รับแอปรับแอป

เจาะลึก Deep Research ของ OpenAI: ผู้ช่วยวิจัย AI ที่ทำงานแทนนักวิเคราะห์ทั้งทีม

นพดล แก้วคำ01-30

ทำความรู้จัก Deep Research: AI ผู้ช่วยวิจัยยุคใหม่

OpenAI เปิดตัวเครื่องมือ AI ตัวใหม่ในชื่อ Deep Research ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยทำงานวิจัยออนไลน์แบบหลายขั้นตอน เหมาะกับเคสที่คำถามซับซ้อนกว่าการหาข้อมูลทั่วไปบนเว็บ

จุดเด่นของมันคือไม่ใช่แค่ “ค้นหาแล้วสรุป” แต่เป็นการวางโครง สืบค้นหลายแหล่ง วิเคราะห์ เช็กความน่าเชื่อถือ แล้วค่อยสังเคราะห์ออกมาเป็นคำตอบระดับนักวิเคราะห์ตัวจริง

ใช้โมเดล o3 รุ่นใหม่ เน้นสายวิเคราะห์ข้อมูลหนัก ๆ

เบื้องหลังของ Deep Research ทำงานบนโมเดล o3 รุ่นใหม่ ที่ถูกปรับแต่งมาเน้นการท่องเว็บ การอ่าน ทำความเข้าใจ และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างกัน

ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่คำตอบสั้น ๆ แต่เป็นการให้มุมมองเชิงลึก พร้อมเหตุผลและหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนมากขึ้น

จากคำสั่งเดียว สู่รายงานระดับนักวิจัย

เมื่อผู้ใช้พิมพ์คำถามเข้าไปใน ChatGPT แล้วเลือกใช้โหมด Deep Research ระบบจะเริ่มทำงานแบบหลายขั้นตอนโดยอัตโนมัติ

มันจะไปค้นข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ต่าง ๆ ทั้ง

  • ข้อความจากเว็บไซต์

  • รูปภาพ

  • ไฟล์ PDF

จากนั้นจะนำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ตัดข้อมูลซ้ำ หาความขัดแย้ง แล้วสังเคราะห์เป็นรายงานที่ละเอียดในระดับงานวิจัย

ด้านประสิทธิภาพ ในการทดสอบด้วยชุดคำถามเชิงลึก Humanity’s Last Exam ได้คะแนนถึง 25.3% ซึ่งสูงกว่าผลลัพธ์ของโมเดล o1 (9%) และ o3 รุ่นปกติ (10%) อย่างชัดเจน

ใครเหมาะกับ Deep Research เป็นพิเศษ?

OpenAI วางตำแหน่ง Deep Research ให้เป็นเครื่องมือสำหรับงานที่ต้องใช้ความรู้เชิงลึกเฉพาะทาง โดยเฉพาะคนที่เคยต้อง:

  • อ่านเปเปอร์หรือรายงานจำนวนมาก

  • ตรวจสอบแหล่งอ้างอิงทีละอัน

  • เปรียบเทียบข้อมูลข้ามหลายเว็บไซต์

กลุ่มงานที่เหมาะ เช่น

  • ด้านการเงิน การลงทุน การวิเคราะห์ตลาด

  • วิทยาศาสตร์ และงานวิจัยเชิงทดลอง

  • วิศวกรรม ที่ต้องดูสเปกและเงื่อนไขเชิงเทคนิค

  • กฎหมาย ที่ต้องเทียบเคส เปรียบกฎหมาย และตีความ

นอกจากนี้ยังนำไปใช้กับงานเปรียบเทียบข้อมูลสินค้าที่มีรายละเอียดเยอะ ๆ ได้ เช่น

  • รถยนต์หลายรุ่น หลายยี่ห้อ

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสเปกยิบย่อยเต็มไปหมด

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นงานที่คุณเคยต้องเปิดแท็บเว็บ 20 หน้า มาเทียบทีละจุด นี่คือโจทย์ของ Deep Research โดยตรง

แตกต่างจาก GPT-4o ยังไง? ลองดูเคสวิเคราะห์ตลาดแอป iOS

วิธีใช้งานคร่าว ๆ คือเลือกปุ่ม Deep Research ในกล่องแชตของ ChatGPT จากนั้นพิมพ์คำถามเหมือนปกติ แต่สิ่งที่ต่างคือวิธีคิดและระดับความลึกของคำตอบ

ตัวอย่างที่ OpenAI ยกมา คือโจทย์เรื่องการวิเคราะห์โอกาสทางตลาดของแอป iOS ในแต่ละประเทศ:

  • ถ้าใช้ GPT-4o

    • คำตอบจะมาเร็วกว่า

    • ภาพรวมกว้าง เข้าใจง่าย แต่ไม่ลงรายละเอียดเชิงตัวเลขมากนัก

  • ถ้าใช้ Deep Research

    • คำตอบจะละเอียดขึ้นแบบเห็นภาพ

    • มักมาพร้อม ตาราง ตัวเลข สถิติ

    • มีการระบุ แหล่งอ้างอิง ที่ใช้ประกอบการสรุป

    • มีข้อสรุปและเหตุผลอิงข้อมูลเชิงลึก

แลกมากับ ระยะเวลารอคำตอบที่นานขึ้น โดย OpenAI ระบุว่าอาจใช้เวลาประมาณ 5–30 นาที ต่อคำถามหนึ่งโจทย์

ใครใช้ได้บ้างตอนนี้? มีลิมิตการใช้งานด้วย

ตอนนี้ ChatGPT Deep Research เปิดให้ใช้งานผ่านหน้าเว็บสำหรับลูกค้า ChatGPT Pro ก่อน โดยมีข้อจำกัดที่

  • ใช้ได้ 100 คิวรีต่อเดือน ต่อบัญชี

จากนั้นจะทยอยเปิดให้กลุ่มอื่นตามลำดับ ได้แก่

  • ลูกค้า ChatGPT Plus

  • ลูกค้า ChatGPT Team

  • กลุ่มองค์กรในแพ็กเกจ Enterprise ChatGPT บนเวอร์ชันเว็บ

OpenAI มีแผนขยายไปยังแอปมือถือและเดสก์ท็อปภายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้นในหลายแพลตฟอร์ม

Deep Research อยู่ตรงไหนในภาพรวมกลยุทธ์ AI ของ OpenAI

Deep Research ถือเป็นเครื่องมือ AI ตัวที่สองที่ OpenAI เปิดในปีเดียวกันนี้ ต่อจาก Operator ที่เน้นสายผู้ช่วยจัดการงานส่วนตัว เช่น

  • สร้าง To-do list

  • วางแผนท่องเที่ยว

  • ช่วยจัดระเบียบภาระงานในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า OpenAI กำลังแตกไลน์เครื่องมือไปสองขั้วใหญ่ ๆ คือ

  • สาย Productivity / ชีวิตประจำวัน ด้วย Operator

  • สายวิเคราะห์ลึก / งานวิจัยและการตัดสินใจเชิงข้อมูล ด้วย Deep Research

สำหรับสายวิเคราะห์ข้อมูลและทำวิจัย นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ยุคที่ AI ทำงานวิจัยแทนได้เป็นชั่วโมง ๆ โดยเราแค่ตั้งโจทย์ให้ดี กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตการทำงาน