รับแอปรับแอป

ร้อยไหมแบบเกาหลีคืออะไร? คู่มือยกกระชับหน้าให้ดูเด็กลงแบบไม่ต้องผ่าตัด

ภูริเดช คำทอง01-31

อยากหน้าเต่ง ตึง เป๊ะ แบบสาวเกาหลี ต้องรู้เรื่องร้อยไหมให้ลึกกว่านี้

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธี ยกกระชับใบหน้าแบบไม่ผ่าตัด อยากให้หน้าเรียว กรอบหน้าชัด ผิวดูฟูเหมือนรีทัช แต่ยังดูเป็นตัวเอง “ร้อยไหมสไตล์เกาหลี” คือคำตอบที่มาแรงสุดในตอนนี้

เทคนิคนี้ใช้เส้นไหมทางการแพทย์เส้นเล็ก ๆ สอดลงไปใต้ผิว เพื่อช่วย ยกผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย พร้อมไปกับการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ทำให้หน้าเรียวขึ้น ดูเด็กลง โดยไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนผ่าตัดดึงหน้า

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไล่ทีละประเด็น ตั้งแต่หลักการทำงานของเส้นไหม ความต่างระหว่างไหมแต่ละชนิด เทคนิคแบบเกาหลี จุดที่ฮิตทำ ไปจนถึงวิธีเลือกคลินิกและแพทย์ให้ปลอดภัยที่สุด

ร้อยไหมสไตล์เกาหลีคืออะไร? ทำไมถึงฮิตทั่วเอเชีย

ร้อยไหมคืออะไร ทำไมช่วยยกผิวได้

ร้อยไหมคือเทคนิค ยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ผ่าตัด ใช้เส้นไหมทางการแพทย์ที่มีความยืดหยุ่นสูง สอดเข้าไปในชั้นผิวหรือชั้นกล้ามเนื้อบางส่วน เพื่อช่วยพยุงและดึงผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น

นอกจากแรงยกจากตัวไหมแล้ว เส้นไหมยังทำหน้าที่เหมือน “โครง” ให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามแนวไหม ผลลัพธ์ที่ได้คือ

  • ใบหน้าดูเรียวขึ้น

  • ผิวแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

  • ริ้วรอยและร่องต่าง ๆ ดูตื้นลง

เหมาะกับคนที่เริ่มเห็นสัญญาณความหย่อนของใบหน้า แต่ยังไม่อยากผ่าตัดจริงจัง

จุดประสงค์หลักของการร้อยไหม

  • ยกผิวที่หย่อนและแก้ไขความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม กรอบหน้า และใต้คาง

  • ปรับรูปหน้าให้ดูเรียวยาวและอ่อนเยาว์ขึ้น

  • กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและอีลาสติน ให้ผิวแข็งแรงจากภายใน

  • ลดเลือนริ้วรอยบริเวณแก้ม มุมปาก และแนวกราม

แล้วแบบเกาหลีต่างจากที่อื่นยังไง

ร้อยไหมสไตล์เกาหลีไม่ได้ต่างแค่ “ชื่อเรียก” แต่ต่างที่

  • ชนิดไหม ที่ใช้เป็นไหมละลายคุณภาพสูง เช่น PDO, PLLA, PCL ที่ผ่านมาตรฐานเกาหลี

  • ดีไซน์แนวไหมแบบเฉพาะบุคคล วางไหมให้เข้ากับโครงหน้า โหนกแก้ม และกรอบหน้าของแต่ละคน

  • เน้นผลลัพธ์แบบ “ยกแต่ไม่ปลอม” ไม่แข็ง ไม่ดึงจนตึง

แพทย์จะสอดไหมในระดับชั้นกล้ามเนื้อส่วนกลางของใบหน้า ซึ่งเป็นเลเยอร์สำคัญที่เกี่ยวกับความหย่อนคล้อย ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้ยาวและดูเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่นง่าย

ทำไมถึงกลายเป็นเทรนด์ทั่วเอเชีย

  • ผลลัพธ์ชัด แต่ยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา

  • เทคนิคการสอดไหมละเอียด ทำให้รอยช้ำและบวมน้อย ฟื้นตัวไว

  • ได้แรงยกใกล้เคียงการผ่าตัดในบางเคส แต่ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่

  • กลายเป็นมาตรฐานความงามแบบเกาหลีที่หลายประเทศในเอเชียให้การยอมรับ

เลือกไหมแบบไหนให้ตรงกับใบหน้าและอายุ (PDO / PLLA / PCL)

ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ไหมแบบเดียวกันแล้วสวยเท่ากัน การเลือกชนิดไหมถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะแต่ละแบบให้ระดับแรงยกและอายุการอยู่ในผิวที่ต่างกัน

1. ไหม PDO (Polydioxanone)

ไหม PDO คือไหมละลายที่ใช้แพร่หลายที่สุดในวงการร้อยไหม โดดเด่นเรื่องความปลอดภัยและเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อ

จุดเด่นของไหม PDO

  • กระตุ้นคอลลาเจนได้ดี เห็นความตึงกระชับเร็ว

  • อยู่ในร่างกายประมาณ 6–8 เดือน ก่อนละลายเอง

  • เหมาะกับการยกกระชับระดับเบาถึงปานกลาง

  • นิยมใช้บริเวณแก้ม ใต้ตา และกรอบหน้า

เหมาะกับใคร

  • คนอายุประมาณ 25–35 ปี

  • เริ่มมีความหย่อนเล็กน้อย ผิวดูขาดความเฟิร์ม

  • คนที่อยากลองทำร้อยไหมครั้งแรก ยังไม่อยากใช้ไหมที่อยู่ได้นานมาก

2. ไหม PLLA (Poly L-Lactic Acid)

ไหม PLLA เป็นไหมละลายที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่า PDO และกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นลึกได้ดี เหมาะกับคนที่อยากได้ผลลัพธ์ชัดและนานขึ้น

จุดเด่นของไหม PLLA

  • อยู่ในร่างกายประมาณ 12–18 เดือน

  • ช่วยจัดโครงสร้างผิวจากด้านใน ทำให้ผิวแน่นทั่ว ๆ ไม่ใช่ตึงเฉพาะจุด

  • ผลจะค่อย ๆ ดีขึ้นทีละนิดแบบเป็นธรรมชาติ (Natural Progressive Effect)

  • เหมาะกับแก้มตก แนวกรามเริ่มหย่อน

เหมาะกับใคร

  • คนอายุ 30 ปีขึ้นไป

  • มีผิวหย่อนคล้อยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะช่วงแก้มและคาง

  • ไม่อยากทำบ่อย อยากให้ผลอยู่ได้ยาวขึ้น

3. ไหม PCL (Polycaprolactone)

ไหม PCL เป็นรุ่นใหม่ที่ทั้งยืดหยุ่นดีและอยู่ในผิวได้นานที่สุดในสามแบบ ให้แรงยกและผิวแน่นแบบจัดเต็ม

จุดเด่นของไหม PCL

  • อยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 24 เดือนขึ้นไป

  • เนื้อไหมยืดหยุ่นสูง รับการขยับของใบหน้าได้ดี ไม่แข็งเป็นแท่ง

  • กระตุ้นคอลลาเจนได้ต่อเนื่องยาวนาน

  • หลังไหมละลาย ผิวยังดูอิ่มฟูและยืดหยุ่นอยู่

เหมาะกับใคร

  • คนอายุ 40+ หรือมีผิวค่อนข้างหนาและหย่อนชัด

  • เคยร้อยไหมมาก่อนแล้วอยากอัปเกรดผลลัพธ์ให้ชัดและทนนานขึ้น

เลือกไหมยังไงให้เหมาะกับหน้าเรา

การเลือกไหมไม่ควรดูแค่อายุ แต่ต้องคำนึงถึง

  • โครงหน้าและรูปหน้าเดิม

  • ความหนาของผิวและชั้นไขมัน

  • จุดที่ต้องการยก (แก้ม กรอบหน้า คาง ลำคอ ฯลฯ)

แพทย์ที่เชี่ยวชาญจะเป็นคนประเมินให้ครบ ตั้งแต่ชนิดไหม จำนวนเส้น ไปจนถึงทิศทางการวางไหม เพื่อให้สวยที่สุดในแบบของแต่ละคน

ขั้นตอนร้อยไหมแบบเกาหลี + จุดฮิตที่คนนิยมทำ

ขั้นตอนการทำแบบละเอียด

เทคนิคเกาหลีให้ความสำคัญกับ ความแม่นยำและความปลอดภัย ทุกขั้นตอน ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ผ่านการฝึกเทคนิคยกกระชับโดยตรง และใช้ไหมที่มีมาตรฐาน

ขั้นตอนหลัก ๆ จะมีดังนี้

  1. ปรึกษาและออกแบบใบหน้า
    แพทย์ประเมินรูปหน้า ชั้นผิว และระดับความหย่อนคล้อย ก่อนดีไซน์แนวไหมให้ตรงจุดปัญหา เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีเหนียง

  2. ทำความสะอาดและวางยาชาเฉพาะที่
    ทำความสะอาดผิวอย่างละเอียด แล้วทายาชาหรือฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อให้รู้สึกสบายระหว่างทำ

  3. สอดไหมลงสู่ชั้นผิวที่เหมาะสม
    ใช้เข็มปลายทู่หรือท่อ Cannula ในการสอดไหมลงในชั้นกล้ามเนื้อส่วนกลางของใบหน้า เพื่อให้ไหมยึดเนื้อเยื่อได้ดีและให้แรงยกเต็มที่

  4. ปรับความตึงและเช็กความสมดุล
    แพทย์จะค่อย ๆ ดึงไหม ปรับระดับการยก เช็กความสมมาตรของใบหน้าทั้งสองข้างให้ดูเป็นธรรมชาติ

  5. ตัดปลายไหมและทำความสะอาดผิว
    ตัดปลายไหมที่โผล่พ้นผิวออก ทำความสะอาดผิวอีกครั้ง และอธิบายวิธีดูแลหลังทำอย่างละเอียด

ระยะเวลาทำและการพักฟื้น

  • ใช้เวลาทำประมาณ 30–60 นาที ขึ้นกับจำนวนไหมและบริเวณที่ทำ

  • ส่วนใหญ่กลับบ้านได้ทันทีหลังทำ

  • อาจมีอาการบวมตึงเล็กน้อย 1–3 วันแรก

  • ช่วง 1 สัปดาห์แรกควรงดนวดหน้า หลีกเลี่ยงการกดหรือดึงผิวแรง ๆ และงดออกกำลังกายหนัก

  • เห็นผลเบื้องต้นได้ทันทีหลังทำ และจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 2–4 สัปดาห์

บริเวณยอดนิยมสำหรับการร้อยไหม

1. แนวกรอบหน้า (Jawline)

  • ช่วยให้กรอบหน้าชัดขึ้น ลดเหนียงและความหย่อนช่วงคางและคอ

  • เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าใบหน้า “เบลอกรอบ” ไม่มีมิติ

2. แก้มและร่องแก้ม (Cheek & Nasolabial Fold)

  • ยกแก้มที่ตก ทำให้ร่องข้างจมูกดูตื้น

  • มักใช้ไหมมีเงี่ยงเพื่อพยุงเนื้อแก้มให้ยกขึ้นอย่างมั่นคง

3. หางตาและหางคิ้ว (Eye & Brow Lift)

  • ช่วยยกหางตาและหางคิ้วที่ตก ทำให้ตาดูสดใสขึ้น

  • ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดยกหางตา

4. ร่องมุมปากและช่วงล่างของใบหน้า

  • ยกมุมปากที่ตก ลดความหย่อนส่วนล่างใบหน้า

  • ทำให้หน้าดูสดใส ไม่ดูเศร้าหม่น

5. ใต้คางและลำคอ

  • ลดความหย่อนใต้คาง ทำให้คอดูเรียวยาวขึ้น

  • นิยมใช้ไหม PCL หรือ PLLA ที่ให้แรงยกสูงและอยู่ได้นาน

เคล็ดลับดูแลหลังร้อยไหมให้ผลอยู่ได้นาน

  • เลี่ยงการนอนตะแคง นอนคว่ำ หรือก้มหน้าเยอะ ๆ ในสัปดาห์แรก

  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและช่วยกระตุ้นคอลลาเจน

  • งดออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และอบไอน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • ใช้สกินแคร์ที่เน้น ให้ความชุ่มชื้น และลดการระคายเคือง

  • เข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลและเช็กความคงตัวของไหม

ผลลัพธ์จริงอยู่ได้นานแค่ไหน และต้องดูแลยังไง

ผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไหร่

หลังร้อยไหม ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า

  • ผิวตึงขึ้นทันที โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้าและแก้ม

  • ใบหน้าดูได้รูปขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่วันแรก

แต่ช่วงที่เห็นผลสวยสุดจะอยู่ที่ ประมาณ 2–4 สัปดาห์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามแนวไหมอย่างเต็มที่

ผลที่มักสังเกตได้:

  • ผิวหน้ายกขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง

  • ริ้วรอยและร่องลึกดูตื้นลง

  • กรอบหน้าชัดขึ้น ดูมีมิติ

  • ผิวดูแน่นและอิ่มฟูมากขึ้น

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

อายุผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดไหมและสภาพผิวของแต่ละคน โดยประมาณ

  • ไหม PDO: 6–8 เดือน

  • ไหม PLLA: 12–18 เดือน

  • ไหม PCL: ประมาณ 24 เดือนขึ้นไป

แม้ตัวไหมจะค่อย ๆ ละลายไป แต่คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ยังช่วยให้ผิวดูแน่นและเด้งต่อเนื่องอีกช่วงหนึ่ง

วิธีดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

1) ทันทีหลังทำ

  • ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม

  • หลีกเลี่ยงการจับ กด หรือถูหน้าแรง ๆ

  • งดแต่งหน้า 24 ชั่วโมงแรก

2) ช่วงสัปดาห์แรก

  • หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือคว่ำหน้า

  • งดนวดหน้า ซาวน่า อบไอน้ำ

  • งดออกกำลังกายหนัก 5–7 วัน

  • เลี่ยงการเคี้ยวของแข็งหรืออ้าปากกว้างเกินไป

3) ระยะยาว

  • ดื่มน้ำมาก ๆ ให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ

  • ใช้ครีมบำรุงที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการอักเสบ

  • ทาครีมกันแดดทุกวันและเลี่ยงแดดจัด

  • ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการยกกระชับ

อาการหลังทำที่ถือเป็นเรื่องปกติ

หลังร้อยไหม อาจมีอาการเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องกังวลมาก

  • รู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่สอดไหม

  • รอยแดงหรือบวมเล็กน้อย 1–3 วันแรก

  • รู้สึกเหมือนมีเส้นแข็ง ๆ ใต้ผิวช่วงแรก ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อไหมเข้าที่

แต่ถ้ามีอาการบวมมาก แดงร้อน หรือปวดรุนแรง ควรรีบกลับไปให้แพทย์ตรวจทันที

เคล็ดลับยืดอายุผลลัพธ์

  • ทำทรีตเมนต์หรือเลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน หลังร้อยไหมไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพราะฮอร์โมนเครียดทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว

  • รักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ ไม่ขึ้นลงฮวบฮาบ

  • งดสูบบุหรี่ และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ

ร้อยไหม VS HIFU VS Ulthera VS ผ่าตัด แบบไหนใช่สำหรับคุณ

ทุกวันนี้มีตัวเลือกยกกระชับเยอะมาก ทั้งร้อยไหม HIFU Ulthera ไปจนถึงการผ่าตัดดึงหน้า แต่ละวิธีเหมาะกับคนละระดับของปัญหา

ร้อยไหม (Thread Lift)

ข้อดี

  • เห็นผลยกกระชับได้ทันทีหลังทำ

  • กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นขึ้นในระยะยาว

  • ไม่ต้องผ่าตัด พักฟื้นน้อย

  • ปรับรูปหน้าและกรอบหน้าได้อย่างชัดเจนและยังดูธรรมชาติ

  • ผลอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 2 ปี (ตามชนิดไหม)

ข้อจำกัด

  • อาจมีบวมช้ำเล็กน้อยหลังทำ

  • ต้องให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญทำเท่านั้น เพื่อป้องกันไหมผิดชั้นหรือผิวเป็นคลื่น

  • เคสที่ผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

HIFU

เทคโนโลยีคลื่นเสียงความเข้มข้นสูง ยิงเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวลึก

ข้อดี

  • ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น

  • เหมาะกับคนที่ผิวเริ่มหย่อนนิด ๆ อยากยกเบา ๆ

  • ใช้เวลาทำไม่นาน ประมาณ 30–45 นาที

ข้อจำกัด

  • ผลค่อย ๆ ชัดใน 1–2 เดือน

  • ต้องทำซ้ำทุก 6 เดือน–1 ปี

  • แรงยกไม่ลึกเท่าร้อยไหมหรือผ่าตัด

Ulthera

Ulthera ใช้คลื่นเสียงคล้าย HIFU แต่มีความแม่นยำสูงกว่า สามารถปล่อยพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ผ่าตัดดึงหน้า)

ข้อดี

  • ให้ผลยกกระชับแน่นกว่าทำ HIFU ทั่วไป

  • ไม่ต้องผ่าตัด พักฟื้นน้อย

  • ผลอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน

  • ผ่านการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา

ข้อจำกัด

  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าร้อยไหมหรือ HIFU

  • เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง

  • ผลจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ใน 1–3 เดือน

ผ่าตัดดึงหน้า (Surgical Facelift)

การผ่าตัดดึงหน้าเหมาะกับเคสที่ต้องการยกกระชับแบบจัดเต็ม ยกได้ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ

ข้อดี

  • ยกกระชับลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ

  • เห็นผลชัดเจนในครั้งเดียว

  • ผลอยู่ได้ยาว 5–10 ปี

  • ตอบโจทย์คนที่มีผิวหย่อนมาก หรืออายุ 45 ปีขึ้นไป

ข้อจำกัด

  • ต้องผ่าตัด ดมยาสลบ และพักฟื้น

  • มีโอกาสเกิดรอยแผลที่หลังหูหรือไรผม

  • ค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยฝีมือศัลยแพทย์เฉพาะทาง

สรุป เลือกแบบไหนดี

  • ถ้าอยาก เห็นผลยกชัด ๆ ไม่อยากผ่าตัด ร้อยไหมสไตล์เกาหลีคือทางเลือกที่บาลานซ์ที่สุด

  • ถ้าเพิ่งเริ่มหย่อนนิดหน่อย HIFU หรือ Ulthera อาจเพียงพอ

  • ถ้าผิวหย่อนมากและอายุเยอะ การผ่าตัดดึงหน้าอาจตอบโจทย์ระยะยาวกว่า

เลือกคลินิกและหมอยังไงให้ปลอดภัย ไม่พังทีหลัง

ร้อยไหมเป็นหัตถการที่ต้องใช้ทั้งความรู้ด้านกายวิภาคและทักษะมือที่แม่นยำ การร้อยผิดชั้นหรือใช้ไหมไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ผิวเป็นคลื่น อักเสบ หรือไหมโผล่ได้

เช็กมาตรฐานคลินิกให้ครบ

1) มีใบอนุญาตถูกต้อง

คลินิกควรมีเลขใบอนุญาตประกอบกิจการชัดเจน และมีรายชื่อแพทย์ที่ให้บริการแสดงอย่างเป็นทางการ

2) ห้องหัตถการสะอาดและปลอดเชื้อ

ห้องที่ใช้ร้อยไหมควรแยกจากพื้นที่ทั่วไป มีมาตรฐานการฆ่าเชื้ออุปกรณ์และความสะอาดในระดับโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

3) ใช้ไหมที่มีใบรับรองมาตรฐาน

ไหมที่ใช้ควรเป็น PDO, PLLA หรือ PCL ที่ผ่านการรับรองจากเกาหลีหรือยุโรป มีเอกสารหรือบรรจุภัณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่ไหมโนเนมราคาถูก

เช็กความเชี่ยวชาญของแพทย์

1) ดูประสบการณ์และเคสจริง

  • แพทย์ควรมีประสบการณ์ด้านร้อยไหมอย่างต่อเนื่อง

  • สามารถโชว์เคสก่อน–หลัง และอธิบายเทคนิคที่ใช้ได้อย่างละเอียด

2) เข้าใจโครงสร้างใบหน้าอย่างลึกซึ้ง

  • หมอที่เชี่ยวชาญต้องรู้ตำแหน่งเส้นเลือด กล้ามเนื้อ และชั้นผิว

  • เพื่อวางไหมให้ถูกเลเยอร์ ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน

3) ดีไซน์แนวไหมเฉพาะบุคคล

แพทย์มืออาชีพจะไม่ใช้แพทเทิร์นเดียวกับทุกคน แต่จะออกแบบแนวไหมให้เข้ากับ

  • ปัญหาหลักของคนไข้ (แก้มตก คางสั้น กรอบหน้าไม่ชัด ฯลฯ)

  • รูปหน้าและสัดส่วนโดยรวม

เป้าหมายคือให้ใบหน้าดูยกขึ้นแบบสมดุล สวยแต่ยังเป็นตัวเราเอง

ค่าใช้จ่ายและคำถามที่คนถามบ่อย (FAQ)

Q1: ค่าใช้จ่ายในการร้อยไหมขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?

A: ราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ชนิดไหมที่ใช้ (PDO / PLLA / PCL)

  • จำนวนเส้นไหมที่ต้องใช้ตามระดับความหย่อนคล้อย

  • พื้นที่ที่ทำ เช่น แก้ม กรอบหน้า ใต้คาง

  • ประสบการณ์ของแพทย์และมาตรฐานคลินิก

ส่วนใหญ่แพทย์จะประเมินเคสแบบรายบุคคล และออกแบบจำนวนไหมให้พอดีกับปัญหาและงบประมาณ

Q2: ร้อยไหมเจ็บไหม?

A: ระหว่างทำจะเจ็บน้อยมาก เพราะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือทายาชาก่อน หลังทำอาจรู้สึกตึง ๆ หรือระบมเล็กน้อย 1–3 วัน แล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

Q3: หลังร้อยไหมใช้ชีวิตได้ตามปกติไหม?

A: ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรได้ทันที แต่ควรเลี่ยง

  • นวดหน้า

  • นอนตะแคงกดแก้ม

  • อ้าปากกว้างเกินไปในช่วงสัปดาห์แรก

เพื่อป้องกันไม่ให้ไหมขยับหรือเกิดรอยย่น

Q4: ต้องพักฟื้นนานไหม?

A: โดยทั่วไปแทบไม่ต้องลางาน สามารถกลับบ้านหรือกลับไปทำงานในวันเดียวกันได้ อาจมีบวมเล็กน้อย 1–3 วัน ก่อนค่อย ๆ ยุบลง

Q5: ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?

A: ขึ้นกับชนิดไหมและสภาพผิวของแต่ละคน แต่โดยรวมอยู่ได้ราว 6 เดือนถึง 2 ปี และคอลลาเจนใหม่ที่ถูกสร้างยังช่วยให้ผิวดูฟูขึ้นได้ต่อเนื่องแม้ไหมละลายแล้ว

Q6: หลังร้อยไหมแต่งหน้าได้เมื่อไหร่?

A: หลังผ่านไป 24 ชั่วโมงสามารถเริ่มแต่งหน้าได้ แต่ควรใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน และเลี่ยงการถูหรือกดผิวแรง ๆ

Q7: การร้อยไหมปลอดภัยไหม?

A: ถือว่าปลอดภัย ถ้า

  • ทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์

  • ใช้ไหมแท้ที่ผ่านมาตรฐาน

แต่ถ้าทำกับผู้ไม่มีใบอนุญาต หรือใช้ไหมคุณภาพต่ำ อาจเสี่ยงอักเสบ ผิวเป็นคลื่น หรือไหมทะลุผิวได้

Q8: ทำร่วมกับ HIFU, Ulthera หรือ Botox ได้ไหม?

A: ทำร่วมกันได้ และหลายเคสยิ่งเสริมผลกันดี

  • HIFU หรือ Ulthera มักทำก่อนร้อยไหม เพื่อเตรียมชั้นผิวให้พร้อม

  • Botox หรือ Filler ควรทำหลังร้อยไหมไปแล้วประมาณ 2–3 สัปดาห์ เพื่อให้ไหมเข้าที่ก่อน

Q9: ต้องร้อยไหมกี่เส้นถึงจะเห็นผล?

A: จำนวนเส้นขึ้นกับปัญหาและโครงหน้า แต่โดยเฉลี่ยใช้ประมาณ 4–20 เส้นสำหรับการยกทั่วใบหน้า แพทย์จะเป็นคนประเมินและออกแบบให้เหมาะที่สุด

ทำไมหลายคนถึงเลือกโรงพยาบาลศัลยกรรม AB ประเทศเกาหลี

ทีมศัลยแพทย์ที่เน้นโครงหน้าและการยกกระชับโดยเฉพาะ

โรงพยาบาลศัลยกรรม AB ประเทศเกาหลีมีทีมแพทย์ที่โฟกัสเรื่อง โครงหน้าและการยกกระชับ โดยตรง หมอมีประสบการณ์ในการออกแบบแนวไหมสำหรับคนเอเชียโดยเฉพาะ และทุกขั้นตอนทำโดยศัลยแพทย์ ไม่ใช่ผู้ช่วยหรือแพทย์ทั่วไป จึงช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความแม่นยำของผลลัพธ์

ใช้เส้นไหมแท้ที่ผ่านการรับรองจากเกาหลี

โรงพยาบาลใช้ไหม PDO, PLLA และ PCL ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานในเกาหลี (เช่น KFDA) ทุกเส้นไหมเป็นวัสดุที่สามารถละลายในร่างกายได้อย่างปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานและลดความเสี่ยงการอักเสบ

ระบบห้องผ่าตัดและความปลอดภัยระดับโรงพยาบาลใหญ่

ภายในโรงพยาบาลมีห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ ระบบตรวจวัดชีพจร และการดูแลด้านยาชา–ยาสลบโดยทีมวิสัญญีแพทย์มืออาชีพ พร้อมทั้งมีระบบกล้องวงจรปิดในห้องผ่าตัดเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

มีเจ้าหน้าที่คนไทยดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ

สำหรับผู้เข้ารับบริการจากไทย โรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่ชาวไทยประจำคอยช่วยตั้งแต่

  • การนัดหมายและให้ข้อมูลเบื้องต้น

  • การล่ามแปลภาษาให้เข้าใจทุกขั้นตอน

  • การติดตามผลหลังทำ

ช่วยให้ทุกอย่างตั้งแต่เดินทางจนกลับบ้านเป็นไปอย่างสบายใจ

ได้รับการรับรองจากรัฐบาลเกาหลี

โรงพยาบาลศัลยกรรม AB ได้รับการรับรองในฐานะโรงพยาบาลที่สามารถดูแลผู้ป่วยต่างชาติได้ตามมาตรฐานสากล ทั้งในเรื่องความปลอดภัย ระบบการรักษา และการบริการ

มีศูนย์วิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู

นอกจากการทำศัลยกรรมทั่วไป ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นศูนย์วิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูผิวและการยกกระชับจากระดับเซลล์ ทำให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมมีความเป็นธรรมชาติและปลอดภัยมากขึ้น

สรุป: ร้อยไหมแบบเกาหลี เหมาะกับใคร

  • คนที่เริ่มมีผิวหย่อน แต่ยังไม่อยากผ่าตัด

  • คนที่อยากให้หน้าเรียว กรอบหน้าชัดแบบสาวเกาหลี แต่ยังดูเป็นตัวเอง

  • คนที่อยากยกหน้าแบบเห็นผลไว พักฟื้นน้อย และพร้อมดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ การร้อยไหมสไตล์เกาหลีอาจเป็น “ตัวช่วยลัด” ที่ทำให้กระจกบานเดิม สะท้อนใบหน้าที่สดใสและอ่อนเยาว์ขึ้นได้อีกหลายปี