รับแอปรับแอป

แก้มย้อยเพราะ Skin Aging? คู่มือจัดการหน้าห้อยสำหรับวัย 30+ แบบครบทุกทางเลือก

ธีรพล นาคดี01-31

วัย 30+ ทำไมอยู่ดี ๆ แก้มถึงเริ่มย้อย?

พอแตะเลข 3 หลายคนเริ่มส่องกระจกแล้วสะดุ้งเบา ๆ เพราะใบหน้าดูเปลี่ยนไป แก้มที่เคยตึงเริ่มหย่อน หน้าเหมือนกลมขึ้น มีทั้งร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก กรอบหน้าก็ไม่ชัดเหมือนเดิม ภาพรวมเลยดูมีอายุมากกว่าความรู้สึกข้างในไปหลายปี

ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการ Skin Aging หรือการเสื่อมสภาพของผิวในระดับโครงสร้างลึก ๆ ใต้ชั้นผิว ซึ่งเราสามารถดูแลได้ทั้งจากการใช้สกินแคร์ การออกกำลังกายใบหน้า ไปจนถึงการใช้หัตถการยกกระชับมาช่วยเสริม

Skin Aging กับแก้มย้อยในวัย 30+ เกิดจากอะไรบ้าง?

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดแค่ผิวด้านบน แต่ลึกลงไปถึงระดับเซลล์และโครงสร้างผิว โดยเฉพาะสารสำคัญที่ช่วยพยุงหน้าให้เต่งตึง ซึ่งเมื่อเริ่มลดลงก็กลายเป็นต้นเหตุของหน้าโทรมและแก้มย้อยในวัย 30+

  • คอลลาเจนและอีลาสตินลดลง
    ผิวชั้นหนังแท้มีคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) เป็นเสาหลักช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่เมื่ออายุมากขึ้น สารเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวบางลง ขาดความแน่นฟู และเริ่มเกิดความหย่อนคล้อย โดยเฉพาะบริเวณแก้มและกรอบหน้า

  • ไขมันใต้ผิวเคลื่อนตัวลง
    โครงสร้างใบหน้ามีชั้นไขมันใต้ผิวช่วยให้หน้าดูเต็มและได้รูป แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ไขมันเหล่านี้จะค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ทำให้แก้มดูหย่อนตก เกิดร่องแก้มลึกขึ้น แถมกล้ามเนื้อใบหน้าก็อาจอ่อนแรงลงอีก ใบหน้าจึงดูไม่กระชับเหมือนเดิม

  • ไฮยาลูรอนิกแอซิดลดลง
    ผิวเริ่มแห้ง ตึงไม่เด้ง เพราะปริมาณไฮยาลูรอนิกแอซิดในผิวลดลง ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น เกิดร่องลึกง่าย แก้มที่เคยเต่งตึงก็ดูหย่อนลงตามไปด้วย

ปัจจัยภายนอกที่เร่งให้ผิวแก่ไว แก้มย้อยเร็วกว่าที่ควร

ไม่ใช่แค่อายุเท่านั้นที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ปัจจัยจากไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมก็เป็นตัวเร่ง Skin Aging ให้มาไวกว่ากำหนด

  • รังสียูวีจากแสงแดด

  • มลภาวะ ฝุ่น ควัน

  • ความเครียดเรื้อรัง

  • การใช้ชีวิตแบบนอนดึก สูบบุหรี่ หรือกินหวานจัด

โดยเฉพาะ แสงแดด คือศัตรูตัวฉกาจของคอลลาเจน เพราะสามารถทำลายคอลลาเจนใต้ผิวได้เร็วกว่าปกติ ทำให้ผิวเหี่ยวและหย่อนคล้อยเร็วขึ้นอย่างชัดเจน

วิธีลดแก้มย้อยในวัย 30+ เริ่มตรงไหนดี?

สำหรับคนที่อยากให้หน้าเรียวขึ้น แก้มดูตึง ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย สามารถเริ่มจัดการได้จากหลายมุมดังนี้

  • ดูแลผิวด้วยสกินแคร์ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน
    เลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมอย่างเรตินอล วิตามินซี หรือเปปไทด์ เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ใช้ต่อเนื่องจะช่วยให้ผิวแน่นและเนียนขึ้น

  • ออกกำลังกายใบหน้า
    ไม่ว่าจะเป็นโยคะหน้า หรือการนวดกระชับผิว ช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้าทำงานดีขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และส่งผลให้ผิวดูกระชับขึ้นในระยะยาว

  • เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว
    เช่น การสูบบุหรี่ การนอนดึกเป็นประจำ รวมถึงการทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลสามารถทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้

  • ใช้เทคนิคความงามเข้าช่วย
    เช่น HIFU การฉีดฟิลเลอร์บางตำแหน่ง หรือหัตถการยกกระชับต่าง ๆ เพื่อช่วยยกและพยุงผิวให้กลับมาตึงอย่างเป็นรูปธรรม

แก้มย้อยส่งผลต่อรูปหน้าอย่างไรบ้าง?

สำหรับใครที่กำลังหาวิธีให้หน้าเรียว ลดแก้ม และหวังให้รูปหน้าดูสมส่วนขึ้น ปัญหาแก้มย้อยไม่ได้มีผลแค่ทำให้หน้าดูกลม แต่ยังพาให้ปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย

  • ร่องแก้มลึกขึ้น ทำให้หน้าดูแก่และล้า
    เมื่อแก้มเริ่มตก ร่องแก้ม (Nasolabial Fold) จะชัดขึ้น ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ไม่สดใส และดูมีอายุมากขึ้นในทันที

  • ร่องน้ำหมากเด่นชัด ทำให้ดูโทรม
    ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines) หรือรอยพับจากมุมปากลงมาถึงคาง จะชัดขึ้นเมื่อแก้มย้อย ส่งผลให้หน้าดูหม่น ดูเครียด และเหมือนอารมณ์ไม่ดีอยู่ตลอดเวลา

  • กรอบหน้าหาย ไม่คม ไม่ชัด
    แก้มที่หย่อนลงมาจะบดบังแนวขากรรไกรและคาง ทำให้กรอบหน้าที่เคยชัด กลายเป็นดูเบลอ หน้าขาดมิติและไม่ชัดเจนเหมือนเดิม

  • โหนกแก้มดูต่ำลง หน้ากลมและแบนมากขึ้น
    แก้มที่เคยอยู่ในตำแหน่งสูงช่วยให้หน้าดูมีมิติ เมื่อไขมันและผิวหย่อนลง ใบหน้าจะดูแบน กลม และกว้างขึ้น โดยเฉพาะคนที่หน้าออกกลมอยู่แล้วจะยิ่งรู้สึกว่าหน้าดูกว้างกว่าเดิม

ท่าออกกำลังกายลดแก้ม ช่วยลดความหย่อนคล้อย

แม้ว่าแก้มย้อยจะเกี่ยวพันกับคอลลาเจนและโครงสร้างผิวลึก ๆ แต่การออกกำลังกายใบหน้าก็ช่วยให้กล้ามเนื้อเฟิร์มขึ้น เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้หน้าดูแน่นและได้รูปขึ้นได้

1. โยคะใบหน้า ช่วยให้ผิวกระชับและเลือดไหลเวียนดี

โยคะใบหน้าจะเน้นการใช้งานกล้ามเนื้อบนใบหน้ามากถึง 43 มัด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ส่งสัญญาณกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินอย่างเป็นธรรมชาติ ควรทำอย่างสม่ำเสมอวันละประมาณ 10–15 นาที จึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง

2. ท่าบริหารกรามและแก้ม

เช่น การทำปากเป็นตัว “โอ” ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วยิ้มกว้างสลับกัน หรือการเป่าลมดันแก้มสลับซ้าย–ขวา ท่าเหล่านี้ช่วยกระชับกล้ามเนื้อแก้มและกราม ควรทำซ้ำ 15–20 ครั้งต่อท่า วันละ 2–3 รอบ เพื่อช่วยลดความหย่อนคล้อยให้เห็นผลชัดขึ้น

3. เคี้ยวหมากฝรั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน

การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ แต่ต่อเนื่อง กล้ามเนื้อแก้มและกรามจะได้ทำงานสม่ำเสมอ แนะนำให้เลือกหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล และเคี้ยวครั้งละประมาณ 10–15 นาทีต่อวัน ไม่ควรนานเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อขากรรไกรล้าได้

4. Cardio + Strength Training ช่วยทั้งตัวและรูปหน้า

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอร่วมกับเวทเทรนนิ่ง ไม่ได้ช่วยลดไขมันเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ใบหน้าดูเฟิร์มและสดใสขึ้นด้วย การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางถึงสูง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือ HIIT ประมาณ 30 นาที สัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เพิ่มการสร้างคอลลาเจน และอาจช่วยลดไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มได้ในทางอ้อม

4 โปรแกรมหัตถการช่วยลดแก้มย้อยจาก Skin Aging

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าแค่สกินแคร์และออกกำลังกายยังไม่พอ การเลือกหัตถการที่ตอบโจทย์ปัญหาโครงสร้างใบหน้าก็เป็นอีกทางที่ช่วยให้ผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็วขึ้น

1. ฟิลเลอร์ร่องแก้ม เติมเต็มร่องลึกให้หน้าดูสดใส

ใช้สารไฮยาลูรอนิกแอซิดที่ได้มาตรฐานฉีดเติมเต็มบริเวณร่องลึก เช่น ร่องแก้มและร่องน้ำหมาก เพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ปรับให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และสดใสโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับเคสที่มีร่องลึกจากทั้งผิวและกระดูกที่ทรุดตัวลง

2. เครื่องยกกระชับ HIFU หรือ Ulthera

เป็นโปรแกรมยกกระชับที่ไม่ต้องพักฟื้น โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (HIFU) หรือคลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัส (Ulthera) ยิงลึกลงไปใต้ชั้นผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แก้มจึงค่อย ๆ ตึงกระชับขึ้น เหมาะกับคนที่อยากยกหน้า ลดแก้มย้อย แต่ไม่อยากเจ็บตัวหนัก

3. ร้อยไหม (Thread Lift) ยกพยุงผิวที่หย่อนให้กลับมาตึง

การร้อยไหมช่วยยกและพยุงโครงสร้างผิวที่เริ่มหย่อนให้ยกขึ้นทันที เส้นไหมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม ทำให้ผิวดูเฟิร์มและแน่นขึ้นในระยะยาว เหมาะกับคนที่เริ่มมีแก้มตก กรอบหน้าเบลอ อยากได้ผลยกชัดแบบไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

4. Morpheus8 หรือ RF Microneedling ฟื้นฟูผิวลึกระดับคอลลาเจน

เทคโนโลยีนี้ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ส่งผ่านหัวเข็มเล็ก ๆ ลงไปลึกถึงชั้นคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ส่งผลให้ผิวแน่น กระชับ และเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดความหย่อนคล้อยไปพร้อมกับปรับพื้นผิวให้ดูเรียบขึ้น

สรุป: แก้มย้อยเพราะ Skin Aging แก้ได้ ไม่ต้องยอมแก่ตามเวลา

แก้มย้อยไม่ใช่ปัญหาที่เกิดแค่เพราะเรา “อ้วนขึ้น” เสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ Skin Aging ที่ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น คอลลาเจนลดลง ไขมันเคลื่อนตัว และโครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนไป

การจัดการกับปัญหานี้จึงควรเริ่มจากการดูแลพื้นฐานให้ดี ทั้งสกินแคร์ การออกกำลังกายใบหน้า และการปรับไลฟ์สไตล์ หากต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้น ก็สามารถพิจารณา หัตถการยกกระชับและเติมเต็ม ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง

ยิ่งเริ่มดูแลเร็วเท่าไหร่ โอกาสยืดช่วงหน้าเด็ก ผิวตึง และแก้มไม่ย้อยก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น