รับแอปรับแอป

เปิดงบกว่าแสนล้าน เปลี่ยนวิจัยให้เป็นพลังชาติ: 4 เสาหลัก ววน. + PMU ความมั่นคงน้องใหม่ "วท.กห."

ชลธิชา บุญมา01-30

วิจัยไม่ใช่ตัวเลข แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน

สกสว. จับมือภาคีวิจัยทั่วประเทศ ดึงผลงานเด่นจากกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาเล่าให้เห็นภาพชัด ๆ ว่าเงินภาษีที่ลงไปในแผน ววน. ไม่ได้จบแค่รายงาน แต่กำลัง เปลี่ยนเกมประเทศใน 4 เสาหลักใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และคน

พร้อมกันนี้ยังเปิดตัว “กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.)” ในฐานะหน่วยให้ทุนด้านความมั่นคง (PMU ใหม่) ที่จะเข้ามาเชื่อมโลกวิจัยกับความต้องการจริงของกองทัพอย่างเป็นระบบ

งบกว่าแสนล้าน สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 3.57 เท่า

ในช่วงปี 2563–2568 กองทุน ววน. ได้รับงบรวม 101,285.97 ล้านบาท โดยตั้งใจชัด ๆ ว่า ทุกบาทต้องย้อนกลับมาเป็นคุณค่าจริงให้ประชาชน ไม่ใช่แค่วารสารวิชาการบนชั้นหนังสือ

  • การนำผลงานวิจัยไปใช้จริง สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเฉลี่ย 3.57 เท่า ของงบที่ลงไป

  • ตัวอย่างง่าย ๆ งบแผนงานขนาดใหญ่ราว 7,000 ล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 25,000 ล้านบาท

  • ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม งานวิจัยถูกใช้รับมือภัยพิบัติ ภาวะโลกร้อน ปัญหาสังคม สังคมสูงวัย ไปจนถึงการแก้จนในพื้นที่เปราะบาง

หัวใจของแผน ววน. คือ “วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่จะพาประเทศไทยชนะ” ไม่ใช่แค่ “อยู่รอด”

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการทำงานร่วมกันของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) หลายหน่วย ทั้ง วช., บพข., บพท., บพค., สวก., สนช., ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวมเป็น 8 เส้นทาง จาก 13 แผนใหญ่ ที่ถูกจัดโฟกัสไว้ชัด ๆ บน 4 เสาหลักของประเทศ

เสาที่ 1: ดันไทยสู่เวทีโลกด้วยนวัตกรรมและผู้ประกอบการ

เสาแรก: ความสามารถในการแข่งขัน เป็นพื้นที่ที่เห็นภาพ “เงินวิจัยกลายเป็นธุรกิจ” แบบชัดมาก โดยมีหลายเส้นทางสำคัญ เช่น

  • ไทยสู่อนาคตอาหารโลกด้วยผู้ประกอบการนวัตกรรม
    ดันธุรกิจอาหารแห่งอนาคต อาหารสุขภาพ อาหารการแพทย์ อาหารพื้นถิ่นสู่สากล อาหารฮาลาล และผลไม้มูลค่าสูง กลายเป็นสินค้าและการส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง

  • ผู้ประกอบการนวัตกรรมพลังงาน-ชีวภาพ พาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
    สนับสนุนนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และพลังงานชีวภาพ โดยเน้นให้ผู้ประกอบการในประเทศเป็นตัวหลัก พร้อมเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • ประเทศไทยชนะอนาคตด้วย AI–EV–ธุรกิจนวัตกรรม
    ตัวอย่างงานที่จับต้องได้ เช่น

    • ระบบสแกนใบหน้าสามมิติคุณภาพสูง ช่วยให้หมอ–คนไข้สื่อสารกันแม่นยำขึ้น

    • SeaTrue CURRENT ระบบเลี้ยงกุ้งแม่นยำแบบเรียลไทม์ จัดอาหารตรงจุด พร้อมข้อมูลบนปลายนิ้ว

    • การพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะ แบตเตอรี่แพ็ค และระบบระบายความร้อนมอเตอร์สมรรถนะสูง

ผลลัพธ์ของเสานี้ไม่ได้จบแค่ “ของเจ๋ง ๆ” แต่แปลเป็นตัวเลขชัดเจน

  • เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาท

  • เกิดตลาดใหม่และผลิตภัณฑ์สีเขียว เพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้สูงถึง 80%

  • ลดการนำเข้า และดันรายได้ในประเทศแทนเงินที่เคยไหลออก

  • เปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศจาก “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ไปไกลถึงระดับ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต”

ตอนนี้ไทยมีสตาร์ทอัพสายเทคและนวัตกรรมมากกว่า 2,100 ราย และทยานไปสู่ระดับโลกแล้วราว 200 ราย โดยมี ววน. เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญ

เสาที่ 2: ระบบสุขภาพไทยจาก “พึ่งพา” สู่ “พึ่งพาตัวเอง”

เสาที่สอง: การแพทย์และระบบสุขภาพ โชว์ให้เห็นว่า งานวิจัยไม่ได้อยู่ไกลจากเตียงคนไข้เลย แต่ลงไปอยู่ในวัคซีน อุปกรณ์แพทย์ และข้อมูลสุขภาพเชิงลึก

เส้นทางสำคัญ เช่น

  • นวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ ขับเคลื่อนไทยสู่การรักษาแห่งอนาคต
    ตัวอย่างผลงาน

    • วัคซีนโควิด HXP-GPOVac ที่ใช้เทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก

    • วัคซีน HPV9v ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

    • การดันเครื่องมือแพทย์ไทยเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมและสิทธิประโยชน์ สปสช.

    • สารสกัดสมุนไพรพรมมิ ยอดขายราว 150 ล้านบาท/ปี และเริ่มบุกตลาดอาเซียน

  • ยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพด้วยข้อมูลพันธุกรรมและการแพทย์แม่นยำ
    สร้างโครงข่ายระดับชาติ เช่น

    • เครือข่ายสถาบันวิจัยทางคลินิก 41 แห่ง ภายใต้ศูนย์ทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ

    • ศูนย์บริการทดสอบจีโนมิกส์ทางการแพทย์

    • ศูนย์ข้อมูลจีโนมแห่งชาติ

    • ผู้ประกอบการเอกชนที่ต่อยอดจากข้อมูลพันธุกรรม

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดมีทั้งมิติเงิน และคุณภาพชีวิต

  • ลดการนำเข้าอุปกรณ์และเวชภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ

  • สร้างรายได้หลายร้อยล้านให้ประเทศและเอกชน เช่น
    • เท้าเทียมไทย สร้างรายได้ให้เอกชนกว่า 8 ล้านบาท

    • รากฟันเทียมและถุงทวารเทียมที่เข้าสู่สิทธิประโยชน์ สปสช. ช่วยประหยัดงบได้ราว 125 ล้านบาท

  • เครื่องมือที่เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เร็วและแม่นยำ เช่น
    • ชุดตรวจ OV-ATK (คัดกรองพยาธิใบไม้ตับ) ใช้งานได้ทั่วประเทศ และขยายเข้าสู่สิทธิประโยชน์ สปสช.

    • ระบบ AI Chest X-ray ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ปอด ใช้แล้วในโรงพยาบาล 167 แห่ง สร้างรายได้ราว 55 ล้านบาท

ผลลัพธ์เชิงระบบสำคัญที่สุดคือการขยับจากประเทศที่ “พึ่งพา” นำเข้า กลายเป็นประเทศที่เริ่ม “พึ่งพาตัวเอง” โดยมี ววน. เป็นฐานความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว

เสาที่ 3: ใช้วิทยาศาสตร์เจาะความยากจน แก้ปัญหาที่ราก

เสาที่สาม: การลดความยากจนและสร้างความเสมอภาค เป็นจุดที่วิทยาศาสตร์และข้อมูลลงไปใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

เส้นทางหลักคือ “จากความยากจนสู่โอกาสใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และพลังพื้นที่” โดยเน้นกลุ่มพื้นที่สำคัญ เช่น

  • จังหวัดชายแดนภาคใต้

  • กลุ่มจังหวัด “ร้อยแก่นสารสินธุ์”

  • กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ตัวอย่างการทำงานที่น่าสนใจ

  • พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลคนจนที่ “ปักหมุดการเปลี่ยนแปลง” ด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และชุมชน ไม่ใช่การช่วยเหลือแบบเหมาเข่ง

  • สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม:
    • รายได้ครัวเรือนยากจนเพิ่มขึ้นราว 15–20%

    • เกิดอาชีพใหม่จากเกษตรเพิ่มมูลค่า การแปรรูป และเศรษฐกิจชุมชน

    • ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ

ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เสานี้ช่วย

  • ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างจริงจัง

  • ทำให้ชุมชนเป็น “เจ้าของการพัฒนา” ไม่ใช่ผู้รับความช่วยเหลืออย่างเดียว

  • เชื่อมการแก้ปัญหาความยากจนเข้ากับสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และสังคมสูงวัย

  • ใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐานข้อมูลสำหรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

เสาที่ 4: ปั้นคน–สถาบัน–เทคโนโลยีแนวหน้า รับมือปัญหาระดับโลก

เสาที่สี่: ศักยภาพของกำลังคนและสถาบันความรู้ คือการลงทุนกับคนเก่ง ห้องแล็บ และเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เพื่อให้ไทยไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้” แต่เป็น “ผู้คิดค้นและออกแบบ” เทคโนโลยีใหม่ ๆ

หนึ่งในเส้นทางสำคัญคือ “เทคโนโลยีขั้นแนวหน้าสู่การแก้ปัญหาระดับโลก” เช่น

  • การวิเคราะห์ชนิดทางเคมีเพื่อเข้าใจกลไกการปนเปื้อนสารหนู และประเมินความเป็นพิษอย่างละเอียด ก่อนออกแบบมาตรการแก้ปัญหา

  • ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการในการกำหนดมาตรการแก้ปัญหาสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

  • สร้างความร่วมมือกับจีนและเกาหลีใต้ เพื่อ
    • ถ่ายทอดองค์ความรู้

    • พัฒนามาตรฐานร่วม

    • แลกเปลี่ยนกำลังคน

    • ยกระดับสถาบันวิจัยไทยให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการวิจัยขั้นแนวหน้า

  • ผลักดันงานวิจัยด้านวัสดุขั้นสูงด้วยเทคนิค In-situ/operando ระดับอะตอม รองรับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม

เปลี่ยนอนาคตประเทศ ด้วยคนและข้อมูล

อีกหนึ่งมิติในเสานี้คือการลงทุนกับ “คน” แบบยาว ๆ ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนอนาคตประเทศ”

  • มีบุคลากรทักษะสูงจากศูนย์ผู้เชี่ยวชาญและศูนย์กลางความรู้รวมกว่า 300 คน

  • เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างชาติกว่า 600 คน

  • บุคลากรที่ร่วมภาคีกับเครือข่ายวิจัยระดับโลกมากถึง 51 คน

ด้าน “กำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต” ก็เริ่มแล้วอย่างจริงจัง เช่น

  • ใช้ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือให้กับนักศึกษาและนักวิจัยในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ

  • เปลี่ยนพื้นที่ประสบภัยให้กลายเป็น “ห้องเรียนเสมือนจริง” ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้จากสถานการณ์จริง

  • ใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลเชิงลึก เพื่อตรวจสอบสภาพเมืองหลังน้ำลด และประเมินความเสียหายเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

  • ต่อยอดศูนย์ข้อมูลกลางภูมิสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำท่วม เช่น กรณีพื้นที่หาดใหญ่

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของเสานี้มีทั้ง

  • เพิ่มผลิตภาพแรงงาน

  • ลดต้นทุนการผลิต

  • ลดการว่างงาน

  • สร้างแรงงานทักษะสูง และก่อให้เกิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ในเชิงระบบ งานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานขั้นแนวหน้าถูกนำไปใช้แก้ปัญหาจริงของประเทศ และช่วยให้ นโยบายสาธารณะตั้งอยู่บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

เปิดตัว “วท.กห.” PMU ความมั่นคงน้องใหม่ของระบบวิจัยไทย

บนเวทีเดียวกัน สกสว. ยังเปิดตัวหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านความมั่นคงประเทศใหม่ล่าสุด คือ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

จุดยืนของ วท.กห. ชัดเจนมาก คือเป็น หน่วยงานด้านการให้ทุนในระบบวิจัยและนวัตกรรม (ประเภทที่ 2) ที่จะทำให้

  • โจทย์วิจัยด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ตรงกับความต้องการของกองทัพ ในฐานะผู้ใช้งานจริง

  • งานวิจัยด้านความมั่นคงถูก “บูรณาการ” ให้มีทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน

  • การบริหารจัดการทุนด้านความมั่นคงเป็นระบบครบวงจร ตั้งแต่ตั้งโจทย์ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์

  • วางเป้าหมาย ลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ในระยะยาว

เพื่อให้การเริ่มต้นไม่สะดุด ทีม วท.กห. ได้เข้าหารือกับผู้บริหาร สกสว. ล่วงหน้า เพื่อวางแนวทางการทำงานในบทบาท PMU ความมั่นคง โดยกรอบบริหารจัดการทุนคาดว่าจะสอดคล้องกับแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศในภาพใหญ่

และที่สำคัญ ยังมีการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ในการปรับโครงสร้าง กฎระเบียบ และระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ วิจัยเพื่อความมั่นคงเดินได้เร็วขึ้น ใช้ได้จริง และไม่ติดล็อกระบบราชการเกินจำเป็น

สรุป: วิจัยคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ

ถ้ามองให้ลึก แผน ววน. ไม่ได้เป็นแค่กรอบงบประมาณ 5 ปี แต่มันคือการประกาศชัดว่า

  • ความรู้คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ

  • วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และข้อมูล กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการ
    • สร้างเศรษฐกิจใหม่

    • ยกระดับระบบสุขภาพ

    • แก้ความยากจนเชิงโครงสร้าง

    • ปั้นคนและสถาบันให้พร้อมรับโจทย์โลก

    • เสริมความมั่นคงแบบพึ่งพาตัวเอง

เมื่อมีทั้งกองทุน ววน. และ PMU ใหม่อย่าง วท.กห. เข้ามาเสริมแนวรบด้านความมั่นคง สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือ เราจะเปลี่ยนผลวิจัยให้กลายเป็นนโยบาย ธุรกิจ และโครงสร้างใหม่ของประเทศได้เร็วแค่ไหน

เพราะในโลกที่วิ่งด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ประเทศที่จะ “ชนะ” ไม่ใช่ประเทศที่รวยทรัพยากรที่สุด แต่คือประเทศที่ แปลงงานวิจัยให้กลายเป็นพลังจริงได้ไวที่สุด นั่นเอง