อยากหน้าเต่ง ตึง เป๊ะ แบบสาวเกาหลี ต้องรู้เรื่องร้อยไหมให้ลึกกว่านี้
ถ้าคุณกำลังมองหาวิธี ยกกระชับใบหน้าแบบไม่ผ่าตัด อยากให้หน้าเรียว กรอบหน้าชัด ผิวดูฟูเหมือนรีทัช แต่ยังดูเป็นตัวเอง “ร้อยไหมสไตล์เกาหลี” คือคำตอบที่มาแรงสุดในตอนนี้
เทคนิคนี้ใช้เส้นไหมทางการแพทย์เส้นเล็ก ๆ สอดลงไปใต้ผิว เพื่อช่วย ยกผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย พร้อมไปกับการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ทำให้หน้าเรียวขึ้น ดูเด็กลง โดยไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนผ่าตัดดึงหน้า
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไล่ทีละประเด็น ตั้งแต่หลักการทำงานของเส้นไหม ความต่างระหว่างไหมแต่ละชนิด เทคนิคแบบเกาหลี จุดที่ฮิตทำ ไปจนถึงวิธีเลือกคลินิกและแพทย์ให้ปลอดภัยที่สุด
ร้อยไหมสไตล์เกาหลีคืออะไร? ทำไมถึงฮิตทั่วเอเชีย
ร้อยไหมคืออะไร ทำไมช่วยยกผิวได้
ร้อยไหมคือเทคนิค ยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ผ่าตัด ใช้เส้นไหมทางการแพทย์ที่มีความยืดหยุ่นสูง สอดเข้าไปในชั้นผิวหรือชั้นกล้ามเนื้อบางส่วน เพื่อช่วยพยุงและดึงผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น
นอกจากแรงยกจากตัวไหมแล้ว เส้นไหมยังทำหน้าที่เหมือน “โครง” ให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามแนวไหม ผลลัพธ์ที่ได้คือ
ใบหน้าดูเรียวขึ้น
ผิวแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ริ้วรอยและร่องต่าง ๆ ดูตื้นลง
เหมาะกับคนที่เริ่มเห็นสัญญาณความหย่อนของใบหน้า แต่ยังไม่อยากผ่าตัดจริงจัง
จุดประสงค์หลักของการร้อยไหม
ยกผิวที่หย่อนและแก้ไขความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม กรอบหน้า และใต้คาง
ปรับรูปหน้าให้ดูเรียวยาวและอ่อนเยาว์ขึ้น
กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและอีลาสติน ให้ผิวแข็งแรงจากภายใน
ลดเลือนริ้วรอยบริเวณแก้ม มุมปาก และแนวกราม
แล้วแบบเกาหลีต่างจากที่อื่นยังไง
ร้อยไหมสไตล์เกาหลีไม่ได้ต่างแค่ “ชื่อเรียก” แต่ต่างที่
ชนิดไหม ที่ใช้เป็นไหมละลายคุณภาพสูง เช่น PDO, PLLA, PCL ที่ผ่านมาตรฐานเกาหลี
ดีไซน์แนวไหมแบบเฉพาะบุคคล วางไหมให้เข้ากับโครงหน้า โหนกแก้ม และกรอบหน้าของแต่ละคน
เน้นผลลัพธ์แบบ “ยกแต่ไม่ปลอม” ไม่แข็ง ไม่ดึงจนตึง
แพทย์จะสอดไหมในระดับชั้นกล้ามเนื้อส่วนกลางของใบหน้า ซึ่งเป็นเลเยอร์สำคัญที่เกี่ยวกับความหย่อนคล้อย ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้ยาวและดูเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่นง่าย
ทำไมถึงกลายเป็นเทรนด์ทั่วเอเชีย
ผลลัพธ์ชัด แต่ยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา
เทคนิคการสอดไหมละเอียด ทำให้รอยช้ำและบวมน้อย ฟื้นตัวไว
ได้แรงยกใกล้เคียงการผ่าตัดในบางเคส แต่ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่
กลายเป็นมาตรฐานความงามแบบเกาหลีที่หลายประเทศในเอเชียให้การยอมรับ
เลือกไหมแบบไหนให้ตรงกับใบหน้าและอายุ (PDO / PLLA / PCL)
ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ไหมแบบเดียวกันแล้วสวยเท่ากัน การเลือกชนิดไหมถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะแต่ละแบบให้ระดับแรงยกและอายุการอยู่ในผิวที่ต่างกัน
1. ไหม PDO (Polydioxanone)
ไหม PDO คือไหมละลายที่ใช้แพร่หลายที่สุดในวงการร้อยไหม โดดเด่นเรื่องความปลอดภัยและเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อ
จุดเด่นของไหม PDO
กระตุ้นคอลลาเจนได้ดี เห็นความตึงกระชับเร็ว
อยู่ในร่างกายประมาณ 6–8 เดือน ก่อนละลายเอง
เหมาะกับการยกกระชับระดับเบาถึงปานกลาง
นิยมใช้บริเวณแก้ม ใต้ตา และกรอบหน้า
เหมาะกับใคร
คนอายุประมาณ 25–35 ปี
เริ่มมีความหย่อนเล็กน้อย ผิวดูขาดความเฟิร์ม
คนที่อยากลองทำร้อยไหมครั้งแรก ยังไม่อยากใช้ไหมที่อยู่ได้นานมาก
2. ไหม PLLA (Poly L-Lactic Acid)
ไหม PLLA เป็นไหมละลายที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่า PDO และกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นลึกได้ดี เหมาะกับคนที่อยากได้ผลลัพธ์ชัดและนานขึ้น
จุดเด่นของไหม PLLA
อยู่ในร่างกายประมาณ 12–18 เดือน
ช่วยจัดโครงสร้างผิวจากด้านใน ทำให้ผิวแน่นทั่ว ๆ ไม่ใช่ตึงเฉพาะจุด
ผลจะค่อย ๆ ดีขึ้นทีละนิดแบบเป็นธรรมชาติ (Natural Progressive Effect)
เหมาะกับแก้มตก แนวกรามเริ่มหย่อน
เหมาะกับใคร
คนอายุ 30 ปีขึ้นไป
มีผิวหย่อนคล้อยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะช่วงแก้มและคาง
ไม่อยากทำบ่อย อยากให้ผลอยู่ได้ยาวขึ้น
3. ไหม PCL (Polycaprolactone)
ไหม PCL เป็นรุ่นใหม่ที่ทั้งยืดหยุ่นดีและอยู่ในผิวได้นานที่สุดในสามแบบ ให้แรงยกและผิวแน่นแบบจัดเต็ม
จุดเด่นของไหม PCL
อยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 24 เดือนขึ้นไป
เนื้อไหมยืดหยุ่นสูง รับการขยับของใบหน้าได้ดี ไม่แข็งเป็นแท่ง
กระตุ้นคอลลาเจนได้ต่อเนื่องยาวนาน
หลังไหมละลาย ผิวยังดูอิ่มฟูและยืดหยุ่นอยู่
เหมาะกับใคร
คนอายุ 40+ หรือมีผิวค่อนข้างหนาและหย่อนชัด
เคยร้อยไหมมาก่อนแล้วอยากอัปเกรดผลลัพธ์ให้ชัดและทนนานขึ้น
เลือกไหมยังไงให้เหมาะกับหน้าเรา
การเลือกไหมไม่ควรดูแค่อายุ แต่ต้องคำนึงถึง
โครงหน้าและรูปหน้าเดิม
ความหนาของผิวและชั้นไขมัน
จุดที่ต้องการยก (แก้ม กรอบหน้า คาง ลำคอ ฯลฯ)
แพทย์ที่เชี่ยวชาญจะเป็นคนประเมินให้ครบ ตั้งแต่ชนิดไหม จำนวนเส้น ไปจนถึงทิศทางการวางไหม เพื่อให้สวยที่สุดในแบบของแต่ละคน
ขั้นตอนร้อยไหมแบบเกาหลี + จุดฮิตที่คนนิยมทำ
ขั้นตอนการทำแบบละเอียด
เทคนิคเกาหลีให้ความสำคัญกับ ความแม่นยำและความปลอดภัย ทุกขั้นตอน ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ผ่านการฝึกเทคนิคยกกระชับโดยตรง และใช้ไหมที่มีมาตรฐาน
ขั้นตอนหลัก ๆ จะมีดังนี้
ปรึกษาและออกแบบใบหน้า
แพทย์ประเมินรูปหน้า ชั้นผิว และระดับความหย่อนคล้อย ก่อนดีไซน์แนวไหมให้ตรงจุดปัญหา เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีเหนียงทำความสะอาดและวางยาชาเฉพาะที่
ทำความสะอาดผิวอย่างละเอียด แล้วทายาชาหรือฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อให้รู้สึกสบายระหว่างทำสอดไหมลงสู่ชั้นผิวที่เหมาะสม
ใช้เข็มปลายทู่หรือท่อ Cannula ในการสอดไหมลงในชั้นกล้ามเนื้อส่วนกลางของใบหน้า เพื่อให้ไหมยึดเนื้อเยื่อได้ดีและให้แรงยกเต็มที่ปรับความตึงและเช็กความสมดุล
แพทย์จะค่อย ๆ ดึงไหม ปรับระดับการยก เช็กความสมมาตรของใบหน้าทั้งสองข้างให้ดูเป็นธรรมชาติตัดปลายไหมและทำความสะอาดผิว
ตัดปลายไหมที่โผล่พ้นผิวออก ทำความสะอาดผิวอีกครั้ง และอธิบายวิธีดูแลหลังทำอย่างละเอียด
ระยะเวลาทำและการพักฟื้น
ใช้เวลาทำประมาณ 30–60 นาที ขึ้นกับจำนวนไหมและบริเวณที่ทำ
ส่วนใหญ่กลับบ้านได้ทันทีหลังทำ
อาจมีอาการบวมตึงเล็กน้อย 1–3 วันแรก
ช่วง 1 สัปดาห์แรกควรงดนวดหน้า หลีกเลี่ยงการกดหรือดึงผิวแรง ๆ และงดออกกำลังกายหนัก
เห็นผลเบื้องต้นได้ทันทีหลังทำ และจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 2–4 สัปดาห์
บริเวณยอดนิยมสำหรับการร้อยไหม
1. แนวกรอบหน้า (Jawline)
ช่วยให้กรอบหน้าชัดขึ้น ลดเหนียงและความหย่อนช่วงคางและคอ
เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าใบหน้า “เบลอกรอบ” ไม่มีมิติ
2. แก้มและร่องแก้ม (Cheek & Nasolabial Fold)
ยกแก้มที่ตก ทำให้ร่องข้างจมูกดูตื้น
มักใช้ไหมมีเงี่ยงเพื่อพยุงเนื้อแก้มให้ยกขึ้นอย่างมั่นคง
3. หางตาและหางคิ้ว (Eye & Brow Lift)
ช่วยยกหางตาและหางคิ้วที่ตก ทำให้ตาดูสดใสขึ้น
ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดยกหางตา
4. ร่องมุมปากและช่วงล่างของใบหน้า
ยกมุมปากที่ตก ลดความหย่อนส่วนล่างใบหน้า
ทำให้หน้าดูสดใส ไม่ดูเศร้าหม่น
5. ใต้คางและลำคอ
ลดความหย่อนใต้คาง ทำให้คอดูเรียวยาวขึ้น
นิยมใช้ไหม PCL หรือ PLLA ที่ให้แรงยกสูงและอยู่ได้นาน
เคล็ดลับดูแลหลังร้อยไหมให้ผลอยู่ได้นาน
เลี่ยงการนอนตะแคง นอนคว่ำ หรือก้มหน้าเยอะ ๆ ในสัปดาห์แรก
ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและช่วยกระตุ้นคอลลาเจน
งดออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และอบไอน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ใช้สกินแคร์ที่เน้น ให้ความชุ่มชื้น และลดการระคายเคือง
เข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลและเช็กความคงตัวของไหม
ผลลัพธ์จริงอยู่ได้นานแค่ไหน และต้องดูแลยังไง
ผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไหร่
หลังร้อยไหม ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า
ผิวตึงขึ้นทันที โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้าและแก้ม
ใบหน้าดูได้รูปขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่วันแรก
แต่ช่วงที่เห็นผลสวยสุดจะอยู่ที่ ประมาณ 2–4 สัปดาห์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามแนวไหมอย่างเต็มที่
ผลที่มักสังเกตได้:
ผิวหน้ายกขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง
ริ้วรอยและร่องลึกดูตื้นลง
กรอบหน้าชัดขึ้น ดูมีมิติ
ผิวดูแน่นและอิ่มฟูมากขึ้น
ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
อายุผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดไหมและสภาพผิวของแต่ละคน โดยประมาณ
ไหม PDO: 6–8 เดือน
ไหม PLLA: 12–18 เดือน
ไหม PCL: ประมาณ 24 เดือนขึ้นไป
แม้ตัวไหมจะค่อย ๆ ละลายไป แต่คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ยังช่วยให้ผิวดูแน่นและเด้งต่อเนื่องอีกช่วงหนึ่ง
วิธีดูแลตัวเองหลังร้อยไหม
1) ทันทีหลังทำ
ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม
หลีกเลี่ยงการจับ กด หรือถูหน้าแรง ๆ
งดแต่งหน้า 24 ชั่วโมงแรก
2) ช่วงสัปดาห์แรก
หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือคว่ำหน้า
งดนวดหน้า ซาวน่า อบไอน้ำ
งดออกกำลังกายหนัก 5–7 วัน
เลี่ยงการเคี้ยวของแข็งหรืออ้าปากกว้างเกินไป
3) ระยะยาว
ดื่มน้ำมาก ๆ ให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ
ใช้ครีมบำรุงที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการอักเสบ
ทาครีมกันแดดทุกวันและเลี่ยงแดดจัด
ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการยกกระชับ
อาการหลังทำที่ถือเป็นเรื่องปกติ
หลังร้อยไหม อาจมีอาการเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องกังวลมาก
รู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่สอดไหม
รอยแดงหรือบวมเล็กน้อย 1–3 วันแรก
รู้สึกเหมือนมีเส้นแข็ง ๆ ใต้ผิวช่วงแรก ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อไหมเข้าที่
แต่ถ้ามีอาการบวมมาก แดงร้อน หรือปวดรุนแรง ควรรีบกลับไปให้แพทย์ตรวจทันที
เคล็ดลับยืดอายุผลลัพธ์
ทำทรีตเมนต์หรือเลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน หลังร้อยไหมไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน
พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพราะฮอร์โมนเครียดทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว
รักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ ไม่ขึ้นลงฮวบฮาบ
งดสูบบุหรี่ และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ
ร้อยไหม VS HIFU VS Ulthera VS ผ่าตัด แบบไหนใช่สำหรับคุณ
ทุกวันนี้มีตัวเลือกยกกระชับเยอะมาก ทั้งร้อยไหม HIFU Ulthera ไปจนถึงการผ่าตัดดึงหน้า แต่ละวิธีเหมาะกับคนละระดับของปัญหา
ร้อยไหม (Thread Lift)
ข้อดี
เห็นผลยกกระชับได้ทันทีหลังทำ
กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นขึ้นในระยะยาว
ไม่ต้องผ่าตัด พักฟื้นน้อย
ปรับรูปหน้าและกรอบหน้าได้อย่างชัดเจนและยังดูธรรมชาติ
ผลอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 2 ปี (ตามชนิดไหม)
ข้อจำกัด
อาจมีบวมช้ำเล็กน้อยหลังทำ
ต้องให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญทำเท่านั้น เพื่อป้องกันไหมผิดชั้นหรือผิวเป็นคลื่น
เคสที่ผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย
HIFU
เทคโนโลยีคลื่นเสียงความเข้มข้นสูง ยิงเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวลึก
ข้อดี
ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น
เหมาะกับคนที่ผิวเริ่มหย่อนนิด ๆ อยากยกเบา ๆ
ใช้เวลาทำไม่นาน ประมาณ 30–45 นาที
ข้อจำกัด
ผลค่อย ๆ ชัดใน 1–2 เดือน
ต้องทำซ้ำทุก 6 เดือน–1 ปี
แรงยกไม่ลึกเท่าร้อยไหมหรือผ่าตัด
Ulthera
Ulthera ใช้คลื่นเสียงคล้าย HIFU แต่มีความแม่นยำสูงกว่า สามารถปล่อยพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ผ่าตัดดึงหน้า)
ข้อดี
ให้ผลยกกระชับแน่นกว่าทำ HIFU ทั่วไป
ไม่ต้องผ่าตัด พักฟื้นน้อย
ผลอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน
ผ่านการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา
ข้อจำกัด
ค่าใช้จ่ายสูงกว่าร้อยไหมหรือ HIFU
เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง
ผลจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ใน 1–3 เดือน
ผ่าตัดดึงหน้า (Surgical Facelift)
การผ่าตัดดึงหน้าเหมาะกับเคสที่ต้องการยกกระชับแบบจัดเต็ม ยกได้ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ
ข้อดี
ยกกระชับลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ
เห็นผลชัดเจนในครั้งเดียว
ผลอยู่ได้ยาว 5–10 ปี
ตอบโจทย์คนที่มีผิวหย่อนมาก หรืออายุ 45 ปีขึ้นไป
ข้อจำกัด
ต้องผ่าตัด ดมยาสลบ และพักฟื้น
มีโอกาสเกิดรอยแผลที่หลังหูหรือไรผม
ค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยฝีมือศัลยแพทย์เฉพาะทาง
สรุป เลือกแบบไหนดี
ถ้าอยาก เห็นผลยกชัด ๆ ไม่อยากผ่าตัด ร้อยไหมสไตล์เกาหลีคือทางเลือกที่บาลานซ์ที่สุด
ถ้าเพิ่งเริ่มหย่อนนิดหน่อย HIFU หรือ Ulthera อาจเพียงพอ
ถ้าผิวหย่อนมากและอายุเยอะ การผ่าตัดดึงหน้าอาจตอบโจทย์ระยะยาวกว่า
เลือกคลินิกและหมอยังไงให้ปลอดภัย ไม่พังทีหลัง
ร้อยไหมเป็นหัตถการที่ต้องใช้ทั้งความรู้ด้านกายวิภาคและทักษะมือที่แม่นยำ การร้อยผิดชั้นหรือใช้ไหมไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ผิวเป็นคลื่น อักเสบ หรือไหมโผล่ได้
เช็กมาตรฐานคลินิกให้ครบ
1) มีใบอนุญาตถูกต้อง
คลินิกควรมีเลขใบอนุญาตประกอบกิจการชัดเจน และมีรายชื่อแพทย์ที่ให้บริการแสดงอย่างเป็นทางการ
2) ห้องหัตถการสะอาดและปลอดเชื้อ
ห้องที่ใช้ร้อยไหมควรแยกจากพื้นที่ทั่วไป มีมาตรฐานการฆ่าเชื้ออุปกรณ์และความสะอาดในระดับโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
3) ใช้ไหมที่มีใบรับรองมาตรฐาน
ไหมที่ใช้ควรเป็น PDO, PLLA หรือ PCL ที่ผ่านการรับรองจากเกาหลีหรือยุโรป มีเอกสารหรือบรรจุภัณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่ไหมโนเนมราคาถูก
เช็กความเชี่ยวชาญของแพทย์
1) ดูประสบการณ์และเคสจริง
แพทย์ควรมีประสบการณ์ด้านร้อยไหมอย่างต่อเนื่อง
สามารถโชว์เคสก่อน–หลัง และอธิบายเทคนิคที่ใช้ได้อย่างละเอียด
2) เข้าใจโครงสร้างใบหน้าอย่างลึกซึ้ง
หมอที่เชี่ยวชาญต้องรู้ตำแหน่งเส้นเลือด กล้ามเนื้อ และชั้นผิว
เพื่อวางไหมให้ถูกเลเยอร์ ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
3) ดีไซน์แนวไหมเฉพาะบุคคล
แพทย์มืออาชีพจะไม่ใช้แพทเทิร์นเดียวกับทุกคน แต่จะออกแบบแนวไหมให้เข้ากับ
ปัญหาหลักของคนไข้ (แก้มตก คางสั้น กรอบหน้าไม่ชัด ฯลฯ)
รูปหน้าและสัดส่วนโดยรวม
เป้าหมายคือให้ใบหน้าดูยกขึ้นแบบสมดุล สวยแต่ยังเป็นตัวเราเอง
ค่าใช้จ่ายและคำถามที่คนถามบ่อย (FAQ)
Q1: ค่าใช้จ่ายในการร้อยไหมขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?
A: ราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ชนิดไหมที่ใช้ (PDO / PLLA / PCL)
จำนวนเส้นไหมที่ต้องใช้ตามระดับความหย่อนคล้อย
พื้นที่ที่ทำ เช่น แก้ม กรอบหน้า ใต้คาง
ประสบการณ์ของแพทย์และมาตรฐานคลินิก
ส่วนใหญ่แพทย์จะประเมินเคสแบบรายบุคคล และออกแบบจำนวนไหมให้พอดีกับปัญหาและงบประมาณ
Q2: ร้อยไหมเจ็บไหม?
A: ระหว่างทำจะเจ็บน้อยมาก เพราะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือทายาชาก่อน หลังทำอาจรู้สึกตึง ๆ หรือระบมเล็กน้อย 1–3 วัน แล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
Q3: หลังร้อยไหมใช้ชีวิตได้ตามปกติไหม?
A: ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรได้ทันที แต่ควรเลี่ยง
นวดหน้า
นอนตะแคงกดแก้ม
อ้าปากกว้างเกินไปในช่วงสัปดาห์แรก
เพื่อป้องกันไม่ให้ไหมขยับหรือเกิดรอยย่น
Q4: ต้องพักฟื้นนานไหม?
A: โดยทั่วไปแทบไม่ต้องลางาน สามารถกลับบ้านหรือกลับไปทำงานในวันเดียวกันได้ อาจมีบวมเล็กน้อย 1–3 วัน ก่อนค่อย ๆ ยุบลง
Q5: ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
A: ขึ้นกับชนิดไหมและสภาพผิวของแต่ละคน แต่โดยรวมอยู่ได้ราว 6 เดือนถึง 2 ปี และคอลลาเจนใหม่ที่ถูกสร้างยังช่วยให้ผิวดูฟูขึ้นได้ต่อเนื่องแม้ไหมละลายแล้ว
Q6: หลังร้อยไหมแต่งหน้าได้เมื่อไหร่?
A: หลังผ่านไป 24 ชั่วโมงสามารถเริ่มแต่งหน้าได้ แต่ควรใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน และเลี่ยงการถูหรือกดผิวแรง ๆ
Q7: การร้อยไหมปลอดภัยไหม?
A: ถือว่าปลอดภัย ถ้า
ทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์
ใช้ไหมแท้ที่ผ่านมาตรฐาน
แต่ถ้าทำกับผู้ไม่มีใบอนุญาต หรือใช้ไหมคุณภาพต่ำ อาจเสี่ยงอักเสบ ผิวเป็นคลื่น หรือไหมทะลุผิวได้
Q8: ทำร่วมกับ HIFU, Ulthera หรือ Botox ได้ไหม?
A: ทำร่วมกันได้ และหลายเคสยิ่งเสริมผลกันดี
HIFU หรือ Ulthera มักทำก่อนร้อยไหม เพื่อเตรียมชั้นผิวให้พร้อม
Botox หรือ Filler ควรทำหลังร้อยไหมไปแล้วประมาณ 2–3 สัปดาห์ เพื่อให้ไหมเข้าที่ก่อน
Q9: ต้องร้อยไหมกี่เส้นถึงจะเห็นผล?
A: จำนวนเส้นขึ้นกับปัญหาและโครงหน้า แต่โดยเฉลี่ยใช้ประมาณ 4–20 เส้นสำหรับการยกทั่วใบหน้า แพทย์จะเป็นคนประเมินและออกแบบให้เหมาะที่สุด
ทำไมหลายคนถึงเลือกโรงพยาบาลศัลยกรรม AB ประเทศเกาหลี
ทีมศัลยแพทย์ที่เน้นโครงหน้าและการยกกระชับโดยเฉพาะ
โรงพยาบาลศัลยกรรม AB ประเทศเกาหลีมีทีมแพทย์ที่โฟกัสเรื่อง โครงหน้าและการยกกระชับ โดยตรง หมอมีประสบการณ์ในการออกแบบแนวไหมสำหรับคนเอเชียโดยเฉพาะ และทุกขั้นตอนทำโดยศัลยแพทย์ ไม่ใช่ผู้ช่วยหรือแพทย์ทั่วไป จึงช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความแม่นยำของผลลัพธ์
ใช้เส้นไหมแท้ที่ผ่านการรับรองจากเกาหลี
โรงพยาบาลใช้ไหม PDO, PLLA และ PCL ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานในเกาหลี (เช่น KFDA) ทุกเส้นไหมเป็นวัสดุที่สามารถละลายในร่างกายได้อย่างปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานและลดความเสี่ยงการอักเสบ
ระบบห้องผ่าตัดและความปลอดภัยระดับโรงพยาบาลใหญ่
ภายในโรงพยาบาลมีห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ ระบบตรวจวัดชีพจร และการดูแลด้านยาชา–ยาสลบโดยทีมวิสัญญีแพทย์มืออาชีพ พร้อมทั้งมีระบบกล้องวงจรปิดในห้องผ่าตัดเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
มีเจ้าหน้าที่คนไทยดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ
สำหรับผู้เข้ารับบริการจากไทย โรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่ชาวไทยประจำคอยช่วยตั้งแต่
การนัดหมายและให้ข้อมูลเบื้องต้น
การล่ามแปลภาษาให้เข้าใจทุกขั้นตอน
การติดตามผลหลังทำ
ช่วยให้ทุกอย่างตั้งแต่เดินทางจนกลับบ้านเป็นไปอย่างสบายใจ
ได้รับการรับรองจากรัฐบาลเกาหลี
โรงพยาบาลศัลยกรรม AB ได้รับการรับรองในฐานะโรงพยาบาลที่สามารถดูแลผู้ป่วยต่างชาติได้ตามมาตรฐานสากล ทั้งในเรื่องความปลอดภัย ระบบการรักษา และการบริการ
มีศูนย์วิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู
นอกจากการทำศัลยกรรมทั่วไป ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นศูนย์วิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูผิวและการยกกระชับจากระดับเซลล์ ทำให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมมีความเป็นธรรมชาติและปลอดภัยมากขึ้น
สรุป: ร้อยไหมแบบเกาหลี เหมาะกับใคร
คนที่เริ่มมีผิวหย่อน แต่ยังไม่อยากผ่าตัด
คนที่อยากให้หน้าเรียว กรอบหน้าชัดแบบสาวเกาหลี แต่ยังดูเป็นตัวเอง
คนที่อยากยกหน้าแบบเห็นผลไว พักฟื้นน้อย และพร้อมดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี
ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ การร้อยไหมสไตล์เกาหลีอาจเป็น “ตัวช่วยลัด” ที่ทำให้กระจกบานเดิม สะท้อนใบหน้าที่สดใสและอ่อนเยาว์ขึ้นได้อีกหลายปี

