ภาพรวม Volvo EX30 Ultra Twin Performance Cross Country และเทรนด์รถไฟฟ้าสายลุยปี 2026
Volvo EX30 Cross Country คือเวอร์ชันสายลุยของ EX30 รุ่นปกติ ที่ยังคงพื้นฐานคอมแพ็กต์เอสยูวีไฟฟ้า 100% ขนาดเล็ก แต่เพิ่มบุคลิกและสมรรถนะให้พร้อมออกจากเมืองมากขึ้น ทั้งการยกสูง ชุดแต่งลุย และการจูนช่วงล่างใหม่ โดยยังวางราคา 1,890,000 บาท เท่ากับรุ่น Ultra Twin Motor Performance ตัวปกติในไทย
ตัวรถถูกวางตำแหน่งให้ตอบโจทย์คนเมืองที่อยากมีรถไฟฟ้าคันเดียวใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวัน และทริปสั้น ๆ ออกต่างจังหวัดหรือเส้นทางธรรมชาติเบา ๆ เข้ากับภาพรวมตลาดไทยช่วงปี 2026 ที่รถไฟฟ้าสายลุยในกลุ่ม B-SUV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท กำลังเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความสนใจสูง
EX30 Cross Country จึงเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของ EX30 รุ่นมาตรฐาน ผสมดีไซน์ Cross Country ที่วอลโว่ทำมานานกว่าสองทศวรรษ ให้เข้ากับยุค EV และไลฟ์สไตล์คนเมืองไทยที่ต้องรับมือทั้งรถติด ฝนตก น้ำขัง และเส้นทางนอกเมืองในทริปวันหยุด
สเปกหลัก: มอเตอร์คู่ แบตเตอรี่ ระยะทาง และระบบช่วยขับ
EX30 Ultra Twin Performance Cross Country ใช้ระบบขับเคลื่อน Twin Motor Performance AWD เหมือนรุ่นท็อปตัวเตี้ย
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แบบ PMSM ขับเคลื่อน 4 ล้อ
มอเตอร์หน้า 156 แรงม้า / 200 นิวตันเมตร
มอเตอร์หลัง 272 แรงม้า / 343 นิวตันเมตร
กำลังรวมประมาณ 315 kW หรือ 428 แรงม้า แรงบิด 543 นิวตันเมตร
เกียร์ซิงเกิลสปีด
0–100 กม./ชม. 3.7 วินาที (ช้ากว่ารุ่นเตี้ย 0.1 วินาที)
ความเร็วสูงสุดล็อกที่ 180 กม./ชม.
แบตเตอรี่และการชาร์จ
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน NMC ความจุรวม 69 kWh
ความจุใช้งานจริง 65 kWh (มากกว่ารุ่นปกติ 1 kWh)
- ระยะทางสูงสุดต่อชาร์จ
490 กม. ตามมาตรฐาน NEDC (โรงงานไทย)
มีข้อมูลอีกชุด 427 กม. ตาม WLTP (ตัวเลขต่างมาตรฐานการทดสอบ)
- รองรับชาร์จ AC
Type 2 สูงสุด 11 kW
0–100% ผ่านวอลบ็อกซ์ 7.4 kW ~ 11.5 ชม.
0–100% ผ่านวอลบ็อกซ์ 11 kW ~ 8 ชม.
- รองรับชาร์จเร็ว DC CCS2 สูงสุด 175 kW (มากกว่ารุ่นเตี้ยที่ 153 kW)
10–80% ใน 28 นาที (ระบุทั้งจากโรงงานและหลายรีวิว)
การรับประกันในไทย (ข้อมูลจากหลายแหล่งมีตัวเลขต่างกันเล็กน้อย แต่ใจความใกล้เคียง)
รับประกันตัวรถ 3 ปี หรือ 100,000 กม.
รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี ระยะทาง 150,000–160,000 กม. (ขึ้นกับแหล่งข้อมูล)
บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. 1 ปี
ระบบขับเคลื่อนและมอเตอร์ พัฒนาโดยบริษัทในเครือ Geely (VREMT) เหมือน EX30 รุ่นอื่น ๆ ทำให้บุคลิกการขับขี่โดยรวมยังเป็น EV ตัวจี๊ด ขับสนุก และตอบสนองไวมาก
ดีไซน์ Cross Country ช่วงล่าง ระบบขับเคลื่อน และการใช้งานจริงบนถนนไทย
ความต่างด้านตัวถังและช่วงล่างจาก EX30 ปกติ
มิติตัวถังใกล้เคียง EX30 รุ่นปกติ แต่ยกตัวสูงและเปลี่ยนชุดยาง
ความยาว 4,233 มม.
ความกว้าง 1,838 มม.
ความสูง 1,567 มม. (รุ่นปกติ 1,549 มม.)
ฐานล้อ 2,650 มม.
น้ำหนักราว 1,960 กก.
ช่วงล่างและยาง
ด้านหน้า: แม็กเฟอร์สันสตรัต
ด้านหลัง: มัลติลิงก์
ปรับสปริง โช้ก และเหล็กกันโคลงใหม่ ให้นุ่มขึ้นและยกสูงขึ้น 12 มม.
ล้ออัลลอย 19 นิ้ว กว้าง 7.5 นิ้ว ลาย Aero Insert
ยาง 235/50 R19 (รุ่นเตี้ยใช้ 245/45 R19)
ยาง Goodyear EfficientGrip Performance SUV
ยางแก้มหนาขึ้น ~7 มม.
ระยะใต้ท้องรถ (Ground Clearance) เพิ่มจาก 171 เป็น 190 มม. (+19 มม.)
การยกสูง + ยางแก้มหนา ทำให้
ขับผ่านลูกระนาด คอสะพาน รอยต่อถนน และทางลูกรังได้สบายขึ้น
เวลาเจอหลุม แอ่งน้ำ หรือพื้นไม่เรียบในเมืองไทย ตัวรถไม่กระแทกง่าย
จากการทดลองขับจริงบนเส้นร่มเกล้า–ลาดกระบัง–หนองจอก (ถนนจริงที่เปียกและขรุขระ)
ช่วงล่าง Cross Country ซับแรงสะเทือนเล็ก ๆ ได้ดีกว่ารุ่นเตี้ยเล็กน้อย
ความนุ่มเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นย้วย ช่วงล่างยังให้ความมั่นใจในการเข้าโค้ง
- หากเปรียบเทียบความมั่นใจในการทรงตัว
Twin Motor รุ่นปกติ ~ 8/10
Single Motor ~ 5/10
Cross Country ~ 7/10 (แลกความนิ่งนิดหน่อยกับความสบายและลุยมากขึ้น)
ในทางออฟโรดเบา ๆ ที่วอลโว่จำลองให้ลอง
ผ่านบ่อน้ำลึกประมาณ 10 ซม. ทางโคลน ทางกรวด และดินลื่นได้แบบไม่กระเทือนอารมณ์
ระบบ Traction Control และการกระจายแรงมอเตอร์คู่ทำงานเร็วมาก ลดอาการล้อฟรีแล้วส่งแรงไปล้อที่เกาะได้ดีกว่า
ESP เข้ามาคุมทันทีเมื่อรถเริ่มเสียอาการ ทำให้เล่นสนุกได้พอประมาณ แต่ไม่ปล่อยให้สไลด์หนักจนเสี่ยง
สรุปการลุย: ไม่ได้เป็นออฟโรดฮาร์ดคอร์แบบ Jeep / Land Cruiser แต่เป็นรถที่ “ลุยได้จริงพองาม” สำหรับทางดิน ลูกรัง โคลนตื้น ๆ และสภาวะน้ำขังในเมืองไทย
ห้องโดยสาร เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์คนเมืองไทย
ภายใน EX30 Cross Country ยกจากรุ่นปกติ แต่เพิ่มธีมสีและวัสดุบางส่วนให้เหมาะกับสายลุย
วัสดุและโทนสี
ใช้วัสดุรีไซเคิลจำนวนมาก เช่น อะลูมิเนียมรีไซเคิล ~27% เหล็กและพลาสติกรีไซเคิลอย่างละ ~17%
เบาะคู่หน้าเปลี่ยนรองนั่งและปีกข้างเป็นหนังสังเคราะห์แบบ Vegan เช็ดทำความสะอาดง่าย เหมาะกับการเลอะโคลน ฝุ่น น้ำ
พนักพิงและหมอนรองศีรษะยังเป็นผ้ารีไซเคิล
- สีภายในมี 2 ธีมหลัก
Indigo: ดำ–น้ำเงินเข้ม เรียบหรู ลึกลับ
Pine: เทาอ่อน–เขียวอ่อน ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ (สีพิเศษเฉพาะ Cross Country)
เบาะหน้า–เบาะหลัง และพื้นที่ใช้สอย
เบาะหน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อม Lumbar Support
จุดนั่ง (Hip point) สูงขึ้น 17 มม. ทำให้ขึ้นลงรถสบายขึ้น เหมาะกับการใช้งานในเมืองและคนที่ไม่ชอบเบาะเตี้ยจม
มีระบบทำความร้อนเบาะคู่หน้าและพวงมาลัยในรุ่น Cross Country ตามข้อมูลจากวอลโว่
เบาะหลัง
รูปทรงและการเข้า–ออกเหมือน EX30 ปกติ
พื้นที่ Head room / Leg room / Shoulder room ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบรถคู่แข่งหรือ Zeekr X
เหมาะกับการนั่งระยะสั้นมากกว่าทริปไกล ๆ แบบมีผู้โดยสารหลังประจำ
พื้นที่เก็บของ
ท้ายรถ 318 ลิตร (เบาะตั้ง) ขยายได้ถึง 904 ลิตรเมื่อพับเบาะราบ และมีช่องลับใต้พื้นอีก 61 ลิตร
มีป้าย “Will it fit?” บอกขนาดสัมภาระมาตรฐานให้เทียบก่อนจัดของ
Frunk หน้าเล็กมาก 7 ลิตร แต่เพียงพอสำหรับของกลิ่นแรงหรือของเล็ก ๆ ที่ไม่อยากให้อยู่ในห้องโดยสาร
Digital-first Cockpit และฟังก์ชันใหม่
แนวคิดห้องโดยสารแบบ Digital-first Cockpit
ไม่มีจอมาตรวัดหลังพวงมาลัย
ทุกอย่างรวมอยู่ในจอกลางแนวตั้ง 12.3 นิ้ว ทั้งความเร็ว มาตรวัด การตั้งค่ารถ แอร์ โหมดขับขี่ ฯลฯ
ปุ่มจริงเหลือเท่าที่จำเป็น เช่น ไฟฉุกเฉิน เปิดฝาท้าย
สวิตช์กระจกไฟฟ้ารวมไว้ตรงกลาง ใช้ร่วมกันทั้งสี่บาน ต้องกดสลับโหมดหากใช้กระจกหลัง
หลายรีวิวชี้ว่า
อินเทอร์เฟซไอคอนใหญ่ เข้าใจง่ายกว่าบางแบรนด์พรีเมียม
แต่การต้องละสายตาจากถนนมาจิ้มหน้าจอเพื่อดูความเร็ว ปรับแอร์ หรือเปลี่ยนโหมดขับขี่ ยังเป็นจุดที่ควรปรับปรุง
ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ที่เพิ่มเข้ามาใน EX30 Cross Country รุ่นซอฟต์แวร์ล่าสุด
Relax Mode
ใช้ตอนจอดพัก เบาะคนขับเอนลง ไฟห้องโดยสารหรี่ ประตูล็อก กระจกปิด
ตั้งเวลาได้ เมื่อครบเวลาจะเตือน สามารถ Snooze หรือ End เพื่อพร้อมขับต่อ
ระบบจะตัดเองหากแบตต่ำกว่า 20%
Refresh Mode
เร่งทำความเย็นภายในอย่างรวดเร็ว เหมาะกับอากาศร้อน
เปิด–ปิดผ่านเมนู Car Modes เช่นเดียวกับ Relax
- โหมดขับขี่ที่เพิ่มมา
Range: เน้นประหยัด ใช้มอเตอร์ 2 ล้อหลังเป็นหลัก ลดกำลังและควบคุมแอร์เพื่อระยะทางสูงสุด
Standard: สมดุล ใช้ 2 ล้อเป็นหลักแต่สั่ง AWD บ่อยขึ้น
Performance: ใช้ AWD เต็มที่ เรียกสมรรถนะสูงสุด เหมาะกับทางลื่นหรือออฟโรดเบา ๆ
Creep Mode: ให้รถคลานช้า ๆ โดยไม่เหยียบคันเร่ง ใช้ได้เวลาเจอรถติดหนัก
One Pedal Drive: เลือกแรงหน่วงได้ 2 ระดับ (Low / High)
Fika Point และการออกแบบเชิงไลฟ์สไตล์
สิ่งที่โดดเด่นมากใน EX30 คือแนวคิด Fika Point บริเวณคอนโซลกลาง
ถาดวางของปรับรูปแบบได้
ที่วางแก้วเลื่อนพับเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่ราบ
ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้คอนโซลกลาง
แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และช่อง USB-C
ช่องเก็บของเล็ก ๆ สำหรับผู้โดยสารหลังดึงออกมาทำความสะอาดง่าย
ไอเดียนี้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม “Fika” ของชาวสวีเดน ที่มองว่าพื้นที่กลางเล็ก ๆ ในรถคือจุดหยุดพัก ดื่มกาแฟ พูดคุย และใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ภายใน EX30 ไม่ได้เน้นคำว่า Luxury อย่างเดียว แต่เน้นการใช้ชีวิตร่วมกันจริง ๆ
ค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของในไทย: ราคา ชาร์จไฟ และบำรุงรักษา
จากข้อมูลที่มี EX30 Cross Country ในไทยมี
ราคาเปิดตัว 1,890,000 บาท (เท่ากับ EX30 Ultra Twin Motor Performance รุ่นเตี้ย)
ในเชิงค่าใช้จ่ายระยะยาว บทความต่าง ๆ เน้นว่า
รุ่นไฟฟ้าล้วนไม่มีควันเสีย
แบตเตอรี่ NMC ของ EX30 จากประสบการณ์ผู้ใช้จริงในรุ่นปกติ เสื่อมช้าประมาณ 1–1.5% ที่ระยะ 18,000–20,000 กม. (ใช้เป็นภาพรวมความทนทานของแพลตฟอร์ม)
อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่ให้มา ไม่มีตัวเลขค่าไฟต่อกิโลเมตร หรือการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับรถน้ำมันโดยตรง จึงไม่สามารถสรุปเชิงตัวเลขได้ มีเพียงการเสนอว่ามันเป็น EV ที่ไม่มีไอเสีย และมาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ยาว ซึ่งช่วยให้เจ้าของรถมั่นใจในการใช้งานระยะยาวมากขึ้น
ความปลอดภัยสไตล์ Volvo กับการใช้งานในไทย
จุดขายใหญ่ของ Volvo คือความปลอดภัย และ EX30 Cross Country ก็จัดเต็มทั้ง Active และ Passive Safety
ระบบช่วยขับและป้องกันอุบัติเหตุหลัก ๆ ที่ระบุไว้ ได้แก่
Adaptive Cruise Control with Queue Assist
ควบคุมความเร็วและระยะห่างรถคันหน้า ตั้งแต่หยุดนิ่งถึง 150 กม./ชม.
ช่วยผ่อนแรงในรถติดและทางไกล
Pilot Assist / Lane Keeping Aid / Lane Departure Warning
รักษารถให้อยู่ในเลน เตือนเมื่อออกนอกเลน และช่วยหักพวงมาลัยกลับเลน
Collision avoidance and mitigation
เรดาร์+กล้องตรวจจับรถ คนเดินถนน จักรยาน
เตือนก่อนชน เสริมแรงเบรก และเบรกอัตโนมัติเต็มแรงในกรณีฉุกเฉิน
Oncoming Lane Mitigation / Oncoming Mitigation by Braking
ถ้าเบี่ยงไปเลนสวนโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบจะช่วยหักกลับ
หากเลี่ยงไม่ได้ ระบบเบรกเพื่อลดแรงปะทะ
Front Cross Traffic Alert / Rear Cross Traffic Alert with Autobrake
เตือนและเบรกอัตโนมัติเมื่อมีวัตถุตัดผ่านขณะออกตัวหรือถอยหลังจากจุดอับสายตา
Low Speed Autobrake, Rear
เบรกอัตโนมัติเมื่อถอยหลังใกล้วัตถุหรือคนในความเร็วต่ำ
Blind Spot Information System (BLIS) พร้อม Steer Assist
เตือนจุดอับสายตา และช่วยหักพวงมาลัยกลับหากเปลี่ยนเลนเสี่ยงชน
Run-off road Mitigation
ช่วยดึงรถกลับเมื่อกำลังหลุดออกนอกถนน
Door Opening Alert
เตือนเมื่อมีจักรยานหรือรถมาทางด้านหลังขณะกำลังเปิดประตู
Driver Alert System
กล้องและเซ็นเซอร์ตรวจจับอาการเมื่อย เหม่อ หรือมองออกจากถนนนานเกินไป แล้วเตือนให้พัก
Passive Safety
ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลมกลางระหว่างเบาะหน้า
โครงสร้างห้องโดยสารแบบ Safety Cage
ระบบป้องกันการบาดเจ็บกระดูกต้นคอและหลังเมื่อเกิดการชน
ระบบเหล่านี้สอดคล้องกับสภาพการขับขี่ในไทยทั้งเมืองและต่างจังหวัด เช่น ถนนสองเลนสวนที่เสี่ยงหลุดเลน รถมอเตอร์ไซค์ จักรยาน และคนเดินถนนที่ตัดหน้า รวมถึงสถานการณ์รถติดที่ต้องใช้ ACC + Queue Assist บ่อย ๆ
เปรียบเทียบ EX30 Cross Country กับ EV สายลุยรุ่นอื่นในไทย
ในข้อมูลที่ได้รับ มีการกล่าวถึงแบรนด์และรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันหรืออยู่ในกลุ่มใกล้เคียง เช่น
EX30 รุ่นปกติ (Ultra Twin Motor Performance)
Zeekr X (ใช้แพลตฟอร์ม SEA เหมือนกัน)
แต่ ไม่มีการเปรียบเทียบแบบตัวเลขตรง ๆ กับ EV สายลุยยี่ห้ออื่นในตลาดไทย จึงสรุปได้เฉพาะการเปรียบในกลุ่มญาติและรุ่นปกติของตัวเอง
ตัวอย่างความต่างที่ถูกพูดถึงในข้อมูล
- เมื่อเทียบกับ EX30 รุ่นปกติ
Cross Country สูงกว่า 19 มม. ลุยได้มากขึ้น นุ่มขึ้นเล็กน้อย
แรงและ 0–100 ช้ากว่าเล็กน้อย (3.7 vs 3.6–3.6 วินาที) และระยะทางวิ่งเคลมน้อยกว่าประมาณ 30 กม.
DC ชาร์จได้ไวกว่า (175 kW vs 153 kW)
- เทียบกับ Zeekr X
Zeekr X มีพื้นที่เก็บสัมภาระใหญ่กว่า ~40 ลิตรในโหมดปกติ และเมื่อพับเบาะก็มากกว่าประมาณเกือบ 300 ลิตร
ฐานล้อ Zeekr X ยาวกว่า ทำให้พื้นที่ผู้โดยสารหลังโปร่งและยืดขาได้มากกว่า
ดังนั้น ในมุมความคุ้มค่า
EX30 Cross Country เด่นด้านสมรรถนะ มาตรฐานความปลอดภัย และคาแรกเตอร์ Cross Country
แต่ไม่ได้ชนะเรื่องพื้นที่โดยสารหลังและพื้นที่บรรทุกเมื่อเทียบ Zeekr X หรือรถตัวถังใหญ่กว่าในคลาสใกล้เคียง
สรุป: EX30 Ultra Twin Performance Cross Country เหมาะกับใครในไทย
จากข้อมูลทั้งหมด EX30 Cross Country เหมาะกับคนไทยกลุ่มต่อไปนี้เป็นหลัก
1) คนเมืองที่อยากมี EV แรง ๆ แต่รับได้กับข้อจำกัดพื้นที่
ใช้ขับคนเดียวหรือคู่เป็นหลัก ผู้โดยสารหลังนาน ๆ ครั้ง
โฟกัสที่สมรรถนะ 0–100 ในระดับ 3.7 วินาที และฟีล EV มอเตอร์คู่ขับสี่ที่ดึงหลังติดเบาะ
ชอบดีไซน์มินิมอลสแกนดิเนเวียน และยอมใช้เวลาเรียนรู้ระบบจอเดียวที่ควบคุมทุกอย่าง
2) คนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ แต่ต้องเจอทางแย่–น้ำขังบ่อย
อยู่โซนน้ำท่วมง่าย ต้องลุยน้ำขังหรือถนนพังเป็นเรื่องปกติ
ใช้เส้นซอยลัด ถนนชานเมืองที่มีหลุม บ่อ และลูกระนาดขึ้นลงตลอด
ต้องการ Ground Clearance 190 มม. ช่วงล่างนุ่มขึ้น ยางแก้มหนา และแผ่นกันกระแทกรอบคัน เพื่อใช้งานแบบไม่ต้องลุ้นมาก
3) คนที่ชอบทริปนอกเมืองแบบ “ลุยพองาม”
ทริปคาเฟ่เขาใหญ่ แคมป์ปิ้งเบา ๆ ทางดิน–ลูกรัง ไม่ได้ไปปีนหินโหด ๆ
อยากได้รถที่ขึ้นดอย ลงเนิน ทางฝุ่นหรือโคลนตื้นได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นรถออฟโรดเฉพาะทาง
ข้อดีที่ชัดเจนจากข้อมูล
สมรรถนะมอเตอร์คู่ 428 แรงม้า แรงเร้าใจเทียบระดับซูเปอร์คาร์บางคัน
ระบบความปลอดภัยและ ADAS แบบจัดเต็มตามสไตล์ Volvo
ดีไซน์ Cross Country ยกสูง + กันกระแทกรอบคัน ทำให้ใช้งานบนถนนไทยได้อย่างมั่นใจขึ้น
เพิ่มแบต usable เป็น 65 kWh และรองรับ DC 175 kW ชาร์จ 10–80% ใน 28 นาที
ฟีเจอร์ใหม่ Relax / Refresh Mode, โหมด Range และ Creep ช่วยให้ใช้ชีวิตจริงง่ายขึ้น
ข้อจำกัดที่ควรคิดก่อนซื้อ
เบาะหลังและพื้นที่ผู้โดยสารตอนหลังแคบ เมื่อเทียบคู่แข่งและ Zeekr X
พื้นที่ท้ายรถไม่ใหญ่ เหมาะกับคนไม่ขนสัมภาระเยอะ
ระบบควบคุมทุกอย่างผ่านจอกลาง ต้องละสายตาจากถนนบ่อยในบางฟังก์ชัน
ความนุ่มขึ้นแลกกับความนิ่งเวลาอัดโค้ง เทียบกับ EX30 Twin Motor รุ่นเตี้ยที่ยังคมกว่าเล็กน้อย
หากต้องการความคล่องตัวในเมืองสูงสุด ช่วงล่างแน่นนิ่ง และระยะทางวิ่งไกลกว่าเล็กน้อย EX30 Ultra Twin Motor Performance รุ่นปกติ ยังเป็นคำตอบที่ตรงกว่า
แต่ถ้าคุณยอมรับความแรงที่ลดลงเล็กน้อย ระยะทางวิ่งหายไปประมาณ 30 กม. และช่วงล่างโยนตัวเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แลกกับความสบาย การลุยที่มากขึ้น และดีไซน์สายลุย EX30 Cross Country เป็นตัวเลือกที่สอดคล้องกับพื้นถนนและวิถีชีวิตคนไทยจำนวนมากในปี 2026


ความคิดเห็น