รับแอปรับแอป

88TH ปักหมุดเข้า mai ดันแบรนด์ LYO ขึ้นแท่นฮีโร่ดูแลเส้นผม คนไทยต้องจับตา!

อนุชา วิริยะ01-30

88TH เตรียมเข้าเทรด mai ปลุกตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและความงาม

บมจ. 88(ไทยแลนด์) หรือ 88TH ส่งสัญญาณแรง เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายในปี 2568 พร้อมแผนเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 59.50 ล้านหุ้น เพื่อระดมทุนไปต่อยอดธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

เป้าหมายชัดมาก คือดันแบรนด์ในเครืออย่าง LYO, Hone และ ver.88 ให้ขึ้นมาเป็นขุมพลังหลักในตลาดผลิตภัณฑ์ สุขภาพและความงาม โดยเฉพาะสาย ดูแลเส้นผม หนังศีรษะ และผิว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้นแบบยั่งยืน

ด้านผลงานก็ไม่ธรรมดา ครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทกวาดกำไรไป 50.45 ล้านบาท โตแรงเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่กำไรสุทธิอยู่แค่ 16.50 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปี 2567 ทำกำไรได้ 55.57 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดจริงๆ

จากแบรนด์เครื่องสำอาง สู่จักรวาลดูแลเส้นผม–ผิว–ความงาม

นางสาวนพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการของ 88(ไทยแลนด์) เล่าว่า บริษัทตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ด้วยเป้าหมายชัดเจน คือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สายสุขภาพและความงามของคนไทยโดยเฉพาะ

เริ่มต้นจากแบรนด์เครื่องสำอาง ver.88 ก่อนจะมาปังหนักกับแบรนด์ LYO ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ที่เน้นเข้าใจปัญหาผมและหนังศีรษะของคนไทยแบบลงลึก

ต่อยอดต่อเนื่องด้วยแบรนด์ Hone ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ทำให้ภาพรวมของบริษัทชัดเจนมากว่า ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เดียว แต่คือแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ที่พร้อมขยายไปสู่หมวดหมู่ใหม่ๆ ตามพฤติกรรมผู้บริโภค

ทำไมธุรกิจนี้ถึงโตต่อเนื่อง ไม่หวั่นเศรษฐกิจ

หัวใจของโมเดลธุรกิจ 88TH คือการอยู่ในกลุ่มสินค้า อุปโภคบริโภคจำเป็นในชีวิตประจำวัน (non-discretionary consumables) ที่ผู้บริโภคต้องซื้อซ้ำ ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะแบรนด์ LYO ที่ผลักดันด้วยงาน วิจัยและพัฒนา (R&D) แบบจริงจัง ผสานกับการอ่านเกมตลาดและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่ไปมากกว่า 30 รายการ และหลายตัวก็กลายเป็นสินค้าเด่น โดยเฉพาะในกลุ่ม LYO ที่เน้นสูตรเฉพาะแก้ปัญหาเส้นผมของคนไทยโดยตรง ไม่ว่าจะผมร่วง ผมบาง หรือปัญหาหนังศีรษะต่างๆ

กลยุทธ์ Omni-Channel เข้าถึงลูกค้าได้ 24 ชั่วโมง

88TH ไม่ได้แข็งแค่เรื่องสูตรผลิตภัณฑ์ แต่ยังพัฒนาช่องทางจำหน่ายแบบ Omni-Channel ให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์

โครงสร้างช่องทางขายหลักๆ ได้แก่

  • ช่องทางออนไลน์: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่, เว็บไซต์ของบริษัท และโซเชียลคอมเมิร์ซ

  • ช่องทางออฟไลน์: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ, ร้านค้าพันธมิตรเครือข่ายทั่วประเทศ และทีวีช้อปปิ้ง ที่ช่วยสร้างการรับรู้และดันยอดขายไปพร้อมกัน

  • ระบบตัวแทนจำหน่าย: ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างมาก

การผสมผสานช่องทางแบบนี้ทำให้แบรนด์สามารถ “อยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่” และช่วยปั้นยอดขายซ้ำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

โตเฉลี่ย 30% ต่อปี รายได้–กำไรวิ่งแรง

นางสาวนพรัตน์ ยังย้ำว่า การฟังเสียงผู้บริโภค คือคีย์เวิร์ดหลักของบริษัท ทีม R&D ทำงานร่วมกับทีมการตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อดึงอินไซต์จริงของลูกค้ามาต่อยอดเป็นสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ชัดเจน

ผลลัพธ์สะท้อนตรงตัวเลข โดยในช่วงปี 2565–2567 บริษัทมีรายได้เติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปี (CAGR)

  • รายได้รวมจาก 269 ล้านบาท (ปี 2565) ขยับขึ้นเป็น 478 ล้านบาท (ปี 2567)

  • กำไรสุทธิเพิ่มจาก 13 ล้านบาท (ปี 2565) มาเป็น 56 ล้านบาท (ปี 2567)

  • อัตรากำไรสุทธิ (NPM) อยู่ที่ราว 12% แสดงถึงการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อตัวเลขทั้งยอดขายและกำไรเดินหน้าไปพร้อมกันแบบนี้ แปลว่าธุรกิจไม่ได้แค่โต แต่โตอย่างมีคุณภาพ

โฟกัส 3 แบรนด์หลัก: LYO – Hone – ver.88

นางณัฐฐินี ชวนะนิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของ 88(ไทยแลนด์) ระบุว่า ธุรกิจของบริษัทโฟกัสชัดเจนในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักภายใต้ 3 แบรนด์สำคัญคือ

  • LYO (ไลโอ): กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

  • Hone (โฮน): กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

  • ver.88 (เวอร์.88): กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีจุดแข็งคือ

  • สภาพคล่องสูง

  • ไม่มีภาระหนี้สินจากสถาบันการเงิน

  • วงจรเงินสด (cash cycle) อยู่ในเกณฑ์ดี

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการเงินแข็งแรง รองรับการเติบโตระยะยาวได้ดี พร้อมทั้งยังสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิในระดับสูง จากการควบคุมต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ผ่านสูตรเฉพาะและนวัตกรรมต่างๆ

เงิน IPO จะถูกใช้ทำอะไร?

สำหรับการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทวางแผนนำเงินไปใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงของธุรกิจในอนาคต โดยมีแนวทางหลักคือ

  • ลงทุนพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

  • ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมและลึกขึ้นกว่าเดิม

  • เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าให้ผู้บริโภคได้ในทุกช่องทาง

ภาพรวมแล้วคือการใช้เงิน IPO เป็น “เชื้อเพลิง” ขับเคลื่อนการเติบโตเชิงรุกในระยะยาว ไม่ใช่แค่ปิดจุดอ่อนระยะสั้น

ผู้บริหารมั่นใจว่าด้วยจุดแข็งด้านโมเดลธุรกิจ กลยุทธ์ที่ชัดเจน และทีมบริหารที่มีวิสัยทัศน์ จะช่วยให้ 88(ไทยแลนด์) สามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทำผลตอบแทนในระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้นได้

ดีล IPO: โครงสร้างหุ้นและสัดส่วนเสนอขาย

นางสาวเดือนพรรณ ลีลาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของดีลนี้ เผยรายละเอียดสำคัญของโครงสร้าง IPO ว่า

  • จำนวนหุ้นเสนอขายไม่เกิน 59.50 ล้านหุ้น

  • คิดเป็นประมาณ 28% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ภายหลังการเพิ่มทุนและเสนอขาย

  • มีเป้าหมายเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายในปี 2568

โครงสร้างหุ้นที่เสนอขายประกอบด้วย

  • หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ ของบริษัท ไม่เกิน 42.50 ล้านหุ้น หรือประมาณ 20% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังเพิ่มทุน

  • หุ้นสามัญเดิม ที่เสนอขายโดย Ilkano Pte. Ltd ไม่เกิน 17.00 ล้านหุ้น หรือประมาณ 8% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดหลังการเสนอขาย

เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกนำไปใช้เป็น เงินทุนหมุนเวียน และรองรับโครงการในอนาคต โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อต่อยอดธุรกิจ

ตัวเลขรายได้–กำไร: เคสเติบโตแบบมีนัยสำคัญ

จากร่างหนังสือชี้ชวน รายได้และกำไรสุทธิของบริษัทในช่วงปี 2565–2567 เติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ

รายได้รวมจากการขายและบริการ

  • ปี 2565: 268.77 ล้านบาท

  • ปี 2566: 364.05 ล้านบาท

  • ปี 2567: 477.82 ล้านบาท

กำไรสุทธิ

  • ปี 2565: 13.20 ล้านบาท

  • ปี 2566: 25.91 ล้านบาท

  • ปี 2567: 55.57 ล้านบาท

เมื่อเจาะลึกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะยิ่งเห็นบทบาทของแบรนด์ดูแลเส้นผมชัดเจน

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

    • รายได้ปี 2565: 212.36 ล้านบาท

    • รายได้ปี 2566: 301.61 ล้านบาท

    • รายได้ปี 2567: 424.58 ล้านบาท

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

    • รายได้ปี 2565: 20.34 ล้านบาท

    • รายได้ปี 2566: 39.03 ล้านบาท

    • รายได้ปี 2567: 35.57 ล้านบาท

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

    • รายได้ปี 2565: 19.10 ล้านบาท

    • รายได้ปี 2566: 14.12 ล้านบาท

    • รายได้ปี 2567: 10.24 ล้านบาท

จะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ โดยเฉพาะแบรนด์ LYO คือคีย์หลักในการขับเคลื่อนรายได้ของบริษัท

ครึ่งปีแรก 2568: พลัง LYO Herbal ดันกำไรพุ่ง 205%

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 306.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนที่ 210.79 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 96.01 ล้านบาท คิดเป็นอัตราโตประมาณ 45.55%

ด้านกำไรสุทธิยิ่งโตแรง โดย

  • ครึ่งปีแรกปีที่แล้ว กำไรสุทธิอยู่ที่ 16.50 ล้านบาท

  • ครึ่งปีแรกปีนี้ ขยับมาอยู่ที่ 50.45 ล้านบาท

  • เพิ่มขึ้น 33.95 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 205.74%

แรงส่งสำคัญมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Hair Care โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสารสกัดสมุนไพร LYO Herbal ที่เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 ปี 2567 และเริ่มสะท้อนผลเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา

ตัวเลขรายได้จากกลุ่ม LYO Herbal ก็โดดเด่นเช่นกัน

  • รายได้ในปี 2567 อยู่ที่ 57.15 ล้านบาท

  • รายได้ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 76.84 ล้านบาท

นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพร โดยเฉพาะในกลุ่มที่แก้ปัญหาผมและหนังศีรษะของคนไทยแบบตรงจุด ยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก และ 88TH กำลังใช้จุดแข็งด้าน R&D และแบรนด์ LYO เข้าไปยึดพื้นที่นี้อย่างจริงจัง

มองไปข้างหน้า: แบรนด์ดูแลเส้นผมที่ไม่ได้หยุดแค่ในห้องน้ำ

เมื่อมองภาพรวมทั้งโมเดลธุรกิจ แบรนด์ที่ชัดเจนในสาย ดูแลเส้นผม–หนังศีรษะ–ผิว–ความงาม การเติบโตของรายได้–กำไร และความพร้อมในการเข้าตลาดทุน

88TH กำลังวางตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่ผู้ผลิตแชมพูหรือเซรั่มบำรุงผม แต่คือ แพลตฟอร์มโซลูชันดูแลตัวเองของคนไทย ที่เติบโตบนฐานของความเข้าใจผู้บริโภคและนวัตกรรมที่จับต้องได้

ใครที่จับเทรนด์ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและสุขภาพความงาม อยู่ แบรนด์ในเครืออย่าง LYO และ LYO Herbal คือเคสที่น่าจับตาทั้งในมุมผู้ใช้ และในมุมโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว