ดราม่าหนัก 20 ล้าน จากคลิปเสียงหลุด
หลังเกิดดราม่าคลิปเสียงสะเทือนวงการ ที่พาดพิงถึงคู่รักดังอย่าง “นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี” และสามี “ต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี” เรื่องการไปพึ่งพาหมอดูให้ชีวิตคู่หวานกลับมา กลายเป็นคดีใหญ่ถึงขั้นขึ้นศาล
งานนี้คู่สามีภรรยายื่นฟ้อง “อาจารย์อุ๋ย ชนิษฐา สัตย์ซื่อ” ในข้อหาหมิ่นประมาท และแอบอ้างชื่อเสียงในทางเสียหาย พร้อมเรียกค่าเสียหายคนละ 10 ล้าน รวมเป็น 20 ล้านบาทเต็มๆ
ประเด็นหลักคือคลิปเสียงที่มีการอ้างว่า นุ่นเป็นลูกศิษย์ ปรึกษาเรื่องการบูชาเทพ จนสามีกลับมารัก เปย์บ้านให้ 120 ล้าน แถมยังให้เงินไปใช้เล่นๆ อีก 100 ล้าน ซึ่งทั้งหมดกระทบต่อภาพลักษณ์และสถาบันครอบครัวอย่างจัง
แต่เมื่อถึงวันนัดไกล่เกลี่ย กลับไปต่อไม่ติด เพราะ อ.อุ๋ยไม่มาศาล ทนายความอย่าง “ทนายนิด้า ศรันยา หวังสุขเจริญ” แถลงต่อศาลชัดเจนว่า ไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย ทำให้คดีต้องเดินหน้าสู่กระบวนการสืบพยานเต็มรูปแบบ
มดดำเปิดใจ กลางจอเรื่องฟ้องเพื่อนรัก 10 ล้าน
อีกด้านหนึ่ง “มดดำ คชาภา ตันเจริญ” ก็ไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเจ้าตัวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกเอาชื่อและรูปไปใช้ จนต้องลุกขึ้นมาฟ้องเหมือนกัน
มดดำเล่าว่าตัวเองฟ้อง อ.อุ๋ย เพื่อนรัก เป็นเงิน 10 ล้านบาท ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทเช่นกัน โดยมีนัดไกล่เกลี่ยที่ศาลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
ประเด็นสำคัญของการฟ้อง คือการถูกนำชื่อเสียงและภาพลักษณ์ไปใช้ในทางที่เจ้าตัวไม่ยินยอม มดดำย้ำว่า
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนให้ทนายเป็นคนเจรจา
ที่เรียก 10 ล้าน เพราะต้องการให้มีการชดใช้ความเสียหายจากการเอาชื่อเสียงไปใช้
ยังคุยกันอยู่ว่าสุดท้ายตัวเลขจะลงเอยที่เท่าไหร่
ฝั่งนุ่นไม่ขอคุยนอกรอบ อ่านไลน์แล้วไม่ตอบ
หนึ่งในรายละเอียดที่มดดำเล่ากลางรายการ คือเรื่องที่ทางอ.อุ๋ยพยายามติดต่อไปหานุ่น เพื่อขอโทษและเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบ
มดดำเล่าประมาณว่า
อ.อุ๋ยส่งไลน์ไปหานุ่น นุ่นอ่านแล้วแต่ไม่ตอบ
ฝั่งอ.อุ๋ยอยากจะขอเคลียร์กันนอกศาลก่อน
แต่สุดท้ายก็ชัดเจนว่า นุ่นไม่ตอบกลับ ทำให้ทุกอย่างต้องไปจบในศาลเท่านั้น
เรียกได้ว่า ฝั่งเซเลบตัวจริงเลือกให้กระบวนการยุติธรรมเป็นคำตอบสุดท้าย
คดีคือเรื่องคดี แต่ไม่ได้ตัดเพื่อน
แม้จะถึงขั้นฟ้องร้องกัน แต่มดดำยืนยันชัดว่า ตัวเองไม่ได้มีความรู้สึกเกลียดชัง หรือคิดจะตัดเพื่อนแต่อย่างใด
มดดำอธิบายมุมมองของตัวเองไว้แบบแซ่บๆ แต่จริงใจว่า
เรื่องคดีปล่อยให้ทนายจัดการ เพราะตัวเองก็ถือว่าเป็นผู้เสียหาย ต้องปกป้องสิทธิของตัวเอง
ตอนรู้เรื่องแรกๆ ก็มีโมโห แต่คิดไปคิดมา โกรธแล้วได้อะไร สุดท้ายก็ยังนั่งกินข้าวกันได้เหมือนเดิม
เพื่อนในชีวิตเหลือน้อยแล้ว อายุขนาดนี้จะมาทะเลาะแตกหักกันทุกเรื่องก็คงไม่ไหว
แต่ในขณะเดียวกัน มดดำก็ขีดเส้นชัดเจนว่า
ถ้าเป็นเรื่องคดี “มึงอย่ามาคุยกับกูนะ ให้เป็นไปตามกฎหมาย”
เท่ากับว่า เรื่องส่วนตัวเป็นอีกเรื่อง เรื่องในศาลเป็นอีกเรื่อง ไม่ปนกัน
ไม่อาฆาตให้ติดคุก แต่ไม่ยอมให้เรื่องนี้ฟรีๆ
เมื่อถูกถามแรงๆ ว่า ถ้าสุดท้ายลากยาวไปถึงขั้นติดคุก มดดำคิดยังไง เจ้าตัวตอบตรงๆ ว่า
ไม่ได้เป็นคนอาฆาตแค้นขนาดนั้น
ทุกวันนี้ก็ยังคุยกัน เล่นกัน ยังถือว่าเป็นเพื่อนกันอยู่
แต่ความใจดีไม่ได้แปลว่าจะปล่อยผ่านทุกอย่าง มดดำยืนยันว่า
“ไม่ยกฟ้องแน่นอน”
เพราะมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีการรับผิดชอบ
เพียงแต่จะจบลงที่ตัวเลขเท่าไหร่ ค่อยไปตกลงกันบนโต๊ะไกล่เกลี่ย
มดดำยังบอกด้วยว่า หลังวันที่ 23 กุมภาพันธ์ หลังผ่านตรุษจีน ทุกอย่างก็ต้องเคลียร์ให้จบในขั้นตอนการไกล่เกลี่ย ว่าฝั่งอ.อุ๋ยจะต้องชดใช้เป็นเงินเท่าไหร่
เจ้าตัวยังแอบแซะตัวเองขำๆ ว่า ตอนแรกที่เห็นรูปตัวเองที่ถูกนำไปใช้ถึงกับของขึ้น เพราะ
รูปที่ถูกเอาไปใช้นั้น “หน้าตาน่าเกลียดมาก ใส่เสื้อกล้าม”
แต่จะให้โกรธแล้วเอาเป็นเอาตายกันทั้งชีวิตก็เกินไป
สิ่งที่มดดำย้ำคือ
คดีนี้ไม่ใช่ละครสร้างภาพ
ยอมรับตรงๆ ว่า ยังเป็นเพื่อนกันอยู่
แต่การจะให้ยกฟ้องเฉยๆ แบบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย “ไม่มีทาง”
เพราะในมุมของมดดำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการใช้รูปและชื่อเสียงของเขาในลักษณะที่เจ้าตัวมองว่า “อุบาทว์กับฉัน” จึงต้องให้กฎหมายทำหน้าที่ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่ทำมันเกินเส้นไปแล้ว
เพื่อนรักบนเส้นบางๆ ระหว่างใจและกฎหมาย
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้จะเป็นเพื่อนกันมานานแค่ไหน แต่เมื่อมีการนำชื่อเสียง ภาพลักษณ์ หรือเรื่องส่วนตัวไปใช้ในทางเสียหาย เส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพกับกฎหมายก็คมมาก
ในมุมของมดดำ
มิตรภาพยังอยู่
ความผูกพันไม่หาย
แต่ความรับผิดชอบต่อการกระทำก็ต้องมีเหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว คดีนี้จะจบลงที่ตัวเลขเท่าไหร่ ไม่มีใครตอบได้ตอนนี้ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ มดดำเลือกใช้วิธีที่โตที่สุด
คือ ไม่ตัดเพื่อน แต่ไม่ตัดสิทธิ์ตัวเองในศาล

