รับแอปรับแอป

Langtang Valley Trek EP.1: แบกเป้ลุยเดี่ยวเนปาลจาก Syabru Besi ถึง Rimche

อดิศร วัฒนะ02-01

เปิดทริป Langtang แบบโนไกด์ โนลูกหาบ

– เดินป่าที่เนปาลบนเส้นทาง Langtang Valley Trek เวอร์ชันเดินเอง แบกเอง ไม่มีไกด์ ไม่มีลูกหาบ –

ทริปนี้คือสายลุยสายโซโล่ถูกใจแน่นอน เพราะทุกก้าวคือ เดินเอง แบกเอง คิดเอง เออเอง ล้วนๆ

เช้า Day 4: เริ่มต้นที่ Syabru Besi

Day 4 มอนิ่งจากหมู่บ้าน Syabru Besi

ตื่นตอน 7 โมง เก็บของ เช็คเอาต์จากที่พัก แล้วออกเดินสตาร์ทวันที่รอคอยมานาน

สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนลุยทางเทรคคือ ไปเช็กพอยต์กับเจ้าหน้าที่

เราต้องมารายงานตัวที่ tourist police ก่อนทุกคน

ข้อควรรู้ (จากความเข้าใจของเราเอง)

  • ตามกฎหมายเนปาล ถ้าไม่มีไกด์หรือคนที่พอทำหน้าที่ไกด์ได้เดินไปด้วย จะไม่สามารถเดินเทรคแบบ solo ได้ในหลายๆ รูท

  • แทบทุกเส้นทางในประเทศโดนหมด ยกเว้นแถว Everest ที่ยังพอจะเดินคนเดียวได้แบบไม่ซีเรียสมาก

แล้วคำถามคือ…

“แล้วทำไมถึงได้มาเดินเองล่ะ?”

ก็เพราะทริปนี้เริ่มจากแพลนจะไปเดิน EBC แต่ดันเจอฝนถล่ม น้ำท่วมหนัก ถนนและสนามบินบางที่ปิดหมด ท้อจนคิดจะยกเลิกไฟลต์ แต่เสียดายเงิน เลยกัดฟันบินมาก่อนแล้วลุ้นเอาข้างหน้า

ผลคือ น้ำท่วมรอบใหญ่ในรอบ 40-50 ปี แผน EBC พังไม่เป็นท่า เลยเปลี่ยนมองหาเส้นทางอื่นที่ นั่งรถไปเริ่มเดินได้

สุดท้ายมาจบที่ Langtang Trek เพราะ ABC กับ Mardi Himal เคยเดินแล้วเมื่อปีที่แล้วเลยอยากลองเส้นใหม่

ใช้เวลาแค่ 1 วันในทาเมล หาข้อมูลทุกอย่าง ทั้งเส้นทาง วิธีนั่งรถ การเตรียมของ และเช็กในกลุ่มฝรั่งสายเดินป่า หลายคนยืนยันว่า ยังเดินแบบ solo ที่ Langtang ได้อยู่ เลยจัดไปแบบไม่ต้องคิดนาน

เจ้าหน้าที่ที่เช็กพอยต์ก็ถามตรงๆ ว่า ไกด์คุณอยู่ไหน?

เราตอบสวยๆ ว่า “ไม่มีไกด์ค่ะ เดินเอง” แล้วก็ยื่น permit กับพาสปอร์ตให้

ตอนแรกใจแอบหล่นไปอยู่ที่เท้า คิดว่าจะไม่ผ่านแล้วแน่ๆ แต่พอเขาเห็นว่าเราเคยมาเดิน ABC กับ Mardi Himal มาก่อน เลยขอ WhatsApp เราไว้ เผื่อฉุกเฉินจะได้ติดต่อได้

บวกกับพี่ๆ ฝรั่งและไกด์คนอื่นที่อยู่แถวนั้นช่วยคอนเฟิร์มว่า จะช่วยดูเราระหว่างทาง เจ้าหน้าที่เลยยอมให้ผ่าน แต่กำชับว่าให้เดินแบบระมัดระวัง และพยายามเกาะกลุ่มคนอื่นเข้าไว้

สรุปคือ ถ้าไม่ผ่าน ก็สามารถจ้างไกด์ที่หมู่บ้านได้เหมือนกัน

เคลียร์ทุกอย่างเสร็จ ปะ! เริ่มเดินจริงจังสักที

ทางเดินช่วงแรก: ถนน เนิน และเสาไฟที่ยาวไกล

ช่วงแรกของเส้นทางจะเป็น ถนนดิน ขึ้นลงเนินสลับกัน เดินวอร์มร่างกายไปเรื่อยๆ

สายไฟที่เห็นพาดไปตลอดทางนี่คือเพื่อนร่วมทางของเราจนถึงหมู่บ้านด้านบนสุด บังวิวก็จริง แต่มันคือเหตุผลที่ว่า ทุกหมู่บ้านมีไฟใช้ ไม่ต้องแบกเพาเวอร์แบงก์มาเท่าไหร่ให้หนักเป้ (เราแบกมาสองก้อนคือพลาดมาก)

แดดดีแบบจริงจัง ร้อนแต่ฟีลดี

พอเริ่มเห็น ยอดเขาขาวๆ อยู่ไกลๆ ความรู้สึกคือแบบ… คิดถึงมาก ไม่ได้เจอกันเป็นปี

เดินมาเรื่อยๆ ประมาณ 40 นาที ก็จะถึง จุดสิ้นสุดของถนน แถวนี้เหมือนกำลังสร้างเขื่อนอยู่

ใครไม่อยากเดินช่วงถนนตรงนี้ สามารถ เหมารถ/แชร์รถ จากหมู่บ้านมาลงที่ปลายถนนได้เหมือนกัน หลายกรุ๊ปทัวร์เริ่มเดินกันตรงนี้ ราคานี่ยอมรับเลยว่า… ไม่ทราบจริงๆ

แวะจุดพักแรก: Domen River View

มาถึง Teahouse แรก ของวัน ชื่อว่า “Domen river view guest house” อยู่เหนือเขื่อน มีน้ำตกข้างๆ บรรยากาศดีมาก

ที่นี่สูงประมาณ 1565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ตั้งแต่เริ่มเดินออกมาจาก Syabru Besi บอกเลยว่า ไม่มีเนื้อสัตว์ให้กินแล้ว เส้นนี้คือสายมังสวิรัติเต็มตัว

เรานั่งพักกินโค้ก กับสปริงโรลล์เป็นมื้อเช้า แล้วค่อยออกเดินต่อ

จากจุดนี้ทางเดินจะเริ่มเข้าโหมด ป่าดิบชื้น ต้นไม้สูงบังแดดตลอด มีลำน้ำใหญ่ไหลอยู่ด้านล่าง เสียงน้ำดังมาก ฟีลแบบป่าลึกจริงจัง

เส้นทางชัด ไม่หลง แต่ที่มีคือ เหงา เพราะเราออกสาย คนอื่นไปไกลกันหมดแล้ว เดินกันสองคนแบบเงียบๆ กับเสียงป่า

เดินไปจะเจอสามแยก ถ้าเลี้ยวซ้ายลงเป็นทาง Langtang trekking ส่วนเลี้ยวขวาขึ้นเขาไปอีกหมู่บ้านจะเข้าทาง Gosaikunda

จากจุดนี้พอมองไปก็เริ่มเห็นหมู่บ้านถัดไปอยู่ไกลๆ

ตรงมุมนี้คือดีมาก มีก้อนหินให้นั่งพัก มีน้ำตกด้านหลัง ลำธารด้านหน้า วิวหมู่บ้านอยู่ด้านบน ครบทุกองค์ประกอบความละมุน

พักหายใจหายคอแป๊บเดียว ก็ต้องลุกไปต่อ

จุดพัก Pahiro และเส้นทางป่าชื้น

ถึงจุดพัก Pahiro 1722M มีทั้งร้านอาหารและที่พักสองเจ้าให้เลือก

เราไม่ได้แวะพักนาน เพราะพึ่งชาร์จพลังมาจากหมู่บ้านก่อนหน้า

มีป้ายบอกทางบ่อน้ำร้อนอยู่ด้วย แต่เราขอผ่าน

เส้นทางก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ป่าทึบ ต้นไม้สูง มีน้ำตกเล็กๆ ตลอดทาง แดดไม่ค่อยโดน เดินสบายหัว แต่ไม่สบายขา

ระหว่างทางเห็นคนท้องถิ่น รองใบไม้เป็นแก้ว แล้วตักน้ำลำธารดื่มกันแบบชิลๆ ใครอยากประหยัดงบ แนะนำให้ พกที่กรองน้ำ มาด้วย จะได้เติมน้ำจากทางได้เลย

เพราะน้ำดื่มบนเขานี่ ขวดหนึ่ง 100-200 บาท เลยนะ แต่ก่อนทำแบบนี้อย่าลืมเช็กด้วยว่ามาเดินช่วงเดือนไหน เพราะบางฤดูอาจไม่ได้น้ำเยอะขนาดนี้

บรรยากาศดีมาก ลมเย็น น้ำตกอยู่ใกล้ เสียงลำธารดังเป็นแบ็กกราวด์ ผู้คนน้อย เดินแล้วรู้สึกเหมือนได้รีเซ็ตหัวตัวเอง

เดินเลาะป่ามาอีกพักใหญ่ ก็เริ่มเห็นหมู่บ้านต่อไปโผล่มาให้ชื่นใจ

หมู่บ้าน Bamboo: วิวดีจนไม่อยากลุก

ถึงแล้ว หมู่บ้าน Bamboo ที่ความสูงประมาณ 1970M จุดนี้คือจุดพักชิลประจำวัน

วิวคือดีมากจนอยากทิ้งเป้นั่งยาวๆ

นั่งพักยืดเส้นยืดสายอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ลุกไปต่อแบบขาเริ่มสั่น

ระหว่างทางก็แอบเห็นตัวเองในเงาเดียวกับคนท้องถิ่น เหนื่อยก็พัก นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบ

แล้วก็ถึง สะพานแขวนแรก ของเส้นทางนี้ในที่สุด

พอข้ามสะพานมา จะเจอจุดพักเล็กๆ มีทั้งร้านค้า อาหาร และที่พักไม่กี่ห้อง บรรยากาศเงียบสงบมาก

ถึง Rimche: จุดจบวัน จุดเริ่มอาการล้า

เดินต่อมาอีกสักพักใหญ่ๆ ก็ถึง หมู่บ้าน Rimche ที่ความสูง 2509M

เราตัดสินใจพักที่หมู่บ้านนี้ เพราะร่างกายเริ่มทวงคืนทุกอย่างจากการแบกเป้วันแรก ขาระบมสุดชีวิต

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยปลื้มในเส้นนี้คือ กฎเหมือนจะไม่เป็นทางการแต่ทุกที่ใช้เหมือนกัน คือ

  • พักที่ไหน = กินข้าวที่นั่น

  • แถมบางที่อยากให้กินทั้งมื้อเย็นและมื้อเช้า

บางทีเราก็อยากแค่มาม่าซองเดียวจบ ไม่ได้อยากอาหารจัดเต็ม แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เส้นนี้นักท่องเที่ยวน้อย รายได้หลักคืออาหารและเครื่องดื่ม ที่พักหลายแห่งเลยคิดค่าห้องถูกมากหรือแทบจะฟรี แล้วไปเน้นกำไรจากอาหารแทน

เรื่องรสชาติอาหาร บอกได้เต็มปากว่า เป็นแนวกินเพื่ออยู่ เครื่องปรุงน่าจะมีหลักๆ แค่เกลือเท่านั้น

ใครจะมาเส้นนี้ แนะนำ:

  • พกมาม่าเยอะๆ

  • น้ำพริกคือไอเท็มห้ามลืม

เพราะบนนี้ทุกอย่างมีสองโทนหลักๆ คือ จืดกับเค็ม

เราปิด EP นี้ที่ หมู่บ้าน Rimche กับวิวที่มองออกไปแล้วใจฟู ตกค่ำอากาศเย็นจัด หมอกหนา นอนนวดขาแล้วก็สลบยาว

ไว้ลุยต่อกัน EP หน้า

สรุปข้อมูล Day 4: Syabru Besi – Rimche

Day 4 รายละเอียดโดยประมาณ

  • เวลาเดินทาง: 08.30 น. – 15.45 น.

  • ระยะทางรวม: ประมาณ 15 กม.

  • น้ำเปล่า: 100 NPR

  • อาหารเช้า + โค้ก: 850 NPR

  • น้ำเปล่า + โค้ก: 600 NPR

  • อาหารเย็น + น้ำ: 2,040 NPR

  • ค่าที่พัก + อาหารค่ำ + เบียร์ + WiFi: 4,800 NPR

ทิ้งท้าย EP.1

วันแรกของการเดินเทรคแบบ โนไกด์ โนลูกหาบ จาก Syabru Besi ถึง Rimche คือการเปิดศึกกับทั้งทางชัน แบกเป้ และการปรับตัวกับระบบของเทรคเนปาล

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ

  • วิวภูเขาหิมะที่คิดถึงมานาน

  • เสียงน้ำตกและลำธารที่ดังทั้งวันแทนเพลงในเพลย์ลิสต์

  • ความรู้สึกว่า เราทำได้จริงๆ แม้จะเดินกันแค่สองคนในป่าใหญ่

เจอกันใน EP หน้า พาไปต่อให้ไกลกว่านี้บนเส้นทาง Langtang Valley Trek 🚶‍♀️🏔️