งูตัวเล็กสำหรับมือใหม่: เส้นก๋วยเตี๋ยวที่มีชีวิต
ใครอยากเริ่มเลี้ยงงูตัวไม่ใหญ่ ดูแลง่าย แต่ไม่โหดเหมือนในสารคดี งูสามกลุ่มนี้ถือว่าน่าสนใจมาก:
แซนโบอา (Sand Boa / Kenyan Sand Boa)
งูจมูกหมู Hognose Snake
โรซี่โบอา (Rosy Boa)
สองชนิดแรกยังพอเห็นในร้านออนไลน์กับจตุจักร ส่วนโรซี่โบอาในไทยจะหายากหน่อย
แต่พอพูดถึงงู เรื่องใหญ่จริงๆไม่ใช่พิษ แต่คือ อาหาร เพราะเมนูหลักของพวกเขาคือหนูไมซ์แช่แข็งหรือลูกหนูเป็นๆ ซึ่งสำหรับคนจำนวนมาก นี่คือจุดที่หัวใจสั่นยิ่งกว่าตอนเห็นตัวงูเสียอีก
เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า มีสัตว์บางชนิดที่อยู่ได้เพราะกินสัตว์อื่นเท่านั้น ถ้ารับไม่ได้กับหนูเหยื่อจริงๆ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ: ไปเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นแทน จะสบายใจกันทุกฝ่าย
ปัญหายอดฮิตของมือใหม่คือ: ยอมซื้อหนูเหยื่อก็ได้ แต่คนที่บ้านไม่ยอมให้เอาไปแช่ในตู้เย็นรวมกับอาหารคน
ทุกวันนี้มีทางออกง่ายกว่านั้น:
ตู้เย็นมินิ / ตู้แช่เล็ก สำหรับเก็บหนูเหยื่อโดยเฉพาะ
ใช้พื้นที่แค่ประมาณ 40–50 ซม. เท่านั้น
ราคาหลักไม่กี่พัน แต่จบปัญหาดราม่าในบ้านได้เยอะ
ข่าวดีอีกอย่างคือ งูไม่ได้กินบ่อย
งูวัยรุ่น: ประมาณ สัปดาห์ละครั้ง
งูโตเต็มวัย: ทุก 2–3 สัปดาห์ ค่อยกินที
และที่สำคัญที่สุด: งูเลี้ยงพวกนี้ไม่สามารถกินหมูหรือไก่สดแทนหนูได้ ถ้าคิดจะหาทางลัดแบบไม่ใช้หนูเลย แปลว่าอาจจะควรเปลี่ยนไปเลี้ยงสัตว์สายอื่นจะดีกว่า
ขนาดตัว อายุขัย และนิสัย (จะอยู่กับเรานานแค่ไหน)
ขนาดตอนโตเต็มที่
แซนโบอา
เพศเมีย: ประมาณ 26–32 นิ้ว
เพศผู้: ราว 15 นิ้ว
งู Hognose
เพศเมีย: ประมาณ 3 ฟุต (90 ซม.)
เพศผู้: ราว 2 ฟุต (60 ซม.)
โรซี่โบอา
เพศเมีย: ประมาณ 2–3 ฟุต
เพศผู้: ราว 60 ซม.
อายุขัยโดยประมาณ
แซนโบอา / โรซี่โบอา: 15–30 ปี หรือมากกว่านั้น เรียกได้ว่าซื้อครั้งเดียวอยู่กันยาวๆ
Hognose: ประมาณ 15–20 ปี
เรื่องพิษและความดุ
แซนโบอา: ตัวสั้น อวบ ดูน่ากลัวน้อยกว่างูส่วนใหญ่ และ ไม่มีพิษ
Rosy Boa: ไม่มีพิษ เช่นกัน ฝรั่งถึงกับเรียกรวมๆพวกนี้ว่า “เส้นก๋วยเตี๋ยว (noodle)” เพราะทรงกลมๆยาวๆ น่ารักมากกว่าน่ากลัว
ทั้งสองชนิด แม้จะค่อนข้างเชื่อง แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดี ก็ยังสามารถงับเราได้ แรงกัดประมาณถูกคนหยิกปลายนิ้วหรือโดนยุงกัด
Hognose มีพิษอ่อนๆที่เขี้ยวหลัง แต่ตัวมันเองขี้ตกใจ ไม่ค่อยกล้ากัดคน แม้พิษจะไม่จัดจ้าน แต่ถ้าเผลอโดนกัด ควรไปโรงพยาบาล เผื่อกรณีแพ้พิษเฉพาะบุคคล
การจัดตู้เลี้ยงโบอา: ห้ามคิดว่ามันอยากปีนเหมือนเขางู
งูพวกนี้เป็นสายมุด ไม่ใช่สายไต่สูง ดังนั้น พื้นที่หน้าตัดต้องกว้าง มากกว่าสูง
ขนาดตู้เลี้ยงแนะนำ
เพศผู้: ตู้ 20 แกลลอน (ประมาณ 30×12×12 นิ้ว) ขึ้นไป
เพศเมีย: ตู้ 30 แกลลอน (ประมาณ 36×18×12 หรือ 36×18×18 นิ้ว) ขึ้นไป
หลักการสำคัญ
ปิดฝาตู้ให้แน่น อย่าประมาท “เส้นก๋วยเตี๋ยว” พวกนี้ เพราะมันปีนหนีได้เก่งกว่าที่คิด
ถ้าจะใส่ที่หลบซ่อน เช่น บ้านดินเผา หรือของหนักๆ ต้องระวัง: งูมักชอบมุดอยู่ใต้ของพวกนี้ ถ้าของทรุดทับลงมาอาจบาดเจ็บได้
อย่าวางแซนโบอาไว้ในห้องที่ร้อนจัด เช่นชั้นบนบ้านที่ไม่มีแอร์ ถ้าเลี้ยงบ้านสองชั้น ย้ายลงไปชั้นล่างที่เย็นกว่า จะปลอดภัยกว่า
วัสดุปูพื้น: ชื่อ sand boa แต่ไม่ได้อยู่ในสภาพทะเลทรายล้วนๆ
ตัวเลือกยอดนิยมและปลอดภัย:
ขี้เลื่อยสำหรับงูโดยเฉพาะ (ส่วนมากทำจากไม้ Aspen)
หาซื้อได้ทั้งจตุจักร Shopee Lazada
ใช้ง่าย ไม่ต้องผสมอะไรเพิ่ม
ตัวเลือกอื่นๆ ที่ใช้ได้:
ดิน Topsoil (หน้าดินไม่มีสารเคมี) ผสมทรายสัตว์เลี้ยง หรือทราย play sand
- แบ่งโซนในตู้เป็น
Eco earth ประมาณ 70%
ทราย ประมาณ 30%
ขุยมะพร้าวสำหรับสัตว์เลี้ยง
ความหนาของวัสดุปูพื้น
ควรหนาอย่างน้อย 4–5 นิ้ว ถ้าจะปูหนากว่านี้ก็ยิ่งดี เพราะงูพวกนี้ชอบมุด
แม้ชื่อจะมีคำว่า “sand” แต่ในธรรมชาติ แซนโบอาไม่ได้อยู่ในทะเลทรายจริงๆ แบบทรายล้วน ๆ ส่วนมากจะเป็นดินปนทรายกับก้อนหินมากกว่า
เวลาเราจัดตู้ ให้จินตนาการถึง พื้นดินแห้งแบบแถบไทยที่มีดินปนทราย เศษใบไม้แห้งกระจายเป็นหย่อมๆ มากกว่าภาพทะเลทรายโล่งเหมือนซาฮาร่า
น้ำ แสง และอุณหภูมิ: อยู่ไทยก็เลี้ยงได้ แต่ต้องเข้าใจนิสัย
น้ำดื่ม
ใส่ถ้วยน้ำให้ดื่มในตู้
ใช้ถ้วยเซรามิกก้นตื้น หรือถ้วยสำหรับสัตว์เลื้อยคลานโดยเฉพาะ
ไฟ UVB
บางแหล่งข้อมูลต่างประเทศแนะนำให้ติดหลอด UVB เพื่อช่วยการสร้างวิตามิน D3
แต่ก็มีผู้เลี้ยงจำนวนมากที่เลี้ยงแบบไม่มี UVB แล้วงูก็อยู่ได้ดี ดังนั้นถือเป็นตัวเลือกเสริม ไม่ใช่ข้อบังคับ
อุณหภูมิ
ข้อมูลจากผู้เพาะเลี้ยงในไทยบอกว่า แซนโบอาอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ ไม่จำเป็นต้องจัดระบบทำความร้อนเสมอไป
- แต่ตามเว็บเมืองนอก แนะนำให้มีโซนอุณหภูมิชัดเจนในตู้:
ด้านร้อน: ประมาณ 29–35°C
ด้านเย็น: ประมาณ 28°C
สำหรับ Rosy Boa
ต้องการอุณหภูมิต่ำกว่าแซนโบอาเล็กน้อย
ด้านร้อนสุดประมาณ 32°C
จุดเย็นในตู้ควรอยู่แถว 27°C
ชอบอากาศค่อนข้างแห้ง ความชื้นไม่เกิน 60%
แซนโบอาเองไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องความชื้นเท่ากับโรซี่โบอา แต่ถ้าเลี้ยงในบ้านเราที่อากาศชื้นจัดก็ควรระบายอากาศให้ดี ไม่ให้ตู้แฉะเกินไป
เมนูงู: วิธีเตรียมหนูแช่แข็งแบบถูกต้อง
พอถึงเวลาโบอาหิว มันจะโผล่หัวขึ้นมาจากวัสดุปูพื้น เป็นท่าล่าเหยื่อตามธรรมชาติ ช่วงนี้แหละคือเวลาทองสำหรับการให้อาหาร
ขนาดหนู
ควรมีขนาด ประมาณเท่าส่วนที่อวบที่สุดของลำตัวงู
หรือใหญ่กว่านั้นได้เล็กน้อยเท่านั้น
ขั้นตอนละลายน้ำแข็งอย่างปลอดภัย
เอาหนูออกจากช่องแช่แข็งมาไว้ในช่องแช่เย็น 1 คืน เพื่อให้หายแข็งแบบค่อยเป็นค่อยไป
ถ้าไม่มีเวลารอหนึ่งคืน ให้ใส่หนูในถุงพลาสติก ปิดปากให้สนิท แล้วแช่ใน น้ำเย็น จนไม่แข็ง
จากนั้นจึงนำไปแช่ใน น้ำอุ่นประมาณ 37–42°C จนตัวหนูอุ่น
ทางลัดแบบเร่งด่วนที่บางคนใช้:
ใส่หนูในถุง แล้วแช่ในน้ำอุ่นจัดตั้งแต่แรกประมาณ 10 นาที (ไม่ใช่น้ำเดือด)
หรือจุ่มหนูลงน้ำอุ่นตรงๆโดยไม่ใส่ถุง (วิธีลวกสุด) แต่มีโอกาสให้น้ำซึมเข้าเนื้อและเสียสภาพมากกว่า
ตารางให้อาหารคร่าวๆ
งูเด็ก: หนูแดงทุก 5–7 วัน
งูวัยรุ่น: หนูขนตัวเล็กทุก 1–2 สัปดาห์
งูโตเต็มที่: หนูโตเต็มวัยทุก 2–3 สัปดาห์
เทคนิคสำคัญตอนให้อาหาร
หาถาดหรือจานแบนมาวางรองใต้หนู ลดโอกาสที่งูจะเผลอกินวัสดุปูพื้นเข้าไป
วางหนูไว้ในตู้แล้วปล่อยทิ้งไว้ 2–3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน แล้วค่อยกลับมาดู ผลลัพธ์ที่เห็นบ่อยคือ: หนูหายตัวไปเรียบร้อย
งูพวกนี้มีช่วง “ติสท์” โดยเฉพาะตัวผู้ในช่วงอากาศเย็น อาจงดอาหารเองเป็น สัปดาห์หรือเป็นเดือน ก็มี ถ้างูไม่สนใจอาหารเลยแต่ยังดูแข็งแรง ไม่โทรม ไม่ถือว่าแปลก
นิสัยการโชว์ตัว: เลี้ยงงูหรือเลี้ยงตู้เปล่า?
คนที่เลี้ยงแซนโบอามักบ่นแบบขำๆว่า เหมือนเลี้ยงตู้เปล่า เพราะตัวงูจะมุดอยู่ใต้พื้นแทบทั้งวัน ไม่ค่อยโผล่มาให้ดู เว้นกลางคืนหลังปิดไฟถึงจะยอมออกมาเดินเล่น
Rosy Boa จะต่างออกไปนิดหน่อย:
มีโอกาสเห็นมันอยู่บนผิววัสดุปูพื้นมากกว่าแซนโบอา
ความเชื่องโดยรวม ใกล้เคียงกับแซนโบอา
ยอมให้จับขึ้นมือได้ แต่ไม่ได้ชอบการโดนจับเท่าพวก บอลไพธอน ที่ซบมือคนเลี้ยงได้ชิลๆ
Rosy Boa ยังเพาะยากกว่าแซนโบอาด้วย ในหนึ่งครอกได้ลูกน้อย (อย่างมากสี่ตัว) เลยทำให้ในต่างประเทศเป็นงูที่หายากกว่า
แมงมุมกระโดด: ตัวจิ๋วแต่นิสัยใหญ่
สำหรับคนที่รู้สึกว่าทารันทูล่าตัวใหญ่ไป ยืนเกร็งเป็นหินทั้งวัน และอยากลองสัตว์ตัวเล็กที่มีชีวิตชีวากว่า แมงมุมกระโดด (Jumping Spider) คือคำตอบที่สนุกกว่าที่คิด
ในบ้านเราจะเจอทั้งกลุ่ม Hyllus diardi ที่ชอบอากาศชื้น และสายตระกูล Phidippus จากฝั่งอเมริกา
ภาพรวมของพวกเขา:
ตัวกลมๆ ขาสั้นๆ ไม่ดูน่ากลัวเหมือนแมงมุมตามห้องน้ำหรือทารันทูล่า
คนที่กลัวแมงมุมบางคนกลับไม่รู้สึกกลัวเวลาเห็นแมงมุมกระโดดเลย
หลายครั้งเราจะเจอมันเดินเล่นตามผนังหรือพื้นบ้านเราแบบไม่ได้ตั้งใจ
แม้ตัวจะเล็ก แต่ พื้นที่เลี้ยงห้ามเล็กตามตัว
ภาชนะเลี้ยงควรมีขนาดใกล้เคียงกับตู้ทารันทูล่าพันธุ์ไม้เล็ก
ไม่ควรยัดลงกล่องเล็กๆแบบ sling ทารันทูล่า เพราะแมงมุมกระโดดไม่ชอบอยู่นิ่ง ต้องการพื้นที่ปีนป่ายสำรวจ
เรื่องพิษ
จากประสบการณ์ในต่างประเทศ แทบไม่มีใครโดนแมงมุมกระโดดกัด แม้จะเป็นตัวที่จับมาจากธรรมชาติ
ถ้าโดนกัดจริงๆ คนเลี้ยงส่วนใหญ่บอกว่าแทบไม่รู้สึกอะไรเลย
ข้อมูลพื้นฐาน
อายุขัย: โดยเฉลี่ย 1–2 ปี
เพศผู้จะสีเข้มกว่า เพศเมียสีสว่างหรือมีสีเขียวอ่อนแซม
ขนาดเต็มที่ประมาณ 2.5 ซม.
นิสัยของแมงมุมกระโดดจัดว่า ฉลาดและขี้เล่น มาก:
บางตัวเคยถูกพาไปนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน มันก็มีท่าทางตอบสนองภาพในจออย่างชัดเจน
บางตัวเล่นกับมือคนเลี้ยง หรือแสดงท่าสงสัยเวลาเราไปยืนมองใกล้ๆ
ในเว็บต่างประเทศมีเรื่องเล่าฮาๆเกี่ยวกับนิสัยของพวกนี้เต็มไปหมด
ถ้าเปรียบเทียบกับทารันทูล่า:
ทารันทูล่า = สายวัว เดินช้าๆ นิ่งนานๆ
แมงมุมกระโดด = สายหมาจิ้งจอก ตัวเล็ก แต่อยู่ไม่ค่อยนิ่ง ชอบสำรวจ
หลายคนยกให้แมงมุมกระโดดเป็น แมงมุมสายขึ้นมือเล่น ที่ปลอดภัยกว่าทารันทูล่า แต่ก็ต้องจำไว้ว่า การไม่เอาขึ้นมือก็ยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เพราะไม่ต้องเสี่ยงทำตก
อาหารของแมงมุมกระโดด: ห้ามคิดเรื่องอาหารแห้ง
เมนูที่เหมาะสม:
- หนอนนก
มีทั้งสายพันธุ์ตัวอ้วนที่ขายตามร้านปลาสวยงามทั่วไป
และพันธุ์เล็กสีเหลืองปนดำ ขนาดครึ่งหนึ่งของแบบอ้วน (มักได้แถมมาพร้อมทารันทูล่า)
แมลงสาบดูเบียตัวเล็ก
จิ้งหรีดขนาดจิ๋ว (แต่ห้ามปล่อยทิ้งไว้ในตู้ยาวๆ เพราะมีโอกาสกลายเป็นจิ้งหรีดกินแมงมุม)
อาหารที่เหมาะที่สุด สำหรับแมงมุมตัวเล็กๆ คือ แมงหวี่ Fruit Fly ซึ่งเคยมีร้านในไทยนำเข้ามาขายเป็นคอลเลกชันสำหรับคนเลี้ยงแมลง
สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจ:
แมงมุมไม่สามารถกินอาหารที่ไม่มีชีวิตได้
แม้จะเป็นแมลงแห้งก็ใช้แทนไม่ได้
ถ้าคิดจะเลี้ยง อย่าหาทางลัดด้วยการให้อาหารแห้งอย่างเดียว
ความถี่ในการให้อาหาร
ปกติ: ประมาณ สัปดาห์ละสองครั้ง
ถ้าเป็นแมงมุมเด็ก: ให้ถี่ขึ้น เช่น ทุก 2 วัน เพราะในธรรมชาติเด็กๆต้องกินเยอะเพื่อโตเร็ว ลดโอกาสโดนตัวอื่นกิน
ถ้าให้แมงมุมโตเต็มวัยกินเยอะเกินไป จะโตไวและตายเร็ว ควรสังเกตจาก “ท้อง” หรือก้นของมัน:
ถ้าท้องเป็นทรงหยดน้ำอวบๆ = กำลังดี
ถ้าท้องกลายเป็นทรงวงรีกลมใหญ่เกินตัว = ให้อาหารเยอะไป
การจัดตู้และสภาพแวดล้อมของ Hyllus / Phidippus
ความชื้นและน้ำ
- Hyllus diardi ชอบความชื้น
ควรพรมน้ำที่ผนังตู้บางๆอย่างน้อยวันละครั้ง
วางสำลีชุบน้ำเพื่อเพิ่มความชื้น (ควรเปลี่ยนทุก 2–3 วัน)
อย่าใส่ถ้วยน้ำลึก เพราะแมงมุมมีโอกาสจมน้ำได้
ขนาดตู้เลี้ยงขั้นต่ำ
กว้าง 6 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว และสูงมากกว่านั้นพอสมควร
ใหญ่กว่านี้ได้ ไม่มีปัญหา ถ้าไม่รกจนเกินไป
อุณหภูมิ
Hyllus: ประมาณ 28–31°C
Phidippus: ชอบเย็นกว่าเล็กน้อย ไม่ควรเกิน 28°C
การระบายอากาศ
รูระบายอากาศควรอยู่ด้านข้างซ้าย–ขวาให้ลมไหลได้
ประตูตู้ควรเปิดด้านข้าง ไม่ใช่ด้านบน เพราะแมงมุมจะชอบทำรังไว้ด้านบน
วัสดุปูพื้นและของตกแต่ง
ใช้พีทมอส ขุยมะพร้าว ปูพื้น
ใส่ต้นไม้ปลอม กิ่งไม้ หรือวัสดุให้ปีนได้ แต่ไม่ควรจนรก เพราะเวลามันกระโดดจับเหยื่อ ถ้าตู้รกจะจับลำบาก
แมงมุมกระโดดหาได้จาก:
กลุ่มเฟซบุ๊คคนเลี้ยงแมลง / สัตว์แปลก
หรือถ้าเจอเดินเล่นในบ้าน ก็สามารถลองจับมาเลี้ยงได้ แต่ต้องเตรียมระบบเลี้ยงให้เหมาะด้วย
Virtual Pet ก็ยังคือสัตว์เลี้ยง (แค่กินถ่านแทนกินหนู)
หลายคนอยากเลี้ยงอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีเวลา พื้นที่ หรือใจแข็งพอจะเจอหนูแช่แข็ง ท่ามกลางยุคนี้ ทามาก็อตจิ เลยกลายเป็นทางเลือกที่โคตรเข้าท่า
ในต่างประเทศเขาเรียกของแบบนี้ว่า Virtual Pet (V-Pet) มากกว่าคำว่า Digital Pet แบบที่เรามักเรียกกัน
ทุกๆ 1–2 ปี Tamagotchi จะมีรุ่นใหม่ออกมา ลูกเล่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คล้ายเกมโปเกมอนที่แต่ละภาคต้องมีจุดขายไม่ซ้ำกัน
รุ่นที่พูดถึงเยอะในช่วงหลัง:
Tamagotchi Uni – จอสี ลูกเล่นจัดเต็ม ออกปี 2023
Tamagotchi Pix / Pix Party – เนื้อหาแน่น ใส่ถ่าน AAA เปลี่ยนเองได้
Gen 1 / Gen 2 / Gen 3 (Angel) – รุ่นจอขาวดำแบบคลาสสิก รีรีลีสใหม่
Tamagotchi Connection 2024 – รีรีลีสจาก connection v3 เนื้อหาเยอะมาก
Tamagotchi Paradise – รุ่นที่สร้างกระแสต่อคิวกันจนห้างลุกเป็นไฟ
ทามาก็อตจิ Gen 1–3: จอขาวดำแต่หัวใจสีสันจัดเต็ม
Tamagotchi Connection 2024
ต้นแบบมาจาก connection v3
ราคาเปิดตัวแถวๆ 655 บาท
เป็นรุ่นจอขาวดำที่ “จัดเนื้อหาเยอะสุด” มีตัวให้เลี้ยงมากกว่า 50 ชนิด
- เกมในเครื่องเยอะมาก:
เกมเล่นเครื่องเดียว: 7 เกม (บางเกมต้องรอให้โตถึงจะเล่นได้)
เกมต่อกับเครื่องอื่น: 7 เกม
เลี้ยงง่าย สามารถใช้ขนมเพิ่มค่าความสุขแทนการเล่นเกมได้ ถ้าวันนั้นขี้เกียจ
Gen 1 / Gen 2
ราคาแถวๆ 490 บาท
- เป็นเวอร์ชั่นที่เลี้ยงยากสุดในบรรดาตัวเริ่มต้น
ค่าความหิว / ความสุขลดเร็วมาก
ยัดขนมเยอะไปทำให้อายุสั้น
ตายง่ายจนบางคนต้องตั้งนาฬิกาปลุกทุก 20 นาทีมาดูแล
ในงานของเล่นบางงานมีขายแบบกล่องลิมิเต็ดแต่อินเนอร์เกมเหมือนเดิม
Gen 3 (Tamagotchi Angel)
ราคาใกล้เคียง (ประมาณ 490 บาท)
คนส่วนใหญ่ชมว่าเลี้ยงง่ายกว่า Gen 1–2
ลูกเล่นเด่นคือ เซนเซอร์ตรวจแรงสั่นสะเทือน
ใช้ไล่ค้างคาวที่บินมาแย่งขนม
ใช้เรียกตัวทามาก็อตจิกลับเวลาหนีไปไหน
วิธีใช้คือเคาะจอหรือด้านหลังตัวเครื่องเบาๆ
ข้อเสียของรุ่นจอขาวดำ
ไม่มีไฟหน้าจอ เล่นในที่มืดไม่ได้
ไม่มีระบบพี่เลี้ยงเด็ก (Sitter) ต้องคอยดูเอง หรือใช้วิธีหยุดเวลาในเครื่อง
ปรับระดับเสียงไม่ได้ มีแค่เปิด–ปิด (กดปุ่ม A+C พร้อมกันบนหน้าจอหลัก)
วิธีหยุดเวลา (Pause)
กดปุ่ม B เรียกหน้าจอนาฬิกา
กด A+C พร้อมกัน เพื่อเข้าโหมดตั้งเวลา แล้ว ปล่อยหน้าจอค้างไว้ เท่านี้ตัวเครื่องจะหยุดเดิน
กลับมาใหม่ค่อยตั้งเวลาให้ตรงแล้วเล่นต่อ
อีกวิธีหนึ่งที่คนใช้กันคือ:
เสียบแผ่นพลาสติกยาวๆ (ที่เดิมทีใช้กันถ่านไว้ตอนแกะกล่องใหม่ๆ) กลับเข้าไป
ตัวเครื่องจะหยุดทำงานเหมือนตอนยังไม่ดึงแผ่นออก
ข้อดีของจอขาวดำ
หน้าจอเปิดค้างตลอด ไม่ดับเองเหมือนมือถือหรือรุ่นจอสี
เวลามองเห็นตัวละครขยับดุ๊กดิ๊กตลอด รู้สึกเหมือนเลี้ยงสัตว์จริงๆมากขึ้น
แบตเตอรี่รุ่นจอขาวดำส่วนใหญ่ใช้ CR2032 หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ แค่ดูรหัสให้ตรงก่อนซื้อ
ทามาก็อตจิรุ่นจอสี: Uni, Pix Party และ Paradise
Tamagotchi Uni
ราคาเคยเจอแถวๆ 2,000 บาท ในปี 2024
ภาพสวยจัด สีสดจนคนเล่นเกมมือถือยังต้องเหลียวมอง
ท่าทางของตัวละครหลากหลายมาก ไม่ใช่แค่กระโดดไปมา
แสดงอารมณ์ได้ชัด มีฉากตลกๆเวลาเล่นของเล่นในห้อง
ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ได้ สองห้อง
ตัวละครใส่เครื่องประดับ เสื้อผ้าได้
จุดขายหลักคือ Tamaverse เมืองเสมือนจริงของทามาก็อตจิ:
ไปเจอทามาก็อตจิของคนอื่นทั่วโลก
หาคู่แต่งงาน
ร่วมกิจกรรมและมินิเกมต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีระบบ พี่เลี้ยงเด็กฟรี สำหรับวันที่เราไปทำงานหรือเรียน ไม่ได้เล่นทั้งวันก็ยังเลี้ยงได้ตัวดีๆอยู่
ข้อดีอีกอย่าง:
ปรับระดับเสียงและความสว่างหน้าจอได้
เล่นตอนกลางคืนได้สบายเหมือนใช้โทรศัพท์
ข้อจำกัด:
เกมที่กดเล่นแบบง่ายๆในเครื่องมีแค่ 2–3 เกม (เหลืออีกหลายเกมอยู่ใน Tamaverse ทำให้ขั้นตอนเล่นซับซ้อนกว่า)
ใช้แบตในตัว ไม่ได้ใช้ถ่าน ถ้าแบตเสื่อมอาจต้องหาช่างเปลี่ยน ซึ่งในไทยยังหายาก
ปีต่อๆไปเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์มีแผนปิดลง ฟีเจอร์ออนไลน์บางส่วนจะหายไป แต่เนื้อหาออฟไลน์ยังเหลืออีกมาก
Tamagotchi Pix Party
ใช้ถ่าน AAA 2 ก้อนแบบรุ่น Paradise
หลายคนบอกว่า เนื้อหาดูครบๆ กว่า Uni ที่ต้องพึ่งระบบออนไลน์
มี กล้องในตัว (ความละเอียดไม่ได้สูงมาก) เพื่อใช้เล่นฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ทำอาหารจากการถ่ายรูปวัตถุดิบ 2 อย่าง เครื่องจะดู “สีหลัก” แล้วผสมเป็นเมนูอาหารให้
ไม่มีระบบสั่งอาหารเดลิเวอรี่มาเก็บในตู้เย็นแบบ Uni ทุกอย่างต้องทำเองหรือพาออกไปกินในร้าน
สามารถสแกน QR เพื่อปลดล็อกอาหาร เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และห้องใหม่ แต่จะรู้สึกเหมือนโกงเล็กน้อย
ข้อเสีย:
กล้องค่อนข้างกินถ่าน ถ้าใช้บ่อยจะต้องเปลี่ยนถ่านไว แนะนำใช้ถ่านชาร์จ
ปุ่มกดแบนและเรียบไปกับตัวเครื่อง ทำให้กดพลาดง่ายเวลาเล่นมินิเกม
ระบบโดยรวมหน่วงกว่า Uni เล็กน้อย โดยเฉพาะตอนพาไปเที่ยวในเกม
เกมรวมๆ
ผ่านไอคอน [play] มี 2 เกม
จัดปาร์ตี้ในบ้านเพิ่มอีก 3 เกม
ไป Arcade เล่นได้อีก 6 เกม (เกมจะหมุนเวียนไปตามวัน)
ยังมีเกมฝึกงานตอนโตอีก 3 เกม
Tamagotchi Paradise
รุ่นที่จู่ๆก็สร้างกระแสแรงจนถึงขั้นต้องต่อคิวหน้าห้าง
ความประทับใจแรก: คุณภาพคุ้มราคาแบบ “นี่ของราคา 1,400 จริงเหรอ?”
แต่มีเคสที่ซื้อมาแล้วหน้าจอเสียในไม่กี่วัน เลยมีคนแนะนำให้รอล็อตที่ปรับปรุงแล้ว เหมือนตอน Pix พัฒนาต่อมาเป็น Pix Party
ข้อควรระวังเล็กน้อย:
ฟิล์มกันรอยบางยี่ห้อมีผ้าเช็ดหน้าจอที่ทำให้จอเป็นรอยได้ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แทน
ดราม่าต่อคิว Paradise และสงครามกับ Scalper
หนึ่งในเรื่องเล่าที่สายทามาก็อตจิต้องเคยผ่านตา คือบรรยากาศการไปต่อคิวซื้อ Tamagotchi Paradise ตามงานของเล่นใหญ่ๆ
มีคนไปตรวจสุขภาพตอนเช้า เสร็จประมาณ 9 โมงกว่าๆ แล้วนั่ง BTS ไปลองเสี่ยงต่อคิวหน้าห้างที่ขาย Paradise วันละไม่กี่เครื่อง
ไปถึงประมาณ 9:40 มีคนต่อแถวหน้าประตูแค่ราว 14–15 คน
พอห้างเปิด ประตูบางจุดเปิดก่อน คนทั้งแถวยกขบวนวิ่งไปบูธทามาก็อตจิ
ได้บัตรคิวที่ 10 มือสั่นไม่รู้เพราะดีใจหรือยังไม่กินข้าว
จากวันแรกที่ไปสายแต่ยังได้เครื่อง พอถึงวันถัดมาข่าวแพร่ไปแล้ว:
วันที่ 5 สิงหา: คิวหน้าห้างเพิ่มเป็น หลักร้อยตั้งแต่ 7:30 เช้า
วันที่ 6–7 สิงหา: มีแก๊ง Scalper จ้างทีมรับต่อคิวมาต่อแถวตั้งแต่กลางคืน สภาพแถวเต็มไปด้วยคนทุกแบบตั้งแต่คนไร้บ้าน เด็กแว้น ไปจนถึงผู้สูงอายุ
หลังจากล็อตนี้หมด ไม่ต้องไปต่อแถวแล้ว เหลือแต่หวังกับ พรีออเดอร์ล็อตใหม่ และร้านใหญ่ๆอย่าง Kinokuniya หรือ Donki ในช่วงปลายปี
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคที่ไม่อยากเจ็บตัว:
ถ้าเจอใครขาย Paradise เกิน 2,000 บาท ให้เดินหนีแบบไม่ต้องลังเล
อุปกรณ์เสริมที่มีแล้วชีวิตดีขึ้น (ทั้งสัตว์จริงและ Virtual)
สำหรับทามาก็อตจิรุ่นใช้ถ่าน AAA อย่าง Paradise กับ Pix Party ของสามอย่างที่คุ้มสุดๆคือ:
ถ่านชาร์จ AAA
เช่น PANASONIC ENELOOP 800 mAh
ที่ชาร์จคุณภาพดี
เช่น PANASONIC SMART & QUICK CHARGER รุ่น BQ-CC55T
ชุดไขควงหัวเล็ก
สำหรับไขฝาเปลี่ยนถ่าน
มีหลายแบรนด์ แต่ตัวอย่างเช่น Total ชุดไขควงช่างอิเล็กทรอนิกส์ 6 ตัว (มีหัว PH000, PH00, PH0 ที่ใช้กับน็อตทามาก็อตจิได้)
แรกๆอาจรู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แต่พอมีทามาก็อตจิหลายรุ่นเข้าบ้าน จะรู้เลยว่าการลงทุนชุดเดียวจบมันคุ้มจริง
ซื้อทามาก็อตจิที่ไหนดี
ในไทย ช่องทางที่หาได้บ่อย:
ร้านหนังสือ Kinokuniya สาขาต่างๆ
ร้าน Donki
Toys“R”Us (ราคามักสูงกว่าร้านอื่นเล็กน้อย)
เว็บไซต์ของ Dreamtoy
กลุ่มซื้อขายทามาก็อตจิใน Facebook
ถ้าในไทยราคาโก่งแรงและของเริ่มหมด:
ลองดูใน Amazon หรือ eBay แทน
เคยมีเคสสั่ง Tamagotchi Pix จาก Amazon ได้ในราว 2,034 บาทรวมค่าส่งและภาษี ในขณะที่ในไทยขายกันแถว 3,500 บาท
เดี๋ยวนี้ใช้แค่บัตร ATM ที่ผูกออนไลน์ได้ก็สั่งของต่างประเทศได้แล้ว
ทามาก็อตจิ Uni แบบละเอียด: ระบบเกม Tamaverse และ DLC
การเลี้ยงในชีวิตประจำวัน
ในกล่องจะมีตัวเครื่องพร้อมสายคล้องแบบนาฬิกาข้อมือ สามารถถอดสายออกถ้าอยากใช้แบบเครื่องกลมๆ
การดูแลพื้นฐานมีทั้ง:
ให้อาหารหลักและขนม
อาบน้ำ
เก็บอึ
เล่นเกมหาเงินซื้อของดีๆให้มันกินและแต่งบ้าน
ทามาก็อตจิเมื่อโตแล้วจะไม่ค่อยปลื้มอาหารฟรีธรรมดา ต้องพาไปเล่นเกมในเมนู Arcade เพื่อหาเงินมาซื้ออาหารพรีเมียมผ่านเมนูสั่งอาหารและเดลิเวอรี่ ถ้าวันไหนไม่มีเวลา:
ยัดอาหารฟรีให้ก่อนก็ได้ แต่ค่าความสุขจะลดลง
ดึงขึ้นมาด้วยขนมฟรี เช่น Jelly Bean ในภายหลังได้
เวลานอน:
เด็ก: หลับประมาณ 21:00 น.
โตแล้ว: หลับประมาณ 22:00 น.
วันทำงานที่ยาวมาก:
ใช้พี่เลี้ยงเด็ก (Sitter) คอยดูแลฟรีจาก 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น
ระยะนี้ค่าสถานะต่างๆจะไม่ค่อยลด ทำให้คนทำงานประจำก็เลี้ยงต่อเนื่องได้
ระบบของเล่น / เฟอร์นิเจอร์ / กิจกรรม
ของเล่นและเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน
วางของเล่นไว้ในห้องนั่งเล่นได้
ทามาก็อตจิแต่ละตัวมีของเล่นโปรดไม่เหมือนกัน
บางตัวแอบเอาของเล่นไปเล่นในห้องนอน
ถ้าเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ที่มันรักมากออก จะมีอาการเศร้าให้เห็น และถ่ายรูปไปลงโซเชียลในเกม
มีหุ่นยนต์ทำความสะอาดให้เลือกใช้จัดการความรกในห้อง
Tama Walk
เปิดโหมดนี้แล้วพกออกไปเดินจริง ตัวเครื่องจะนับก้าวของเรา
พาทามาก็อตจิเดิน ได้เจอเพื่อนใหม่ ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆในโลกของมัน และเก็บวัตถุดิบสำหรับใช้ในระบบคราฟต์ของเกม
Tama Search
กดปุ่มสุดท้ายตอนอยู่ในห้องนั่งเล่น
ทามาก็อตจิจะออกเดินทางไปพบตัวละครอื่นๆ
ตัวละครที่เจอจะขึ้นอยู่กับสัญญาณ Wi-Fi รอบตัวเรา
ถ้าเจอตัวไหนบ่อยๆ จะสามารถชวนมาเที่ยวเล่นที่บ้านได้
ร้านค้าและระบบลดราคา
ใช้เงินในเกมซื้อได้หลายอย่าง:
ห้องใหม่ๆ
ของเล่น
เฟอร์นิเจอร์
เสื้อผ้า / ของประดับ
อาหารทุกประเภท บางวันมีโปรลดราคา 50%
การสร้างของ (Crafting)
เอาวัตถุดิบจาก Tama Walk มาสร้างของประดับและย้อมสี
Tama Pet
มีสัตว์ตัวเล็กเยี่ยมบ้าน
ถ้าเอาของบางชิ้นไปวางไว้หน้าบ้าน Tama Pet บางตัวจะโผล่มาเฉพาะ
เปลี่ยนของหรือรอเวลาผ่านไปสักพัก Tama Pet ก็จะเปลี่ยนไป
ระบบ Tamaverse
ศูนย์กลางโหมดออนไลน์/กึ่งออนไลน์ของ Uni ประกอบด้วย:
Entrance: จุดรวมตัว ไปดูทามาก็อตจิจากทั่วโลก กดถูกใจและดูคะแนนยอดนิยม
Tama Square แบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก:
Tama Party – หาคู่แต่งงาน
Tama Travel – ทัวร์สถานที่พิเศษ ใช้เงินประมาณ 2000G ต่อทริป ได้ของที่ระลึกกลับมา
Tama Fashion – ซื้อชุดเซ็ตแฟชั่น และอัปโหลดชุดที่เราออกแบบ
Tama Arena – สนามแข่งขัน ใช้จัดอีเวนต์แข่งขันตามช่วงเวลา มีมินิเกมพิเศษพร้อมของรางวัล
Download – ใส่โค้ดรับของขวัญต่างๆ
Update – อัปเดตเฟิร์มแวร์และเนื้อหาใหม่ ถ้าไม่อัปเดตอาจเข้า Tamaverse ไม่ได้
Info – อ่านข่าวสารและอีเวนต์ล่าสุด
Tama Portal และ DLC (Ticket / เมืองเสริม)
Uni รองรับระบบเนื้อหาเสริม (DLC) ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Ticket หรือในหมู่ผู้เล่นไทยมักเรียกสั้นๆว่า เมือง
เข้า Tama Portal แล้วแต่ละเมืองจะมีธีมของตัวเอง เช่น แฟชั่นโชว์ วงดนตรี ธีมนางฟ้า ธีมมอนสเตอร์ ธีม Sanrio ฯลฯ
- แต่ละ DLC มี:
ตัวละครใหม่ให้เลี้ยง
สถานที่เฉพาะ
เกมใหม่ กิจกรรมใหม่
อาหารและของประดับเฉพาะธีม
กติกาสำคัญของ DLC:
เครื่องหนึ่งจุได้ทีละ 1 DLC เท่านั้น
ถ้าเปลี่ยนลง DLC ใหม่ อันเก่าจะถูกลบออก
แต่โค้ดเดิมยังใช้โหลดกลับได้ ไม่ต้องซื้อซ้ำ
หนึ่งโค้ดสามารถใช้ได้ 3 เครื่อง และโหลดซ้ำเครื่องเดิมได้ไม่จำกัด
เนื้อหาเสริมสั่งซื้อจากเว็บทางการได้ (ราคาประมาณสองร้อยต้นๆ) และมี DLC ฟรีอย่าง Berry Land ให้โหลดด้วย
การเริ่มรุ่นต่อไปของทามาก็อตจิ
หลังจากทามาก็อตจิโตเต็มที่และอยู่กับเราได้ประมาณ 4 วัน มันจะขออนุญาตย้ายออกไปอยู่ลำพัง
ถ้าเราปฏิเสธ มันก็จะอยู่ต่อและมาขออีกในวันถัดไป
ถ้าอนุญาต มันจะเก็บข้าวของ ย้ายออก แล้วทิ้งไข่ไว้ให้เราเลี้ยงรุ่นต่อไป
อีกทางหนึ่งคือพาเข้า Tamaverse หาแต่งงาน แล้วค่อยเริ่มรุ่นถัดไปด้วยไข่เช่นกัน
เทคนิคการใช้และดูแล Uni แบบยาวๆ
การปิดเครื่องระยะยาว
กดปุ่ม A และ C ค้างไว้
ใช้ไม้หรือของปลายมนกดปุ่มรีเซ็ตด้านหลัง
หน้าจอดับ อย่าเพิ่งปล่อย A+C เพราะมันจะเปิดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมเมนูให้เลือก Turn Off
ถ้าไม่เห็นคำว่า Turn Off อาจเป็นเพราะยังไม่ได้อัปเดตเครื่อง หรือปล่อย A+C เร็วไป ต้องกดค้างนานขึ้น
ตอนกลับมาเล่นใหม่ ระบบจะถามว่าจะเล่นต่อ หรือจะ Reset ถ้ากด Reset:
ลบทามาก็อตจิตัวที่กำลังเลี้ยง
ลบชื่อผู้เล่น
ลบรหัส Wi-Fi และเมืองที่โหลดไว้
แต่ สิทธิ์ DLC ยังไม่หาย แค่ต้องโหลดเนื้อหาเสริมกลับมาใหม่
ข้อควรระวังเกี่ยวกับการชาร์จแบต
แบตของ Uni มีขนาดเล็ก ไม่ควรใช้หัวชาร์จแบบ Fast Charge
ใช้อะแดปเตอร์ปกติ หรือเสียบผ่าน USB จากคอม / พาวเวอร์แบงก์ / ปลั๊กพ่วงที่มีช่อง USB
ควรใช้สายที่ปลายหนึ่งเป็น USB-A อีกปลายเป็น USB-C แบบเดียวกับสายที่แถมมา ไม่ควรใช้สาย USB-C ทั้งสองด้าน เพราะไฟอาจเข้ามาแรงเกินไป
โรงพยาบาลสัตว์: เวลาเพื่อนสี่ขาเข้าโรงหมอ
ในฐานะคนรักสัตว์จริงๆ เรื่องที่หนีไม่พ้นคือ การพาเพื่อนร่วมบ้านไปหาหมอ โดยเฉพาะแมวหมาในเมืองใหญ่ที่มีโอกาสป่วยเยอะ
สองแห่งที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ:
โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ
ค่าบริการโดยรวม ถูกมาก ปี 2024 ยังเจอเคสจ่ายไม่ถึง 500 บาทอยู่บ่อยๆ เคสหนักๆหน่อยก็พันนิดๆ
- ค่าผ่าตัด (คร่าวๆจากประสบการณ์จริง):
ผ่าตัด Cherry Eye แมว: ราว 4–5 พันบาท
ผ่าตัดก้อนเนื้องอกขนาดลูกมะนาว: ราว 8 พัน
คิวรอตรวจไม่หนักเท่าโรงพยาบาลสัตว์เกษตร
วันธรรมดาไปได้ยาวตั้งแต่เช้าตรู่ถึงบ่าย ไม่จำกัดคิว
เสาร์–อาทิตย์รับประมาณ 30 คิว แนะนำไปก่อน 6 โมงเช้า เพื่อให้ทันรับบัตรคิว
อยู่ถนนอังรีดูนังต์ ใกล้สยาม พารากอน
ขั้นตอนตอนพาแมวไปผ่า Cherry Eye ที่จุฬาฯ โดยรวมจะเริ่มจาก:
ตรวจร่างกายทั่วไป
X-ray เช็กสุขภาพก่อนรับยาสลบ
นัดวันผ่าตัด
คืนก่อนผ่าตัดงดอาหารตั้งแต่ 2 ทุ่ม งดน้ำราว 4 ทุ่ม
วันผ่าไปชั้นห้องผ่าตัด (ชั้น 6) ฉีดยาก่อน ยาซึมและทำให้อาเจียน จากนั้นจึงเข้าห้องผ่า ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง
ระหว่างรอเจ้าของแต่ละคนจะนั่งลุ้นกันอยู่ด้านนอก บรรยากาศทั้งหดหู่และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ค่าใช้จ่ายแนวโรงพยาบาลเอกชนสัตว์: ต่อครั้งประมาณ 1,000–2,000 บาทหรือมากกว่า แล้วแต่เคส
ค่าผ่าตัดไม่ต่างจากจุฬาฯมากนัก แต่บรรยากาศโดยรวม การบริการและอุปกรณ์แน่นหนากว่านิดหน่อย
คนไข้เยอะ รับจำนวนจำกัด แนะนำไปถึงก่อน 6 โมงครึ่ง หรือเร็วกว่านั้น ไม่งั้นอาจต้องเลื่อนไปรอบค่ำ
ถ้าสัตว์เลี้ยงเป็นมะเร็ง ที่นี่เป็นตัวเลือกต้นๆ เพราะมีอุปกรณ์เฉพาะทางและทีมหมอที่ชำนาญด้านนี้
ติดกับสถานี BTS ม.เกษตร เดินทางสะดวกมาก โดยเฉพาะเวลามารับยาหรือตอนเยี่ยมสัตว์ที่แอดมิตอยู่
เรื่องเล็กๆที่สำคัญเวลาอยู่ รพ. นานๆ คือ โรงอาหาร:
จุฬาฯ: โรงอาหารแน่นไปด้วยนักศึกษา หาที่นั่งยาก มีร้านข้าวแกงราคาถูกหน้าตึก แต่เหมือนตั้งใจบริการคนภายใน
เกษตร: โรงอาหารอยู่ชั้น 2 ตึกข้างๆโรงพยาบาล ไม่ค่อยมีนักศึกษาใช้เท่าไร ที่นั่งเหลือเฟือ อาหารให้เลือกหลากหลาย
เมื่อถึงวันที่ต้องหาเลือดให้สัตว์เลี้ยง
การรับบริจาคเลือดสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไกลตัว จนถึงวันที่หมอบอกว่า “ต้องหาเลือดด่วน” เพื่อช่วยชีวิตแมวหรือหมาของเรา
ขั้นตอนหลักๆมี 3 ส่วน:
หาเลือด (และหากรุ๊ปให้ตรง)
ตรวจความเข้ากันได้ระหว่างผู้ให้–ผู้รับ
เฝ้าดูอาการหลังรับเลือด ว่าต้องการเพิ่มอีกหรือไม่
วิธีหาเลือดที่ใช้กันบ่อย:
ซื้อจากโรงพยาบาลสัตว์เอกชนที่มีธนาคารเลือด
ควรถามหมอที่ดูแลว่าแนะนำที่ไหนบ้าง
ราคาเลือด 1 ถุง มักเริ่มต้นตั้งแต่ หลักหมื่นบาท ทำให้เจ้าของหลายคนต้องมองหาทางเลือกอื่น
รับบริจาคฟรี
โพสต์ขอรับบริจาคใน Facebook ส่วนตัว
ถามในเพจห้างสรรพสินค้า/องค์กรเอกชนที่มีจัดกิจกรรมบริจาคเลือดสัตว์เป็นระยะ
แต่ช่องทางที่ได้ผลที่สุดคือ กลุ่มเฟซบุ๊คสำหรับรับบริจาคเลือดสัตว์โดยเฉพาะ ซึ่งมีคนใจดีเยอะกว่าที่คิด
ซื้อเลือดจากเจ้าของสัตว์คนอื่น
บางคนเสนอช่วยพาสัตว์มาบริจาค แต่ขอ “ค่าเสียเวลา” เช่น 3,000–7,500 บาท
แม้จะมีคนมองว่าเป็นอาชีพขูดเลือด แต่ในอีกมุมหนึ่งคือ เลือดนั้นช่วยชีวิตสัตว์ของเราได้จริง สิ่งสำคัญคือหวังให้เงินที่ได้กลับไปช่วยให้สัตว์ผู้บริจาคมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเช่นกัน
หลังจากเจอผู้บริจาคที่เหมาะแล้ว รพ.มักจะ:
เช็กประวัติการฉีดวัคซีนของผู้บริจาค
ตรวจความเข้ากันได้ของเลือด
แล้วจึงให้บริจาคทันทีถ้าทุกอย่างผ่าน
หลังได้รับเลือดครั้งแรกเสร็จ ยังต้องลุ้นต่อว่า:
ร่างกายสัตว์เลี้ยงจะสร้างเลือดเองได้พอหรือไม่
ถ้าไม่พอ ก็ต้องโพสต์ตามหาเลือดรอบใหม่อีกรอบ
วัฒนธรรมกลุ่มเลี้ยงสัตว์ออนไลน์: ช่วยกันได้ ถ้าไม่เอากฎแปลกมาขวาง
ทุกวันนี้การคุยเรื่องสัตว์เลี้ยงออนไลน์ส่วนมากย้ายมาที่ กลุ่ม Facebook แทนเว็บบอร์ดแบบเก่า ซึ่งโดยรวมถือว่าเป็นข้อดี:
หาข้อมูลง่าย
คนตอบส่วนมากมีประสบการณ์จริง
ระบบแจ้งเตือนและแชร์สะดวก
แต่ก็มีปัญหาแปลกๆแบบ Thailand Only โผล่มาเหมือนกัน เช่น:
กลุ่มบางกลุ่มบังคับว่า ต้องใช้ชื่อจริงนามสกุลจริง และรูปหน้าเจ้าตัวจริง เท่านั้นถึงจะโพสต์ได้
เหตุผลที่เจ้าของกลุ่มให้คือ:
ป้องกันมิจฉาชีพ
ป้องกันโพสต์โฆษณาเถื่อน
ทั้งที่ในโลกความจริง:
นักต้มตุ๋นส่วนใหญ่ใช้ รูปคนจริง (ที่ขโมยมา) และชื่อ–นามสกุลดูน่าเชื่อถือ
ในขณะที่คนธรรมดาที่อยากปกป้องความเป็นส่วนตัว กลับโดนมองเป็นคนไม่น่าไว้ใจเพียงเพราะใช้ Avatar
ลองเทียบกับต่างประเทศ:
ชุมชนใหญ่ๆอย่าง Reddit, Arachnoboards, Reptileforums อยู่กันมานานเป็นสิบปีโดยไม่บังคับใช้ชื่อจริง
คนส่วนใหญ่ใช้ชื่อเล่นกับรูป Avatar ทั้งนั้น แต่ก็ยังช่วยกันแชร์ความรู้ ดูแลสัตว์ และแจ้งเตือนมิจฉาชีพได้ดี
ปัญหาของกฎเข้มเกินจำเป็นคือ เมื่อถึงสถานการณ์จริงที่ต้องรีบช่วยสัตว์ เช่น:
เจอแมวหลง
เจอนกบาดเจ็บ
หมาป่วยกะทันหัน
แมลงหรือสัตว์ป่าหลงเข้าบ้าน
คนที่เจอเหตุการณ์อาจ โพสต์ไม่ได้ เพียงเพราะใน Facebook ตัวเองไม่ได้ลงรูปหน้าและชื่อจริง
ผลสุดท้ายคือ:
สัตว์ที่ควรได้รับการช่วยเหลือกลับหายไปเงียบๆ
คนที่พร้อมช่วย กลับไม่ได้เห็นโพสต์
นี่ยังไม่นับเคสที่คนอยากถามข้อมูลเฉยๆ เช่น อยากรู้ชนิดของนกที่บินเข้ามาหน้าบ้าน หรืออยากถามวิธีทำกล่องดักแมวอย่างปลอดภัย แต่ถูกปฏิเสธเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ “หน้า–ชื่อจริง”
ในขณะที่ต่างประเทศ คนเจอปัญหาเดียวกันสามารถโพสต์ถาม–ขอความช่วยเหลือได้ในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องโชว์ตัวตนจริงบนอินเทอร์เน็ต
Tips of the day: อย่าหาทางลัดเพื่อสบายตัว แต่ปล่อยให้สัตว์ลำบาก
หลายครั้งในกลุ่มเลี้ยงสัตว์เราจะเห็นคำถามประมาณว่า “มีวิธีเลี้ยงแบบง่ายๆมั้ยครับ” ซึ่งฟังเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่หลายกรณีคือการพยายาม ฝืนธรรมชาติของสัตว์ เพื่อให้คนเลี้ยงสบายขึ้น
แนวคิดหลักที่ควรจำคือ:
ถ้าเราต้องฝืนธรรมชาติของสัตว์นั้นอย่างหนัก เพื่อให้มันเข้ากับไลฟ์สไตล์เรา แปลว่าเราอาจเลือกสัตว์ผิดชนิดตั้งแต่แรก
สัตว์ที่ความต้องการใกล้กับรูปแบบชีวิตเรา มีอยู่เต็มไปหมด ไม่จำเป็นต้องบิดให้เขาต้องทุกข์เพราะเราอยากเลี้ยงให้ได้ตามใจตัวเอง
ตัวอย่าง “ทางลัด” ที่เห็นบ่อย และควรหลีกให้ไกล:
เลี้ยงงูด้วยเนื้อหมู/ไก่สดแทนหนูแช่แข็ง ทำให้สารอาหารไม่ครบ งูสุขภาพเสียในระยะยาว
ถอนเล็บแมวถาวร เพื่อไม่ให้ข่วนของในบ้าน ทั้งที่เล็บคือส่วนสำคัญในการเดินปีนและป้องกันตัวของแมว
เลี้ยงหมา–แมวด้วยการ ล่ามไว้ตลอด เพราะบ้านไม่มีพื้นที่ แต่ก็ยังฝืนอยากเลี้ยงอยู่ดี
เลี้ยงเต่าบกแต่ ไม่ใช้หลอดไฟความร้อน/UVB ทำให้ระบบกระดูกและสุขภาพรวนทั้งตัว
เลี้ยงแมงป่องแล้ว ตัดหาง เพื่อให้มันต่อยไม่ได้
เลี้ยงทารันทูล่า/กิ้งก่า ด้วยหนอนแห้งอย่างเดียว ซึ่งไม่เหมาะเป็นอาหารหลัก
เลี้ยงตะขาบแต่ตัดเขี้ยวเพื่อให้ไม่กัด
ขลิบปีกนกเพื่อลดการบิน (เรื่องนี้ต่างประเทศยังถกเถียงกันอยู่ บางคนมองว่ากระทบสภาพจิตใจนกมาก)
เลี้ยงสัตว์ที่ต้องใช้พื้นที่กว้าง เช่น แรคคูน แต่ขังไว้ในกรงแคบๆ
เลี้ยง Axolotl ในอุณหภูมิน้ำเกิน 26°C จนสัตว์เครียดและอายุสั้น
ซื้อสัตว์อะไรมาก็โยนใส่ตู้พื้นทรายหมด ตั้งแต่กิ้งก่า หนู นก กระต่าย เต่า ด้วง ตั๊กแตน กบ คางคก เพื่อให้ตู้ดูสวย โดยไม่สนว่าพวกมันต้องหายใจเอาฝุ่นทรายเข้าปอดตลอดเวลา
ความหมกมุ่นของคนเลี้ยงสัตว์บางกลุ่มกับคำว่า “พื้นทรายสวย” ทำให้สัตว์นับไม่ถ้วนต้องอยู่บนพื้นผิวที่ไม่เคยเป็นบ้านตามธรรมชาติของมันเลยสักนิด
สรุป: เลี้ยงสัตว์จริงหรือเสมือน ก็ต้องเคารพธรรมชาติของเขาเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็น
งูเส้นก๋วยเตี๋ยวที่กินหนูเดือนละหน
แมงมุมกระโดดที่คึกยิ่งกว่าหมาจิ๋ว
ทามาก็อตจิที่ขอแค่เรากดดูมันวันละไม่กี่รอบ
หรือแมวที่ต้องเข้าห้องผ่าตัดและต้องหาเลือดมาช่วย
สิ่งที่เหมือนกันหมดคือ เรามีอำนาจตัดสินใจแทนเขา ว่าชีวิตต่อจากนี้จะสบายหรือทุกข์แค่ไหน
จะเลี้ยงสัตว์อะไร ไม่ว่าจริงหรือเสมือน แค่ถามตัวเองให้ชัดก่อนว่าเราพร้อมจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ หรือแค่อยากสนองความอยากของตัวเองชั่วคราว
ถ้าพร้อมจะ “ไม่เอาทางลัด” ทุกชนิดสัตว์จะกลายเป็นเพื่อนที่อยู่กับเราได้แบบยาวๆและมีความสุขทั้งคนทั้งเขาแน่นอน

