หลังจากตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรทั่วโลกเร่งลดจำนวนพนักงานและหันไปใช้ AI แทนแรงงานมนุษย์ ล่าสุดเริ่มมีข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า บริษัทจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญสิ่งที่ถูกเรียกว่า "AI Boomerang Effect" หรือปรากฏการณ์ที่องค์กรต้องจ้างพนักงานกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง หลังพบว่าการแทนที่คนด้วย AI ไม่ได้ง่ายหรือประหยัดอย่างที่คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก
รายงานของ TechSpot ระบุว่าหลายการศึกษาพบว่าองค์กรจำนวนหนึ่งที่เคยลดพนักงานเพราะเชื่อว่า AI สามารถเข้ามาทดแทนงานได้ เริ่มกลับมาจ้างคนเพิ่ม หรือยอมรับว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องอาศัยการตัดสินใจ ความเข้าใจบริบท และการสื่อสารกับลูกค้า
บริษัทเริ่มพบว่า AI ไม่ได้แทนคนได้ทั้งหมด
ข้อมูลจากบริษัทจัดหางาน Robert Half ที่ถูกอ้างถึงในหลายรายงานพบว่าเกือบ หนึ่งในสามของผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากร ระบุว่าองค์กรของตนเคยยกเลิกตำแหน่งงานเพราะเชื่อว่า AI หรือระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่หลังจากนั้นกลับต้องเปิดรับคนในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลอีกชุดหนึ่งระบุว่าประมาณ 29% ของบริษัทที่ปลดพนักงานหลังนำ AI มาใช้ ได้กลับมาจ้างคนใหม่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงเดิมแล้ว สะท้อนว่าหลายองค์กรประเมินศักยภาพของ AI สูงเกินความเป็นจริงในช่วงแรกของกระแส Generative AI
ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลมองว่า AI สามารถจัดการงานที่เป็นขั้นตอนซ้ำ ๆ ได้ดี แต่เมื่อเข้าสู่งานที่ต้องใช้วิจารณญาณ การตัดสินใจเชิงธุรกิจ หรือการสื่อสารกับมนุษย์ AI ยังไม่สามารถทำได้สมบูรณ์เท่าพนักงานที่มีประสบการณ์จริง
Gartner คาดครึ่งหนึ่งของตำแหน่งที่ถูก AI แทนจะกลับมาอีกครั้ง
หนึ่งในข้อมูลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดมาจาก Gartner ซึ่งคาดการณ์ว่า ภายในปี 2027 ครึ่งหนึ่งของบริษัทที่นำ AI มาแทนพนักงานบริการลูกค้า จะต้องกลับมาจ้างคนในบทบาทใกล้เคียงเดิมอีกครั้ง แม้ตำแหน่งงานอาจถูกเปลี่ยนชื่อหรือปรับรูปแบบการทำงานก็ตาม
Gartner ยังพบว่ามีเพียงส่วนน้อยขององค์กรที่สามารถลดจำนวนพนักงานได้จริงหลังนำ AI มาใช้งาน โดยหลายบริษัทเลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานมากกว่าการแทนที่คนทั้งหมด

ต้นทุนที่ซ่อนอยู่เริ่มปรากฏ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรต้องทบทวนแผน AI ไม่ได้มาจากการที่ AI ล้มเหลว แต่เกิดจากต้นทุนและความซับซ้อนที่สูงกว่าที่คาด
หลายบริษัทพบว่าการนำ AI เข้าไปแทนกระบวนการทำงานจริงต้องใช้ทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลคุณภาพข้อมูล และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบ AI เพิ่มเติม ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเสมอไป
ข้อมูลจาก Visier ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานกว่า 2.4 ล้านคนทั่วโลก ยังพบว่าจำนวน "Boomerang Employees" หรือพนักงานที่กลับไปทำงานกับนายจ้างเดิมกำลังเพิ่มขึ้น โดยหลายองค์กรเริ่มตระหนักว่าความรู้เฉพาะทางและประสบการณ์ที่สั่งสมมาของพนักงานเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทันที
งานระดับเริ่มต้นยังเผชิญแรงกดดัน
แม้จะมีแนวโน้มการจ้างงานกลับเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดแรงงานจะกลับไปเหมือนเดิมทั้งหมด
นักวิเคราะห์หลายรายเตือนว่า งานระดับเริ่มต้นหรือ Entry-Level อาจยังได้รับผลกระทบจาก AI ต่อไป เพราะองค์กรมีแนวโน้มจ้างคนที่มีประสบการณ์กลับเข้ามาดูแลและทำงานร่วมกับ AI มากกว่าการเปิดรับพนักงานใหม่จำนวนมากเหมือนในอดีต
Forrester ยังเคยประเมินว่าบางองค์กรอาจเลือกใช้การจ้างงานนอกประเทศหรือ Outsourcing ร่วมกับ AI แทนการนำพนักงานเดิมกลับเข้ามาเต็มรูปแบบ เพื่อควบคุมต้นทุนในระยะยาว
AI อาจเหมาะกับการทำงานร่วมกับคนมากกว่าการแทนที่คน
ข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยเริ่มสะท้อนภาพคล้ายกันว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จจาก AI มากที่สุดไม่ใช่องค์กรที่แทนที่พนักงานจำนวนมาก แต่เป็นองค์กรที่ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แทนที่จะใช้ AI เพื่อลดจำนวนคน หลายองค์กรเริ่มใช้ AI ช่วยจัดการงานซ้ำ ๆ งานเอกสาร และงานวิเคราะห์เบื้องต้น เพื่อให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ "AI Boomerang Effect" กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดของตลาดแรงงานปี 2026 เพราะมันสะท้อนว่าแม้ AI จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปอย่างมาก แต่ในหลายกรณีองค์กรก็ยังค้นพบว่ามนุษย์ยังคงเป็นส่วนสำคัญของระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และการรีบตัดสินใจแทนที่คนด้วย AI อาจมีต้นทุนที่สูงกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก
ที่มา techspot


ความคิดเห็น