จากคอนเสิร์ตฟรีริมเจ้าพระยา สู่เวทีเทรดโชว์ดนตรีระดับโลก
ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ย่านสร้างสรรค์เจริญกรุงทั้งโซนแทบกลายเป็นเมืองดนตรี เมื่อเทศกาลประชุมดนตรีระดับนานาชาติ Bangkok Music City (BMC) ยึดพื้นที่ตั้งแต่หน้าอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก, ท่าเรือบางรักริเวอร์วิว, ดาดฟ้า River City ไปจนถึงอาคาร The Corner House เจริญกรุง
บน 5 เวที มีศิลปินหลายร้อยชีวิตผลัดกันขึ้นเล่นแบบฟรีคอนเสิร์ต แต่แก่นของงานนี้ ไม่ใช่แค่มิวสิคเฟสติวัลเดินชิล ทั่วไป หากคือ Music Showcase Festival ที่ตั้งใจทำตัวเองให้เป็น “ตัวกลาง” เชื่อม ศิลปินอินดี้ กับ นักธุรกิจดนตรี จากทั่วโลกเข้าหากัน
งานนี้ไม่ได้มีแค่สปอนเซอร์เอกชน แต่หน่วยงานภาครัฐทั้งไทยและต่างประเทศก็ลงมาเล่นสนามนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น TCEB, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, KOCCA จากเกาหลี และ TAICCA จากไต้หวัน
คำถามคือ เทศกาลดนตรีแบบนี้สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และมันกำลังเปลี่ยนเกมให้เมืองและประเทศเราแค่ไหน ทีมผู้จัดได้เล่าแบบเปิดหมดไม้มีกั๊ก






จุดเริ่มต้น: จาก SXSW ถึงเจริญกรุง
“Bangkok Music City เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2019” พาย – ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี Co-founder & Director of Educational, Governmental and Overseas Partnership บริษัท ฟังใจ จำกัด เล่า
เขาและต้อม – พงศ์สิริ เหตระกูล มีไอเดียตรงกัน เลยหยิบคอนเซ็ปต์นี้ไปคุยกับ TCEB โดยแรงบันดาลใจมาจากงาน South by Southwest (SXSW) ที่เขาเคยไปดูตอนเป็นอินเทิร์นในสตาร์ทอัพดนตรีที่บอสตันช่วงปี 2012
พายมองว่าที่อเมริกา ศิลปินอินดี้ยังมีโอกาส เลี้ยงชีพจากดนตรีได้จริง แต่ในไทย การอยู่รอดในฐานะศิลปินอินดี้แทบเป็นภารกิจระดับโหด แม้ตัวเขาเองจะเคยมีเพลงดังผ่านคลื่น Fat Radio แต่รายได้ก็ไม่ได้ตั้งตัวได้ง่ายๆ เพื่อนศิลปินหลายคนที่ดังยิ่งกว่าก็ยังต้องมีงานประจำควบคู่ไปด้วย
จนวันที่ได้เห็นโมเดลของ SXSW ที่ทำตัวเองเป็นแพลตฟอร์มให้ศิลปินได้เจอ “ด่านถัดไป” ของอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น
เจ้าของค่ายเพลง
เอเจนซี่จัดหาไลน์อัพให้เฟสติวัล
เอเจนซี่ด้าน artist development
เขาเลยมั่นใจว่า ประเทศไทยควรมีเวทีแบบนี้บ้าง
แม้โลกทุกวันนี้จะเปิดทางให้ศิลปินทำเพลง-ปล่อยเพลงเองได้อย่างอิสระผ่านเทคโนโลยี แต่พายย้ำว่า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดนตรีก็ยังจำเป็น ไม่แพ้กัน เพราะการโตในระดับสากล ต้องมี “ทีมธุรกิจ” คอยพยุงหลังบ้านไปพร้อมกับงานศิลปะ
เปลี่ยน “บูธ” เป็น “เวที” เปลี่ยนการเดินดูของ เป็นการเดินฟังวง
พายอธิบายให้เห็นภาพแบบง่ายที่สุดว่า Music Showcase Festival ก็คืองานเอ็กซ์โปหรืองานแฟร์ของโลกดนตรี
งานเอ็กซ์โปทั่วไป: เจ้าของแบรนด์เช่าบูธ เอาสินค้ามาตั้งโชว์ แจกนามบัตร แจกตัวอย่าง
งานมิวสิคโชว์เคส: “สินค้า” ไม่ใช่ของบนชั้น แต่คือ ตัวเพลงและการแสดงสดบนเวที
ดังนั้น บูธในงานดนตรีจึงถูกแทนที่ด้วย เวที และนักธุรกิจดนตรีก็จะเดิน “ช็อปปิ้งวงดนตรี” จากเวทีต่างๆ ตามรสนิยมและเป้าหมายของตัวเอง
พายในฐานะคนคลุกวงการอินดี้มานาน เล่าเพิ่มว่า ในยุโรปและอเมริกา มีกลุ่มคนที่สนุกกับการ ค้นพบศิลปินใหม่ มากกว่าในบ้านเรา คนไทยส่วนใหญ่ยังผูกกับศิลปินเมนสตรีม แต่เขาอยากให้เราเชื่อใหม่ว่า
ศิลปินเก่งๆ ไม่จำเป็นต้องดังเสมอไป และ Niche Market วันนี้ใหญ่พอให้ใครหลายคนอยู่รอดได้จริง
ยิ่งยุคอินเทอร์เน็ต ทุกคนแชร์วัฒนธรรมดนตรีข้ามประเทศได้ง่าย ตัวอย่างก็ชัดเจนในช่วงที่เพลง ‘ประเทศกูมี’ ดังสุดๆ ในไทย ขณะเดียวกันเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียก็อินกับเพลง ‘ครางชื่ออ้ายแน’ ของไทยเหมือนกัน






ระหว่างเมนสตรีมกับอินดี้: BMC คือ “ประตูบานใหม่”
ไข่ – รักษิต รักการดี COO บริษัท ไลฟ์ เนชั่น เทโร เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ มองภาพรวมของคนฟังไทยว่าเรายัง ผูกชีวิตคอนเสิร์ตกับวงเมนสตรีมและเคป็อป เป็นหลัก ซึ่งต่างจากบางประเทศในเอเชียอย่างฮ่องกง ญี่ปุ่น และไต้หวันที่มีวัฒนธรรมการฟังเพลงสายอินดี้ชัดเจนกว่า
เหตุผลหนึ่งก็เพราะ เรายังไม่มี “สินค้าอินดี้” ให้ผู้ชมได้ออกไปผจญภัยจริงๆ ระบบที่มีอยู่ป้อนแต่โชว์เมนสตรีม ทำให้คนดูแทบไม่เคยได้ลองคอนเสิร์ตอินดี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
BMC เลยถูกออกแบบให้เป็นอะไรที่ ครึ่งหนึ่งคือมิวสิคเฟสติวัล อีกครึ่งคือมิวสิคโชว์เคส เป็นงานที่ชวนให้คนมาลองฟังศิลปินที่ไม่คุ้นชื่อ เปรียบเหมือนการเปิดหน้าต่างบานใหม่ให้กับวงการดนตรีไทย
พายเสริมทันทีว่าพวกเขาไม่ได้อ้างตัวเองว่าเป็น “คนแรกที่พาอินดี้สู่สายตาคนไทย” แต่สิ่งที่ BMC ทำต่างออกไปและจับต้องได้คือ
พา buyer จากต่างประเทศ มาดูวงไทย
เปิดพื้นที่ให้วงต่างประเทศที่อยากมาเล่นในไทย
สร้าง ตลาดซื้อขายดนตรี และ community space ให้ทั้งศิลปินและนักธุรกิจได้เจอกันจริงๆ
ดอม โชติวนิช Festival Director จาก ไลฟ์ เนชั่น เทโร เสริมภาพเปรียบเทียบที่คมมากว่า
“เทียบง่ายๆ ก็เหมือนงานมอเตอร์โชว์ รถจริงๆ ต้องวิ่ง แต่มันก็ถูกจอดให้คนมาดูได้ ดนตรีก็เหมือนกัน แต่เพราะธรรมชาติของดนตรีคือโชว์สด งานเทรดจึงต้องออกมาในรูปแบบเฟสติวัล”
เขามองว่า Music Showcase แบบนี้คือ trade show ที่คนดูเป็นส่วนหนึ่งของสมการ เป็นทั้ง B2B สำหรับคนในธุรกิจ และเป็นสนามให้คนดูสายเสาะหาอะไรใหม่ๆ ได้เดินฟังอย่างสนุก
BMC ยังจับมือกับ The Great Escape Festival จากอังกฤษ เฟสติวัลที่ผลักดันวงเล็กใหม่ๆ จนศิลปินระดับ Adele หรือ Ed Sheeran ก็เคยผ่านเวทีนี้มาก่อน






Music Shopping: บุฟเฟต์เพลงสำหรับคนชอบลองของใหม่
ในมุมของไข่ ตลาดเฉพาะ (niche) มักจะเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต คนฟังจำนวนมาก ล็อกตัวเองอยู่ในเพลย์ลิสต์ที่คุ้นเคย แต่ถ้ายอมลุกจากหน้าจอ มาที่งาน BMC ในย่านตลาดน้อย คุณจะได้เจอทั้งสิ่งที่คุณชอบอยู่แล้ว และสิ่งใหม่ที่คุณไม่รู้ตัวมาก่อนว่าคุณ “อิน” กับมัน
เขาเปรียบงานนี้เหมือน บุฟเฟต์ดนตรี ที่เชิญคุณไปเดินชิม
คุณรู้ดีอยู่แล้วว่าคุณชอบเมนูไหน
แต่ถ้าไม่ลองตักจานที่ไม่รู้จักเลย คุณอาจพลาดเมนูประจำจานใหม่ในชีวิตก็ได้
นี่คือประสบการณ์เดียวกับการไป Coachella หรือเฟสติวัลใหญ่ๆ ในต่างประเทศ ที่หลายคนตั้งใจไปดูวง A แต่กลับตกหลุมรักวง B ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน และไข่อยากให้เด็กไทยได้เจอโมเมนต์แบบนั้นในบ้านตัวเองบ้าง
พายเล่าเสริมว่า ในโซนอาเซียนตอนนี้ งาน Music Showcase แบบเต็มรูปแบบจริงๆ มีอยู่ไม่กี่งาน คือ
Music Matters ที่สิงคโปร์ (เน้นศิลปินจากสามค่ายใหญ่ของโลก)
Bangkok Music City (BMC) ที่กรุงเทพฯ
AXEAN Festival ที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งจะย้ายประเทศจัดไปเรื่อยๆ ทุกปี
Showcase Festival ไม่ใช่แค่เฟสติวัลชิลๆ
อีกประเด็นที่ทั้งศิลปินและแฟนเพลงไทยอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้คือ ความต่างระหว่าง Music Festival กับ Music Showcase Festival
ไข่อธิบายว่า งานมิวสิคโชว์เคสเฟสติวัลอย่าง BMC
ไม่มีการขายบัตร
อยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสปอนเซอร์
ทำหน้าที่เป็น trade fair แห่งโลกดนตรี ที่ใครๆ จากทั่วโลกบินมาดูวงใหม่ๆ เพื่อนำกลับไปต่อยอดในงานของตัวเอง
การเป็น sister festival กับ The Great Escape ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินจาก BMC ได้ไปเล่นต่อบนเวทีนั้นด้วย ทีมงานตั้งใจว่าจะค่อยๆ เติบโตไปจนถึงวันที่สามารถขายบัตรได้ เพราะคนอยากมาดูจริงๆ แต่ตอนนี้คือช่วงเวลาของการ
วางหมุดหมายให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ค่ายเพลงทั่วเอเชียอยากส่งศิลปินมาโชว์
และให้ BMC กลายเป็นเฟสติวัลหลักที่ช่วย ส่งออก ศิลปินจากภูมิภาคไปสู่เวทีอื่นๆ ทั่วโลก
ไข่สรุปว่า BMC คือ งานเทรดที่มีคนดูอยู่ด้วยในสมการ ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่มีสีสันมากขึ้นในสัปดาห์นั้น ทั้งจาก
แฟนเพลงไทย
ผู้ชมต่างชาติที่บินมา
ศิลปินต่างประเทศ
และแฟนคลับที่บินตามมาเชียร์
เขาฝันไกลไปถึงวันที่จะขยายสเกลกลายเป็น Bangkok Music Week ที่ทั้งเมืองมีซีนดนตรีคุกรุ่นพร้อมกัน
5 เวที 60 ศิลปิน และแอปเดียวเอาอยู่
ดอมเล่าต่อว่า ปีนี้พวกเขาจัดเต็มด้วย
5 เวที กระจายตัวในย่านตลาดน้อยและเจริญกรุง
60 ศิลปิน ทั้งไทยและเทศ
เพื่อไม่ให้คนดูหลงทางระหว่าง pocket venue ที่ไม่ได้อยู่ในฮอลล์เดียวกันทั้งหมด ทีมงานใช้แอปเดียวกับ The Great Escape คือแอป “Bangkok Music City” ที่มี
ไทม์ไลน์โชว์
ระบบกดหัวใจวงที่อยากดู
ระบบแจ้งเตือนเผื่อเวลาเดินระหว่างเวที
เหตุผลที่เลือกย่านตลาดน้อย เพราะพื้นที่นี้เป็น creative district ที่ทุกอย่างลงล็อก ทั้งบรรยากาศ ความดิบของเมืองเก่า และความร่วมมือจากคนในชุมชน
นอกจากเวทีหลักแล้ว ภายในงานยังมี
Business matching ระหว่างศิลปินและโปรโมเตอร์
Pitching stage ให้เอเจนซี่ต่างประเทศมาค้นหาวงไปใส่ไลน์อัพงานตัวเอง
เวิร์กช็อปเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญามาช่วย “เอดูเขต” ศิลปินไทย
การสนับสนุนพื้นที่จาก TCDC ที่เปิดอาคารให้ใช้งาน



เมื่อดนตรีกลายเป็นตัวเลข: Impact ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
พายเล่าว่า BMC ได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ตั้งแต่ปีแรก และหนึ่งในสิ่งที่ทีมงานต้องรายงานทุกครั้งคือ ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ (socio-economic impact) ที่งานสร้างให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ผลที่ออกมาน่าสนใจมาก
งาน BMC สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 270 ล้านบาท
รัฐบาลมีศักยภาพเก็บภาษีจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องราว 29 ล้านบาท
ในขณะที่ งบจัดงานจริงต่ำกว่ารายรับทางภาษีที่เกิดขึ้นอย่างมาก
ถ้าภาครัฐมองเห็นจุดนี้ชัดๆ ก็จะเข้าใจว่า งานแบบนี้ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิง แต่คือเครื่องมือสร้างรายได้และสร้างโอกาสให้
คนไทยได้รู้จักศิลปินจากหลากหลายประเทศ
ศิลปินไทยมีเวทีให้ก้าวไปสู่ระดับโลก
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบของสิ่งที่เราชอบเรียกกันว่า “ซอฟต์พาวเวอร์”
พายชี้ว่า Soft Power ที่แท้จริงคือเรื่องของ ความรู้สึกที่ประชาชนประเทศหนึ่งมีต่ออีกประเทศหนึ่ง ไม่ใช่แค่ความเท่ของวัฒนธรรมเพียงผิวเผิน
เหมือนที่คนไทยไปเที่ยวเกาหลี กินอาหารเกาหลี เพราะผูกใจไว้กับดาราและวัฒนธรรมเกาหลี ทีม BMC ก็หวังให้คนต่างโลก หลงรักประเทศไทยผ่านดนตรี แบบเดียวกัน
ในมุมของนโยบาย เขายกตัวอย่างแนวคิดของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่พยายามดันให้ เศรษฐกิจกลางคืน ถูกมองเป็นโอกาส ไม่ใช่ “ที่อโคจร” ถ้าเราสร้างภาพให้กรุงเทพฯ เป็น เมืองดนตรี ที่ปลอดภัย สนุก และมีชีวิตชีวา คนทั่วโลกก็จะจำภาพนี้ติดไปกับชื่อเมือง
BMC = ยานพาหนะของ T-POP และอินดี้ไทย
อีกมุมที่ไข่เน้นคือการที่คนไทยชอบเปรียบว่าต้องการให้ T-POP ไปได้ไกลแบบ K-POP แต่สิ่งที่เรายังไม่มีคือ “ยานพาหนะ” ที่จะส่งศิลปินออกไปอย่างเป็นระบบ
ทุกวันนี้ศิลปิน T-POP จำนวนมากต้อง “ปั่นกันเอง” แทบทั้งหมด แทบไม่ได้รับโครงสร้างการสนับสนุนที่มั่นคงจากไหนเลย
เขาเลยอยากให้มองว่า
BMC คือหนึ่งในยานพาหนะที่จะส่งศิลปินไทยออกสู่โลกภายนอก
เป้าหมายของทีมจัดคือ
ให้ศิลปินแย่งกันสมัครขึ้นเล่นในทุกปี
ให้ทั้งวงการดนตรีไทยเห็นคุณค่าของงานเทรดโชว์แบบนี้
ให้ศิลปินลงทุนกับการเตรียมโชว์ให้พร้อมที่สุด เพราะเวลาโชว์แต่ละวงไม่ยาว ทุกเพลงต้อง “น็อค” ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่งานฟูลโชว์ที่ค่อยๆ บิลด์อารมณ์
ดอมเสริมภาพของฝั่ง buyer ว่าพวกเขาเดินดูวงกว่า 60 วงได้แค่ละวงไม่กี่เพลง จึงต้องมีวินัยสูง ทำการบ้านมาเต็ม เดินดูให้เยอะที่สุด วงไหนที่เขาเดินมาเจอ ต้องดึงสายตาให้ได้ทุกวินาที
ปีนี้งานรวบรวม
ผู้แทนจากธุรกิจดนตรีต่างประเทศราว 70 คน
คนในอุตสาหกรรมฝั่งไทยอีกราว 30 คน
รวมแล้วมีคนในแวดวงกว่า ร้อยชีวิต เดินอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นโอกาสทองสำหรับทุกวงที่ขึ้นเล่น
ไข่ทิ้งท้ายตรงๆ ว่า ถ้าใครอยากแข่งบนเวทีระดับโลก วันนี้คู่แข่งคุณไม่ใช่แค่ K-POP ที่ไปไกลเกินไล่ทันแล้ว แต่คือ ศิลปินเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่พร้อม
ทำเพลงภาษาอังกฤษ
ทำงานหนักแบบสุดทาง
Voices from the Stage: เสียงจากศิลปินทั่วภูมิภาค
Slot Machine (THAILAND)

สำหรับ Slot Machine ที่ผ่านการเล่นโชว์มาหลายประเทศ พวกเขามองเห็นชัดว่าวงการดนตรีไทยกำลัง เข้าใกล้มาตรฐานต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปทำเพลงสากลเต็มตัว เพราะเติบโตมาแบบ “ประชากรโลก” อยู่แล้ว
พวกเขาเชื่อว่า งานของศิลปินยังคงอยู่ที่การแสดงสด ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI แทนไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยชีวิต จังหวะ และพลังงานระหว่างศิลปินกับคนดู
สำหรับ BMC พวกเขาหวังว่างานนี้จะโตขึ้นทุกปี กลายเป็นภาพจำใหม่ของวงการดนตรีไทย เป็นงานที่คนรอคอย อยากมาดูทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อโลเกชันเท่ๆ อย่างไปรษณีย์กลางกลายเป็นฉากหลังของซีนดนตรีแบบนี้
Tilly Birds (THAILAND)

Tilly Birds เคยเล่น BMC ตั้งแต่ปีแรกที่พวกเขาอยู่ค่าย GMM นั่นคือมิวสิคโชว์เคสแรกในชีวิต และเป็นปีแรกของ BMC เช่นกัน การได้กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในฐานะ เฮดไลเนอร์ จึงเป็นโมเมนต์ที่พิเศษมาก
พวกเขามองว่า Music Showcase สำคัญกับศิลปินอย่างยิ่ง เพราะ
เป็นโอกาสให้ วงเล็กๆ ถูกมองเห็น จากคนใหญ่คนโตในอุตสาหกรรมดนตรีจากหลายประเทศ
บางวงอาจถือเป็นเวทีแจ้งเกิดโดยตรง
พวกเขาอยากเห็นงานแบบนี้จัดบ่อยๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้น โดยไม่เสียเสน่ห์ดิบๆ ของมันไป พร้อมทั้งเรียกร้องสิ่งสำคัญมากอีกอย่างคือ
เวนิวคอนเสิร์ตที่หลากหลายและเพียงพอ
เพราะศิลปินตั้งใจผลิตงานออกมาให้คนฟัง แต่หากไม่มีเวทีให้เล่นจริงๆ วงการก็เติบโตได้ยาก
ASIA7 (THAILAND)

ASIA7 มองว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เน็ตเวิร์กในวงการดนตรีไทยแข็งแรงขึ้นมาก ศิลปินรู้จักกันผ่านเพลย์ลิสต์และสตรีมมิ่ง แต่ Showcase แบบ BMC ทำให้ทุกคนรู้จักกันในแบบที่ “ตัวตนจริง” โผล่บนเวที
ข้อดีของงานนี้คือ
ไม่ได้เอาแต่ศิลปินแมสสุดมาเป็นแม่เหล็ก
แต่เปิดโอกาสให้ทุกวงมีพื้นที่แบบเท่าเทียม
พวกเขาอยากเห็นรัฐสนับสนุนมากขึ้น ทั้งการส่งศิลปินไทยออกนอกประเทศ และ การนำเข้าศิลปินต่างชาติให้มาเล่นในไทย เพื่อเพิ่มสีสันให้ซีน และขยายฐานแฟนเพลงไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
MAMIO (THAILAND)

MAMIO ดีใจที่ BMC เปิดเวทีให้คนได้เห็นศิลปินหน้าใหม่มากขึ้น และทำตัวเป็นสะพานให้ทั้งโปรโมเตอร์ไทยและต่างประเทศได้รู้จักพวกเขา
ในมุมมองของเธอ การสนับสนุนจากภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่แค่เรื่องเงินทุนในวงการดนตรี แต่ควรขยับไปถึง
การพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวม
ระบบขนส่งมวลชน
สาธารณูปโภคพื้นฐาน
เพราะถ้าคุณภาพชีวิตคนดีขึ้น ผู้คนก็จะมีเวลาและกำลังทรัพย์เหลือพอที่จะ สนับสนุนงานศิลปะที่ตัวเองรัก มากขึ้นเองโดยธรรมชาติ
Jooyoung (KOREA)

Jooyoung เคยมีโซโล่คอนเสิร์ตในไทยมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นเล่นบนเวที Music Showcase Festival
เขาย้ำว่าบรรยากาศแฟนเพลงไทย ชิลและสนุกแบบสุดใจ ทำให้เขาสนุกไปด้วยเวลาอยู่บนเวที สำหรับ Jooyoung, BMC คือโอกาสของศิลปินจากหลายประเทศที่จะ
แสดงสิ่งที่อยากส่งต่อให้โลกผ่านดนตรี
ปลดปล่อยตัวเองแบบเต็มที่บนเวที
เขาตั้งใจใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เปิดตัวเพลงใหม่ด้วย
Jacqui (KOREA)

Jacqui เล่าว่านี่คือครั้งแรกที่เธอมาเล่น Showcase Festival ในประเทศไทย ความรู้สึกคือ แปลก แต่แปลกในทางดี เธอมีความสุขกับการร้องเพลงท่ามกลางคนดูที่มีพลังล้นหลามในเมืองที่เธอเรียกว่า “สวยงามมาก”
สำหรับเธอ BMC สำคัญเพราะ
รวมดนตรีหลากหลายแนวไว้ในที่เดียว
มีทั้งศิลปินหน้าใหม่ ศิลปินชื่อดัง และอินดี้สารพัดแนว
สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับ Jacqui คือ การได้เดินสำรวจแนวดนตรีนับไม่ถ้วนในพื้นที่เดียว ซึ่งไม่ใช่ประสบการณ์ที่หาได้ง่ายนัก
Mario Zwinkle (INDONESIA)

Mario Zwinkle เพิ่งบอกคนใกล้ตัวได้ไม่นานว่าเขาอยากให้โชว์ต่างประเทศครั้งแรกของตัวเองเกิดขึ้นที่ประเทศไทย และ BMC ก็ทำให้ความตั้งใจนี้เป็นจริง
เขามองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะ
แสดงความสามารถให้คนดูจากอีกประเทศได้เห็น
แบ่งปันความรักในดนตรีของเขากับผู้ชมกลุ่มใหม่
เขาบอกตรงๆ ว่า พร้อมสุดๆ สำหรับโอกาสครั้งสำคัญที่ BMC มอบให้
Whyte (TAIWAN)

สำหรับ Whyte นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มากรุงเทพฯ จึงทั้งตื่นเต้นและหวั่นๆ ในเวลาเดียวกัน แต่การได้ขึ้นเล่นที่ BMC กลายเป็นโมเมนต์ล้ำค่าที่เปิดโอกาสให้เธอ
ได้ร้องเพลงตัวเองต่อหน้าคนดูในไทย
ได้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ
เธอมองว่า Showcase แบบนี้คือ “พื้นที่ให้ศิลปินที่ไม่เคยมีเวทีในไทยได้ถูกมองเห็น” และขอบคุณรัฐบาลของเธอ รวมถึง TAICCA ที่สนับสนุนให้เธอได้มาถึงตรงนี้
Capt’n Trips and the Kid (MALAYSIA)

วงจากมาเลเซียวงนี้เป็นแฟนประจำของ Maho Rasop Festival และ Wonderfruit พวกเขาฝันอยากมาเล่นดนตรีในไทยสักครั้ง และ BMC ทำให้ฝันนั้นสมบูรณ์
สิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นคือ
Music Scene ในไทย ใหญ่กว่ามาเลเซียมาก
มีอะไรให้ดูทุกคืน ทุกที่เต็มไปด้วยดนตรี
คนไทยสนับสนุนวงไทยกันอย่างจริงจัง
สำหรับพวกเขา BMC คือเวทีที่ให้ศิลปินจากหลายประเทศได้
มีพื้นที่โชว์พลังทางดนตรี
เชื่อมต่อกับ “คนใหญ่คนโต” ในวงการธุรกิจดนตรีโลก
ซึ่งคือก้าวสำคัญในการ ส่งออกดนตรีของวงเล็กๆ ให้ไปถึงประชาคมโลก
Panorama Panama Town (JAPAN)

Panorama Panama Town ปกติคุ้นกับการเล่นในไลฟ์เฮาส์ญี่ปุ่นมากกว่าพื้นที่กลางแจ้ง แต่การได้ขึ้นเวทีใหญ่กลางกรุงเทพฯ ทำให้พวกเขาตื่นเต้นสุดๆ
สิ่งที่ประทับใจมากคือ
พลังงานแฟนไทยดุเดือดกว่าที่ญี่ปุ่น แบบรู้สึกได้ชัด
การที่ไทยมีงานอย่าง BMC แปลว่าวงการดนตรีกำลังเปลี่ยนไปในทางที่เปิดกว้างขึ้น
พวกเขามองว่า Showcase แบบนี้คือ จุดผลักดันสำคัญ ที่ช่วยให้ศิลปินไทยเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศ และสำหรับวงที่ทำตลาดในประเทศมานาน ที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการออกสู่ภูมิภาค
Against the Gravity (MYANMAR)

Against the Gravity บอกว่านี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้มาเล่น Music Showcase Festival ในไทย ความรู้สึกคือทั้งตื่นเต้นและประทับใจ เพราะ
Music Scene ไทยมีอะไรให้ดูเยอะมาก
คนดูเปิดรับแนวดนตรีหลากหลาย
สำหรับพวกเขา ดนตรีร็อกและเมทัลในเมียนมาร์ยังไม่แมส แต่ในไทยจำนวนผู้ฟังถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกัน งานอย่าง BMC จึงเป็น โอกาสสำคัญให้วงร็อกจากประเทศเล็กๆ มีที่ยืนในอุตสาหกรรมระดับโลก
สรุป: เมื่อเมืองดนตรีเริ่มต้นจากเวทีเล็กๆ ที่จริงจังกับอนาคต
Bangkok Music City อาจเริ่มต้นจาก 5 เวที 60 ศิลปิน และย่านเดียวในเมือง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ คือ
การทดลอง โมเดลเทรดโชว์ดนตรี ในประเทศที่เคยชินกับคอนเสิร์ตเมนสตรีม
การสร้าง “สนามซ้อม” ให้ศิลปินไทยเรียนรู้การเล่นต่อหน้าผู้ชมที่เป็นทั้งแฟนเพลงและนักธุรกิจดนตรี
การดึงผู้เล่นจากทั้งรัฐ เอกชน และต่างประเทศเข้ามาอยู่ในวงกลมเดียวกัน
ถ้ามองให้ไกลกว่าคืนคอนเสิร์ตสนุกๆ แค่ไม่กี่วัน BMC กำลังพิสูจน์ว่า
ดนตรีไม่ได้มีมูลค่าแค่ในหูคนฟัง แต่มันขยับเศรษฐกิจ เมือง และภาพจำของประเทศได้จริง
และถ้าเรายอมเปิดหู เปิดใจ และเปิดกระเป๋าสนับสนุนกันในระยะยาว วันที่กรุงเทพฯ ถูกเรียกว่า “เมืองดนตรี” แบบเต็มปาก อาจไม่ได้ไกลอย่างที่คิดเลย

