นั่งเส้นเขียวเส้นเดียว เที่ยวโตเกียวได้ทั้งเมือง
รถไฟสายสีเขียว JR Yamanote Line คือเส้นเลือดใหญ่ของโตเกียวที่วิ่งวนเป็นวงกลม เชื่อมแทบทุกย่านสำคัญไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะช้อป แฟชั่น ศาลเจ้า สวนสวย หรือโลคอลสุด ๆ เส้นนี้ไปถึงหมด
แค่ขึ้นให้เป็น ใช้ตั๋วให้คุ้ม คุณก็สามารถวนรอบเมืองเก็บไฮไลต์โตเกียวได้แบบวันเดียวไม่พอ!

เลือกตั๋วอะไรดี? เปิดโหมดประหยัดงบ
ก่อนจะเริ่มทัวร์รอบวง Yamanote มาดูกันว่ามีตั๋วแบบไหนที่ช่วยให้คุณนั่งได้คุ้มสุด ประหยัดทั้งเงินและเวลา
1. JR Pass – มีแล้วคือฟิน ไม่ต้องคิดเยอะ
ถ้าคุณพก JR Pass ติดตัวอยู่แล้ว บอกเลยว่าเส้น Yamanote คือใช้ได้แบบชิล ๆ รวมอยู่ในราคาเรียบร้อย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
ประเภทพาส JR ที่สามารถใช้กับสายนี้ได้ เช่น
JR PASS (All Area)
JR EAST PASS (Tohoku Area)
JR EAST PASS (Nagano, Niigata Area)
JR East South Hokkaido Rail Pass
Hokuriku Arch Pass
JR TOKYO Wide Pass
แค่แตะพาสผ่านประตู ก็พร้อมวนรอบโตเกียวได้ทั้งวัน
2. Tokyo 1-Day Ticket – สายขยันเที่ยว ใช้วันเดียวให้คุ้ม
ราคา: ผู้ใหญ่ 1,600 เยน / เด็ก 800 เยน
อายุการใช้งาน: ใช้ได้เฉพาะวันนั้นวันเดียว จนถึงรถไฟขบวนสุดท้าย
จุดเด่นของ Tokyo 1-Day Ticket คือคุณสามารถใช้ได้หลายบริษัทในบัตรเดียว เหมาะมากสำหรับสายเที่ยวจัดหนัก วิ่งเปลี่ยนทั้ง JR + Subway + รถราง + รถบัส ในหนึ่งวัน
พื้นที่และเส้นทางที่ใช้ได้กับ Tokyo 1-Day Ticket

ใช้ได้กับ:
JR EAST: ที่นั่งแบบไม่ระบุที่บนรถไฟธรรมดา (รวมด่วน) ภายใน 23 เขตของโตเกียว
Tokyo Metro และ Toei Subway: ใช้ได้ทุกเส้น
Nippori-Toneri Liner
Tokyo Sakura Tram (Toden Arakawa Line)
Toei Bus: ได้ทั้งสาย (ยกเว้นรถบัสกลางคืนและแบบจำกัดที่นั่ง)
ถ้าวางแผนเที่ยวหลายย่าน กระโดดรถหลายประเภทตลอดวัน บัตรนี้คือ เพื่อนซี้ประจำทริป ได้เลย
3. Tokyo Metropolitan District Pass (Tokunai Pass) – สาย JR แท้ ต้องโดน
ถ้าโฟกัสหลัก ๆ คือการนั่ง JR ภายใน 23 เขตโตเกียว ตั๋วนี้คือของโคตรคุ้ม
คุณสามารถขึ้น–ลงรถไฟท้องถิ่น JR (รวมรถไฟด่วน) แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ในโซนที่กำหนดได้ทั้งวัน
ราคา: ผู้ใหญ่ 760 เยน / เด็ก 380 เยน
อายุการใช้งาน: ใช้ได้เฉพาะวันนั้นวันเดียว จนถึงรถไฟขบวนสุดท้าย
พื้นที่ให้บริการของ Tokunai Pass

ถ้าทริปของคุณเน้นวน JR เป็นหลัก โดยเฉพาะสาย Yamanote และเส้น JR รอบในเมือง ตั๋วนี้คือ ตัวเลือกประหยัดที่ห้ามมองข้าม
วงกลมเดียว เที่ยวได้รอบโตเกียว
ต่อไปมาดูไฮไลต์ตามสถานีต่าง ๆ บนสาย Yamanote ว่าลงสถานีไหนแล้วห้ามพลาดอะไรบ้าง
Tokyo Station – สถานีคลาสสิกกลางเมืองใหญ่
ฝั่ง Marunouchi ของ Tokyo Station คือแลนด์มาร์กที่หลายคนต้องมาถ่ายรูปให้ได้สักครั้ง
สถานีนี้สร้างครั้งแรกตั้งแต่ปี 1914 ก่อนจะถูกทำลายช่วงสงครามโลก แล้วค่อย ๆ ฟื้นฟูไปพร้อมการเติบโตของเครือข่ายรถไฟ รวมถึงชิงคันเซ็น จนในปี 2012 ก็ได้ปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์ สมกับดีไซน์ดั้งเดิมที่ตั้งใจไว้
อาคารอิฐแดงสไตล์ตะวันตก โดมใหญ่เด่น ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนสถานีรถไฟยุโรป โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่มีการประดับไฟ สถานียิ่งสวย และตัดกับภาพจำของโตเกียวที่หลายคนคิดว่ามีแต่ความโมเดิร์นล้ำ ๆ

Shinbashi – โลกของ Salaryman และรถไฟประวัติศาสตร์
Shinbashi Station คือแหล่งรวมออฟฟิศและร้านกินดื่มแน่น ๆ จนได้ฉายาว่าอาณาจักร Salaryman ของโตเกียว
ที่นี่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะเคยเป็นต้นทางของรถไฟสายแรกที่เชื่อมโตเกียวกับโยโกฮาม่าในปี 1872
หน้าสถานีจะมีหัวรถจักรไอน้ำรุ่น C11 ตั้งโชว์อยู่ เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 100 ปีการรถไฟญี่ปุ่น พื้นที่นี้รู้จักกันในชื่อ SL Square ซึ่งกลายเป็นทั้งจุดนัดพบและจุดเที่ยวเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ในตัวเอง

Hamamatsu-cho – สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมกลางตึกสูง
สถานี Hamamatsu-cho เป็นจุดเปลี่ยนไป Haneda ด้วยโมโนเรลที่หลายคนคุ้นเคย แต่แถวนี้ไม่ได้มีดีแค่ทางไปสนามบิน
ใกล้ ๆ สถานีมีสวนญี่ปุ่นเก่าแก่ชื่อ Kyu-Shiba-rikyu Gardens ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ เดิมทีเป็นสวนในที่พักของซามูไรผู้ครองพื้นที่แถวนั้น การจัดสวนและดีไซน์เต็มไปด้วยกลิ่นอายสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแท้ ๆ
หลังผ่านมือเจ้าของมาแล้วหลายยุค และรอดจากภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สุดท้ายก็ถูกมอบให้โตเกียวเป็นสวนสาธารณะ ปัจจุบันยังถูกดูแลอย่างดีเพื่อรักษาเค้าโครงดั้งเดิม
ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากสัมผัสความนิ่งแบบ ZEN ท่ามกลางสระน้ำ ธรรมชาติ และต้นบอนไซที่ตัดแต่งอย่างประณีต
Shinagawa – ชินคันเซ็น, สนามบิน และโลกใต้ทะเล
Shinagawa Station เป็นอีกหนึ่งฮับใหญ่ ทั้งชินคันเซ็นและรถไฟด่วนไปสนามบินก็รวมอยู่ตรงนี้
สถานที่เที่ยวใกล้ ๆ ที่ดังไม่แพ้ชื่อสถานีคือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Shinagawa หนึ่งในอควาเรียมชื่อดังของญี่ปุ่น รองจากยักษ์ใหญ่อย่าง Kaiyukan ที่โอซาก้า และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชื่อดังในโอกินาว่า
ภายในคุณจะได้ชมโชว์โลมาและสิงโตทะเลสุดน่ารัก ผ่านอุโมงค์ปลาที่รายล้อมด้วยสัตว์ทะเลสีสันจัดเต็ม ไฮไลต์คือโซน แมงกะพรุน ที่จัดแสงและบรรยากาศออกมาเหมือนโลกใต้น้ำแฟนตาซี ดูแล้วเพลินจนลืมเวลา
Shibuya – ฮาชิโกะ แยกวุ่น และศาลเจ้ากลางป่าเมือง
มาถึงโตเกียวแล้วไม่แวะ Shibuya Station คือถือว่ามาไม่ถึงจริง ๆ
จุดที่ต้องไปให้ได้:
รูปปั้นฮาชิโกะ สุนัขผู้ภักดีที่รอเจ้าของกลับมาหน้าสถานีจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต กลายเป็นตำนานที่คนทั้งโลกจดจำ
แยกชิบูย่า ทางม้าลายที่วุ่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนต้องลองเดินข้ามและเก็บภาพ/โมเมนต์ตรงนี้สักครั้ง
เดินออกมาจากสถานีราว ๆ 10 นาที จะถึง Meiji Shrine ศาลเจ้าชื่อดังกลางผืนป่าสีเขียว มีต้นไม้กว่า 120,000 ต้นโอบล้อม เป็นที่ขอพรยอดฮิตของคนที่หวังจะได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย ๆ
Harajuku – เมกะแฟชั่นและคอสเพลย์แห่งโตเกียว
พูดถึงแฟชั่นสายญี่ปุ่นและความปังของคอสเพลย์ ต้องนึกถึง Harajuku Station แบบอัตโนมัติ
ที่สุดของย่านนี้คือ Takeshita Street ถนนสายสั้น ๆ แต่แน่นไปด้วยเอกลักษณ์ระดับโลก คุณจะเห็นคนแต่งตัวเป็นตัวละครอนิเมะ เดินเล่น ช้อปของ และถ่ายรูปกันเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกการ์ตูน
ตลอดสองฝั่งทางเต็มไปด้วย:
ร้านเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรี่สไตล์ญี่ปุ่น
คาเฟ่และร้านขนมหน้าตาน่ารัก
ร้านเครปญี่ปุ่นเจ้าดัง
ท่องจำไว้เลย: มาฮาราจูกุแล้วไม่กินเครป = มาไม่ถึง!
Shinjuku – สวนซากุระสุดอลังกลางเมือง
Shinjuku Station เป็นหนึ่งในสถานีใหญ่สุดของโตเกียว ใช้เปลี่ยนขบวนไปได้หลายทิศทาง แต่แถวนี้ไม่ได้มีดีแค่สถานีรถไฟ
ใกล้ ๆ กันคือ Shinjuku Gyoen National Garden สวนขนาดใหญ่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่พักตระกูลโชกุน Naito ตั้งแต่สมัยเอโดะ
ปัจจุบันสวนนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น และเปิดเป็นสวนสาธารณะตั้งแต่ปี 1949 พื้นที่กว้างกว่า 58 เฮกตาร์ มีต้นซากุระมากกว่า 1,500 ต้น จนถูกจัดให้เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของโตเกียว

Shin-Okubo – เกาหลีโผล่กลางโตเกียว
หลายคนอาจเคยนั่งผ่าน Shin-Okubo Station แบบไม่ทันสังเกต แต่จริง ๆ แล้วนี่คือ Korean Town ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
บรรยากาศรอบสถานีเต็มไปด้วย:
ร้านอาหารเกาหลีสารพัดเมนูรสชาติต้นตำรับ
ร้านขนมและคาเฟ่สไตล์โซล
ร้านแฟชั่นและสินค้าเคป๊อป
ป้ายหน้าร้านและโฆษณาจำนวนมากเป็นภาษาเกาหลี จนคุณอาจลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองยังอยู่ในโตเกียว แถมเครื่องสำอางหลายแบรนด์ราคาก็ใกล้เคียงกับที่เกาหลีจริง ๆ เหมือนได้เที่ยวสองประเทศในทริปเดียว
Ikebukuro – ช้อปปิ้ง + พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบนดาดฟ้า
ขึ้นมาทางตอนเหนือของเมืองจะเจอ Ikebukuro Station อีกหนึ่งสถานีใหญ่ที่เชื่อมโตเกียวไปยังเมืองรองและชานเมืองฝั่งเหนือ
หน้าสถานีและรอบ ๆ เป็นโซนช้อปปิ้งคึกคัก โดยเฉพาะศูนย์การค้า Sunshine Ikebukuro ที่รวมแบรนด์ดังไว้เพียบ
ทีเด็ดคือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบนดาดฟ้า สไตล์แปลกใหม่ คุณจะได้เห็นสิงโตทะเลและเพนกวินน้อยว่ายน้ำอย่างสบายใจอยู่เหนือศีรษะ เป็นประสบการณ์ที่ต่างจากอควาเรียมทั่วไปอย่างชัดเจน
Ueno – ซากุระ สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์แน่น ๆ
Ueno Station คืออีกหนึ่งประตูสู่พื้นที่วัฒนธรรมและธรรมชาติของโตเกียว
ไฮไลต์หลักคือ Ueno Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่มาก ที่กลายเป็นจุดยอดฮิตสำหรับชมซากุระในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี
ภายในพื้นที่เดียวกันยังมี:
สวนสัตว์ Ueno ที่โด่งดังเรื่องหมีแพนด้าสุดน่ารัก
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ระดับชาติ
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมหลายแห่ง
เป็นย่านที่คนรักธรรมชาติและคนรักพิพิธภัณฑ์สามารถใช้เวลาได้เป็นวัน ๆ แบบไม่เบื่อ

Akihabara – ดินแดนแห่งแกดเจ็ตและสายอิเล็กทรอนิกส์
Akihabara Station ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
ถ้าคุณเล็งของ Made in Japan อยู่ เช่น:
กล้องถ่ายรูป
เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า
ทีวี
หม้อหุงข้าว
ตู้เย็น
หูฟังไร้สาย
คอมพิวเตอร์
แถวนี้คือสวรรค์ชัด ๆ เพราะมีให้เลือกเยอะ รุ่นเพียบ และราคามักถูกกว่าซื้อในไทย
ข้อควรระวังสำคัญ: ระบบไฟฟ้าญี่ปุ่นใช้แรงดันประมาณ 100 โวลต์ ก่อนซื้อควรเช็คให้ดีว่าเครื่องที่ซื้อมารองรับไฟบ้านเราหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวทีหลัง
สรุป: วนรอบเดียวไม่เคยพอ
ลองนึกภาพดูว่า แค่คุณนั่งรถไฟเส้นเดียวอย่าง JR Yamanote Line วนรอบโตเกียว คุณก็สามารถเก็บสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายสไตล์ได้ทั้งวัน ตั้งแต่สวนสงบแบบ ZEN ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ย่านแฟชั่นจัดจ้าน ไปจนถึงโลกแกดเจ็ตและคาเฟ่เกาหลี
แน่นอนว่า จะเก็บครบทุกที่ในหนึ่งวันแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณอยากซึมซับทั้งความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และความเป็นโตเกียวแบบเมืองใหญ่สมัยใหม่จริง ๆ ลองวางแพลนตามเส้นสีเขียวนี้สัก 2–3 วัน แล้วค่อย ๆ ลงแต่ละสถานีให้เต็มอิ่ม
เลือกตั๋วให้เหมาะกับสไตล์เที่ยวของตัวเอง แล้วปล่อยให้ Yamanote Line เป็นไกด์นำทางรอบเมืองให้คุณเอง

