เข้าใจ “ภาวะกลืนลำบาก” ในผู้สูงอายุ
ภาวะกลืนลำบาก คือ ภาวะที่ผู้สูงอายุรู้สึกกลืนลำบาก ไม่ว่าจะเป็น น้ำลาย อาหาร น้ำดื่ม หรือยา การกลืนติด กลืนแล้วเจ็บ หรือรู้สึกอาหารไม่ลง ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มนี้
ปัญหานี้สามารถเกิดได้ตั้งแต่ช่วง ช่องปาก คอหอย ไปจนถึงหลอดอาหาร และหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่กระทบคุณภาพชีวิตอย่างมาก
จากข้อมูลพบว่า กว่า 70% ของผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยมักเกี่ยวข้องกับความเสื่อมตามอายุ หรือโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ภาวะนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นสัญญาณที่ต้องหันมาดูแลทั้งร่างกายและการกินอยู่ของผู้สูงอายุให้มากขึ้น
3 ระยะของการกลืน และการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ
โดยทั่วไป กลไกการกลืนแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ ระยะช่องปาก ระยะคอหอย และระยะหลอดอาหาร เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ทำงานช้าลงและอ่อนแรงลง จนเสี่ยงต่อภาวะกลืนลำบาก ดังนี้
1. ระยะช่องปาก
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ มักพบการเปลี่ยนแปลงในช่องปากหลายอย่าง
จำนวนฟันลดลง
ความสามารถในการบดเคี้ยวอาหารลดลง
ปริมาณน้ำลายลดลง ปากแห้งบ่อย
ความแข็งแรงของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้มลดลง
การรับรสชาติอาหารลดลง ไม่รู้สึกอร่อยเหมือนเดิม
ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้สูงอายุต้องใช้เวลานานขึ้นในการจัดการอาหารในปาก เคี้ยวช้าลง เคี้ยวนานขึ้น กว่าจะกลืนได้แต่ละคำ
2. ระยะคอหอย
เมื่อกลไกการกลืนช่วงคอหอยทำงานไม่เต็มที่ จะเกิดปัญหาตามมา เช่น
กลไกป้องกันการสำลักทำงานได้ช้าลงหรือไวต่อสิ่งแปลกปลอมน้อยลง
กล้ามเนื้อคอหอยอ่อนแรง ทำงานได้ไม่เต็มที่
ผลที่ตามมา คือ อาหารอาจค้างอยู่ในคอ มีอาหารหรือน้ำบางส่วนท้นขึ้นจมูก หรือเกิดการสำลักระหว่างกลืนได้บ่อย
3. ระยะหลอดอาหาร
เมื่อหลอดอาหารเริ่มมีปัญหา การส่งผ่านอาหารลงสู่กระเพาะก็ไม่ราบรื่นเหมือนเดิม
การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารผิดปกติ
มีภาวะหลอดอาหารอักเสบ
จึงทำให้อาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานขึ้น และอาจมีอาหารหรือน้ำย้อนขึ้นมาที่คอหอย หรือหลุดเข้าหลอดลมได้
ภาวะกลืนลำบาก กระทบผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง
ภาวะกลืนลำบากไม่ได้กระทบแค่ตอนกิน แต่ยังส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ
เสี่ยงภาวะขาดสารอาหารและขาดน้ำ
เบื่ออาหาร กินได้น้อยลง ไม่อยากทานข้าว
น้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
เกิดความเครียดหรือความกังวลทุกครั้งที่ต้องกินอาหาร
มีโอกาสสำลักอาหาร หรือเครื่องดื่ม จนลุกลามไปเป็นปอดอักเสบหรือติดเชื้อในปอด
ยิ่งปล่อยไว้นาน คุณภาพชีวิตยิ่งแย่ลง ทั้งร่างกายอ่อนแรงลงและสภาพจิตใจหดหู่ตามไปด้วย
เช็กให้ชัด ผู้สูงอายุมีภาวะกลืนลำบากหรือไม่
สัญญาณเตือนที่น่าจับตา มีดังนี้
มีน้ำหรืออาหารไหลออกจากมุมปากบ่อย ๆ ระหว่างกิน
ใช้เวลาเคี้ยวและกลืนต่อคำมากกว่าปกติ
รู้สึกกลืนไม่ลง กลืนแล้วเจ็บ หรือรู้สึกต้องเค้นกลืนทุกคำ
รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ หรือมีอาหารค้างในคอ
เวลาอาหารหรือน้ำเข้าปาก มักมีอาการไอ หรือสำลัก
เมื่อดื่มหรือกินอาหารเหลว มีอาหารหรือน้ำท้นขึ้นจมูก
หลังกลืนอาหารหรือน้ำ เสียงพูดเปลี่ยนไป เช่น เสียงแหบ หรือเสียงครืดคราดคล้ายน้ำในคอ
หากเริ่มสังเกตเห็นหลายข้อร่วมกัน ควรพาผู้สูงอายุปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินหาสาเหตุที่แท้จริง รับการรักษา และคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจำวันที่บ้าน เรายังสามารถช่วย ลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะกลืนลำบาก ได้ด้วยการปรับท่ากิน อาหาร และฝึกออกกำลังกายเฉพาะส่วน
ปรับง่าย ๆ ที่บ้าน เพื่อช่วยให้กลืนปลอดภัยขึ้น
1. ปรับท่าทางการกินให้เหมาะสม
ท่านั่งที่ดีในการกิน ควรอยู่ในท่า ลำตัวตั้งตรง ไม่เอนหลังมากเกินไป
ในผู้สูงอายุที่นั่งตัวตรงได้ไม่ดี สามารถให้
นั่งพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย
ก้มศีรษะลงเล็กน้อยขณะกลืน
ท่านี้จะช่วยให้การกลืนปลอดภัยขึ้น ลดโอกาสสำลัก
2. การเลือกและปรับลักษณะอาหาร
อาหารที่ดีสำหรับผู้สูงอายุที่กลืนลำบาก ควรมีลักษณะดังนี้
เนื้อนิ่ม เคี้ยวง่าย ไม่เหนียวหรือแข็ง
หั่นเป็นชิ้นไม่ใหญ่เกินไป
มีความชุ่มชื้น ไม่แห้งจนติดคอ
มีรสชาติหลากหลาย ตามที่ผู้สูงอายุชอบ เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
ตัวอย่างเมนูที่เหมาะสม เช่น
เนื้อปลานึ่งซีอิ๊ว
แกงจืดเต้าหู้หมูสับ
เส้นใหญ่ราดหน้า
ส่วนเครื่องดื่ม เช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร มักไหลเร็ว ทำให้สำลักได้ง่ายในผู้ที่กลืนลำบาก จึงสามารถ เพิ่มความข้น ด้วยสารเพิ่มความหนืด เพื่อลดอัตราการไหล ทำให้กลืนได้ปลอดภัยมากขึ้น
3. ออกกำลังกายอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน
การออกกำลังกายเฉพาะส่วนสามารถช่วย คงและเพิ่มสมรรถภาพของอวัยวะที่ใช้ในการกลืน ได้ โดยเฉพาะริมฝีปาก ขากรรไกร ลิ้น และกล้ามเนื้อคอหอย
ท่าบริหารกล้ามเนื้อรอบปาก
ริมฝีปากมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บอาหารและน้ำไม่ให้ไหลออกจากปาก เมื่อกล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง จะเห็นน้ำลายหรืออาหารไหลออกขณะกิน
ท่าที่ 1: สลับปากจู๋กับยิ้มกว้าง
ห่อปากทำปากจู๋ ค้างไว้ 5 วินาที
จากนั้นฉีกยิ้มกว้าง ค้างไว้ 5 วินาที
ทำสลับกันต่อเนื่อง 10 ครั้ง
ท่านี้ช่วยเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อรอบปาก ทำให้ปิดริมฝีปากได้ดีขึ้นเวลาเคี้ยวและกลืน
ท่าบริหารขากรรไกร
ขากรรไกรคือกลไกหลักในการบดเคี้ยวอาหาร ผู้สูงอายุมักมีช่วงการเคลื่อนไหวที่ลดลงและกล้ามเนื้ออ่อนแรง จึงเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดและกินได้นานกว่าปกติ
ท่าที่ 1: อ้าปากค้าง
อ้าปากกว้างในระดับที่ยังรู้สึกสบาย
ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที
ปิดปากลงเบา ๆ
ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง
ท่าที่ 2: ขยับขากรรไกรซ้าย–ขวา
ขยับขากรรไกรล่างไปทางซ้ายช้า ๆ
จากนั้นขยับไปทางขวาช้า ๆ
นับเป็น 1 รอบ
ทำต่อเนื่องรอบละ 10 ครั้ง จำนวน 3 รอบ
ทั้งสองท่านี้ช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของขากรรไกร และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ขากรรไกร ผู้สูงอายุควรทำในช่วงการเคลื่อนไหวที่รู้สึกสบาย ไม่ฝืนจนเจ็บ
ท่าบริหารกล้ามเนื้อลิ้น
ลิ้นมีหน้าที่จัดการและคลุกเคล้าอาหารในปาก รวมถึงดันอาหารจากช่องปากไปยังคอหอย เมื่อกล้ามเนื้อลิ้นอ่อนแรงหรือเคลื่อนไหวได้น้อย จะทำให้จัดการอาหารในปากได้ยาก
ท่าที่ 1: แลบลิ้นค้าง
แลบลิ้นออกไปให้ยาวที่สุดเท่าที่สบาย
ค้างไว้ 10 วินาที
จากนั้นดึงลิ้นกลับเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง
ท่าที่ 2: แลบลิ้นแตะมุมปาก
แลบลิ้นแตะมุมปากด้านซ้าย
จากนั้นสลับไปแตะมุมปากด้านขวา
ทำต่อเนื่องรอบละ 10 ครั้ง จำนวน 3 รอบ
ท่าที่ 3: ออกเสียงบริหารลิ้น
เน้นการใช้เสียงเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อลิ้นทั้งส่วนปลายและส่วนโคน
บริหารกล้ามเนื้อส่วนปลายลิ้น
ออกเสียง “ลา-ลา-ลา” จำนวน 10 ครั้ง
ออกเสียง “ดา-ดา-ดา” จำนวน 10 ครั้ง
บริหารกล้ามเนื้อส่วนโคนลิ้น
ออกเสียง “คา-คา-คา” จำนวน 10 ครั้ง
ทั้ง 3 กลุ่มท่านี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและกำลังของกล้ามเนื้อลิ้น แนะนำให้ผู้สูงอายุทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้การเคี้ยวและการกลืนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอหอย
กล้ามเนื้อคอหอยเป็นด่านสำคัญของการกลืน หากอ่อนแรงจะทำให้กลืนช้า กลืนลำบาก และเสี่ยงสำลักได้มากขึ้น
ท่าที่ 1: เก็บคางรู้สึกตึงที่คอหอย
นั่งลำตัวตรง
เก็บคางเข้าหาลำคอเล็กน้อย ก้มศีรษะลงจนรู้สึกตึงบริเวณคอหอย
ค้างไว้ 30 วินาที
ทำทั้งหมด 5 ครั้ง
หากต้องการเพิ่มแรงต้าน สามารถใช้ ลูกบอลขนาดเล็กหนีบไว้ระหว่างคางกับหน้าอก ขณะทำท่าได้
ท่าที่ 2: เงยหน้ายืดใต้คาง
นั่งลำตัวตรง
เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดันขากรรไกรไปด้านหน้าเล็กน้อยจนรู้สึกตึงบริเวณใต้คาง
ค้างไว้ 5 วินาที
ทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง
ท่าทางเหล่านี้ช่วยเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยและใต้คาง ทำให้การกลืนมั่นคงและปลอดภัยขึ้น
สรุป: กลืนดี ชีวิตก็ดีขึ้นได้
การรับประทานอาหารเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้ง สุขภาพกาย ความสุข และความภาคภูมิใจของผู้สูงอายุ หากการกลืนเริ่มมีปัญหา ย่อมส่งผลต่อชีวิตประจำวันทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผู้ดูแลและคนในครอบครัวจึงควร
เฝ้าสังเกตพฤติกรรมการกิน การกลืน และอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ
ปรับท่าทางการกินและลักษณะอาหารให้เหมาะสม
ชวนผู้สูงอายุออกกำลังกายบริเวณปาก ลิ้น ขากรรไกร และคอหอยอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อมีสัญญาณผิดปกติ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน
ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งป้องกันได้เร็ว ภาวะกลืนลำบากอาจไม่หายไปในวันเดียว แต่ด้วยการดูแลที่ถูกวิธี ผู้สูงอายุก็ยังสามารถกินอร่อย ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในทุก ๆ วัน

