พี่ใหญ่ของ PERSES ที่มากกว่าตำแหน่งแร็ปเปอร์
ในฐานะพี่ใหญ่ของบอยกรุ๊ป PERSES จั๋ง–วิกร บูรณภิญโญ ไม่ได้เป็นแค่แร็ปเปอร์ที่ขึ้นเวทีแล้วปล่อยโฟลว์เท่ๆ เท่านั้น
เขายังเป็นเหมือนเสาหลักของวง ที่คอยโอบอุ้ม ดูแล และส่งพลังใจให้กับสมาชิกทุกคนอย่างเงียบๆ ด้วยความมุ่งมั่นจริงจังผสมกับความอบอุ่นในแบบของตัวเอง จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกประทับใจในตัวตนของเขาเป็นพิเศษ
นับจากวันเดบิวต์จนถึงปัจจุบัน จั๋งค่อยๆ พิสูจน์ให้แฟนเพลงเห็นว่าตัวเองกำลังก้าวไปอีกระดับ ทั้งในฐานะศิลปินและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และนี่คือการชวนคุณไปสำรวจเส้นทางสายดนตรีตั้งแต่จุดสตาร์ตแรก ไปจนถึงมุมมองชีวิตที่เติบโตขึ้นของเขา
Music As Healing And Guidance
สำหรับจั๋ง ดนตรีไม่ใช่แค่เสียงที่เปิดคลอในชีวิตประจำวัน แต่เป็นสิ่งที่ ฮีลใจ เขามาตั้งแต่เด็กๆ
ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน ผิดหวัง ท้อแท้ หรือกำลังอกหัก เพลงก็กลายเป็นเหมือนเข็มทิศ ที่ช่วยให้เขาก้าวข้ามช่วงเวลายากๆ มาได้เสมอ
หนึ่งในเพลงสำคัญคือเพลง ความเชื่อ ของพี่ตูน Bodyslam ที่ไม่ว่าเปิดตอนไหนก็ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้ทุกครั้ง
เมื่อวันที่เขาได้เปลี่ยนบทบาท จากคนที่รับพลังใจจากเพลง กลายมาเป็นคนส่งสารและพลังบางอย่างผ่านบทเพลงให้ผู้ฟังบ้าง ความสุขจึงยิ่งทวีคูณ การได้ยืนอยู่บนสเตจ แลกเปลี่ยน energy กับเพื่อนๆ ในวงและแฟนๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เติมไฟให้ตัวเองขึ้นทุกครั้ง
More Than Just A Front Man
ทุกครั้งที่ต้องถ่ายทอดเสียงเพลงและเนื้อร้อง ผ่านมุมมองของตัวเอง จั๋งรู้สึกว่าโมเมนต์เหล่านั้นทำให้เขาได้รู้จักตัวเองมากขึ้นไปเรื่อยๆ
ประสบการณ์เหล่านี้ผลักให้เขาอยากสำรวจตัวตนลึกลงไปกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปิน แต่ในฐานะคนคนหนึ่งที่ยังคงเรียนรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
สำหรับเขา การเป็นศิลปิน ไม่ได้จบแค่การร้องเพลงหรือยืนหน้าสุดบนเวที แต่มันคือการได้สร้างแรงบันดาลใจ ทั้งให้ตัวเองและกับคนที่มองเข้ามา
Moments of Self-Discovery
ย้อนกลับไปตอนเด็ก จั๋งเคยเป็นคนเสียงเบามาก และแทบไม่กล้าแสดงความเห็นออกมาอย่างเต็มที่ เพราะไม่มั่นใจเลยว่าความคิดของตัวเองจะได้รับการยอมรับหรือเปล่า
เขาเคยรู้สึกด้วยซ้ำว่า ตัวเองไม่คู่ควรกับคำชมที่ได้รับ
ทุกวันนี้ความรู้สึกแบบนั้นยังแอบหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เขาก็เริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แม้จะยังมีหลายมุมที่อยากพัฒนา และยังอยากค้นหาตัวเองต่อไป
เพื่อทำความเข้าใจตัวเองให้ชัดขึ้น จั๋งเลือกใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเองอย่างจริงจัง
ฟังพอดแคสต์
นั่งสำรวจความคิดอย่างสงบ
ทบทวนตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะให้คุณค่าทั้งกับตัวเอง และกับคนรอบข้างมากกว่าเดิม
Teamwork, Communication, Compromise
การเป็นส่วนหนึ่งของ PERSES ทำให้จั๋งได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย ที่ต่างไปจากการทำงานคนเดียวโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่อง Leadership Skill
เมื่อก่อนเขาแทบไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นผู้นำได้ เพราะ
ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง
รู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองอาจไม่เฉียบขาดพอ
แต่การทำงานเป็นทีมกับ PERSES ค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของเขาไป เขาเริ่มเข้าใจว่า การเป็นผู้นำ ไม่จำเป็นต้องเอาแต่สั่ง ตลอดเวลา
สิ่งสำคัญกว่าคือ
เข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน
ช่วยให้ทุกคนทำงานได้ดีที่สุดในแบบที่เป็นตัวเอง
พร้อมกันนั้น เขายังได้เรียนรู้ความหมายของ Teamwork อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ทั้งในเรื่อง
การสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา
การประสานงานให้ทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกัน
การเจรจาและการประนีประนอม
ในฐานะพี่ใหญ่ เขาต้องคอยดูแลน้องๆ ในวง บางครั้งอาจต้องเข้มงวดบ้าง ดุบ้าง แต่เขาก็พยายามฝึกให้ตัวเองใจเย็นขึ้น ไม่ตั้งความคาดหวังสูงเกินไปจนทำให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียดเกินจำเป็น
Most Meaningful Songs
ถ้าถามถึงเพลงที่มีความหมายกับเขามากที่สุด จั๋งนึกออกอยู่สองเพลง
เพลงแรกคือ น่ารักน้อยลงหน่อย เพลงที่เขารู้สึกว่าเปรียบเหมือนการ “ชุบชีวิต” ให้ PERSES กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง
ตอนแรกเขาเองยังไม่ค่อยอินกับเพลงนี้เท่าไหร่ เพราะมองว่าบรรยากาศของเพลงค่อนข้างน่ารักเกินไปสำหรับตัวเอง ที่ก่อนหน้านั้นจะออกลุคเท่ๆ หน่อย (หัวเราะ)
แต่พอเพลงนี้กลายเป็นเหมือนจุดเปลี่ยน ที่ช่วยให้วงกลับมาได้อย่างสวยงาม เขาก็รู้สึกว่า ตัวเองมีหนี้บุญคุณกับเพลงนี้อย่างมาก
อีกเพลงคือ Kitty Swag ที่เขาได้ลองโปรดิวซ์เองตั้งแต่ต้นจนจบเป็นครั้งแรก เพลงนี้สะท้อนตัวตนของ PERSES ผ่านมุมมองของเขาอย่างชัดเจน และเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ทำให้เขาได้ลองทำเพลงให้วงจริงๆ
ระหว่างทางเขาได้รับคำแนะนำดีๆ จากรุ่นพี่โปรดิวเซอร์และทีมงานในค่ายอยู่ตลอด แม้จะเป็นงานแรก แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ทั้งท้าทายและน่าจดจำอย่างมาก
Visualizing Scenes Before Details
พอพูดถึงเรื่องการทำเพลง จั๋งมีวิธีคิดภาพรวมก่อนลงรายละเอียดเสมอ
เขามักจะเริ่มจากการจินตนาการเป็น ฉาก ก่อน ว่า
โทนเพลงควรจะเป็นแบบไหน
เราอยู่ในสถานที่แบบใด
ตัวละครในเรื่องคือใคร
จากนั้นจึงค่อยเลือกแนวเพลง แล้วค่อยๆ ลงมือทำดนตรีให้เข้ากับ genre และ story ที่อยู่ในหัว
Grew Up Listening To Diverse Music
เพราะเติบโตมากับเพลงหลากหลายแนว จั๋งจึงมีศิลปินต้นแบบหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจในแต่ละด้าน
ถ้าเป็นวงดนตรี เขายกให้ Bodyslam เป็นหนึ่งในวงที่สำคัญที่สุด เขาเคยดูคอนเสิร์ต Bodyslam Live In คราม แล้วรู้สึกว่า อยากให้คนดูสนุกและกระโดดไปกับ PERSES ได้แบบนั้นบ้าง
ในด้านแร็ป แรงบันดาลใจหลักของเขาคือ พี่กอล์ฟ F.Hero ที่เขามักศึกษาเรื่อง
flow
rhyme
sound
จากผลงานของพี่กอล์ฟอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังมี GOT7 และ BIGBANG ที่มีส่วนหล่อหลอมแนวเพลงและสไตล์ของเขา
GOT7 ทำให้เขาเริ่มรู้จักโลกของ K-pop และได้แรงบันดาลใจจากการเป็นอากาเซ่ในช่วงหนึ่ง
BIGBANG ส่งอิทธิพลทั้งในเรื่องสไตล์ดนตรีที่ตรงกับรสนิยมของเขา และวิธีการสื่อสารหรือ hype คนดูบนเวที
จั๋งเองก็อยากสร้างโมเมนต์ที่ทำให้คนดูอินและจดจำได้แบบนั้นเช่นกัน
Fans, Family, Friends: พลังใจที่ทำให้ยังเดินต่อ
เส้นทางในวงการนี้เต็มไปด้วยความกดดัน จั๋งยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีหลายช่วงที่รู้สึกท้อ และเกือบหมดไฟ
งานที่ถาโถมแทบไม่ให้เวลาได้หายใจ รวมถึงนิสัยที่จริงจังกับทุกงานมากๆ ก็ทำให้เขาเผลอลืมแบ่งเวลาให้ตัวเองพัก
ความเหนื่อยของเขาไม่ได้มาจากงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความคาดหวังของตัวเอง และของคนรอบข้าง ที่ทำให้บางครั้งเขาเคยคิดเหมือนกันว่า “หรือเราจะถอดใจดี”
แต่สิ่งที่ดึงเขากลับมาให้ยืนอยู่ตรงนี้อย่างมั่นคงคือ
วง PERSES
แฟนคลับทุกคน
ครอบครัว
เพื่อนๆ ที่อยู่ข้างๆ เสมอ
ความรักและการสนับสนุนจากทุกคนทำให้เขากลับมาโฟกัสได้อีกครั้ง เหมือนมีมือที่คอยฉุดให้ลุกขึ้นสู้ต่อในวันที่แทบไม่เหลือแรง
สำหรับวิธีดูแลใจตัวเองแบบง่ายๆ ที่เขาใช้บ่อยคือ
ฟังเพลงในวันที่รู้สึกหนัก
เขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมาให้ชัด
พอปัญหาถูกมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม จึงค่อยๆ แกะมันออกทีละเรื่อง มันเลยกลายเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เขากลับมายืนบนเส้นทางนี้ได้อย่างมั่นคง
สุดท้าย เส้นทางที่ไม่มีทางลัดของจั๋ง–วิกร อาจไม่ได้สวยหรูตลอดเวลา แต่ทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เขายิ่งตระหนักว่า ทุกก้าวเล็กๆ มีความหมายเสมอ และทุกคนที่เดินไปกับเขาคือพลังสำคัญในชีวิต

