รับแอปรับแอป

ตั๋วไหนคุ้มสุด? ปักหมุดเที่ยวรอบโตเกียวด้วย Yamanote เส้นเดียวเอาอยู่!

ก้องภพ แสนดี02-01

นั่งเส้นเขียวเส้นเดียว เที่ยวโตเกียวได้ทั้งเมือง

รถไฟสายสีเขียว JR Yamanote Line คือเส้นเลือดใหญ่ของโตเกียวที่วิ่งวนเป็นวงกลม เชื่อมแทบทุกย่านสำคัญไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะช้อป แฟชั่น ศาลเจ้า สวนสวย หรือโลคอลสุด ๆ เส้นนี้ไปถึงหมด

แค่ขึ้นให้เป็น ใช้ตั๋วให้คุ้ม คุณก็สามารถวนรอบเมืองเก็บไฮไลต์โตเกียวได้แบบวันเดียวไม่พอ!

เลือกตั๋วอะไรดี? เปิดโหมดประหยัดงบ

ก่อนจะเริ่มทัวร์รอบวง Yamanote มาดูกันว่ามีตั๋วแบบไหนที่ช่วยให้คุณนั่งได้คุ้มสุด ประหยัดทั้งเงินและเวลา

1. JR Pass – มีแล้วคือฟิน ไม่ต้องคิดเยอะ

ถ้าคุณพก JR Pass ติดตัวอยู่แล้ว บอกเลยว่าเส้น Yamanote คือใช้ได้แบบชิล ๆ รวมอยู่ในราคาเรียบร้อย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม

ประเภทพาส JR ที่สามารถใช้กับสายนี้ได้ เช่น

  • JR PASS (All Area)

  • JR EAST PASS (Tohoku Area)

  • JR EAST PASS (Nagano, Niigata Area)

  • JR East South Hokkaido Rail Pass

  • Hokuriku Arch Pass

  • JR TOKYO Wide Pass

แค่แตะพาสผ่านประตู ก็พร้อมวนรอบโตเกียวได้ทั้งวัน

2. Tokyo 1-Day Ticket – สายขยันเที่ยว ใช้วันเดียวให้คุ้ม

ราคา: ผู้ใหญ่ 1,600 เยน / เด็ก 800 เยน
อายุการใช้งาน: ใช้ได้เฉพาะวันนั้นวันเดียว จนถึงรถไฟขบวนสุดท้าย

จุดเด่นของ Tokyo 1-Day Ticket คือคุณสามารถใช้ได้หลายบริษัทในบัตรเดียว เหมาะมากสำหรับสายเที่ยวจัดหนัก วิ่งเปลี่ยนทั้ง JR + Subway + รถราง + รถบัส ในหนึ่งวัน

พื้นที่และเส้นทางที่ใช้ได้กับ Tokyo 1-Day Ticket

ใช้ได้กับ:

  • JR EAST: ที่นั่งแบบไม่ระบุที่บนรถไฟธรรมดา (รวมด่วน) ภายใน 23 เขตของโตเกียว

  • Tokyo Metro และ Toei Subway: ใช้ได้ทุกเส้น

  • Nippori-Toneri Liner

  • Tokyo Sakura Tram (Toden Arakawa Line)

  • Toei Bus: ได้ทั้งสาย (ยกเว้นรถบัสกลางคืนและแบบจำกัดที่นั่ง)

ถ้าวางแผนเที่ยวหลายย่าน กระโดดรถหลายประเภทตลอดวัน บัตรนี้คือ เพื่อนซี้ประจำทริป ได้เลย

3. Tokyo Metropolitan District Pass (Tokunai Pass) – สาย JR แท้ ต้องโดน

ถ้าโฟกัสหลัก ๆ คือการนั่ง JR ภายใน 23 เขตโตเกียว ตั๋วนี้คือของโคตรคุ้ม

คุณสามารถขึ้น–ลงรถไฟท้องถิ่น JR (รวมรถไฟด่วน) แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ในโซนที่กำหนดได้ทั้งวัน

ราคา: ผู้ใหญ่ 760 เยน / เด็ก 380 เยน
อายุการใช้งาน: ใช้ได้เฉพาะวันนั้นวันเดียว จนถึงรถไฟขบวนสุดท้าย

พื้นที่ให้บริการของ Tokunai Pass

ถ้าทริปของคุณเน้นวน JR เป็นหลัก โดยเฉพาะสาย Yamanote และเส้น JR รอบในเมือง ตั๋วนี้คือ ตัวเลือกประหยัดที่ห้ามมองข้าม

วงกลมเดียว เที่ยวได้รอบโตเกียว

ต่อไปมาดูไฮไลต์ตามสถานีต่าง ๆ บนสาย Yamanote ว่าลงสถานีไหนแล้วห้ามพลาดอะไรบ้าง

Tokyo Station – สถานีคลาสสิกกลางเมืองใหญ่

ฝั่ง Marunouchi ของ Tokyo Station คือแลนด์มาร์กที่หลายคนต้องมาถ่ายรูปให้ได้สักครั้ง

สถานีนี้สร้างครั้งแรกตั้งแต่ปี 1914 ก่อนจะถูกทำลายช่วงสงครามโลก แล้วค่อย ๆ ฟื้นฟูไปพร้อมการเติบโตของเครือข่ายรถไฟ รวมถึงชิงคันเซ็น จนในปี 2012 ก็ได้ปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์ สมกับดีไซน์ดั้งเดิมที่ตั้งใจไว้

อาคารอิฐแดงสไตล์ตะวันตก โดมใหญ่เด่น ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนสถานีรถไฟยุโรป โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่มีการประดับไฟ สถานียิ่งสวย และตัดกับภาพจำของโตเกียวที่หลายคนคิดว่ามีแต่ความโมเดิร์นล้ำ ๆ

Shinbashi – โลกของ Salaryman และรถไฟประวัติศาสตร์

Shinbashi Station คือแหล่งรวมออฟฟิศและร้านกินดื่มแน่น ๆ จนได้ฉายาว่าอาณาจักร Salaryman ของโตเกียว

ที่นี่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะเคยเป็นต้นทางของรถไฟสายแรกที่เชื่อมโตเกียวกับโยโกฮาม่าในปี 1872

หน้าสถานีจะมีหัวรถจักรไอน้ำรุ่น C11 ตั้งโชว์อยู่ เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 100 ปีการรถไฟญี่ปุ่น พื้นที่นี้รู้จักกันในชื่อ SL Square ซึ่งกลายเป็นทั้งจุดนัดพบและจุดเที่ยวเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ในตัวเอง

Hamamatsu-cho – สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมกลางตึกสูง

สถานี Hamamatsu-cho เป็นจุดเปลี่ยนไป Haneda ด้วยโมโนเรลที่หลายคนคุ้นเคย แต่แถวนี้ไม่ได้มีดีแค่ทางไปสนามบิน

ใกล้ ๆ สถานีมีสวนญี่ปุ่นเก่าแก่ชื่อ Kyu-Shiba-rikyu Gardens ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ เดิมทีเป็นสวนในที่พักของซามูไรผู้ครองพื้นที่แถวนั้น การจัดสวนและดีไซน์เต็มไปด้วยกลิ่นอายสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแท้ ๆ

หลังผ่านมือเจ้าของมาแล้วหลายยุค และรอดจากภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สุดท้ายก็ถูกมอบให้โตเกียวเป็นสวนสาธารณะ ปัจจุบันยังถูกดูแลอย่างดีเพื่อรักษาเค้าโครงดั้งเดิม

ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากสัมผัสความนิ่งแบบ ZEN ท่ามกลางสระน้ำ ธรรมชาติ และต้นบอนไซที่ตัดแต่งอย่างประณีต

Shinagawa – ชินคันเซ็น, สนามบิน และโลกใต้ทะเล

Shinagawa Station เป็นอีกหนึ่งฮับใหญ่ ทั้งชินคันเซ็นและรถไฟด่วนไปสนามบินก็รวมอยู่ตรงนี้

สถานที่เที่ยวใกล้ ๆ ที่ดังไม่แพ้ชื่อสถานีคือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Shinagawa หนึ่งในอควาเรียมชื่อดังของญี่ปุ่น รองจากยักษ์ใหญ่อย่าง Kaiyukan ที่โอซาก้า และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชื่อดังในโอกินาว่า

ภายในคุณจะได้ชมโชว์โลมาและสิงโตทะเลสุดน่ารัก ผ่านอุโมงค์ปลาที่รายล้อมด้วยสัตว์ทะเลสีสันจัดเต็ม ไฮไลต์คือโซน แมงกะพรุน ที่จัดแสงและบรรยากาศออกมาเหมือนโลกใต้น้ำแฟนตาซี ดูแล้วเพลินจนลืมเวลา

Shibuya – ฮาชิโกะ แยกวุ่น และศาลเจ้ากลางป่าเมือง

มาถึงโตเกียวแล้วไม่แวะ Shibuya Station คือถือว่ามาไม่ถึงจริง ๆ

จุดที่ต้องไปให้ได้:

  • รูปปั้นฮาชิโกะ สุนัขผู้ภักดีที่รอเจ้าของกลับมาหน้าสถานีจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต กลายเป็นตำนานที่คนทั้งโลกจดจำ

  • แยกชิบูย่า ทางม้าลายที่วุ่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนต้องลองเดินข้ามและเก็บภาพ/โมเมนต์ตรงนี้สักครั้ง

เดินออกมาจากสถานีราว ๆ 10 นาที จะถึง Meiji Shrine ศาลเจ้าชื่อดังกลางผืนป่าสีเขียว มีต้นไม้กว่า 120,000 ต้นโอบล้อม เป็นที่ขอพรยอดฮิตของคนที่หวังจะได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย ๆ

Harajuku – เมกะแฟชั่นและคอสเพลย์แห่งโตเกียว

พูดถึงแฟชั่นสายญี่ปุ่นและความปังของคอสเพลย์ ต้องนึกถึง Harajuku Station แบบอัตโนมัติ

ที่สุดของย่านนี้คือ Takeshita Street ถนนสายสั้น ๆ แต่แน่นไปด้วยเอกลักษณ์ระดับโลก คุณจะเห็นคนแต่งตัวเป็นตัวละครอนิเมะ เดินเล่น ช้อปของ และถ่ายรูปกันเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกการ์ตูน

ตลอดสองฝั่งทางเต็มไปด้วย:

  • ร้านเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรี่สไตล์ญี่ปุ่น

  • คาเฟ่และร้านขนมหน้าตาน่ารัก

  • ร้านเครปญี่ปุ่นเจ้าดัง

ท่องจำไว้เลย: มาฮาราจูกุแล้วไม่กินเครป = มาไม่ถึง!

Shinjuku – สวนซากุระสุดอลังกลางเมือง

Shinjuku Station เป็นหนึ่งในสถานีใหญ่สุดของโตเกียว ใช้เปลี่ยนขบวนไปได้หลายทิศทาง แต่แถวนี้ไม่ได้มีดีแค่สถานีรถไฟ

ใกล้ ๆ กันคือ Shinjuku Gyoen National Garden สวนขนาดใหญ่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่พักตระกูลโชกุน Naito ตั้งแต่สมัยเอโดะ

ปัจจุบันสวนนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น และเปิดเป็นสวนสาธารณะตั้งแต่ปี 1949 พื้นที่กว้างกว่า 58 เฮกตาร์ มีต้นซากุระมากกว่า 1,500 ต้น จนถูกจัดให้เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของโตเกียว

Shin-Okubo – เกาหลีโผล่กลางโตเกียว

หลายคนอาจเคยนั่งผ่าน Shin-Okubo Station แบบไม่ทันสังเกต แต่จริง ๆ แล้วนี่คือ Korean Town ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

บรรยากาศรอบสถานีเต็มไปด้วย:

  • ร้านอาหารเกาหลีสารพัดเมนูรสชาติต้นตำรับ

  • ร้านขนมและคาเฟ่สไตล์โซล

  • ร้านแฟชั่นและสินค้าเคป๊อป

ป้ายหน้าร้านและโฆษณาจำนวนมากเป็นภาษาเกาหลี จนคุณอาจลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองยังอยู่ในโตเกียว แถมเครื่องสำอางหลายแบรนด์ราคาก็ใกล้เคียงกับที่เกาหลีจริง ๆ เหมือนได้เที่ยวสองประเทศในทริปเดียว

Ikebukuro – ช้อปปิ้ง + พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบนดาดฟ้า

ขึ้นมาทางตอนเหนือของเมืองจะเจอ Ikebukuro Station อีกหนึ่งสถานีใหญ่ที่เชื่อมโตเกียวไปยังเมืองรองและชานเมืองฝั่งเหนือ

หน้าสถานีและรอบ ๆ เป็นโซนช้อปปิ้งคึกคัก โดยเฉพาะศูนย์การค้า Sunshine Ikebukuro ที่รวมแบรนด์ดังไว้เพียบ

ทีเด็ดคือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบนดาดฟ้า สไตล์แปลกใหม่ คุณจะได้เห็นสิงโตทะเลและเพนกวินน้อยว่ายน้ำอย่างสบายใจอยู่เหนือศีรษะ เป็นประสบการณ์ที่ต่างจากอควาเรียมทั่วไปอย่างชัดเจน

Ueno – ซากุระ สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์แน่น ๆ

Ueno Station คืออีกหนึ่งประตูสู่พื้นที่วัฒนธรรมและธรรมชาติของโตเกียว

ไฮไลต์หลักคือ Ueno Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่มาก ที่กลายเป็นจุดยอดฮิตสำหรับชมซากุระในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี

ภายในพื้นที่เดียวกันยังมี:

  • สวนสัตว์ Ueno ที่โด่งดังเรื่องหมีแพนด้าสุดน่ารัก

  • พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ระดับชาติ

  • พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมหลายแห่ง

เป็นย่านที่คนรักธรรมชาติและคนรักพิพิธภัณฑ์สามารถใช้เวลาได้เป็นวัน ๆ แบบไม่เบื่อ

Akihabara – ดินแดนแห่งแกดเจ็ตและสายอิเล็กทรอนิกส์

Akihabara Station ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ถ้าคุณเล็งของ Made in Japan อยู่ เช่น:

  • กล้องถ่ายรูป

  • เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า

  • ทีวี

  • หม้อหุงข้าว

  • ตู้เย็น

  • หูฟังไร้สาย

  • คอมพิวเตอร์

แถวนี้คือสวรรค์ชัด ๆ เพราะมีให้เลือกเยอะ รุ่นเพียบ และราคามักถูกกว่าซื้อในไทย

ข้อควรระวังสำคัญ: ระบบไฟฟ้าญี่ปุ่นใช้แรงดันประมาณ 100 โวลต์ ก่อนซื้อควรเช็คให้ดีว่าเครื่องที่ซื้อมารองรับไฟบ้านเราหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวทีหลัง

สรุป: วนรอบเดียวไม่เคยพอ

ลองนึกภาพดูว่า แค่คุณนั่งรถไฟเส้นเดียวอย่าง JR Yamanote Line วนรอบโตเกียว คุณก็สามารถเก็บสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายสไตล์ได้ทั้งวัน ตั้งแต่สวนสงบแบบ ZEN ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ย่านแฟชั่นจัดจ้าน ไปจนถึงโลกแกดเจ็ตและคาเฟ่เกาหลี

แน่นอนว่า จะเก็บครบทุกที่ในหนึ่งวันแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณอยากซึมซับทั้งความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และความเป็นโตเกียวแบบเมืองใหญ่สมัยใหม่จริง ๆ ลองวางแพลนตามเส้นสีเขียวนี้สัก 2–3 วัน แล้วค่อย ๆ ลงแต่ละสถานีให้เต็มอิ่ม

เลือกตั๋วให้เหมาะกับสไตล์เที่ยวของตัวเอง แล้วปล่อยให้ Yamanote Line เป็นไกด์นำทางรอบเมืองให้คุณเอง