลืนลำบากอาจไม่หายไปในวันเดียว แต่ด้วยการดูแลที่ถูกวิธี ผู้สูงอายุก็ยังสามารถกินอร่อย ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในทุก ๆ วัน