SKIN โตสวนเศรษฐกิจ ทำไมถึงน่าจับตา?
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ธุรกิจความงามของ SKIN ยังเดินหน้าโตแข็งแรง รับลมหนุนกระแส T-Beauty หรือเทรนด์ความงามสายแบรนด์ไทยที่กำลังมาแรง ส่งผลให้ตลาดสกินแคร์ในประเทศขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง
มูลค่าตลาดเครื่องสำอางปี 2568 คาดว่าจะเติบโตถึง 13.3% เมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่ตลาด Beauty & Personal Care ในไทยมีโอกาสพุ่งแตะราว 2.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับว่ากลุ่มธุรกิจสกินแคร์และเมกอัพยังเป็นเซ็กเมนต์ที่ไปต่อได้อีกไกล
T-Beauty ดันแบรนด์ไทยขึ้นแถวหน้า
กระแส T-Beauty ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้ แบรนด์ไทยที่เข้าใจผิวคนไทยจริงๆ มากขึ้น ทั้งในกลุ่มสกินแคร์และเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศและตอบโจทย์ปัญหาผิวอย่างตรงจุดจึงได้เปรียบชัดเจน
SKIN ใช้โอกาสนี้เร่งปั้น 2 แบรนด์หลักให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือ
Skinsista (สกินซิสต้า) แบรนด์สกินแคร์ที่เน้นการดูแลผิวครบด้าน
Dermie (เดอร์มี่) เวชสำอางน้องใหม่ที่โฟกัสการดูแลผิวเชิงลึก
การผลักดันแบรนด์ทั้งสองเกิดจากความเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการสินค้าที่ทั้งแก้ปัญหาและบำรุงผิวไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ให้ผิวดีระยะสั้น แต่ต้องเห็นผลและใช้ต่อเนื่องได้จริง
กลยุทธ์เติบโต: จากสินค้า ถึงช่องทางขาย
เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ T-Beauty และกำลังซื้อที่ยังหมุนเวียนในตลาดความงาม SKIN เดินเกมรุกทั้งด้านผลิตภัณฑ์และช่องทางจัดจำหน่าย
1. ขยายช่องทางขายให้ครอบคลุม
ปูพรมทั้งช่องทาง ออนไลน์ และ ออฟไลน์
เพิ่มโอกาสให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นในหลาย Segment
ต่อยอดการรับรู้แบรนด์ผ่านการกระจายสินค้าในวงกว้าง
2. ออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง รับเทรนด์ผิวสมัยใหม่
บริษัทวางแผนว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ต่ำกว่า 10 SKU ครอบคลุมทั้งกลุ่มสกินแคร์และเครื่องสำอาง เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้
โฟกัสสำคัญคือ
สินค้าที่ แก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด
ควบคู่กับการ บำรุงผิวในระยะยาว
เดินตามเทรนด์ผิวสุขภาพดีที่ไม่ใช่แค่ขาว แต่ต้องแข็งแรงและสมดุล
ภายใต้กระแส T-Beauty การออกสินค้าใหม่ + ขยายช่องทางขาย จึงเป็นคู่เครื่องยนต์หลักในการผลักดันยอดขายของ Skinsista และ Dermie ให้เติบโตต่อเนื่องในทุกกลุ่มลูกค้า
โครงสร้างรายได้: 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก
รายได้ของ SKIN ปัจจุบันมาจาก 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักภายใต้แบรนด์ Skinsista และ Dermie ได้แก่
เซรั่มบำรุงผิวหน้า – สินค้าหลักของหลายสายสกินแคร์ที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน
ครีมกันแดด – ไอเท็มจำเป็นที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน ยิ่งเทรนด์ “กันแดดทุกวัน ผิวถึงจะรอด” มาแรง ยิ่งผลักดันยอดได้ดี
ครีมบำรุงผิวหน้า – กลุ่มเดย์ครีม/ไนท์ครีมที่เสริมการบำรุงต่อเนื่อง
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า – จุดเริ่มต้นของผิวดีที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง – เสริมพอร์ทสินค้าให้ครบลูปการดูแลผิวและเมกอัพ
การมีสินค้าในหลายหมวดช่วยให้ SKIN สร้างรายได้จากทั้งสายบำรุง สายกันแดด และสายเมกอัพ ครอบคลุมพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ความงามในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
แผนเข้า mai: เร่งสปีดการเติบโตระยะยาว
นอกจากการเติบโตจากยอดขายสินค้า SKIN ยังวางหมากด้านการเงินด้วยการเตรียมเข้าตลาดทุน โดยมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 44 ล้านหุ้น เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ช่วงครึ่งปีหลัง
การเข้าตลาด mai จะช่วยให้บริษัทมี
เงินทุนเพื่อขยายธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ศักยภาพในการขยายช่องทางขายและเพิ่มกำลังการผลิต
โอกาสสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
พูดง่ายๆ คือ จากแบรนด์สกินแคร์ไทยสู่การเป็นบริษัทความงามที่พร้อมวิ่งมาราธอนในตลาดทุน
ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ในพอร์ต SKIN
จากภาพรวมผลิตภัณฑ์ของ Skinsista และ Dermie จะเห็นว่าแบรนด์เน้นดีไซน์และภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจการดูแลผิวอย่างจริงจัง แต่ยังคงอยากได้อะไรที่เป็นมิตรและไม่ไกลตัว
ทั้งกลุ่มสกินแคร์พื้นฐาน สินค้าเฉพาะทาง ไปจนถึงเมกอัพบางหมวด ล้วนถูกจัดวางให้ต่อยอดกันได้ในชีวิตจริง เช่น ใช้เซรั่ม + ครีมบำรุง + กันแดด เป็นรูทีนหลัก ก่อนแต่งหน้าด้วยไอเท็มอื่นของแบรนด์
สรุป: เมื่อสกินแคร์ไทยไม่ใช่แค่ของถูก แต่คือของดีที่คนยอมเทใจ
ตลาดสกินแคร์และเครื่องสำอางไทยยังไปต่อได้อีกมาก แม้เศรษฐกิจจะไม่ได้สดใสทุกมิติ แต่เทรนด์ความงามและการดูแลตัวเองยังเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ยอมตัดออกจากชีวิตประจำวัน
SKIN จึงใช้จังหวะนี้รุกหนัก ทั้งขยายแบรนด์ Skinsista และ Dermie พัฒนาสินค้าใหม่ ขยายช่องทางขาย และเตรียมเข้า mai เพื่ออัปเลเวลจากแบรนด์สกินแคร์ไทย สู่การเป็นผู้เล่นใหญ่ในตลาดความงามที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

