เปิดทริปล่าฝันดินแดนหมีขาว
การได้ออกตามล่าความฝันสักครั้ง ไม่ได้แค่เติมเชื้อไฟให้ชีวิต แต่มันทำให้เรากล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนจริงๆ
ทริปนี้คือการเก็บครบ 3 ความฝันในรัสเซีย ในการเดินทางเดียว
แสงเหนือเมือง Murmansk
ทะเลสาบน้ำแข็งไบคาลที่เกาะ Olkhon
รถไฟทรานส์ไซบีเรียนสายในตำนาน Irkutsk – Moscow
ทั้งหมดนี้ใช้เวลา 19 วันเต็มในรัสเซีย แบบไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้ยาว 30 วันสบายๆ และเชื่อเลยว่าหลายคนต้องมีอย่างน้อย 1–3 อย่างนี้อยู่ใน dream list แน่นอน
ปล. ข้อมูลค่าเงินที่ใช้ในทริปนี้อ้างอิงช่วงมีนาคม 2568 : 1 รูเบิล ≈ 0.4 บาท

ไปเดือนไหนให้เก็บครบ 3 ฝัน
เป้าคือเก็บให้หมดทั้งแสงเหนือ ทะเลสาบไบคาล และทรานส์ไซบีเรียน เลยต้องวางแผนเดือนดีๆ
รถไฟทรานส์ไซบีเรียน
เส้น Vladivostok – Moscow ระยะทางกว่า 9,289 กม. จะไปเดือนไหนก็ได้ บรรยากาศต่างกันตามฤดูกาล หนาวก็ขาวโพลน โรแมนติก ร้อนก็เขียวชุ่มสบายตาแสงเหนือที่ Murmansk
เมืองเหนือสุด ใกล้นอร์เวย์–ฟินแลนด์ ขับรถข้ามประเทศแค่ 3–4 ชั่วโมงเอง ช่วงล่าแสงเหนือคือ ตุลาคม – เมษายน เพราะต้องอาศัยฟ้ามืดสนิทถึงจะเห็นชัดทะเลสาบน้ำแข็งไบคาล (Irkutsk – Olkhon)
ไฮไลต์คือทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็งจนรถสามารถวิ่งบนผืนน้ำได้ ต้องมาช่วง กุมภาพันธ์ – กลางมีนาคม เท่านั้น ปีหนึ่งมีครั้งเดียวจริงๆ
เพื่อเก็บให้ครบทั้งสามอย่าง เราเลยเลือกช่วง ต้นมีนาคม จุดที่หนาวสุดคือไบคาล ช่วงกุมภาพันธ์อุณหภูมิราว -30°C แข็งจนทะเลสาบไม่ละลาย เราเลยขยับมาต้นมีนาคม เหลือราวๆ -16°C สำหรับคนไทยก็ยังโคตรหนาว แต่พอรับไหว
แพลน 19 วันรัสเซีย แบบเก็บครบทุกเมืองหลัก
เส้นทางทริปนี้แบ่งเป็น 4 เมืองใหญ่
เริ่มที่ Irkutsk ประตูสู่ทะเลสาบไบคาล
ขึ้น รถไฟทรานส์ไซบีเรียน จาก Irkutsk ตรงสู่ Moscow
บินในประเทศต่อไปล่าแสงเหนือที่ Murmansk
ปิดท้ายความฟินที่ Saint Petersburg แล้วค่อยบินกลับไทย

การเตรียมตั๋วและการเดินทางหลัก
พอเคาะจำนวนวันเรียบร้อย ก็เริ่มจองทุกอย่างที่จำเป็น
ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ แยกขาไป–ขากลับ (ลง Irkutsk / กลับจาก Saint Petersburg)
เลือกบินกับสายการบินจีน ต่อเครื่องที่จีน ราคาถูกกว่าบินตรงเกือบครึ่งตั๋วรถไฟทรานส์ไซบีเรียน
เปิดจองล่วงหน้า 3 เดือน เช็กตารางรถได้จากเว็บตัวแทน แต่ถ้าให้คนรัสเซียช่วยจองตรงกับ Russian Railways จะ ถูกกว่าผ่านเอเจนต์เกือบครึ่งไฟลต์ภายในประเทศ
Moscow – Murmansk : นั่งสายการบิน S7 จองเองผ่านแอพจองทริป
Murmansk – Saint Petersburg : ใช้ Aeroflot ต้องให้คนรัสเซียช่วยจ่ายให้
ช่องทางช่วยประสานงาน (สำหรับคนที่อยากให้คนไทยในรัสเซียช่วยจอง)
น้องนักเรียนไทยที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (เบอร์ติดต่อในต้นฉบับ)
แอดมินเพจเที่ยวรัสเซีย (เบอร์ติดต่อในต้นฉบับ)
เช็กลิสต์สิ่งที่ต้องรู้ก่อนไปรัสเซีย
1. เรื่องเงินและบัตรเครดิต
บัตร Visa / Master ที่ออกนอกประเทศรัสเซีย ยังใช้ไม่ได้ ต้องเตรียมเงินสดไปให้พร้อม
2. แอพที่ควรโหลดติดเครื่อง
Yandex Map – บอกเส้นทางละเอียดยิบ ทั้งรถเมล์ Metro ลงสถานีไหน ไม่หลงแน่นอน
Yandex Metro – แผนที่รถไฟใต้ดินทุกเมืองในรัสเซีย เลือกเมืองแล้วเช็กเส้นทางสบาย
Yandex Go – แอพเรียกแท็กซี่ จ่ายตามราคาที่เห็นในแอพ ใช้เบอร์ไทยสมัครได้ แต่ต้องจ่ายสด
Yandex / แอพแปลภาษา – คนรัสเซียส่วนใหญ่ไม่พูดอังกฤษ เมนูและป้ายมักเป็นภาษารัสเซีย แอพแปลคือของจำเป็น
Zenhotels – แอพจองโรงแรมสไตล์ Agent คล้าย Agoda จ่ายบัตรเครดิตปกติได้ เลือกสกุลดอลลาร์จะโอเคสุด
Whatsapp – ช่องทางหลักในการติดต่อสื่อสารกับคนรัสเซีย
VPN – ถ้าใช้ซิมรัสเซียหรือ Wi-Fi ที่นั่น ต้องต่อ VPN ถึงจะเล่น Facebook / IG / Tiktok ได้
3. สภาพอากาศ
รัสเซียหนึ่งทริปเจอได้ตั้งแต่ราวๆ -16°C ถึง 10°C แล้วแต่อยู่เมืองไหน เตรียมเสื้อผ้าหลายเลเยอร์ให้พร้อม
4. ซิมการ์ดรัสเซีย
แนะนำใช้ซิมท้องถิ่นมากกว่าโรมมิ่ง เช่น ซื้อผ่านแอดมินเพจเที่ยวรัสเซีย
หลายสถานการณ์ต้องใช้เบอร์รัสเซีย เช่น การยืนยัน OTP ต่อ Wi-Fi, คนขับรถบัสโทรแจ้งจุดรับ, บางบริการออนไลน์ที่ขอเบอร์รัสเซีย
แพ็คเกจตัวอย่าง: 18 วัน 30GB ประมาณ 800 บาท ใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ
พร้อมแล้ว… ไปเริ่ม Day 1 กัน
Day 1 : Bangkok – Irkutsk
วันแรกคือวันเดินทาง แวะต่อเครื่องที่ปักกิ่ง กระเป๋าส่งยาวถึง Irkutsk เลย พอเช็กแล้วว่าออกไปเที่ยวในเมืองมีเวลาน้อยเกิน เลยเลือกชิลอยู่สนามบิน ใช้ Wi-Fi ดูซีรีส์ใน iPad กินขนม ฆ่าเวลาแบบไม่เหนื่อย
ประมาณ 21.00 ก็มาถึง Irkutsk International Airport (IKT) ลมหนาวติดลบตีหน้าอย่างจัง ไอขาวออกปากทันที ผ่านตม. เรียบร้อย 22.00 ก็เรียก Yandex Go แท็กซี่เข้าเมือง ใช้เวลาราว 15 นาที ค่าโดยสารแค่ 260 รูเบิล (ประมาณ 104 บาท)
ที่พัก Irkutsk – Rolling Stones Hostel
อยู่ชั้น 2 มีทั้งห้องส่วนตัวและ dorm
เลือกนอนห้องส่วนตัว แต่แชร์ห้องน้ำ (มีหลายห้อง ไม่เคยต้องแย่งกัน)
มีครัวให้ทำอาหารเอง เครื่องซัก–อบผ้าครั้งละ 350 รูเบิล (ประมาณ 6 กก.)
ฝากกระเป๋าวันละ 200 รูเบิล/ใบ
Wi-Fi ต้องใช้เบอร์รัสเซียลงทะเบียน ถ้าไม่มีเบอร์ก็อดใช้





Day 2 : Irkutsk เดินเล่นเมืองหิมะเบาๆ
วันนี้ตั้งใจให้ตารางหลวมๆ เผื่อไฟลต์ดีเลย์ จะได้ไม่กระทบโปรแกรมหนักๆ เลยใช้เวลาไปกับการเตรียมอุปกรณ์กันหนาวและเดินเล่นชมเมือง
เป้าหมายแรกคือ Central Market
จากโฮสเทลเดินได้เลย
โ khu ตลาดนัดมีอุปกรณ์กันหนาวเพียบทั้งถุงมือ ถุงเท้า ผ้าพันคอ หมวก
เสื้อโค้ท / รองเท้าบู๊ตต้องเข้าร้านด้านใน
ด้านในมีตลาดสดแบบ indoor ใหญ่โต ขายทั้งผัก เนื้อ ปลาแซลมอนสด ครบสูตรทำกับข้าว



กลับมาทำอาหารกลางวัน–เย็นแบบโฮมเมดกันก่อน แล้วค่อยออกไปเดินดูเมืองตอนบ่าย
จุดเดินเล่นใน Irkutsk
Barb Sculpture – เสือคาบปลา
แลนด์มาร์กประจำเมือง เสือคาบปลาเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ ทั้งแม่น้ำแองการาและทะเลสาบไบคาล


130 Kvartal
ย่านร้านอาหาร ผับ บาร์ ของเมือง อยู่ติดๆ กับ Barb Sculpture แวะกินไอศกรีมท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ ฟีลดีแบบหนาวๆ แต่ฟิน


Holy Cross Cathedral
โบสถ์สวยอยู่ฝั่งตรงข้าม Barb Sculpture เดินไม่กี่ก้าว

Yakov Pokhabov & Sobor Bogoyavlensky
อนุสาวรีย์ผู้ก่อตั้งเมือง Irkutsk และโบสถ์ใกล้ๆ เป็นอีกมุมคลาสสิกของเมือง



Tourist Sculpture
รูปปั้นนักท่องเที่ยวแบกเป้ ยืนแล้วเหมือนเดินทางร่วมกันจริงๆ

Day 3 : Irkutsk – Olkhon Island (Lake Baikal)
วันนี้คือการย้ายฐานจากตัวเมืองไปเกาะ Olkhon เพื่อไปดูทะเลสาบไบคาลแบบน้ำแข็งเต็ม ๆ
จุดขึ้นรถคือ Central Market มีตู้ขายตั๋วของบริษัทมินิบัสไปเกาะ

การเดินทางมุ่งหน้าเกาะ Olkhon
ขาไปมีรอบเดียว 9.30 (ควรมาถึงราว 9.00)
แจ้งชื่อที่พักให้คนขายตั๋ว รถจะไปส่งถึงหน้าเกสต์เฮาส์
ตั๋วขากลับมีสองรอบให้เลือก 9.30 และ 13.00 จองไว้เลย แต่จ่ายค่ารถขากลับกับคนขับในวันเดินทาง

ขึ้นรถแล้วก็ออกเดินทาง ใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง รวมเวลาพักกินข้าวกลางทาง ร้านอาหารสไตล์ข้าวราดแกง ชี้เมนูแล้วให้ตักใส่จาน จ่ายเงินตามจริง หรือเตรียมขนม–อาหารไปเองก็ได้




ระหว่างทางวิวคือหิมะขาวล้วนสุดลูกหูลูกตา พอถึงบริเวณที่เป็นแม่น้ำ ช่วงที่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง รถมินิบัสจะขับลงไปบนผืนน้ำแข็งเลย แอบหวาดเสียวแต่เท่มาก


บ่ายสามก็มาถึงหมู่บ้าน Khuzhir เมืองหลักบนเกาะ Olkhon ที่พักเป็นเกสต์เฮาส์ห้องส่วนตัว มีห้องน้ำในตัวและครัวให้ใช้ เจ้าของบ้านน่ารักมาก







มีคุกกี้ ชา ขนมปังให้หยิบกินทั้งวัน แถมเจ้าของยังทำกับแกล้มแนวเบคอน–ชีสมาให้ เราก็ไม่พลาด ซื้อไวน์มาจิบให้เข้ากัน

พอออกจากที่พักเพื่อจะไปจ่ายค่าทัวร์และซื้อของที่ซูเปอร์ หิมะก็ตกลงมาพอดี ได้บรรยากาศสุดๆ



ทริปไบคาลต้องเผื่อเวลาอย่างไร
ถ้าอยากเที่ยว ฝั่งเหนือ + ฝั่งใต้ของเกาะ Olkhon ให้ครบ ต้องเผื่อขั้นต่ำ
1 วันเดินทางไปเกาะ
2 วันเต็มเที่ยวเหนือ–ใต้
1 วันเดินทางกลับ
รวมคือ 4 วัน 3 คืนบนเกาะ Olkhon
ตอนแรกตั้งใจใช้ local guide แบบ private แต่ไกด์ป่วยกระทันหัน เลยเปลี่ยนไปใช้ join tour แทน ซึ่งไกด์คนเดิมช่วยประสานให้
จุดชำระเงินและจองทัวร์อยู่ที่ Nikita Homestead เป็นทั้งโฮมสเตย์และเอเจนต์จัดทัวร์ ใครอยากใช้ join tour ก็สามารถติดต่อที่นี่ได้ (รายละเอียดการติดต่ออยู่ในต้นฉบับ)
ค่าทัวร์โดยประมาณ
ทัวร์เกาะเหนือ: 2,850 รูเบิล/คน + ค่าเข้า Park 800 รูเบิล/คน
ทัวร์เกาะใต้: 2,850 รูเบิล/คน + ค่าเข้า Park 500 รูเบิล/คน
Shaman Rock & เสาศักดิ์สิทธิ์ Serge
เดินเล่นไปจุดไฮไลต์ของหมู่บ้าน Shaman Rock โขดหินใหญ่กลางทะเลสาบน้ำแข็ง ใครสายพระอาทิตย์ตกนิยมมาช่วงเย็น แต่หนาวและมืดเร็ว เลยเน้นถ่ายรูปไวๆ แล้วกลับไปจิบไวน์ในห้องอุ่นๆ ดีกว่า




เสาที่พันผ้าสีๆ รอบๆ เรียกว่า Serge เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน มีตำนานเล่าว่าใช้เป็นที่ตัดสินคดีความ โดยเอาผู้ถูกกล่าวหามาผูกกับเสาทั้งคืนท่ามกลางอากาศหนาวจัด ถ้ารอดได้ก็ถือว่าไม่มีความผิด
ในหมู่บ้านมีซูเปอร์มาร์เก็ตหลักๆ แค่ 2 ที่ เดินไปซื้อของมาทำอาหารเองคุ้มกว่าหาร้านนั่งกินเยอะ แถมบรรยากาศทำกับข้าวในบ้านกลางหิมะก็ดีฟีลมาก


Day 4 : Lake Baikal – เส้นเหนือ เจ้าหญิงน้ำแข็ง
วันนี้เป็นคิวฝั่งเหนือ คนขับมารับประมาณ 10.00 น. เส้นนี้คือโซน ถ้ำหินงอก–หินย้อยน้ำแข็ง เหมือนหลุดเข้าไปในโลกของเอลซ่าแบบเต็มตัว







มื้อเที่ยงบนทะเลสาบน้ำแข็ง
โต๊ะอาหารของวันนั้นตั้งอยู่กลางผืนน้ำแข็ง 360 องศาเป็นวิวไบคาลทั้งหมด เมนูคือซุปปลาร้อนๆ กับวิสกี้อุ่นร่าง คนขับเป็นเชฟเฉพาะกิจให้ทุกอย่าง





ช่วงบ่ายไปต่อจุดที่เป็นผืนน้ำแข็งโล่งๆ น้ำแข็งใสมาก เห็นลายร้าวด้านในชัดเจน สวยแบบเหนือจริง




ห้องน้ำกลางไบคาล
ห้องน้ำคือกล่องสี่เหลี่ยมสีสด ด้านในเป็นส้วมนั่งยองรองด้วยถุงพลาสติก มีร่องรอยผู้ใช้งานทุกยุคทุกสมัยครบ กลิ่นพอรับได้ แต่อย่าก้มมองลงไปเด็ดขาด

ข้อดีของ join tour คือได้เพื่อนใหม่ ทริปนี้ได้รู้จักเพื่อนชาวรัสเซียจาก Saint Petersburg นั่งรถคุยกันเพลินตลอดวัน

เย็นๆ รถกลับมาส่งหมู่บ้าน แวะซูเปอร์อีกรอบ แล้วแวะร้านของฝาก ซื้อจอกวิสกี้ลายเดียวกับที่คนขับใช้บนทะเลสาบกลับมาเป็นที่ระลึก

Day 5 : Lake Baikal – เส้นใต้ฟองน้ำแข็ง Bubble Ice
วันที่สองของไบคาล คนขับมารับเวลาเดิม 10.00 น. แต่วันนี้มุ่งสู่ ฝั่งใต้
ตอนแรกยังพอมีโซนหินงอกหินย้อยให้ชม




ไฮไลต์คือ Bubble Ice – ฟองก๊าซมีเทนที่ถูกขังซ้อนชั้นอยู่ในน้ำแข็ง กลายเป็นลายวงกลมซ้อนกันสวยมาก และรอยร้าวใสๆ ที่พาดไปบนผืนน้ำแข็ง บางคนเตรียมรองเท้าไอซ์สเก็ตมาวิ่งเล่นกันจริงจัง




ปิดท้ายด้วยจุดแลนด์มาร์กสำคัญของไบคาลที่ต้องมีในทุกอัลบั้ม




มื้อเที่ยงวันนี้ยังคงเป็นซุปร้อนๆ กับวิสกี้เหมือนเดิม กลับถึงที่พักสี่โมงเย็นก็เข้าสู่โหมดทำอาหาร–จิบไวน์ในบ้านอุ่นๆ ไวน์ที่นี่ราคาดีจนอยากแบกกลับ


Day 6 : ลาจาก Olkhon กลับ Irkutsk
วันนี้เลือกกลับรอบรถ 13.00 น. เลยยังมีเวลานั่งชิลที่เกสต์เฮาส์ยาวๆ จนถึงเที่ยง ก่อนเช็คเอาต์
อาหารทุกเช้าคือฝีมือจากของที่ซื้อมาจากซูเปอร์ สนุกดีเหมือนได้มีบ้านต่างแดนชั่วคราว



บ่ายโมงคนขับโทรมาถามว่าพร้อมหรือยัง จากนั้นก็รับถึงหน้าที่พัก จ่ายค่ารถขากลับกับคนขับได้เลย

ขากลับแวะร้านอาหารเดิม จากนั้นรถเข้าเมือง Irkutsk ช่วงหนึ่งทุ่มกว่าๆ วันนี้ไม่รีบเพราะรถไฟทรานส์ไซบีเรียนออกตีสามกว่า
จาก Central Market เดินไปขึ้นรถรางเพื่อไปสถานีรถไฟ Irkutsk-Passazhirsky ค่าโดยสารรถรางคนละ 35 รูเบิล จ่ายตอนลงรถ

ถึงสถานีรถไฟแล้วอย่าลืมแวะซูเปอร์เล็กๆ ฝั่งตรงข้ามเพื่อซื้อเสบียงขึ้นรถไฟ ย้ำว่า ของบนรถไฟและตามสถานีแพงกว่าราว 2–4 เท่า ส่วน น้ำเปล่าไม่ต้องซื้อเยอะ บนรถไฟมีน้ำร้อน–น้ำเย็นให้กดฟรี

ภายในสถานีมีเครื่องสแกนกระเป๋าก่อนเข้า โซนที่นั่งรออยู่ชั้น 2 มีปลั๊กชาร์จและ Wi-Fi ให้ใช้ ส่วนชานชาลาอยู่ชั้นล่าง แฟนก็นั่งดูบอลพรีเมียร์ลีกรอเวลาไป



Day 7–9 : รถไฟ Trans-Siberian – ช่วงเวลาใช้ชีวิตบนราง

ช่วง 3 วันนี้คือการใช้ชีวิตบนรถไฟสายในตำนาน Vladivostok – Moscow วิวข้างทางเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากเมืองเล็กสู่ป่า หิมะ ทุ่งกว้าง เป็นอีกประสบการณ์ฝั่ง slow travel ที่ควรลองสักครั้งในชีวิต
Day 10 : ถึง Moscow วันแรก
เวลา 11.10 รถไฟจอดที่ Yaroslavsky Station อย่างเป็นทางการ เราเหยียบมอสโคว์เรียบร้อย


เดินออกจากสถานีรถไฟจะเจอ สถานี Metro Komsomolskaya ทันที จากนี้ใช้ Metro เป็นหลักได้เลย

ที่รัสเซีย Metro ส่วนใหญ่ ไม่มีลิฟต์ มีแค่รางสำหรับลากกระเป๋าตามบันได ถ้าแบกกระเป๋าใหญ่ก็เตรียมแขนไว้ดีๆ

ประเภทตั๋ว Metro ใน Moscow
แบบรายเที่ยว : 75 รูเบิล
แบบ 24 ชม. : 365 รูเบิล
แบบ 72 ชม. : 700 รูเบิล


ที่พัก Moscow – Weekend Inn
ใกล้สถานี Metro Novokuznetskaya เดินแค่ 2 นาที
เป็นอพาร์ตเมนต์ชั้น 5 มีลิฟต์ แบ่งออกเป็นหลายห้องนอน
ห้องพักกว้าง ห้องน้ำรวม มีครัว แต่ไม่มีตู้เย็น

ยังเช็คอินไม่ได้ เลยฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วออกไปจัดอาหารจีนตรงข้ามที่พัก ปลุกต่อมเผ็ดหลังจากกินของง่ายๆ บนรถไฟมาหลายวัน มื้อนี้ราว 1,280 รูเบิล



บ่ายสามออกเดินไปโซน Red Square จากที่พักสามารถเดินไปได้ หรือจะลง Metro ที่สถานี Ploschad Revolyutsii ก็ใกล้




อากาศวันนั้นเดิมทีควรจะราว 0–3°C แต่ดันอุ่นขึ้นเป็น 10°C เดินชิลมาก
ไฮไลต์รอบ Red Square
Saint Basil’s Cathedral – โบสถ์หัวหอมสีสันจัดจ้าน สัญลักษณ์ของมอสโคว์

Moscow Kremlin – พระราชวังเครมลิน อายุกว่า 850 ปี เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิรัสเซีย


State Historical Museum – พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

GUM – ห้างเก่าแก่สุดหรู สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1895 เดินเล่นได้เพลินๆ

ดินเนอร์เด็ดในมอสโคว์ – The Bull
ร้านสเต็กบรรยากาศดี ราคามิตรภาพมากๆ สเต็กเนื้อเริ่มราว 450 รูเบิล สลัด 350 รูเบิล มีหลายสาขา เราไปสาขาหลังห้าง GUM และไปซ้ำถึง 2 วัน








Day 11 : Moscow – ตะลุยโบสถ์–ตลาด–ละครสัตว์
เช้าวันนี้เริ่มจากอาหารง่ายๆ ซื้อจากซูเปอร์มากินในห้อง ก่อนออกลุยทั้งวัน ใช้บัตร Metro แบบ 1 Day ให้คุ้ม ช่วงนี้ได้ชม สถาปัตยกรรมใต้ดินระดับโลก ไปในตัว แต่ละสถานีมีดีเทลและรูปปั้นต่างกันไป








The Cathedral of Christ the Saviour
มหาวิหารโดมทองออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้านในอลังการด้วยภาพวาดและการตกแต่งละเอียดมาก เข้าฟรี




Izmailovsky Market – สวรรค์ของฝากราคาดี
แหล่งซื้อ ตุ๊กตาแม่ลูกดก / แม่เหล็ก / ของที่ระลึก ราคาดีมากเมื่อเทียบกับในเมือง แม้พื้นที่ตลาดใหญ่แต่หลายร้านปิดในหน้าหนาว แนะนำเดินสำรวจให้ครบแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ พร้อมต่อราคาได้เต็มที่

Nikulin Circus – ละครสัตว์ในตำนาน
ไฮไลต์ของวันคือการไปดู ละครสัตว์ Nikulin คณะที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดคณะหนึ่งของมอสโคว์ แสดงเฉพาะศุกร์–อาทิตย์ ต้องจองล่วงหน้าราว 1 เดือน

ช่วงที่ไปดูเป็นเรื่อง Matpewka ครบรสทั้งกายกรรม มายากล บัลเลต์ ตลก และโชว์สัตว์ ตั๋วมีตั้งแต่ 1,500–8,000 รูเบิล เลือกโซน 1–2 จะเห็นหน้าเวทีเต็มๆ

มาถึงโรงละครราว 18.00 เพื่อมีเวลาถ่ายรูปและฝากเสื้อโค้ทด้านนอก ภายในมีเด็กๆ เยอะมาก บรรยากาศคึกคัก ขนมขายเพียบ







ด้านในเวทีมีกลิ่นอายดั้งเดิม ตุ๊กตาแม่ลูกดกตัวใหญ่ตั้งเด่นกลางเวที การแสดงสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ 2 ชั่วโมงกว่าไม่มีช่วงน่าเบื่อ









ออกมาประมาณ 22.00 แล้วกลับที่พักด้วย Metro ง่ายและปลอดภัย
Day 12 : Moscow – บินสู่ Murmansk เมืองล่าแสงเหนือ

วันนี้บินจากมอสโคว์ไป Murmansk เมืองหนึ่งในสิบของโลกที่ดูแสงเหนือได้ และเป็นเมืองเดียวที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่มเติม
สนามบินใน Moscow มี 3 แห่ง ต้องเช็กดีๆ ว่าบินจากไหน
Sheremetyevo (SVO)
Domodedovo (DME)
Vnukovo (VKO)
ไฟลต์ของเราเป็นสายการบิน S7 บินจาก DME
การเดินทางไปสนามบิน DME แบบคุ้มค่า
นั่ง Metro ไปสถานี Domodedovskaya
ต่อรถบัส Aeroexpress สาย 1185 (คันสีแดง) จอดหน้าสถานีเลย วิ่งตรงไป DME ไม่แวะป้ายอื่น ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที
ราคาคนละ 400 รูเบิล (ไป–กลับ 700 รูเบิล)


ลงรถก็ถึงหน้าเทอร์มินัลเลย สะดวกสุดๆ แล้วก็บินต่อไป Murmansk
ถึงสนามบิน Murmansk ภาพแรกที่ได้เห็นคือหิมะขาวเต็มเมือง


แพ็คเกจ Local Tour ที่ Murmansk
เราเลือกซื้อเป็น แพ็คเกจ join group รวมไว้ทีเดียว (รายละเอียดเอเจนต์ในต้นฉบับ) ประกอบด้วย
ล่าแสงเหนือ 2 คืน (แนะนำพักอย่างน้อย 3 คืน เผื่อคืนไหนสภาพอากาศไม่ดีไกด์จะเลื่อนให้)
ทริป Husky & Reindeer Park
ทริป Teriberka
รถรับ–ส่งสนามบิน
คนขับจะติดต่อผ่าน Whatsapp แล้วมารับถึงสนามบินไปส่งโรงแรม

ที่พัก Murmansk – Smart Asgard Hotel
สไตล์โฮสเทลแต่เป็นห้องส่วนตัวทุกห้อง ไม่มี dorm
ห้องใหม่ สะอาด ครัวรวมอยู่ชั้น 4 มีตู้เย็นให้แช่ของ (เขียนเบอร์ห้องติดของตัวเอง)
ห้องน้ำหญิงอยู่ชั้น 4 ห้องน้ำชายอยู่ชั้น 5 แยกห้องน้ำและห้องอาบน้ำหลายห้อง
จุดอ่อนคือ ไม่มีลิฟต์ แต่เราได้ห้องชั้น 5 ต้องแบกกระเป๋าขึ้นเอง




ถึงเมืองแล้วหิมะยังตกไม่หยุด ค่ำๆ ทาง local tour ส่งข้อความมาว่า คืนนี้โอกาสเห็นแสงเหนือน้อย เลื่อนก่อน เราก็ถือโอกาสพักเต็มๆ เก็บแรงไว้วันถัดไป
ออกไปเดินซูเปอร์ใกล้โรงแรม ซื้อของสด–อาหารสำเร็จรูปกลับมาทำกินเองเหมือนเดิม


Day 13 : Murmansk – Husky & Reindeer Park ในหิมะขาว

ตื่นมามองวิวจากหน้าต่าง ฟ้าดูโปร่งขึ้น เริ่มมีความหวังว่าจะได้เห็นแสงเหนือชัดๆ ในคืนนี้ แต่ตอนกลางวันยังคงเป็นภารกิจไปเล่นกับฮัสกี้และเรนเดียร์กันก่อน
วันนี้ทัวร์พาไป หมู่บ้าน Lovozero ห่างจากเมืองราว 2.5 ชั่วโมง คนขับมารับถึงโรงแรม เป็น join tour ปรับอารมณ์เป็นทีมเล็ก 7 คนกำลังดี
ออกจากเมืองไปสักพักหิมะเริ่มตกหนัก ออกอารมณ์หนังต่างประเทศแบบเต็มจอ พอถึงจุดหนึ่งรถต้องจอดด้านนอกแล้วเปลี่ยนไปนั่ง Snowmobile sled ต่อเข้าไปในฟาร์ม

วิวสองข้างระหว่างลากเลื่อนคือสวยจนหยุดหายใจ เมื่อถึงฟาร์มก็ได้เวลาเดินเล่นถ่ายรูปกับฉากหิมะหนากับบ้านไม้แบบชนเผ่า



ใส่ชุดชนเผ่า Sami
ทางฟาร์มจะให้ใส่ชุดประจำเผ่า Sami ทับเสื้อโค้ทตัวหนา (ใครสะพายกระเป๋า crossbody ก็ใส่ทับไปทั้งแบบนั้น) ทำให้ดูเหมือนเทเลทับบี้ตัวน้อยๆ แต่รองเท้าเผ่านี่คือที่สุด อุ่นแบบลืมรองเท้าบู๊ตตัวเองไปเลย


Dog Sledding กับน้องไซบีเรียน
ทีเด็ดคือการนั่งเลื่อนสุนัขลาก หิมะขาว หนาวจัดแต่หัวใจฟูสุด รถหนึ่งคันนั่ง 2 คน ใช้น้องไซบีเรียนฮัสกี้ถึง 10 ตัววิ่งนำ พอเริ่มวิ่งจริงๆ ทุกตัวสามัคคีกันดีมาก




จากนั้นก็มาถึงช่วงเล่นกับน้องหมาแบบตัวต่อตัว น้องไซส์ใหญ่ แข็งแรงมาก ถึงขั้นดึงเชือกแล้วเราวิ่งตามไม่ทัน ล้มไปเลยก็มี แต่โคตรสนุก



ให้อาหารเรนเดียร์ – กับดักใจคนรักคริสต์มาส
จากหมาก็มาถึงคิว กวางเรนเดียร์ ตัวจริงเสียงจริงหลังจากเคยเห็นแค่ในโปสการ์ดคู่ซานต้า หิมะเริ่มตกหนักขึ้น แต่กลับเพิ่มความโรแมนติกไปอีกขั้น




ทัวร์ยังพาไปนั่ง Reindeer Sledding เพิ่ม เติมเสียงกระดิ่งกุ๊งกิ๊งให้สมกับบรรยากาศเทพนิยายฤดูหนาว


มื้อกลางวันเนื้อเรนเดียร์
กิจกรรมเสร็จราวบ่ายสาม ถึงเวลาอาหารกลางวันที่รวมอยู่ในโปรแกรม เมนูคือ
ซุปปลาแซลมอน
ข้าวหน้าเนื้อเรนเดียร์
ของหวาน
รสชาติดีมากถึงขั้นขอเพิ่ม และเจ้าของฟาร์มก็อัธยาศัยดี ให้กินอิ่มแบบไม่หวงของ




ราว 16.00 ก็กลับเข้าเมือง Murmansk รอลุ้นข้อความจากไกด์เรื่องแสงเหนือ
คืนแรกของการล่าจริงๆ หิมะยังตกหนัก ไกด์ขับฝ่าพายุออกไปหาฟ้าที่โปร่งที่สุดเท่าที่จะหาได้ ที่สุดแล้วแสงเหนือมาแบบจางๆ ต้องดูผ่านเลนส์กล้องจึงจะเห็นชัด ด้วยตาเปล่าเห็นแต่เงาๆ เลยเก็บเป็น warm-up night ไปก่อน ยังมีอีกคืนให้ลุ้น

Day 14 : Murmansk – ยกเลิก Teriberka แต่ได้แสงเหนือเต็มๆ
ตามแพลนวันนี้ต้องไป Teriberka เมืองริมทะเล Arctic ที่ว่ากันว่าถ้าฟ้าใสจะสวยราวปลายโลก แต่เพราะพายุหิมะเมื่อคืน ถนนเส้นนั้นปิด ทางทัวร์เลยเสนอให้เปลี่ยนโปรแกรม
เราตัดสินใจ ยกเลิก Teriberka ไปเลยดีกว่า ดีกว่าฝืนไปทั้งที่น่าจะไม่เห็นอะไร แล้วเอาเวลาไปเดินเล่นในเมืองแบบสบายๆ ได้ส่วนลดค่าทริป Teriberka คืนมาคนละ 8,000 รูเบิล
กลางวันฟ้าใส เมืองสวยอีกแบบอย่างกับเปลี่ยนเมืองใหม่


แวะไป Murmansk Mall ห้างใหญ่ของเมือง เดินช้อปและจัดเฝอเวียดนามร้อนๆ แก้หนาว


คืนแห่งแสงเหนือเต้นระบำ
เย็นนั้นไกด์ส่งข้อความว่า คืนนี้ออกล่าแน่นอน ฟ้าเปิด โอกาสดี
ออกจากเมืองไปสักพัก แสงเหนือก็เริ่มโผล่มา เห็น ด้วยตาเปล่า ชัดเจน และยังเต้นไหวไปตามท้องฟ้า เรียกว่า dream list ข้อนี้สำเร็จแบบเต็มคะแนน









กรุ๊ปเล็กแค่ 5 คน ไกด์ทำหน้าที่ทั้งขับรถและถ่ายรูปให้แบบมือโปร ไม่ต้องหยิบมือถือออกมาด้วยซ้ำ เพราะกล้องไกด์กินขาดทุกมุม เราหนาวจนตัวสั่นเพราะอุณหภูมิราว -15°C แต่เมื่อได้รูปครบ ก็กลับเข้าเมืองอย่างมีความสุข รูปทั้งหมดถูกส่งลิงก์ให้โหลดในวันถัดมาอย่างรวดเร็ว
Day 15 : Murmansk – บินต่อไป Saint Petersburg
เช้านี้ไม่รีบ เพราะไฟลต์ออก 14.30 เลยมีเวลาทำอาหารกินชิลๆ เก็บของแล้วเช็คเอาต์
ตัวอย่างเมนูโฮมคุกใน Murmansk





รถของเอเจนต์มารับช่วงเที่ยงพาไปสนามบิน แล้วบินสู่ Saint Petersburg (สนามบิน LED) ถึงประมาณ 16.25
การเดินทางจากสนามบิน LED เข้าเมือง
นั่งรถเมล์สาย 39 หรือ 39e จากหน้าเทอร์มินัลไปสถานี Metro Moskovskaya
ค่าโดยสาร 75 รูเบิล จ่ายสดกับกระเป๋ารถ
สาย 39 จอดหลายป้าย ใช้เวลาราว 30 นาที
สาย 39e วิ่งตรงประมาณ 20 นาที

จาก Metro ก็ไปต่อยังที่พักได้เลย ตั๋ว Metro แบบเที่ยวเดียวราคา 90 รูเบิล ได้เป็นโทเคนเหรียญกลมๆ


ที่พัก Saint Petersburg – Nevskaya Klassika Apartments
ตั้งอยู่บนถนนหลัก Nevsky Prospekt
จองผ่าน Zenhotels แต่จ่ายเป็นเงินสดตอนเช็คอิน
เป็นอพาร์ตเมนต์ชั้น 4 (ไม่มีลิฟต์) มีหลายแบบห้อง เราได้ห้องใหญ่ในราคาประมาณ 2,000 รูเบิล/คืน
ห้องน้ำรวม ครัวรวม มี Wi-Fi
ทำเลดีมาก เห็นวิว Admiralty จากหน้าต่าง เดินไปโบสถ์หยดเลือด, Kazan Cathedral, Hermitage, Peter and Paul, St. Isaac, Admiralty ได้สบาย




ข้อเสียคือการแบกกระเป๋าขึ้นชั้น 4 แต่พอเห็นวิวและโลเคชั่นแล้วก็ให้อภัยได้
ตกค่ำออกไปเดินชมแสงไฟยามค่ำคืนของเมือง บรรยากาศโรแมนติกมากๆ





Day 16 : Saint Petersburg – วันชิลกับโบสถ์สวยและอาหารเปอร์เซีย
วันนี้ลองเปลี่ยนจาก Metro มาใช้ รถเมล์ในเมือง ราคาคนละ 75 รูเบิล ป้ายอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์เลย กระจกบานใหญ่ นั่งดูวิวเพลินมาก

Smolny Cathedral
โบสถ์สีฟ้าขาวสไตล์ Elizabethan Baroque ดูน่ารักมาก ด้านในกำลังมีพิธีทางศาสนาอยู่ด้วย เนื่องจากเดิมเคยเป็นสำนักชี และเคยใช้เป็นโรงเรียนสตรีในยุคของพระนางแคทเธอรีน



มื้อเที่ยงลองอาหาร เปอร์เซีย เปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารยุโรปจืดๆ ไปสู่รสจัดจ้านมากขึ้น บริการดีจนพาไปนั่งห้อง VIP มื้อนี้ราว 1,500 รูเบิล



Cathedral of the Holy Trinity of the Izmailovsky Regiment
อีกหนึ่งโบสถ์สีฟ้าโดมทองสวยมาก แม้จะไม่ได้เข้าไปด้านใน แต่แค่เดินวนด้านนอกก็เต็มอิ่ม


จากนั้นเดินเที่ยวกลับโรงแรม ชมวิวเมืองริมคลองและตึกเก่าท่ามกลางอากาศเย็นๆ อารมณ์เหมือนเดินในฉากหนังยุโรปมากกว่าเมืองจริง



Day 17 : Saint Petersburg – พระราชวัง Peterhof กลางหิมะ
Peterhof Palace หรือที่คนไทยบางคนเรียก ปีเตอร์ฮอฟ/เปเตียร์กอฟ เป็นพระราชวังฤดูร้อนริมอ่าวฟินแลนด์ สร้างขึ้นหลังจากพระเจ้าปีเตอร์มหาราชไปเยือนแวร์ซายส์แล้วประทับใจมาก จึงสร้างเวอร์ชันของรัสเซียขึ้นมา
เดินทางไปแบบรถเมล์ต่อ Metro ลงหน้าพระราชวังได้เลย ใช้เวลาพอสมควรแต่สะดวก


ลงรถก่อนถึงพระราชวัง 1 ป้ายเพราะเห็นโบสถ์สวยระหว่างทาง ขอแวะเก็บภาพก่อน

เดินต่ออีกนิดเจอร้านเค้กน่ารัก ราคาน่ารักกว่าไทยอีก ชีสเค้กชิ้นใหญ่แค่ 180 รูเบิล เติมพลังพร้อมลุย


ถึงตัวพระราชวัง Peterhof ในหน้าหนาว สวนด้านนอกเต็มไปด้วยหิมะแทนที่จะเป็นดอกไม้และน้ำพุ ทำให้วันนี้ เข้าสวนฟรี ส่วนการเข้าตัวพระราชวังภายในต้องซื้อบัตรต่างหาก







เดินเลยสวนไปคือ อ่าวฟินแลนด์ ถ้าข้ามไปอีกฝั่งคือฟินแลนด์จริงๆ วิวโล่งกว้างสุดสายตา




มองย้อนกลับมาเห็นพระราชวังจากมุมไกล ยิ่งรู้สึกว่าที่นี่อลังสมฉายา “แวร์ซายส์แห่งรัสเซีย” จริงๆ

ออกจากพระราชวังแล้วหิวจัด แต่วงรอบแถวนั้นไม่มีร้านอาหารใหญ่ เลยเดินไปซูเปอร์ใกล้ๆ ซื้อฮอทดอกกินรองท้องก่อนกลับเมือง

เย็นนั้นกลับเข้าเมืองไปกิน The Bull อีกครั้ง รอบนี้ลอง
ขาหมูเยอรมัน 650 รูเบิล (ใหญ่จนสองคนกินแทบไม่หมด)
ต้มยำทะเล + ข้าวสองถ้วย 370 รูเบิล แก้คิดถึงรสชาติแบบไทย


ข้างๆ ร้านมี ร้านช็อกโกแลต Алёнка แบรนด์ดังหน้าเด็กของรัสเซีย แหล่งช้อปของฝากสายหวานตัวจริง




ถ้าใช้ซิมรัสเซียสามารถสมัครสมาชิกฟรี ได้ส่วนลดเยอะมาก มีทั้งโปร 1 แถม 1 และลดราคาหนักๆ

ร้านค้าแถวนี้มักตกแต่งด้วยลายตุ๊กตาแม่ลูกดกเต็มไปหมด ดูแล้วรู้เลยว่าอยู่รัสเซีย

Day 18 : Saint Petersburg – เดินเมืองชมโบสถ์และพระราชวัง
วันนี้ตั้งใจ เดินเที่ยวล้วนๆ เพราะที่พักอยู่ใกล้ทุกแลนด์มาร์ก เดินถึงหมด
Church of Savior on the Spilled Blood – โบสถ์หยดเลือด
โบสถ์สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ผู้ประกาศเลิกทาส เพื่อแก้ปัญหาสังคม แต่กลับถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยระเบิด ชื่อโบสถ์จึงสื่อถึงเลือดที่หลั่งลงบนพื้น ณ ที่แห่งนี้
ช่วงที่ไปยังมีนั่งร้านซ่อมแซมอยู่เลยถ่ายเต็มโดมไม่ได้ เสียดายเล็กน้อย


Peter and Paul Fortress
เดินข้ามสะพานไปยังป้อมปราการ Peter and Paul สร้างสไตล์บาโรกเพื่อป้องกันการโจมตีจากสวีเดน หอคอยสูงของโบสถ์ภายในเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมือง




ไปทันเที่ยงพอดี ได้ยินเสียงยิงปืนใหญ่ประจำวัน และเห็นทหารเดินแถวออกมาหน้าป้อม ขอแจมถ่ายรูปด้วยซะเลย

State Hermitage Museum / Winter Palace
ข้ามสะพานกลับอีกฝั่งไปยัง พระราชวังฤดูหนาว / Hermitage พิพิธภัณฑ์ระดับโลกและอดีตที่ประทับของราชวงศ์โรมานอฟ ความหรูหราและความใหญ่โตของที่นี่ทำให้ยืนมองอยู่นาน



Palace Square – ลานหน้าพระราชวังที่ใช้จัดพิธีสำคัญต่างๆ ของเมือง



Admiralty – อาคารปลายแหลมสีทองที่มองเห็นจากหลายจุดในเมือง


St. Isaac’s Cathedral
ปิดท้ายที่ St. Isaac’s Cathedral มหาวิหารออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดมสีทองบนหลังคาใช้ทองคำจริงกว่า 100 กิโลกรัม



หน้ามหาวิหารมีรถม้าคอยให้บริการนักท่องเที่ยว แต่ครั้งนี้เราเลือกเก็บบรรยากาศด้วยการเดินแทน


ค่ำวันสุดท้ายในรัสเซีย เรากลับที่พักเก็บกระเป๋าแล้วมุ่งหน้าไปสนามบินด้วย Metro + รถเมล์เหมือนตอนขามา ใช้เวลาแบบไม่เร่งรีบ ไฟลต์ออก 22.10
Day 19 : กลับถึงกรุงเทพ – ปิดทริป 19 วันในรัสเซียแบบครบฝัน
ถึงกรุงเทพเรียบร้อย ปิดทริป 19 วันในดินแดนหมีขาวได้อย่างสวยงาม ได้เจอทั้ง
ทะเลสาบไบคาลที่กลายเป็นกระจกน้ำแข็ง
รถไฟทรานส์ไซบีเรียนสายในฝัน
แสงเหนือที่เต้นให้ดูด้วยตาเปล่า
เมืองใหญ่ Moscow – Saint Petersburg ที่เต็มไปด้วยโบสถ์และพระราชวังสุดอลัง
ค่าใช้จ่ายรวม (2 คน)
รวมทุกอย่างยกเว้นช้อปปิ้งและค่าซื้อเสื้อผ้าเตรียมทริป
ใช้อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 รูเบิล = 0.31 บาท
รวมราว 120,748 บาท เฉลี่ยคนละประมาณ 60,500 บาท สำหรับทริปใหญ่ 19 วัน ถือว่าคุ้มมากกับความทรงจำที่ได้กลับมา

ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงกับคำว่า แสงเหนือ ไบคาล และรถไฟทรานส์ไซบีเรียน ลองหยิบแพลนนี้ไปเป็นโครง แล้วปรับวัน–ปรับเมืองตามสไตล์ตัวเองได้เลย
เพราะบางที ความฝันไม่ได้ไกลอย่างที่คิด แค่กล้ากดจองตั๋วใบแรกเท่านั้นเอง

