ตลาดทรีตเมนต์ผมเดือด แฟชั่นจัดเต็ม ผมก็ต้องฟื้นเต็มเหมือนกัน
ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมในไทยตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 10,000 ล้านบาท และยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม ทรีตเมนต์ผม ที่วิ่งแซงทุกตัว เติบโตแรงระดับ 30% ต่อเนื่องมายาว 2 ปี และยังมีสัญญาณว่าจะไปต่อในปี 2568
เบื้องหลังการเติบโตมาจากไลฟ์สไตล์คนไทยยุคนี้ที่กล้าทำผมมากขึ้น ทั้ง ทำสี ดัดผม หนีบตรง ไดร์จัดทรง แทบทุกวัน ผลคือเส้นผมถูกทำร้ายสะสม ผมแห้ง ชี้ ฟู ขาดหลุดร่วงกันถ้วนหน้า ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาโฟกัสดูแลผมแบบจริงจัง
จากเมื่อก่อนใช้แค่แชมพูอย่างเดียว ตอนนี้หลายคนขยับมาใช้เป็นเซต แชมพู + ครีมนวด + ทรีตเมนต์ เพื่อบำรุงลึกและแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากขึ้น
เทรนด์นี้ชัดเจนมากจนทำให้กลุ่มทรีตเมนต์กลายเป็นเซกเมนต์สำคัญ ที่มีบทบาทในการดันตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมโดยรวมให้โตแบบมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวเสริมอีกต่อไป แต่เป็นตัวหลักของเกม

PANTENE MIRACLES ลงสนาม ท้าชนตลาดทรีตเมนต์เต็มแรง
ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดดูแลเส้นผม P&G วางหมากปี 2568 ชัดเจนมาก ตั้งเป้า ดันยอดขายทรีตเมนต์ของแพนทีนให้โต 300% ภายในปีเดียว ใช้กลยุทธ์รุกหนักแบบครบทุกมิติ
หัวใจคือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาผมของลูกค้ายุคนี้ ทั้งสายทรีตเมนต์แบบล้างออก และสายออยล์บำรุงที่กำลังมาแรงพร้อมกัน
หนึ่งในไฮไลต์คือการเปิดตัวกลุ่ม
PANTENE MIRACLES TREATMENT WITH MELTING PRO-V PEARLS
เทคโนโลยีเด่นอยู่ที่ “ไข่มุกโปร-วี” (Melting Pro-V Pearls) ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่อยากเห็นความต่างแบบชัดเจน ทั้งเรื่องผลลัพธ์และประสบการณ์ตอนใช้
2 สูตรใหม่ เน้นจบปัญหาผมเสียต่างระดับ
แพนทีนจัดทรีตเมนต์ใหม่มาให้เลือก 2 สูตร เน้นตอบโจทย์ปัญหาผมเสียระดับต่างกัน
PANTENE MIRACLES DAILY SERUM TREATMENT
ทรีตเมนต์เนื้อบางเบาในหลอด ใช้ได้ทุกวัน ไม่ถ่วงผม เหมาะกับคนที่อยากบำรุงประจำโดยไม่ทำให้ผมลีบแบน โดยเฉพาะสายทำสี ดัดผม หรือใช้ความร้อนบ่อยที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องPANTENE MIRACLES INTENSIVE TREATMENT MASK
มาสก์ทรีตเมนต์สูตรเข้มข้นในกระปุก เหมาะกับคนที่ผ่านเคมีหนัก ๆ มาแล้วผมพังจริงจัง เช่น ทำสีซ้ำ ๆ ดัด ยืด ฟอกผม จนสางแล้วสะดุดไปหมด สูตรนี้เกิดมาเพื่อฟื้นบำรุงลึกสำหรับผมที่เสียมากโดยเฉพาะ
จุดขายสำคัญ คือทั้งสองสูตรเน้นภาพของวิตามินบำรุงผมที่ “มองเห็นได้จริง” ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าไม่ได้ทาอะไรลอย ๆ แต่เห็นส่วนผสมและรู้สึกตอนใช้ได้ชัด

อัดงบการตลาดเพิ่ม 3 เท่า เล่นใหญ่ทั้ง KOL และผู้เชี่ยวชาญผม
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าถึงคนทำผมแฟชั่นและคนผมเสียได้จริง ปี 2568 แบรนด์แพนทีน เพิ่มงบการตลาดสูงขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยโฟกัสไปที่การสร้างกระแสให้พูดถึงกันหนัก ๆ
กลยุทธ์หลักคือ
เน้นแนวคิด “Talkability-first” และ “Takability-led” ทำให้คนพูดถึงและอยากลองหยิบไปใช้จริง
ดึง KOLs และ Hair Experts จากหลายแพลตฟอร์มโซเชียล มาช่วยเล่าเคสผมเสียจริง เทคนิคการบำรุง และรีวิวผลลัพธ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ใช้พรีเซ็นเตอร์ดังอย่าง ญาญ่า, ณเดชน์, หลิงหลิง และออม เป็นสะพานเชื่อมไปหากลุ่มผู้บริโภคที่กำลังมองหาทรีตเมนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาผมได้แบบตรงจุด ไม่ใช่แค่สวยในโฆษณา แต่ต้องใช้แล้วรู้สึกต่างจริง

ปูพรมช่องทางจำหน่าย เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์คนรักผม
เพื่อให้คนผมเสีย ผมทำสี ผมดัด เข้าถึงทรีตเมนต์ได้ง่ายที่สุด แพนทีนเดินเกมกระจายสินค้าแบบครบทุกช่องทาง
สามารถหาซื้อได้จาก
ร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-Eleven
ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอย่าง Watsons
ไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น Lotus’s และ Big C
พร้อมทั้งจัดทำหลายขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละช่องทางและไลฟ์สไตล์ ทั้งสายลองก่อน สายใช้ประจำ และสายต้องการแบบคุ้มค่าใช้ยาว ๆ
จากแผนการรุกตลาดแบบครบชุดนี้ บริษัทฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่รายได้รวมจะปิดปีด้วยการเติบโตระดับ ดับเบิลดิจิต
ปัจจุบัน P&G มีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมอยู่ 4 แบรนด์หลัก คือ
Pantene
Head & Shoulders
Herbal Essences
Rejoice
สรุปสำหรับสายทำสีดัดผม: ผมพังแค่ไหน ตลาดก็ไม่ปล่อยให้คุณยอมแพ้
สำหรับคนที่ชอบทำสี ดัดผม ยืด หรือใช้ไดร์และเครื่องหนีบเป็นประจำ เทรนด์ตลาดตอนนี้คือ โซลูชันดูแลผมแบบเข้มข้นและเฉพาะทางมากขึ้น
การมาของ PANTENE MIRACLES พร้อมเทคโนโลยีไข่มุกโปร-วี และการรุกตลาดทรีตเมนต์อย่างจริงจัง สะท้อนภาพชัด ๆ ว่าแบรนด์ใหญ่ก็เห็นปัญหาผมเสียจากเคมีและความร้อนไม่ต่างจากเรา
ถ้าคุณกำลังมองหาทรีตเมนต์ที่ใช้ง่ายในทุกวัน และมีตัวช่วยกู้ผมเสียหนักหลังทำสีหรือดัดรอบใหญ่ แพลตฟอร์มสินค้าและกลยุทธ์ใหม่ของแพนทีนก็คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามองในปีนี้เลยทีเดียว

