รับแอปรับแอป

ช็อกวงการกิน! อาหารแปรรูปขั้นสูง ตัวจุดชนวน 12 โรคร้ายที่กำลังล้อมโลก

นรินทร์ ชัยกิจ01-29

อาหารแปรรูปขั้นสูง กำลังกัดกินสุขภาพโลกแบบเงียบ ๆ

รายงานทบทวนงานวิจัยระดับโลกฉบับล่าสุดสรุปตรงกันว่า การบริโภค อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Food: UPF) กำลังผลักให้ผู้คนทั่วโลกเข้าใกล้โรคร้ายกว่า 12 ชนิดอย่างน่ากังวล

ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลในหลายประเทศ ลงมือทันที ทั้งออกฉลากเตือน คุมการโฆษณา ไปจนถึงเก็บภาษีจากอาหารกลุ่มนี้ เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

ในมุมของสุขภาพประชาชน ภาพใหญ่ที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ โลกกำลังกินของถูกลง แต่เสี่ยงมากขึ้น

เมื่อพฤติกรรมการกินเปลี่ยน โรคเรื้อรังก็พุ่ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชี้ว่า พฤติกรรมการกินกำลังเปลี่ยนจากอาหารสด และอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไปสู่ อาหารสำเร็จรูป ราคาย่อมเยา แต่ผ่านการแปรรูปหนัก

การเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่สะสมยาวนาน

นักวิจัยที่ตีพิมพ์งานในวารสาร The Lancet จึงเสนอให้มีมาตรการเชิงระบบ เช่น

  • การติด คำเตือนบนฉลากสินค้า

  • การเก็บภาษีอาหารแปรรูปขั้นสูง

  • การนำรายได้ไปสนับสนุน อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้เข้าถึงง่ายขึ้น

แม้จะยอมรับว่างานวิจัยยังขาดหลักฐานแบบการทดลองทางคลินิกโดยตรง แต่ทีมวิจัยยืนยันว่า ไม่ควรรอให้ชัด 100% จนสายเกินไป ก่อนจะปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงที่เห็นเค้าลางอยู่แล้ว

สรุปให้ชัด: อาหารแปรรูปขั้นสูง (UPF) คืออะไร?

อาหารแปรรูปขั้นสูง (UPF) คือกลุ่มอาหารที่มีส่วนผสมมากกว่า 5 ชนิด และมักเป็นส่วนผสมที่เราไม่คุ้นเคยในครัวบ้านทั่วไป เช่น

  • สารทำให้เนื้อเนียน (emulsifiers)

  • สารกันเสีย (preservatives)

  • สารแต่งกลิ่น สี และรสชาติ (additives, สีผสมอาหาร)

  • สารให้ความหวานสังเคราะห์หรือดัดแปลง

ตัวอย่างอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่ม UPF ได้แก่

  • ไส้กรอกและเนื้อแปรรูปต่าง ๆ

  • มันฝรั่งแผ่น ขนมขบเคี้ยว

  • เพสตรี้และบิสกิต

  • ซุปกึ่งสำเร็จรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทาน

  • น้ำอัดลม ไอศกรีม

  • ขนมปังที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

แบบสำรวจในหลายประเทศพบว่า สัดส่วน UPF ในมื้ออาหารประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมคุณภาพอาหารแย่ลง มีน้ำตาลและไขมันไม่ดีสูงขึ้น ในขณะที่ไฟเบอร์และโปรตีนกลับลดลงอย่างน่าห่วง

งานวิจัย 104 ชิ้น ตอกย้ำความเสี่ยง 12 โรคร้าย

การทบทวนงานวิจัยครั้งนี้จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ 43 คนจากหลายประเทศ ครอบคลุม งานศึกษาระยะยาวจำนวน 104 ชิ้น ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในประเด็น UPF

ผลที่พบมีน้ำหนักมากพอจะทำให้ทั่วโลกต้องทบทวนวิธีการกินใหม่ นั่นคือ การบริโภค UPF เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคอย่างน้อย 12 ชนิด เช่น

  • เบาหวานชนิดที่ 2

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • โรคไต

  • ภาวะซึมเศร้า

  • การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากหลายสาเหตุ

หนึ่งในนักวิชาการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดการจำแนกระดับการแปรรูปอาหาร (ระบบ NOVA) ได้เตือนว่า UPF กำลังเปลี่ยนโฉมระบบการกินของโลก

เขาชี้ว่า บริษัทอาหารอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายราย กอบโกยกำไรมหาศาลจากการขายอาหารแปรรูปหนัก พร้อมอัดงบการตลาดและการล็อบบี้ เพื่อสกัดนโยบายสาธารณสุขที่จะทำให้ผู้คนลดการบริโภคอาหารประเภทนี้ลง

นักวิจัยอีกคนหนึ่งเปรียบเทียบว่า โลกจำเป็นต้องมีการตอบสนองด้านสาธารณสุขต่อ UPF ที่เข้มข้น ไม่ต่างจากการรับมืออุตสาหกรรมยาสูบ

แต่ความจริงไม่ได้ขาวหรือดำ: หลายฝ่ายยังตั้งคำถาม

ในอีกด้านหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเตือนว่า ยังไม่อาจชี้ชัดว่า UPF เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคเหล่านี้ เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นเชิงสังเกต (observational study) ที่บอกได้เพียงความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผลโดยตรง

ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจปะปนอยู่ เช่น

  • ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • พฤติกรรมการกินโดยรวม

  • รายได้และฐานะทางเศรษฐกิจ

ทำให้การแยกผลกระทบของ UPF แบบ “ล้วน ๆ” ทำได้ยากมาก

นักวิจารณ์ระบบ NOVA ยังมองว่า ระบบนี้ ให้ความสำคัญกับระดับการแปรรูปมากเกินไป โดยไม่ดูคุณค่าทางโภชนาการของอาหารอย่างรอบด้าน

ตัวอย่างอาหารที่ถูกจัดเป็น UPF แต่ยังมีมุมดีด้านโภชนาการ ได้แก่

  • ขนมปังโฮลเกรน

  • ซีเรียลอาหารเช้าบางชนิด

  • โยเกิร์ตไขมันต่ำ

  • นมผงสำหรับเด็ก

  • ฟิชฟิงเกอร์บางประเภท

ประเด็นนี้ทำให้วงการโภชนาการต้องตั้งคำถามต่อว่า “จะแบนทั้งกลุ่ม หรือแยกเป็นรายชนิด?”

นักสถิติเตือน: ความสัมพันธ์ไม่เท่ากับสาเหตุ

นักสถิติจากสถาบันการศึกษาชั้นนำอธิบายว่า งานวิจัยลักษณะนี้มีข้อจำกัดสำคัญคือ บอกได้เพียงว่า คนที่กิน UPF มาก มักมีปัญหาสุขภาพมากกว่าคนที่กินน้อย แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่า UPF คือ “ตัวต้นเหตุ” อย่างแท้จริง

ช่องว่างนี้ทำให้ยังมีพื้นที่สำหรับความสงสัย และจำเป็นต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะการทดลองในมนุษย์ที่ควบคุมตัวแปรอื่นให้ได้มากที่สุด

ตกลงแล้วอะไรใน UPF ที่อันตรายกันแน่?

อีกคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้เต็มปากคือ ส่วนไหนของกระบวนการแปรรูปกันแน่ที่เป็นปัญหา

มีผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การแปรรูปอาหารบางรูปแบบ อาจมีข้อดีด้วยซ้ำ เช่น ทำให้อาหารปลอดภัยขึ้น เก็บได้นานขึ้น หรือช่วยให้ผู้คนเข้าถึงอาหารได้มากขึ้นในบางพื้นที่

สิ่งที่วงการแพทย์และโภชนาการยังต้องเร่งหาคำตอบคือ

  • กระบวนการแปรรูปแบบใดที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

  • สารเติมแต่งประเภทไหนที่ควรถูกควบคุมเข้มงวด

  • โครงสร้างของอาหารที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อระบบเผาผลาญอย่างไร

ในขณะเดียวกัน สมาคมอาหารและเครื่องดื่มในบางประเทศก็ออกมาย้ำว่า ไม่ใช่ทุก UPF จะเลวร้ายไปทั้งหมด ตัวอย่างเช่น

  • ถั่วลันเตาแช่แข็ง

  • ขนมปังโฮลมีลบางยี่ห้อ

ซึ่งยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ โดยอุตสาหกรรมอาหารเองก็เริ่มปรับตัว ลดปริมาณน้ำตาลและเกลือ ในสินค้าหลายประเภทลงอย่างต่อเนื่องตามแนวทางภาครัฐ

คำแนะนำปัจจุบัน: กลับสู่พื้นฐานการกินแบบง่าย ๆ แต่ทรงพลัง

แม้จะยังมีข้อถกเถียงอยู่ แต่องค์กรที่ปรึกษาด้านโภชนาการในหลายประเทศเห็นตรงกันว่า แนวทางการกินเพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยที่สุดตอนนี้ ยังคงเป็นเรื่องพื้นฐานแต่ทรงพลัง คือ

  • เพิ่มการกินผักและผลไม้ให้หลากหลาย

  • เน้นอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เมล็ดพืช

  • ลดการบริโภคน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลอิสระในขนมและเครื่องดื่มหวาน

  • ลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์

  • จำกัดเกลือและอาหารเค็มจัด

พร้อมกับ ค่อย ๆ ลดสัดส่วนของอาหารแปรรูปขั้นสูงในทุกมื้อ ไม่จำเป็นต้องตัดขาดทันที แต่เริ่มจากการเลือกแทนทีละอย่าง เช่น

  • เปลี่ยนจากน้ำอัดลม เป็นน้ำเปล่าหรือชาไม่หวาน

  • เปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยว เป็นถั่วไม่ปรุงรสหรือผลไม้สด

  • ลดมื้ออาหารกึ่งสำเร็จรูป และเพิ่มมื้อที่ทำเองจากของสด

สรุป: ไม่ต้องกลัวจนกินไม่เป็น แต่ต้องรู้เท่าทัน

ภาพที่ได้จากงานวิจัยระดับโลกคือ อาหารแปรรูปขั้นสูงกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพระดับโลก ที่เรามองไม่ค่อยเห็น เพราะมันอยู่ในชีวิตประจำวันแทบทุกมื้อ

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การบอกให้เรากลัวอาหารทุกอย่างที่แปรรูป แต่คือการชวนให้ตั้งคำถามว่า

  • ในหนึ่งวัน เราได้กินอาหารสดแค่ไหน?

  • เราให้พื้นที่กับ UPF ในจานของเรามากเกินไปหรือเปล่า?

การกินเพื่อสุขภาพไม่ใช่การห้ามทุกอย่าง แต่คือการ ค่อย ๆ ขยับสมดุล ให้จานอาหารของเราเต็มไปด้วยของที่ร่างกายรักมากขึ้น และลดของที่ร่างกายต้องทำงานหนักลง

สุดท้าย การเลือกกินในทุกมื้อคือการเลือกอนาคตของสุขภาพตัวเราเอง และในโลกที่ UPF ครองเมืองแบบนี้ คนที่ “รู้เท่าทัน” ย่อมได้เปรียบเสมอ