รับแอปรับแอป

6 ทริคล็อกความลับใน iPhone ให้แน่น ปิดทุกช่องโหว่การตามติดและดูดข้อมูล

ศุภชัย เจริญผล01-31

เปิดโหมดส่วนตัวให้ iPhone ของคุณ

เคยไหม…

  • ไปเดินห้างหรือร้านอาหาร อยู่ดี ๆ ก็เด้งโปรโมชันจากร้านแถวนั้น

  • เพิ่งเสิร์ชหาสินค้าในแอปหนึ่ง แต่อีกแอปก็ขึ้นโฆษณาแบบเดียวกันเต็มฟีด

  • แอปโซเชียลแนะนำคนรู้จักจากเบอร์โทรหรืออีเมลที่เราไม่เคยให้เขาเลย

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการที่แอปและบริการต่าง ๆ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเรามากกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง รายชื่อ รูปภาพ ไปจนถึงพฤติกรรมการท่องเว็บ

ข่าวดีคือ ถ้าคุณใช้ iPhone คุณสามารถพลิกเกมกลับมาเป็นคนคุมทุกอย่างได้เอง เพราะ iOS ถูกออกแบบมาให้เน้นเรื่อง ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และ ความปลอดภัย (Security) ตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรกไปจนถึงทุกครั้งที่ใช้งานแอป

บทความนี้จะพาคุณไล่ตั้งค่าทีละขั้น เพื่อให้ iPhone ของคุณ เก็บความลับได้แน่นขึ้น ไม่ต้องถูกตามติดโดยไม่รู้ตัว

ความเป็นส่วนตัวบน iPhone คืออะไร?

ความเป็นส่วนตัวบน iPhone หมายถึงการที่ คุณเป็นคนกำหนดได้ว่า ข้อมูลใดจะถูกเข้าถึง แบ่งปัน หรือเก็บไว้ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไร ไม่ว่าจะเป็น

  • รูปภาพ

  • รายชื่อ

  • สถานที่ที่คุณไป

  • ไฟล์งาน โน้ต ปฏิทิน

  • อัลบั้มรูปที่แชร์กับคนอื่น

ผ่านแอปการตั้งค่า (Settings) คุณสามารถควบคุมได้หมดว่า

  • จะแชร์ข้อมูลอะไร

  • แชร์กับใคร

  • แชร์บนแอปไหน

  • และสามารถกลับมายกเลิกการแชร์ทีหลังได้ทุกเมื่อ

บน iOS 14.5 ขึ้นไป คุณยังควบคุมได้มากขึ้นว่า แอปจะใช้ข้อมูลของคุณเพื่อติดตาม (Tracking) อย่างไร อีกด้วย

นอกจากรหัสผ่าน 6 หลัก, Touch ID หรือ Face ID ที่ช่วยล็อกไม่ให้คนอื่นปลดล็อกเครื่องได้ง่าย ๆ แล้ว iPhone ยังมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอีกหลายอย่างที่ช่วยป้องกันไม่ให้ใครมาใช้เครื่อง หรือแอบเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ง่าย ๆ

1) ปิดการแชร์ตำแหน่งใน “ค้นหาของฉัน” (Find My)

การแชร์โลเคชันให้คนอื่นผ่าน Find My อาจเคยจำเป็นในบางช่วง แต่พอเวลาผ่านไป เรามักลืมว่าเคยแชร์ให้ใครบ้าง และยังแชร์อยู่หรือเปล่า

ถ้าอยากเช็กและจัดการให้เรียบร้อย สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • เปิดแอป ค้นหาของฉัน (Find My)

  • ไปที่รายชื่อคนที่เราเคยแชร์ตำแหน่งให้

  • เลือกชื่อที่ต้องการ

  • แตะ หยุดการแชร์ตำแหน่ง (Stop Sharing My Location)

ผลลัพธ์คือ คุณจะรู้ชัดเจนว่าตอนนี้มีใครที่ยังดูตำแหน่งของคุณได้อยู่บ้าง และจัดการปิดได้ทันที

2) ตรวจสอบทุกอย่างที่เคยแชร์ร่วมกับผู้อื่น

บางทีเราเคยแชร์

  • อัลบั้มรูป

  • ตารางงาน

  • ตำแหน่งปัจจุบัน

  • ไฟล์งานหรือโฟลเดอร์ร่วมกัน

กับคนที่ตอนนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นอีกแล้ว การปล่อยให้ยังแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ อาจกลายเป็นช่องโหว่ความเป็นส่วนตัวในอนาคตได้

บน iPhone มีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณ รวบยอดทุกอย่างที่เคยแชร์ไว้ แล้วไล่ตรวจได้ทีเดียวจบ ผ่านฟีเจอร์ “การตรวจสอบด้านความปลอดภัย (Safety Check)”

วิธีจัดการการแชร์และการเข้าถึง

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

  2. แตะ การตรวจสอบด้านความปลอดภัย (Safety Check) > จัดการการแชร์และการเข้าถึง (Manage Sharing & Access)

จากนั้นจะมีขั้นตอนให้ไล่ตรวจทีละส่วน

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบสิ่งที่แชร์อยู่กับผู้คน

  • แตะ ดำเนินการต่อ (Continue)

  • เลือกแท็บ People เพื่อดูว่ากำลังแชร์อะไรอยู่กับใครบ้าง

  • เลือก Information เพื่อดูประเภทข้อมูลที่แชร์ เช่น ตำแหน่ง โน้ต รูปภาพ ปฏิทิน

  • แตะ Review Sharing

  • เลือกผู้คนและข้อมูลที่ไม่อยากให้แชร์ต่อ แล้วกด Stop Sharing

ขั้นตอนที่ 2: จัดการแอปที่เข้าถึงข้อมูล

  • เลือกแท็บ App

  • เลือกประเภทข้อมูล (Information) ที่ถูกแอปขอสิทธิ์เข้าถึง

  • เลือกแอปที่ไม่ต้องการให้ใช้ข้อมูลนั้น

  • แตะ Stop App Access จากนั้นกด Continue

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบความปลอดภัยของบัญชี

ในขั้นตอนนี้คุณจะได้เช็กความปลอดภัยแบบลึก ๆ เช่น

  • เลือกอุปกรณ์ที่ต้องการลบออกจากบัญชี

  • ตรวจสอบเบอร์โทรที่ใช้รับโค้ดยืนยันตัวตน

  • อัปเดตรหัสผ่าน Apple ID

  • ตรวจสอบรายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉิน

  • เปลี่ยนรหัสผ่านของอุปกรณ์ถ้าจำเป็น

เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้ว ระบบจะแจ้งว่า การตรวจสอบด้านความปลอดภัยเสร็จสมบูรณ์ ให้แตะ เสร็จสิ้น (Done) เพื่อปิดท้าย

3) เช็กว่าแต่ละแอปเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง

ตั้งแต่ iOS 15.2 ขึ้นไป คุณสามารถดูรายงานละเอียด ๆ ได้ว่า

  • แอปไหนเข้าถึงตำแหน่ง กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อ บ่อยแค่ไหน

  • แอปติดต่อโดเมนเว็บอะไรเป็นประจำ

  • เวลาไหน แอปเข้าถึงข้อมูลสำคัญในรอบ 7 วันที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้แสดงอยู่ใน รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป (App Privacy Report) ซึ่งเริ่มเก็บข้อมูลหลังจากคุณเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้แล้วเท่านั้น

วิธีเปิดใช้รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

  2. เลือก รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป (App Privacy Report)

  3. แตะ เปิดใช้รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

เมื่อเปิดแล้ว ลองใช้งาน iPhone ไปตามปกติสักระยะ จากนั้นกลับมาดูรายงาน คุณจะเห็นชัดเลยว่า แอปไหน “หิวข้อมูล” เป็นพิเศษ

4) จำกัดการเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งจริง

หลายคนสงสัยว่าทำไมเดินไปไหนก็โดนยิงโฆษณาร้านแถวนั้นตลอด คำตอบก็คือแอปกำลังใช้ บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location Services) ของเราอยู่นั่นเอง

ตั้งแต่ iOS 14 เป็นต้นไป คุณสามารถเลือกได้ว่า จะให้แอปเข้าถึง

  • ตำแหน่งจริงแบบละเอียด หรือ

  • แค่ตำแหน่งโดยประมาณในรัศมีประมาณ 25 ตารางกิโลเมตร

และยังสามารถปิดสิทธิ์การเข้าถึงเมื่อไรก็ได้

วิธีเปิดหรือปิดบริการหาตำแหน่งที่ตั้งสำหรับแต่ละแอป

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

  2. แตะ บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location & Services) และเช็กว่าตอนนี้เปิดหรือปิดอยู่

  3. เลื่อนลงเพื่อหาแอปที่ต้องการ แล้วแตะเข้าไป จะมีตัวเลือกดังนี้

  • ไม่เลย (Never): แอปจะไม่สามารถใช้ตำแหน่งของคุณได้

  • ถามครั้งถัดไปหรือเมื่อฉันแชร์ (Ask Next Time Or When I Share): ทุกครั้งที่แอปอยากใช้ตำแหน่ง ระบบจะถามก่อน คุณเลือกอนุญาตครั้งเดียว อนุญาตเฉพาะตอนใช้ หรือไม่อนุญาตก็ได้

  • ในขณะใช้แอป (While Using the App): อนุญาตให้เข้าถึงตำแหน่งได้เฉพาะเวลาที่แอปแสดงบนหน้าจอ

  • ตลอดเวลา (Always): แอปเข้าถึงตำแหน่งได้แม้จะทำงานอยู่เบื้องหลังก็ตาม

วิธีเปิด/ปิด “ตำแหน่งที่ตั้งจริง” (Precise Location)

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

  2. แตะ บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location & Services) ให้แน่ใจว่าเปิดใช้อยู่

  3. เลื่อนลงเลือกแอปที่ต้องการ แล้วเปิดหรือปิดตัวเลือก ตำแหน่งที่ตั้งจริง (Precise Location)

ปิดตัวเลือกนี้ถ้าอยากให้แอปรู้เพียงคร่าว ๆ ว่าคุณอยู่ “แถวนี้” แต่ไม่ต้องรู้จุดเป๊ะ ๆ

5) ทำให้ Safari เป็นโหมดส่วนตัวมากขึ้น

Safari เป็นเว็บเบราว์เซอร์หลักของ iPhone ที่เราใช้

  • เสิร์ชหาข้อมูล

  • อ่านข่าว

  • เข้าเว็บต่าง ๆ

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ เบื้องหลังการท่องเว็บ มีการใช้ คุกกี้ (Cookies) และตัวติดตามต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเรา แล้วนำไปใช้ยิงโฆษณาหรือเชื่อมโยงข้ามเว็บไซต์

Safari บน iPhone มีฟีเจอร์มาช่วยตัดปัญหานี้ออกไปหลายอย่าง

ฟีเจอร์สำคัญใน Safari ที่ช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัว

  • การป้องกันการติดตามอัจฉริยะ

    • ใช้การเรียนรู้ของระบบในตัวอุปกรณ์เพื่อลดการติดตามข้ามเว็บไซต์

    • ลดข้อมูลที่เว็บไซต์อื่นหรือบริษัทโฆษณาได้รับจากเรา

    • ทำงานให้โดยอัตโนมัติตามค่าเริ่มต้น ไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม

  • ป้องกันการติดตามจากโซเชียลวิดเจ็ต

    • ปุ่มถูกใจ ปุ่มแชร์ และช่องคอมเมนต์ที่ฝังในเว็บ สามารถใช้ติดตามเราแม้ไม่กดใช้งาน

    • Safari จะบล็อกการติดตามเหล่านี้ให้ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อไม่ให้รู้ว่าเราเป็นใคร

  • โหมดเลือกชมเว็บแบบส่วนตัว (Private Browsing Mode)

    • Safari จะไม่บันทึกประวัติการเข้าชม

    • ไม่จำสิ่งที่ค้นหา

    • ไม่เก็บข้อมูลจากฟอร์มที่กรอก

    • สามารถใช้ตัวปิดกั้นเนื้อหาเพื่อไม่ให้มีการติดตามกิจกรรมระหว่างเว็บไซต์ได้

วิธีควบคุมการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยใน Safari

ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > Safari จากนั้นเลื่อนไปส่วน ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security) แล้วตั้งค่าดังนี้

  • ป้องกันการติดตามข้ามไซต์ (Prevent Cross-Site Tracking)

    • เปิดไว้เพื่อจำกัดคุกกี้และข้อมูลจากบริษัทหรือบุคคลที่สาม

    • ถ้าปิด จะเปิดโอกาสให้มีการติดตามพฤติกรรมข้ามเว็บไซต์มากขึ้น

  • ซ่อนที่อยู่ IP (Hide IP Address)

    • Safari จะช่วยซ่อน IP ของคุณจากตัวติดตามที่รู้จัก ทำให้ระบุตัวตนได้ยากขึ้น

  • ปิดกั้นคุกกี้ทั้งหมด (Block All Cookies)

    • เปิดเพื่อไม่ให้เว็บไซต์เพิ่มคุกกี้ใหม่ลงใน iPhone

    • ถ้าอยากลบคุกกี้ที่มีอยู่แล้ว ให้ไปที่ การตั้งค่า > Safari > ล้างประวัติและข้อมูลเว็บไซต์ (Clear History and Website Data)

  • คำเตือนเว็บไซต์หลอกลวง (Fraudulent Website Warning)

    • เปิดไว้เพื่อให้ Safari เตือนเมื่อกำลังจะเข้าเว็บที่น่าสงสัยหรือมีแนวโน้มหลอกลวง

  • การวัดประสิทธิภาพโฆษณาแบบรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy Preserving Ad Measurement)

    • ช่วยให้ยังสามารถวัดผลโฆษณาได้ แต่จำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว

6) ใช้ “ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple” เพื่อลดการเปิดเผยอีเมล

ทุกครั้งที่สมัครบัญชีใหม่ในแอปหรือเว็บไซต์ เรามักต้องกรอกอีเมลเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นว่า มีแอปจำนวนมากที่รู้จักอีเมลจริงของเรา แล้วตามมาด้วย

  • เมลโปรโมชัน

  • ข่าวสารที่ไม่ได้ขอ

  • การใช้อีเมลเพื่อเชื่อมโยงตัวตนข้ามบริการต่าง ๆ

ทางออกที่ง่ายและปลอดภัยกว่าคือการใช้ “ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple (Sign in with Apple)”

ข้อดีของการลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple

  • เว็บไซต์และแอปจะขอข้อมูลได้มากสุดเพียง ชื่อ และ อีเมล

  • ไม่มีการติดตามหรือเก็บข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมเพื่อวิเคราะห์โปรไฟล์ของคุณ

ฟีเจอร์ที่ควรรู้

  • ซ่อนอีเมล (Hide My Email)

    • ถ้าไม่อยากให้อีเมลจริงหลุดไปถึงแอปหรือเว็บไซต์

    • ให้เลือกซ่อนอีเมล ระบบจะสร้างอีเมลเฉพาะกิจให้ แล้วส่งต่อข้อความไปยังอีเมลจริงของคุณ

  • การตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัยสำหรับ Apple ID (Two-factor authentication)

    • เป็นเงื่อนไขสำคัญในการใช้ “ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple”

    • ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีและข้อมูลในทุกแอปที่ผูกกับ Apple ID ของคุณ

วิธีเปิดใช้งาน:

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > [ชื่อของคุณ] > รหัสผ่านและความปลอดภัย (Password & Security)

  2. แตะ เปิดใช้การตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัย (Two-factor authentication)

  3. แตะ ดำเนินการต่อ แล้วทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ

สรุป: ใช้ iPhone ให้ “ฉลาดขึ้น” ไม่ใช่แค่แรงขึ้น

การอัปเกรดความเป็นส่วนตัวบน iPhone ไม่ได้มีแค่การตั้งรหัสผ่านที่เดายาก แต่คือการ

  • ตรวจสอบว่าเคยแชร์อะไรกับใครบ้าง แล้วปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น

  • จำกัดไม่ให้ทุกแอปรู้ตำแหน่งคุณแบบละเอียดตลอดเวลา

  • ดูรายงานว่าแอปไหนเข้าถึงข้อมูลอะไรมากเกินไป

  • ทำให้ Safari ไม่ใช่ช่องทางให้คนตามดูพฤติกรรมการท่องเว็บของคุณ

  • ใช้ Apple ID ให้คุ้ม เพื่อลดการเปิดเผยอีเมลและตัวตน

ยิ่งตั้งค่าดีเท่าไร iPhone ก็ยิ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยส่วนตัวของคุณมากขึ้นเท่านั้น

ลองไล่เช็กทีละหัวข้อ และปรับให้เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตัวเอง คุณจะเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่า การใช้ iPhone แบบใส่ใจความเป็นส่วนตัวนั้น ทั้งสบายใจขึ้น และคุมเกมข้อมูลของตัวเองได้อยู่หมัดจริง ๆ