วางแผนมรดกปี 2026 เพื่อคู่สมรสและลูก
1. ทำไมต้องวางแผนมรดกตั้งแต่วันนี้
การวางแผนมรดกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่คือ การเตรียมการเพื่อส่งต่อทรัพย์สิน ให้คู่สมรสและลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และตรงตามเจตนาของเจ้าของทรัพย์ โดยมีเป้าหมายสำคัญดังนี้
ส่งต่อทรัพย์สินให้ “คนที่ต้องการให้” อย่างชัดเจน
ลดความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างทายาท
ทำให้กระบวนการจัดการมรดกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่กระทบสภาพคล่องของครอบครัว
วางแผนภาษีที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาษีมรดกและภาษีการให้
ในบริบทปี 2026 ที่กฎหมายภาษีเกี่ยวกับที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีการให้ และภาษีมรดก ถูกนำมาใช้จริง การวางแผนล่วงหน้า จึงเป็นทั้งเรื่องของ การคุ้มครองคนในครอบครัว และ กลยุทธ์ทางภาษีและการเงิน ไปพร้อมกัน
สำหรับคู่สมรส การวางแผนที่ดีช่วยให้ฝ่ายที่อยู่รอดมีความมั่นคง ทั้งในด้านสิทธิในทรัพย์สิน และการดำเนินชีวิตหลังการจากไปของอีกฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อมีลูกหรือทรัพย์สินร่วมจำนวนมาก
2. เข้าใจกฎหมายมรดกไทยเบื้องต้น และสิทธิทายาท
2.1 ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ
หากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต โดยไม่มีพินัยกรรม การแบ่งทรัพย์สินจะเป็นไปตามกฎหมายมรดกไทย ซึ่งกำหนดให้มรดกตกแก่ “ทายาทโดยธรรม” ตาม 6 ลำดับ ดังนี้
ผู้สืบสันดาน เช่น บุตร หลาน เหลน
บิดา มารดา
พี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกัน
พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
ปู่ ย่า ตา ยาย
ลุง ป้า น้า อา
หลักสำคัญคือ ลำดับก่อนมีสิทธิก่อน หากยังมีทายาทในลำดับต้นอยู่ ลำดับถัดไปจะ ไม่มีสิทธิรับมรดก เลย
2.2 สิทธิของคู่สมรสในมรดก
คู่สมรสที่ จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย จะมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม และมีสิทธิรับมรดกร่วมกับทายาททุกลำดับ โดยสัดส่วนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน หากเพียง “อยู่กินฉันสามีภรรยา” แต่ ไม่จดทะเบียนสมรส จะ
ไม่ถือเป็นทายาทโดยธรรม
ไม่มีสิทธิในมรดกของอีกฝ่าย
ไม่มีสถานะคู่สมรสในทางกฎหมาย แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนาน
2.3 ผลของสมรสเท่าเทียมต่อมรดก
ภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียม การจดทะเบียนสมรสของ “บุคคลสองคน” ไม่จำกัดเพศ ทำให้คู่รักทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสมีสิทธิด้าน
การจัดการทรัพย์สินร่วมกัน
สิทธิรับมรดกโดยธรรมเมื่อคู่สมรสเสียชีวิต
สิทธิเหล่านี้ทำให้การวางแผนมรดกของคู่รักทุกเพศมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนเท่าเทียมกับคู่สมรสชาย–หญิง
2.4 กรณีคู่ชีวิตที่ไม่จดทะเบียน
หากไม่จดทะเบียนสมรส แต่ต้องการให้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกันได้รับทรัพย์สินเมื่อเสียชีวิต สามารถทำได้ผ่าน พินัยกรรม โดยระบุให้เป็นผู้รับมรดก ซึ่งช่วยลดข้อขัดแย้งกับทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะตกแก่ทายาทตามลำดับกฎหมายเท่านั้น คู่ชีวิตไม่สามารถอ้างสิทธิเป็นทายาทได้
3. การจัดทำบัญชีทรัพย์สินก่อนวางแผนมรดก
ขั้นตอนแรกที่สำคัญของการวางแผนมรดก คือการ รวบรวมและจัดทำบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินทั้งหมด เพื่อเห็นภาพรวมชัดเจนว่ามีอะไรบ้างที่ต้องส่งต่อหรือจัดการ
3.1 รวบรวมทรัพย์สิน
ควรสำรวจและบันทึกทรัพย์สินทุกประเภท เช่น
บ้าน ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ
เงินฝาก บัญชีธนาคาร
หุ้น กองทุน และพอร์ตลงทุน
ธุรกิจหรือกิจการที่ถือหุ้นอยู่
ยานพาหนะ และทรัพย์สินที่มีมูลค่า
รวมถึง หนี้สิน เพื่อให้รู้ว่า เมื่อถึงเวลาจัดการมรดก กองมรดกจะต้องถูกใช้ชำระหนี้ก่อนตามลำดับกฎหมาย
3.2 ใช้เครื่องมือช่วยจัดทำบัญชี
สามารถใช้แอปพลิเคชันบริหารการเงิน เช่น Happy Money เพื่อบันทึกข้อมูลทรัพย์สิน หนี้สิน และผู้รับผลประโยชน์ ช่วยให้
เจ้าของทรัพย์เห็นภาพรวมชัดเจน
ทายาทเข้าใจว่ามีทรัพย์สินอะไรอยู่ที่ใดบ้าง
การจัดทำบัญชีทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการทำพินัยกรรม และช่วยป้องกันการตกหล่นของทรัพย์ที่ทายาทอาจไม่รู้ เช่น บัญชีออนไลน์ หรือพอร์ตลงทุน
4. พินัยกรรม: บทบาท รูปแบบ และข้อควรระวัง
4.1 บทบาทของพินัยกรรม
พินัยกรรม คือ เอกสารที่ระบุเจตนาหลังความตาย ว่าต้องการให้ใครได้รับทรัพย์อะไร เมื่อมีพินัยกรรม
ผู้ที่มีชื่อในพินัยกรรมจะมีสิทธิได้รับมรดกเป็นลำดับแรก
การแบ่งทรัพย์สินเป็นไปตามเจตนาของเจ้ามรดก
ลดความขัดแย้งระหว่างทายาทโดยธรรม และช่วยให้ขั้นตอนทางกฎหมายชัดเจนขึ้น
หากไม่มีพินัยกรรม การแบ่งมรดกจะกลับไปใช้ลำดับทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
4.2 รูปแบบพินัยกรรมที่ใช้ได้ตามกฎหมาย
ในข้อมูลระบุรูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
ต้องเขียนด้วยลายมือตนเองทุกบรรทัด ห้ามพิมพ์ และไม่จำเป็นต้องมีพยานพินัยกรรมแบบมีพยาน
จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ แต่ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อพร้อมกันกับผู้ทำพินัยกรรมพินัยกรรมต่อหน้าเจ้าพนักงาน (ฝ่ายปกครอง)
ทำต่อหน้านายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต มีความน่าเชื่อถือสูง คัดค้านได้ยากที่สุด
4.3 ข้อควรระวัง
แม้ข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องโมฆะโดยตรง แต่จากหลักการที่กล่าวไว้ พินัยกรรมจะต้อง
ทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด
แสดงเจตนาอย่างชัดเจน
หากทำผิดรูปแบบ (เช่น พินัยกรรมเขียนเอง แต่บางส่วนพิมพ์) อาจเสี่ยงให้ศาลตีความว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดได้ จึงควรศึกษาอย่างละเอียดหรือปรึกษาทนายความเมื่อจัดทำ
5. การโอนทรัพย์สินให้คู่สมรส–ลูกขณะยังมีชีวิต
การโอนทรัพย์สินให้ลูกหรือคู่สมรสขณะยังมีชีวิต เรียกว่า การให้โดยเสน่หา เป็นการส่งมอบกรรมสิทธิ์ที่มีผลทันทีเมื่อจดทะเบียนโอนเสร็จสิ้นที่สำนักงานที่ดิน
5.1 ลักษณะทางกฎหมายของการให้
เมื่อโอนแล้ว กรรมสิทธิ์เปลี่ยนเป็นของผู้รับทันที
ผู้ให้ หมดสิทธิ์ในทรัพย์สิน นั้น ไม่สามารถขาย จำนอง หรือจัดการอีก
จุดนี้เป็นทั้งข้อดีและข้อควรระวัง เพราะแม้จะช่วยให้ลูกหรือคู่สมรสมีทรัพย์พร้อมใช้เร็วขึ้น แต่ก็ลดความยืดหยุ่นของผู้ให้ในบั้นปลายชีวิต
5.2 ค่าใช้จ่ายกรณีโอนให้ลูก
กรณีโอนที่ดินหรือบ้านจากพ่อแม่ให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย มีค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ที่สำนักงานที่ดิน ดังนี้
ค่าธรรมเนียมการโอน 0.5% ของราคาประเมิน
ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาประเมิน
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการให้ (Gift Tax) 5%
คิดเฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี
ภาษีธุรกิจเฉพาะ: ได้รับการยกเว้นในกรณีพ่อแม่ให้ลูก
ตัวอย่าง
หากพ่อโอนบ้านพร้อมที่ดินราคาประเมิน 10 ล้านบาทให้ลูกสาว
ค่าธรรมเนียมการโอน 50,000 บาท
ค่าอากรแสตมป์ 50,000 บาท
รวมประมาณ 100,000 บาท หรือราว 1% ของมูลค่าทรัพย์สิน และไม่ต้องเสีย Gift Tax เพราะมูลค่ายังไม่เกิน 20 ล้านบาท
5.3 เทคนิคการทยอยโอนลดภาษีการให้
สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง สามารถใช้วิธี ทยอยโอนปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อลดภาระ Gift Tax เนื่องจากส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีจะไม่ถูกเก็บภาษี 5%
5.4 ความเสี่ยงและการคุ้มครองผู้ให้
เมื่อโอนแล้ว
ลูกสามารถขาย จำนอง หรือใช้ทรัพย์ตามสิทธิของตน
พ่อแม่ไม่สามารถคัดค้านได้ เว้นแต่จะจดทะเบียน “สิทธิเก็บกิน” เพื่อรักษาสิทธิอาศัยหรือเก็บค่าเช่าจนกว่าจะเสียชีวิต
ในกรณีลูกประพฤติเนรคุณ กฎหมายเปิดช่องให้ฟ้อง ถอนคืนการให้ ได้ หาก
ทำร้ายร่างกาย
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
ไม่เลี้ยงดูผู้ให้เมื่อยามยากไร้
5.5 เอกสารที่ใช้ในการโอน
โฉนดที่ดินฉบับจริง
บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ให้และผู้รับ
หนังสือยินยอมคู่สมรส (กรณีเป็นสินสมรส)
สูติบัตร (ใช้แสดงความสัมพันธ์พ่อแม่–ลูก)
6. การส่งต่อผ่านมรดก: โอนหลังเสียชีวิต
การปล่อยให้ทรัพย์สินตกเป็น “มรดก” หลังเสียชีวิต เป็นทางเลือกที่เจ้าของทรัพย์ยังคง กรรมสิทธิ์เต็มที่จนวาระสุดท้าย และได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเจ้ามรดกต้องการความมั่นใจในการอยู่อาศัยหรือใช้ทรัพย์สินตลอดชีวิต
6.1 ลักษณะการโอนมรดก
มรดกคือทรัพย์สินที่ตกทอดสู่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต
- การโอนเป็นไปตาม
พินัยกรรม (ถ้ามี)
หรือ ลำดับทายาทโดยธรรม (หากไม่มีพินัยกรรม)
6.2 ค่าใช้จ่ายในการโอนมรดกอสังหาริมทรัพย์
กรณีทายาทโดยธรรม เช่น บุตร คู่สมรส รับโอนอสังหาริมทรัพย์
ค่าธรรมเนียมการโอน 0.5%
ค่าอากรแสตมป์: ได้รับการยกเว้น
ภาษีเงินได้: ได้รับการยกเว้น
ภาษีธุรกิจเฉพาะ: ได้รับการยกเว้น หากทรัพย์มีมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกับการโอนให้ขณะยังมีชีวิต การรอให้เป็นมรดกมัก ประหยัดกว่า เพราะไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ 0.5%
6.3 ภาษีมรดก
ภาษีมรดกจะเก็บเมื่อ มูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท โดยอัตราที่ระบุไว้ในข้อมูลมีตัวอย่างดังนี้
5% สำหรับทายาทโดยตรง เช่น บุตร
10% สำหรับบุคคลอื่น
ข้อยกเว้นสำคัญ
คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้อง ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100% ไม่ว่าจะได้รับมูลค่ามรดกเท่าใด
หากทรัพย์สินรวมไม่ถึง 100 ล้านบาท การรอให้เป็นมรดกจะต้องเสียเพียงค่าธรรมเนียมโอน 0.5% ซึ่งมักต่ำกว่าการโอนให้ในขณะยังมีชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
7. เครื่องมือทางการเงินและกฎหมายเพื่อช่วยวางแผนมรดก
การวางแผนมรดกที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่การเขียนพินัยกรรมหรือโอนที่ดิน แต่สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินและกฎหมายหลายรูปแบบควบคู่กัน เพื่อคุ้มครองคู่สมรสและลูกให้ดีที่สุด
7.1 ประกันชีวิตและประกันแบบควบการลงทุน
ประกันชีวิต เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งต่อความมั่งคั่ง เพราะ
เงินผลประโยชน์จากการเสียชีวิต (Death Benefit) ไม่ถือเป็นมรดก ตามกฎหมาย (เนื่องจากเงินเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิต)
เงินจะถูกจ่ายตรงถึงผู้รับผลประโยชน์ทันที ไม่ต้องรอผ่านกระบวนการจัดการมรดก
กรณี ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีข้อดีเพิ่มเติม คือ
สามารถออกแบบความคุ้มครองและการลงทุนไปพร้อมกัน
เบี้ยประกันส่วนที่เป็นค่าคุ้มครองและค่าธรรมเนียม (ไม่รวมส่วนเงินลงทุน) สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ตามจริงสูงสุด 100,000 บาท (ตามข้อมูลที่อ้างอิง)
การใช้ประกันชีวิตจึงช่วยทั้ง
เพิ่มสภาพคล่องให้ทายาท
ลดภาระการจัดการมรดก
และลดภาษี (ในส่วนที่กฎหมายกำหนด)
7.2 การตั้งทรัสต์ บริษัทโฮลดิ้ง และข้อตกลงผู้ถือหุ้น
ในข้อมูลที่อ้างอิงกล่าวถึงแนวคิดการใช้ เครื่องมือทางกฎหมายและการเงิน เช่น ทรัสต์ บริษัทโฮลดิ้ง ข้อตกลงผู้ถือหุ้น เพื่อจัดการทรัพย์หรือธุรกิจให้ผู้สืบทอด
แม้ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดเชิงเทคนิค แต่สาระสำคัญคือ
สามารถใช้โครงสร้างทางกฎหมาย เพื่อกำหนดสิทธิในการบริหารและรับผลประโยชน์จากทรัพย์สินหรือธุรกิจ
ช่วยให้ทายาทที่เหมาะสมเข้ามาบริหารได้อย่างต่อเนื่อง
ลดโอกาสเกิดข้อพิพาทในครอบครัว โดยมีข้อตกลงร่วมกันล่วงหน้า
ในกรณีธุรกิจครอบครัว การวางโครงสร้างบริษัทและข้อตกลงผู้ถือหุ้นที่ชัดเจน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนมรดกเช่นกัน
8. สิทธิของคู่สมรส: จดทะเบียน vs ไม่จดทะเบียน
การวางแผนมรดกเพื่อคุ้มครองคู่สมรส จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง การจดทะเบียนสมรส และ การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียน
8.1 สิทธิของคู่สมรสที่จดทะเบียน
เมื่อจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คู่สมรสจะมีสิทธิสำคัญ เช่น
มีสินสมรสร่วมกัน (ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส)
มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม
มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเมื่อหย่า (ในบางกรณี)
มีสิทธิให้ความยินยอมรักษาพยาบาลแทนคู่สมรส
มีสิทธิรับสวัสดิการต่าง ๆ ในฐานะคู่สมรส (เช่น รัฐ หรือเอกชน)
บุตรที่เกิดระหว่างสมรสถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ
8.2 สิ่งที่ไม่มี หากไม่จดทะเบียน
แม้จะใช้ชีวิตเหมือนสามีภรรยา แต่หากไม่จดทะเบียนสมรส จะ
ไม่มีสถานะสินสมรสร่วมกัน ทรัพย์สินเป็นของผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของ
ไม่มีสิทธิรับมรดกของอีกฝ่าย
ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเมื่อเลิกกัน
ไม่มีสิทธิให้ความยินยอมทางการแพทย์แทนอีกฝ่าย
ไม่ได้รับสวัสดิการในฐานะคู่สมรส
บุตรต้องผ่านขั้นตอน “รับรองบุตร” เพื่อให้บิดามีสิทธิตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่จดทะเบียน ก็ยังสามารถคุ้มครองกันบางส่วนได้ เช่น
ทำ กรรมสิทธิ์รวม ในทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ โดยระบุชื่อทั้งสองฝ่าย
ทำ พินัยกรรม ระบุให้คู่ชีวิตได้รับมรดก
แต่ต้องเข้าใจว่าหากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะกลับไปอยู่กับทายาทตามกฎหมาย ไม่สามารถอ้างสถานะคู่ชีวิตได้
9. คู่สมรสข้ามชาติและผลต่อสิทธิในทรัพย์สิน
สำหรับคู่ที่จดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ การสมรสจะถือว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยเมื่อ
ทั้งสองฝ่ายมีคุณสมบัติครบตามกฎหมาย
จดทะเบียนสมรสต่อหน้านายทะเบียน (สำนักงานเขต/อำเภอ หรือสถานทูต/กงสุลไทย)
เอกสารต่างประเทศได้รับการแปลและรับรองนิติกรณ์
เมื่อสมรสสมบูรณ์ คู่สมรสต่างชาติจะมีสถานะคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อ
สิทธิในทรัพย์สินและมรดกในประเทศไทย
การทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทะเบียนบ้าน ประกันสังคม หรือสวัสดิการที่อ้างสถานะคู่สมรส
9.1 การบันทึกทะเบียนฐานะแห่งครอบครัว (คร.22)
หลังจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ ต้องดำเนินการ บันทึกทะเบียนฐานะแห่งครอบครัว (คร.22) เพื่อให้
ระบบทะเบียนราษฎรของไทยอัปเดตสถานะสมรส
ใช้เป็นหลักฐานด้านสิทธิครอบครัวและทรัพย์สินในอนาคต
เอกสารสำคัญที่ใช้ เช่น
ใบทะเบียนสมรส (ตัวจริงและสำเนา)
บัตรประชาชนฝ่ายไทย
หนังสือเดินทางฝ่ายต่างชาติ
เอกสารแปลที่ผ่านการรับรองนิติกรณ์
การจัดการสถานะสมรสให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เป็นรากฐานสำคัญของสิทธิในทรัพย์สินและมรดกทั้งในปัจจุบันและอนาคต
10. ภาษีมรดก ภาษีการให้ และภาษีที่เกี่ยวข้องในปี 2026
การวางแผนมรดกในปี 2026 ต้องพิจารณา ภาษีหลัก 2 ประเภท คือ ภาษีมรดก และภาษีการให้ รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้อง
10.1 ภาษีมรดก (Inheritance Tax)
ในกรณีที่มีมูลค่ามรดกสูง ภาษีมรดกจะถูกจัดเก็บเมื่อ
มูลค่ามรดกสุทธิ เกิน 100 ล้านบาท
อัตราที่นำมาเป็นตัวอย่างในข้อมูล
5% สำหรับทายาทสายตรง เช่น บุตร
10% สำหรับบุคคลอื่น
และที่สำคัญ
คู่สมรส ที่จดทะเบียนถูกต้องได้รับ ยกเว้นภาษีมรดก 100%
10.2 ภาษีการให้ (ภาษีจากการโอนในขณะมีชีวิต)
ภาษีการให้ เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของทรัพย์มอบทรัพย์ให้ผู้อื่นระหว่างมีชีวิต
ตัวอย่างตามข้อมูล
สำหรับทรัพย์ประเภทสังหาริมทรัพย์ เมื่อให้บุคคลทั่วไป ส่วนเกิน 10 ล้านบาท เสียภาษี 5%
เมื่อให้ทายาทหรือบุคคลใกล้ชิด ส่วนเกิน 20 ล้านบาท เสียภาษี 5%
สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเกิน 20 ล้านบาท เสียภาษี 5%
10.3 ค่าธรรมเนียมและภาษีอื่นในการโอนทรัพย์
ค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน/บ้าน 0.5% ของราคาประเมิน (ทั้งกรณีให้ขณะมีชีวิตและกรณีมรดก)
ค่าอากรแสตมป์ 0.5% (เก็บในกรณีโอนให้ขณะยังมีชีวิต แต่ ยกเว้น กรณีรับมรดก)
ภาษีธุรกิจเฉพาะ: ได้รับการยกเว้นในหลายกรณี เช่น พ่อแม่ให้ลูก หรือมรดกมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท
10.4 เทคนิคการวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง
จากข้อมูลที่มี สามารถสรุปแนวทางหลัก ๆ ได้ว่า
หากทรัพย์รวม ไม่ถึง 100 ล้านบาท การรอให้เป็นมรดกมักประหยัดกว่า (เสียเพียงค่าธรรมเนียม 0.5%)
- หากทรัพย์มีมูลค่าสูงมาก อาจใช้วิธี
ทยอยโอนปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อเลี่ยง Gift Tax
ใช้ประกันชีวิตหรือประกันแบบควบการลงทุน ช่วยส่งต่อมูลค่าให้ทายาท โดยไม่ถือเป็นมรดก
(ทั้งหมดต้องทำภายใต้กรอบกฎหมายภาษี ณ ช่วงเวลานั้น)
11. เช็กลิสต์การวางแผนมรดกเชิงปฏิบัติสำหรับปี 2026
เพื่อให้การวางแผนมรดกเป็นเรื่องที่ทำได้จริง สามารถสรุปขั้นตอนเชิงปฏิบัติได้ดังนี้
11.1 ขั้นที่ 1: สำรวจและทำบัญชีทรัพย์สิน–หนี้สิน
รวบรวมข้อมูลทรัพย์สินทั้งหมด (บ้าน ที่ดิน เงินฝาก การลงทุน ฯลฯ)
รวบรวมหนี้สินทั้งหมด
ใช้เครื่องมือ เช่น แอป Happy Money ช่วยบันทึกข้อมูล
11.2 ขั้นที่ 2: ทำความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้อง
ศึกษาเกณฑ์ภาษีมรดก และภาษีการให้
พิจารณาว่า ทรัพย์ของตนเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีหรือไม่
11.3 ขั้นที่ 3: วางแผนวิธีส่งต่อทรัพย์
- ตัดสินใจว่าจะ
ทยอยโอนให้ขณะยังมีชีวิต (การให้โดยเสน่หา)
หรือรอให้เป็นมรดกหลังการเสียชีวิต
- พิจารณา
ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานที่ดิน
ภาษีที่ต้องชำระ
ความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตของเจ้าของทรัพย์
11.4 ขั้นที่ 4: จัดทำพินัยกรรม
จัดทำพินัยกรรมด้วยรูปแบบที่กฎหมายรับรอง (เขียนเอง มีพยาน หรือทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน)
ระบุทรัพย์สินและผู้รับให้ชัดเจน
พิจารณาแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่เหมาะสม
11.5 ขั้นที่ 5: ใช้เครื่องมือเสริม เช่น ประกันชีวิต
พิจารณาทำประกันชีวิตหรือประกันแบบควบการลงทุน เพื่อให้ทายาทได้รับเงินทันทีเมื่อเสียชีวิต
ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ให้ตรงตามความต้องการ
11.6 ขั้นที่ 6: จัดการสถานะสมรสให้ชัดเจน
- หากอยู่กินแบบไม่จดทะเบียน แต่ต้องการให้คู่ชีวิตมีสิทธิ ควร
พิจารณาจดทะเบียนสมรส (รวมถึงสมรสเท่าเทียม)
หรือจัดการผ่านพินัยกรรมและกรรมสิทธิ์รวม
หากสมรสข้ามชาติ ต้องดำเนินการจดทะเบียนและบันทึก คร.22 ให้ครบถ้วน
11.7 ขั้นที่ 7: ทบทวนและปรับแผนเป็นระยะ
การวางแผนมรดกไม่ใช่เรื่องทำครั้งเดียวแล้วจบ
- ควรทบทวนเมื่อ
สถานะทางการเงินเปลี่ยน
โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยน (แต่งงาน หย่า มีลูก ฯลฯ)
กฎหมายและภาษีเปลี่ยน
ในกรณีที่ทรัพย์สินมีมูลค่าสูงหรือโครงสร้างซับซ้อน การปรึกษาทนายความ นักวางแผนการเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เป็นวิธีที่ช่วยให้การวางแผนมรดกในปี 2026 เป็นไปอย่างรอบคอบ ถูกต้อง และคุ้มครองคู่สมรส–ลูกได้เต็มที่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย


ความคิดเห็น