WONDERFUL NEST: งานเทศกาลที่เริ่มจากตัวเรา
เทศกาลนกเงือก Hornbill Fest 2025 : WONDERFUL NEST คือพื้นที่ที่ชวนให้เรากลับมามองคำว่า “การอนุรักษ์” ใหม่อีกครั้ง
ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน ไม่ต้องแบกจอบไปปลูกป่าบนดอย แต่คือการเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จากตัวเราเอง
ภายใต้แนวคิดนี้ งานจึงถูกจัดขึ้นที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนเมือง เยาวชน และคนที่อาจไม่เคยคิดว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์ ได้ลองเข้ามา “จับต้อง” โลกของสัตว์ป่าใกล้ตัวมากขึ้น
โพรงรังเล็ก ๆ ที่แบกชีวิตทั้งเผ่า
หนึ่งในหัวใจของเทศกาลครั้งนี้ คือการชวนมาทำความเข้าใจเรื่อง “โพรงรัง” ของนกเงือก
นกเงือกต้องพึ่งพาโพรงไม้ใหญ่ในการวางไข่และฟักลูก นั่นหมายความว่า ถ้าป่าที่เคยมีต้นไม้ใหญ่ลดลง พื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตของพวกมันก็หายไปด้วย
จึงเกิดการจัดการโพรงรังทั้งแบบธรรมชาติ และ โพรงรังเทียมที่มนุษย์ช่วยสร้าง เพื่อชดเชยสิ่งที่ป่าถูกพรากไป การดูแลโพรงรังเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการมอบโอกาสในการดำรงเผ่าพันธุ์ให้นกเงือกอย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งไฮไลต์ในงาน คือกิจกรรม รุกขกร หรือการปีนต้นไม้เพื่อซ่อมแซมโพรงรัง ที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะและอุปกรณ์ครบมือเพื่อขึ้นไปทำงานบนต้นไม้สูง
กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่เท่ ดูหวาดเสียว แต่ยังช่วยปรับปรุงโพรงให้เหมาะกับการวางไข่และฟักไข่ของนกเงือกจริง ๆ และมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการรอดของประชากรนกเงือกอย่างมีนัยสำคัญ
พื้นที่เรียนรู้สำหรับคนเมืองและเด็กรุ่นใหม่
แม้แกนหลักของงานจะเป็นเวทีเสวนาเชิงวิชาการ แต่บรรยากาศกลับไม่ได้แข็งทื่ออย่างที่หลายคนกลัว
ภายในงานมีกิจกรรมเสริมที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สนใจเรื่องสัตว์ป่าและระบบนิเวศมากขึ้น ผ่านประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและชวนคิด
นิทรรศการศิลปะเพื่อสัตว์ป่า ที่ใช้ภาพและสื่อสร้างสรรค์เล่าเรื่องธรรมชาติในมุมที่เข้าถึงง่าย
กิจกรรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ที่ทำให้เข้าใจบทบาทของนกเงือกในระบบนิเวศแบบไม่ต้องเปิดตำรา
สิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่อาจเพิ่งเคยได้ “พบ” นกเงือกผ่านความรู้สึก มากกว่าผ่านตัวหนังสือ
เมื่อศิลปะ วิทยาศาสตร์ และการอนุรักษ์มาชนกัน งานอนุรักษ์จึงกลายเป็นเรื่องที่แตะต้องได้ ไม่ไกลตัวอย่างที่คิด
มนุษย์…ก็เป็นเพียงหนึ่งชิ้นส่วนในภาพใหญ่
แม้งานจะใช้นกเงือกเป็นตัวละครหลักในการเล่าเรื่อง แต่เป้าหมายแท้จริงของเทศกาลนี้ คือการชวนให้เรามอง ทั้งระบบนิเวศ ในภาพรวม
ทุกชีวิตในธรรมชาติ ไม่ว่าจะตัวเล็กแค่ไหน ล้วนมีหน้าที่ของมันเอง เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต้องช่วยกันต่อให้ครบ ภาพใหญ่ถึงจะชัด
มนุษย์ก็เป็นเพียงหนึ่งชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ชุดนั้น ไม่ได้อยู่เหนือกว่า ไม่ได้อยู่นอกวงจร แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมดุลที่ถ้าเราใช้เกิน หรือดึงออกไปมากไป ภาพรวมทั้งหมดก็เริ่มสั่นคลอน
สิ่งที่งานนี้พยายามสื่อ คือการให้คนกลับมามองตัวเองในฐานะ “ผู้เล่นคนหนึ่งในระบบนิเวศ” ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ทรัพยากรอย่างเดียว
การอนุรักษ์ที่เริ่มต้นจากชีวิตประจำวัน
หัวใจสำคัญที่ถูกทิ้งท้ายเอาไว้ คือแนวคิดที่ว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่ต้องจริงจังและต่อเนื่อง
ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิจัย ไม่ต้องเป็นผู้พิทักษ์ป่า ไม่ต้องมีเครื่องแบบถึงจะมีสิทธิ์หวงแหนธรรมชาติ
เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เช่น
ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นและรู้คุณค่า
ลดการสร้างขยะที่ย้อนกลับไปกระทบระบบนิเวศ
สนใจที่มาของอาหาร ของใช้ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ต้นทาง
สนับสนุนงานอนุรักษ์ในแบบที่ตัวเองถนัด ทั้งการลงแรง ลงเวลา หรือส่งต่อความรู้
เพียงเริ่มจากตัวเอง แล้วลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
เมื่อรังนกเงือกกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม
โพรงรังของนกเงือกอาจดูเป็นเพียงช่องเล็ก ๆ บนต้นไม้ใหญ่ แต่สำหรับงาน Hornbill Fest 2025 มันกลับกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของการดูแลโลกใบนี้ตั้งแต่จุดเล็กที่สุด
คำถามที่เทศกาลทิ้งไว้ให้เราคิดต่อคือ:
ถ้าโพรงเล็ก ๆ ยังสำคัญต่อชีวิตหนึ่งเผ่าพันธุ์ แล้วพื้นที่เล็ก ๆ ในชีวิตเรา มีอะไรที่เรายังดูแลมันไม่ดีพอหรือเปล่า?
ถ้าต้นไม้ใหญ่สักต้นสามารถโอบอุ้มชีวิตนับไม่ถ้วน มนุษย์หนึ่งคนจะโอบอุ้มอะไรไว้ได้บ้างในช่วงชีวิตของตัวเอง?
บางครั้ง การอนุรักษ์ไม่ได้เริ่มจากป่า แต่อาจเริ่มจากใจที่ยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และอยากเห็นมันอยู่รอดไปพร้อมกับเรา

