รับแอปรับแอป

Snow White (2025): เมื่อดิสนีย์รีเซ็ตสโนว์ไวท์ให้ Gen Alpha แต่ทิ้ง Gen Y ไว้กลางทาง

ก้องภพ แสนดี01-29

ภาพรวม: สโนว์ไวท์ฉบับรีเซ็ต ที่เราขอให้แค่ 5/10

Snow White (2025) คือการคืนชีพนิทานคลาสสิกของพี่น้องตระกูลกริมม์ในแบบไลฟ์แอคชันดิสนีย์ หลังจากเวอร์ชันแอนิเมชันปี 1937 กลายเป็นตำนานไปนานแล้ว

ครั้งนี้ดิสนีย์เลือกเรเชล เซกเลอร์ (Rachel Zegler) มารับบทสโนว์ไวท์ กัล กาโดท์ (Gal Gadot) เป็นราชินีผู้ชั่วร้าย และแอนดรูว์ เบิร์นแฮป (Andrew Burnap) รับบทโจนาธาน พร้อมพยายามจับนิทานเก่าไปแต่งหน้าใหม่ให้ทันสมัยขึ้น

แต่เมื่อดูจบ สิ่งที่เหลือในใจคือความรู้สึกกลางๆ จนคะแนนที่เหมาะที่สุดสำหรับเราคือ 5 จาก 10 ไม่ใช่เพราะหนังแย่หมดทุกด้าน แต่เพราะมันมีทั้งจุดที่ “พอใช้ได้” และจุดที่ “น่าเสียดายมาก” ปะปนกันไป

พล็อตอยากก้าวหน้า แต่พลังไม่ถึง

โครงเรื่องหลักยังยึดแกนดั้งเดิม: ราชินีผู้ชั่วร้ายอิจฉาความงามของสโนว์ไวท์และออกตามล่า แต่เวอร์ชัน 2025 ปรับให้สโนว์ไวท์กลายเป็นผู้นำที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปลดปล่อยอาณาจักร โดยร่วมมือกับเจ็ดคนแคระและโจนาธาน โจรหนุ่มที่มาแทนบทเจ้าชายแบบเดิม

จุดที่เห็นชัดคือความพยายามหลบหลีกประเด็นเชื้อชาติ: ชื่อ “สโนว์ไวท์” ถูกผูกโยงเข้ากับพายุหิมะในวันเกิด แทนการสื่อถึงสีผิวอย่างในเวอร์ชันคลาสสิก ดูเผินๆ แล้วเหมือนเป็นการอัปเดตแนวคิดให้เข้ากับยุคสมัย

แต่ปัญหาคือ บทภาพยนตร์ไม่สามารถแบกไอเดียดีๆ เหล่านี้ได้ การเปลี่ยนให้สโนว์ไวท์เป็นผู้นำฟังดูเท่ แต่เราแทบไม่รู้สึกถึงการเติบโตหรือความหนักแน่นของเธอในเรื่องจริงๆ ทุกอย่างเหมือนถูกเขียนให้ “ก้าวหน้า” แต่ไม่ค่อยมีแรงส่งทางอารมณ์

ในมุมเราคนดู Gen Y นี่คือหนึ่งในเหตุผลใหญ่ที่คะแนนหยุดอยู่ที่ 5 เพราะโครงสร้างเรื่องเต็มไปด้วยความตั้งใจดี แต่ดันไม่กลมกล่อมพอจะทำให้เชื่อหรืออินไปกับมันได้จริง ๆ

ที่ชวนคิดคือ หนังเหมือนออกแบบมาให้คนดูกลุ่ม Gen Alpha ขึ้นไป มากกว่า เด็กที่ไม่มีภาพจำจากสโนว์ไวท์เวอร์ชันเดิม ๆ คล้ายแนวทางที่เคยทำกับ The Little Mermaid (2023) คือรีบูตทุกอย่างเพื่อเด็กยุคใหม่มากกว่าจะสานต่อความทรงจำของคนรุ่นก่อน

สำหรับเรา ความรู้สึกเลยออกมาแบบ “ไม่ใช่หนังที่ทำเพื่อเรา” แต่สำหรับเด็ก ๆ Gen Alpha มีโอกาสสูงมากที่จะหลงรักโลกแฟนตาซีและความ派ภาพที่เรื่องนี้เสนอให้แบบไม่ติดภาพในอดีตมารบกวน

การแสดง: เมื่อบทไม่พา และนักแสดงไม่ช่วย

จุดที่ทำให้ Snow White (2025) ดรอปลงแรงคือการแสดงโดยรวมที่ขาดเสน่ห์อย่างเห็นได้ชัด ทุกคนดูเหมือนถูกจับวางผิดที่ผิดทาง

  • เรเชล เซกเลอร์ ในบทสโนว์ไวท์ มีพลังงานอยู่บ้าง เสียงร้องก็โอเค แต่เธอไม่สามารถทำให้เราเชื่อว่านี่คือผู้นำที่เราพร้อมจะเดินตาม หรือเจ้าหญิงที่มีเสน่ห์จนทั้งอาณาจักรต้องสะเทือน การแสดงออกมาค่อนข้างแบนและขาดมิติ

  • กัล กาโดท์ ในบทราชินีผู้ชั่วร้าย ก็น่าจะเป็นคาสต์ที่ดูมีแวว แต่พอออกมาจริงกลับขาดทั้งความน่ากลัวและความซับซ้อน ตัวละครที่ควรจะมีพลังคุมทุกฉาก กลับกลายเป็นเพียงร่างเงาไร้น้ำหนัก

  • แอนดรูว์ เบิร์นแฮป ในบทโจนาธาน ก็ไม่ต่างกัน ตัวละครถูกเขียนมาแบบกลางๆ และการแสดงก็ไม่ช่วยเพิ่มแรงดึงดูด ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่อยู่ก็ได้ ไม่อยู่ก็ไม่กระทบอะไรกับอารมณ์เราเท่าไร

เคมีระหว่างตัวละครหลักก็แทบไม่มี ช่วงที่ควรจะรู้สึกเชื่อมโยงกัน กลับออกมาเหมือนคนแปลกหน้าที่ถูกสคริปต์บังคับให้ร่วมฉากกันเฉยๆ การแสดงที่ไม่เวิร์กกลายเป็นดาบสำคัญที่ฟันเสน่ห์ของหนังหายไปครึ่งหนึ่ง

ในสายตาคนดู Gen Y เราเลยรู้สึกว่าคะแนน 5 คือเพดานสูงสุดที่พอจะให้ได้ แต่ถ้ามองในมุมเด็ก Gen Alpha ที่ไม่ได้คาดหวังอะไรจากตัวละครดั้งเดิมอยู่แล้ว การแสดงแบบเรียบ ๆ อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะพวกเขาแค่ต้องการเห็นตัวละครขยับ วิ่ง เล่น ร้องเพลงบนจอมากกว่า

CGI ระดับ “ภาพในหนังสือการ์ตูน” ที่ช่วยกู้หน้า

กลางดงข้อเสีย ยังมีหนึ่งจุดที่ Snow White (2025) ทำได้ดีจนต้องยอมรับ: งาน CGI และโปรดักชันดีไซน์

เจ็ดคนแคระที่ใช้ CGI แทนนักแสดงจริง กลายเป็นไฮไลต์สำคัญ ตัวละครถูกออกแบบให้มีสีสันจัดจ้าน เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา และมีกลิ่นอายแบบภาพวาดในหนังสือเด็กอย่างชัดเจน ราวกับถูกฉีกออกมาจากหน้ากระดาษแล้วโยนเข้ามาในจอหนัง

โลกแฟนตาซีรอบ ๆ ก็ไม่แพ้กัน

  • ปราสาทของราชินีถูกออกแบบให้ดูทั้งน่าเกรงขามและน่าพรั่นพรึง

  • ป่าที่สโนว์ไวท์หลบหนีเต็มไปด้วยรายละเอียดและบรรยากาศลึกลับ

  • กระจกวิเศษที่ให้เสียงโดยแพทริค เพจ (Patrick Page) ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้โลกเวทมนตร์นี้ดูน่าเชื่อมากขึ้น

สำหรับเรา งานภาพและ CGI คือ เหตุผลหลักที่ทำให้คะแนนไม่ต่ำกว่า 5 เพราะมันอย่างน้อยก็ยังมอบความตื่นตาตื่นใจในแบบที่เราอยากเห็นจากหนังแฟนตาซีของดิสนีย์ และยิ่งถ้านึกถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเด็ก Gen Alpha ภาพและสีสันเหล่านี้แทบจะการันตีได้เลยว่าพวกเขาน่าจะหลงรักส่วนนี้แบบไม่ต้องคิดมาก

เพลง: หัวใจดิสนีย์ที่เต้นอ่อนแรง

สำหรับหนังดิสนีย์ ดนตรีควรเป็นหัวใจสำคัญ แต่ใน Snow White (2025) หัวใจส่วนนี้กลับเต้นแผ่ว ๆ จนน่าแปลกใจ

เพลงใหม่จากสองคอมโพสเซอร์ตัวแรงอย่าง เบ็นจ์ พาเซค (Benj Pasek) และจัสติน พอล (Justin Paul) อย่าง “Waiting on a Wish” และ “Princess Problems” กลับฟังออกมาแสนธรรมดา ไม่ติดหู และไม่ทิ้งร่องรอยความทรงจำเอาไว้เท่าที่ควร

แม้จะมีการหยิบเพลงคลาสสิกอย่าง “Whistle While You Work” และ “Hi-Ho” กลับมาใช้บางส่วน แต่ก็ไม่สามารถปลุกความคิดถึง หรือสร้างโมเมนต์แบบ “ขนลุกเพราะความทรงจำย้อนมา” ให้คนดู Gen Y อย่างเราได้เลย

ดนตรีที่ควรช่วยดันอารมณ์ กลับกลายเป็นแค่เสียงประกอบที่ลอยผ่านหูไปเฉย ๆ สำหรับเรา นี่คือหนึ่งในจุดอ่อนที่ทำให้ไม่อินกับหนังมากขึ้น ทั้งที่เพลงคือสิ่งที่มักทำให้หนังดิสนีย์กลายเป็นตำนาน

แน่นอนว่า สำหรับเด็ก Gen Alpha ที่ไม่มีประสบการณ์กับเพลงเวอร์ชันเก่า เพลงใหม่เหล่านี้อาจฟังสนุกพอใช้ และเพียงพอจะให้ร้องตามแบบไม่คิดมาก แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานดิสนีย์ทั้งอดีตและปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่า Snow White (2025) แผ่วด้านเพลงอย่างชัดเจน

กระแสตอบรับและดราม่าที่รุ่นเด็กอาจไม่แคร์

ก่อนหนังจะเข้าฉาย Snow White (2025) ก็ถูกลากเข้าไปอยู่กลางพายุถกเถียงทั้งเรื่องเชื้อชาติและการเมือง

  • การคัดเลือกเรเชล เซกเลอร์ นักแสดงเชื้อสายลาติน มารับบทสโนว์ไวท์ ไปชนกับภาพจำของหลายคนที่ยึดติดกับคำว่า “ผิวขาวดั่งหิมะ”

  • ทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกันของนักแสดงนำบางคน ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้บอยคอตจากหลายฝั่ง

คะแนนจากแพลตฟอร์มรีวิวก็สะท้อนความเห็นที่แตกขั้วเหมือนกัน บางที่คะแนนต่ำเตี้ย บางที่คะแนนคนดูกลับสูงกว่านักวิจารณ์ชัดเจน เหมือนหนังกลายเป็นสนามรบของทัศนคติ มากกว่าจะถูกตัดสินแค่ในฐานะผลงานภาพยนตร์

ในฐานะคนดู Gen Y ดราม่าเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกห่างเหินจากตัวหนังยิ่งชัดขึ้น แต่ถ้าถามว่าเด็ก Gen Alpha สนไหม? คำตอบน่าจะคือ ไม่สนเลย พวกเขาแค่อยากดูหนังนิทานเจ้าหญิงรูปแบบใหม่ที่ภาพสวยและเล่าเรื่องเร็ว ๆ มากกว่า

ทำไมคะแนนถึงหยุดที่ 5 เต็ม 10

เมื่อเอาทุกองค์ประกอบมาวางเรียงกัน ภาพรวมของ Snow White (2025) ในสายตาเราคือหนังที่ มีข้อดีชัด แต่มีข้อเสียแรงพอกัน เลยต้องจบที่คะแนนกลาง ๆ แบบ 5/10

จุดที่ดันคะแนนขึ้นมาได้คือ

  • CGI และโลกภาพแฟนตาซีที่ทำออกมาได้สวยงามมาก จนรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือภาพสำหรับเด็ก

  • ความพยายามอัปเดตเรื่องเล่าให้ทันสมัย ปรับมุมมองสโนว์ไวท์ให้เป็นผู้นำ ไม่ใช่เจ้าหญิงรอคอยให้คนมาช่วยอย่างในอดีต

แต่ในขณะเดียวกัน จุดที่ฉุดคะแนนลงก็เด่นชัดไม่แพ้กัน

  • การแสดงของนักแสดงหลักที่ขาดเสน่ห์และเคมีต่อกันจนทำให้ตัวละครไม่ติดหัว ไม่ติดใจ

  • บทภาพยนตร์ที่เหมือนมีโครงเวิร์ก แต่ไม่มีแรงส่งอารมณ์ ทำให้การเดินเรื่องแบนและไม่ชวนให้ลุ้นเท่าที่ควร

  • เพลงที่ควรเป็นลมหายใจของหนังดิสนีย์ กลับจืดจางจนแทบจำอะไรไม่ได้หลังหนังจบ

ในฐานะคนดู Gen Y ที่โตมากับสโนว์ไวท์เวอร์ชันดั้งเดิม เราไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเราเลย มันคือการรีเซ็ตเล่าใหม่ให้เด็กยุค Gen Alpha เป็นหลักมากกว่า ซึ่งก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า เด็กๆ น่าจะประทับใจกับภาพและสีสันของเรื่องนี้มากกว่าที่เราเป็นอยู่หลายเท่า

คะแนน 5 จึงไม่ใช่การตัดสินว่าหนัง “ห่วย” แต่คือการยอมรับว่าเราชื่นชมงานภาพในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ผิดหวังกับบท การแสดง และเพลงในระดับพอสมควรเช่นกัน

ข้อมูลพื้นฐานของ Snow White (2025)

เพื่อให้ภาพชัดขึ้น มาดูรายละเอียดเชิงเทคนิคและข้อมูลเบื้องหลังกันสักหน่อย

แนวทางและต้นทางของเรื่อง

Snow White (2025) เป็นภาพยนตร์แนวมิวสิคัลแฟนตาซีแบบไลฟ์แอคชัน สร้างโดย Walt Disney Pictures และ Marc Platt Productions

มันคือการรีเมคจากแอนิเมชันคลาสสิก Snow White and the Seven Dwarfs (1937) ซึ่งตัวเองก็ดัดแปลงจากนิทาน “สโนว์ไวท์” ของบราเธอร์ส กริมม์ ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1812 อีกทอดหนึ่ง

เรื่องย่อแบบกระชับ

  • สโนว์ไวท์ (เรเชล เซกเลอร์) เป็นหญิงสาวหัวใจบริสุทธิ์ที่ต้องหนีจากการตามล่าของราชินีผู้ชั่วร้าย (กัล กาโดท์) แม่เลี้ยงของเธอ

  • หลังราชินียึดบัลลังก์และกดขี่อาณาจักร สโนว์ไวท์ได้ร่วมมือกับเจ็ดคนแคระ และโจรหนุ่มโจนาธาน (แอนดรูว์ เบิร์นแฮป) เพื่อโค่นการปกครองอันโหดร้าย

  • จุดตั้งต้นของเรื่องคือการกำเนิดของสโนว์ไวท์ท่ามกลางพายุหิมะ ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อเธอในเวอร์ชันนี้ ก่อนจะไล่ไปถึงการสูญเสียพ่อแม่และการขึ้นครองอำนาจของราชินี

นักแสดงหลัก

  • เรเชล เซกเลอร์ (Rachel Zegler) รับบท สโนว์ไวท์

  • กัล กาโดท์ (Gal Gadot) รับบท ราชินีผู้ชั่วร้าย (The Evil Queen)

  • แอนดรูว์ เบิร์นแฮป (Andrew Burnap) รับบท โจนาธาน

  • แพทริค เพจ (Patrick Page) ให้เสียง กระจกวิเศษ (Magic Mirror)

  • เจ็ดคนแคระ (สร้างด้วย CGI): Bashful, Doc, Dopey, Grumpy, Happy, Sleepy และ Sneezy

ทีมงานเบื้องหลัง

  • ผู้กำกับ: มาร์ค เว็บบ์ (Marc Webb)

  • ผู้เขียนบท: เอริน เครสซิดา วิลสัน (Erin Cressida Wilson)

  • ผู้อำนวยการสร้าง: มาร์ค แพลตต์ (Marc Platt) และ จาเร็ด เลอบอฟฟ์ (Jared LeBOff)

  • ผู้ประพันธ์เพลง: เบ็นจ์ พาเซค (Benj Pasek) และ จัสติน พอล (Justin Paul) ดูโอเจ้าของรางวัลใหญ่หลากเวที ผู้แต่งเพลงใหม่อย่าง “Waiting on a Wish” และ “Princess Problems” พร้อมหยิบเพลงเก่าอย่าง “Whistle While You Work” และ “Hi-Ho” กลับมาใช้บางส่วน

  • ผู้กำกับภาพ: แมนดี้ วอล์กเกอร์ (Mandy Walker)

  • ผู้ออกแบบงานสร้าง: เคฟ ควินน์ (Kave Quinn)

การผลิตและกำหนดฉาย

  • ดิสนีย์เริ่มพัฒนาการรีเมค Snow White and the Seven Dwarfs ตั้งแต่ปี 2016

  • ถ่ายทำหลักที่ลอนดอน อังกฤษ ระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2022 และถ่ายซ่อมเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน 2024

  • รอบปฐมทัศน์จัดที่ Alcázar of Segovia เมืองเซโกเบีย ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2025

  • เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาโดย Walt Disney Studios Motion Pictures วันที่ 21 มีนาคม 2025

  • ในประเทศไทย เข้าฉายวันที่ 20 มีนาคม 2025 มีระบบ IMAX และพากย์ไทยโดย โบว์ เมลดา (สโนว์ไวท์) และ นัท มีเรีย (ราชินีผู้ชั่วร้าย)

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ระยะเวลาฉาย: 109 นาที

  • งบประมาณ: คาดการณ์อยู่ที่ 240–270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • อัลบั้มเพลงประกอบออกวันที่ 15 มีนาคม 2025 รวมทั้งเพลงใหม่และเวอร์ชันดนตรีล้วน โดยมี “Waiting on a Wish” เป็นซิงเกิลเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025

บทสรุป: ภาพสวยสำหรับเด็ก แต่ใจยังเป็นของเวอร์ชันคลาสสิก

สำหรับเรา Snow White (2025) ไม่ใช่หนังที่ทำให้เกลียด แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้หลงรัก มันคือโปรเจกต์ใหญ่ที่ภาพสวย โปรดักชันดี แต่พลาดในจุดหัวใจอย่างตัวละคร บท และเพลง

ถ้าคุณคือคนดู Gen Y ที่มีภาพจำสโนว์ไวท์เวอร์ชันเก่าอยู่ในหัว อาจต้องเตรียมใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคุณเท่าไร ส่วนถ้าคุณมีหลาน มีน้อง หรือมีลูก Gen Alpha ที่แค่ชอบนิทาน เจ้าหญิง และโลกแฟนตาซีสีสด ๆ Snow White (2025) อาจกลายเป็นสโนว์ไวท์เวอร์ชันแรกในชีวิตที่พวกเขาจำได้ – แม้สำหรับเรา มันจะเป็นเพียงหนังที่ได้แค่ 5 ในใจเท่านั้นก็ตาม