ZestBuy

เปิดครบสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI06-07

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ใช้อย่างไรให้คุ้มทั้งเดือน

1. ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 และสิ่งที่เปลี่ยนไป

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “บัตรคนจน” เป็นโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง โดยโอนวงเงินสวัสดิการเข้า บัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด ทุกเดือน ใช้รูดจ่ายได้เฉพาะร้านค้า/บริการที่ร่วมโครงการ ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้

ในปี 2569 รัฐบาล “รีเซ็ตระบบ” เปิดให้ลงทะเบียน/ยืนยันสิทธิใหม่ระหว่าง 4 – 21 มิถุนายน 2569 ผู้ถือบัตรเดิมทุกคนต้องยืนยันสิทธิ ไม่ทำถือว่าอาจพลาดสวัสดิการรอบใหม่ แม้โครงสร้างวงเงินหลักอย่าง

  • เงินซื้อของจำเป็น 300 บาท/เดือน

  • วงเงินค่าเดินทางสาธารณะ 750 บาท/เดือน

ยังคงเท่าเดิม แต่ เกณฑ์คัดกรองเข้มขึ้น และเปลี่ยนจากการดู “รายได้ครอบครัว” มาเป็น “รายได้รายบุคคล” รวมถึงเพิ่มกลุ่ม “ต้องห้าม” หลายกลุ่ม เพื่อให้สิทธิไปถึงคนที่มีฐานะยากลำบากจริงๆ

เมื่อผ่านการคัดกรองและประกาศรายชื่อในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้มีสิทธิจะเริ่มใช้วงเงินรอบใหม่ได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

2. เกณฑ์คุณสมบัติและการคัดกรองผู้มีสิทธิปี 2569

2.1 คุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องมี

จากข้อมูลในหลายแหล่ง เกณฑ์หลักๆ ที่ผู้ลงทะเบียนต้องมี ได้แก่

  • ต้องเป็น สัญชาติไทย

  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

  • รายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

  • หากมีครอบครัว รายได้เฉลี่ยต่อหัวในครัวเรือนต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเช่นกัน (ข้อมูลบางชุดยังอ้างเกณฑ์เฉลี่ยครัวเรือน)

  • ทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก สลาก พันธบัตร ฯลฯ) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน

  • วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท (ตามเกณฑ์ใหม่รายบุคคล)

  • หนี้บ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ/หรือหนี้รถไม่เกิน 1 ล้านบาท (ตามข้อมูลเกณฑ์เดิมที่ยังถูกอ้างถึง)

  • ไม่มีบัตรเครดิต แม้เพียงใบเดียว

  • ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือผู้รับบำนาญ/บำเหน็จจากภาครัฐตามที่กำหนด

ด้านทรัพย์สินที่ดินและที่อยู่อาศัย

  • กรณีเป็นเกษตรกร: ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่

  • กรณีไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตร: ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่

  • ห้องชุด (คอนโด) รวมทุกแห่งไม่เกิน 35 ตร.ม.

  • บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์/ห้องแถว/ตึกแถว รวมทุกแห่งไม่เกิน 25 ตร.วา

ในส่วนของ ยานพาหนะ

  • ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น
    • รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี

    • รถยนต์ 3 ล้อ

    • รถยนต์ 4 ล้อเล็กรับจ้าง

    • รถเพื่อการเกษตร

โดยแต่ละประเภทถือครองได้ไม่เกิน 1 คัน

2.2 กลุ่มบุคคลต้องห้าม 9 กลุ่ม

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุชัดว่า มี 9 กลุ่ม ที่ถูกตัดสิทธิ ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่

  1. ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

  2. ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง และบุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา

  3. ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

  4. พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี

  5. ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ

  6. ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน

  7. ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้

  8. ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป

  9. ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ในฐานะ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

3. สรุปสิทธิประโยชน์และวงเงินรายเดือนแบบละเอียด

สิทธิหลักที่ผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับในปี 2569 จากข้อมูลที่ตรงกันในหลายแหล่ง สามารถสรุปได้ดังนี้

3.1 วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

  • 300 บาทต่อคนต่อเดือน

  • ใช้ซื้อ
    • สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน (เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้จำเป็น)

    • สินค้าเพื่อการศึกษา

    • วัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม

  • ใช้ได้เฉพาะ ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

  • วงเงินเข้าทุกวันที่ 1 ของเดือน

  • ใช้ไม่หมดไม่สะสมข้ามเดือน และไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้

หมายเหตุ: มีบางแหล่งข้อมูลระบุช่วง มิ.ย.-ก.ย. 2569 รัฐเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าเป็น 1,000 บาท/เดือน (300 เดิม + 700 เพิ่ม) แต่เป็นมาตรการพิเศษเฉพาะช่วงเวลา ไม่ใช่โครงสร้างถาวรของโครงการ

3.2 วงเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม

  • 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน

  • ใช้เป็นส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้มกับร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด

3.3 วงเงินค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ

  • 750 บาทต่อคนต่อเดือน

  • ใช้ร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะ 8 ประเภท ได้แก่

    • รถเมล์ ขสมก.

    • รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)

    • รถไฟฟ้า BTS, MRT, รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

    • รถไฟ

    • รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร

    • รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน

    • รถสองแถวรับจ้าง

    • เรือโดยสารสาธารณะ

  • ไม่ได้แยกวงเงินตามประเภทรถ ใช้ร่วมกันในวงเงิน 750 บาทต่อเดือน

3.4 มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า

  • สนับสนุนสูงสุด 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

  • เฉพาะผู้ถือบัตรที่ลงทะเบียนสิทธิ์ค่าไฟกับหน่วยงานการไฟฟ้าแล้ว

  • รูปแบบการช่วยเหลือตามปริมาณการใช้ไฟ
    • ใช้ไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนด: รัฐช่วยตามเกณฑ์ (สูงสุด 315 บาท)

    • ใช้เกิน 315 บาท: ผู้มีสิทธิต้องจ่ายค่าไฟ ทั้งหมดเอง

  • ผู้ใช้ไฟต้องชำระเงินเต็มจำนวนก่อน จากนั้นกรมบัญชีกลางจึง คืนเงินเข้าบัตรสวัสดิการฯ ไม่ใช่หักส่วนลดตรงจากบิล

3.5 มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา

  • สนับสนุนสูงสุด 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

  • เงื่อนไขการใช้น้ำ
    • ใช้น้ำไม่เกิน 100 บาท: รัฐช่วยจ่ายเต็ม 100 บาท (ตามบิลจริงแต่ไม่เกิน 100)

    • ใช้เกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท: รัฐช่วย 100 บาท ส่วนที่เกินผู้มีสิทธิ์จ่ายเอง

    • ใช้เกิน 315 บาท: ผู้มีสิทธิ์รับภาระค่าน้ำ ทั้งหมด

3.6 เงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

จากข้อมูลที่อ้างถึงในบางแหล่ง

  • ผู้พิการ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและถือบัตรสวัสดิการฯ

    • ได้รับเงินเพิ่ม 200 บาทต่อเดือน (โดยมากโอนวันที่ 20 ของเดือน)

  • ผู้สูงอายุรายได้น้อย

    • มีระบุสิทธิ “เงินสำหรับผู้สูงอายุ” สูงสุด 800 บาท ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 8 เดือน (เป็นมาตรการเฉพาะช่วงหนึ่ง ไม่ใช่สิทธิถาวรในทุกชุดข้อมูล)

  • ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการฯ โดยทั่วไป
    • ได้สิทธิพื้นฐานเหมือนผู้ถือบัตรทั่วไปครบทุกอย่าง (300 บาทซื้อของ, 750 บาทค่าเดินทาง, สิทธิค่าน้ำ–ไฟ ฯลฯ)

3.7 มูลค่าความช่วยเหลือรวมต่อเดือน

ข้อมูลจากบางบทความสรุปว่า หากใช้สิทธิครบทุกหมวด ผู้ถือบัตรสามารถได้รับการสนับสนุนรวม ประมาณ 1,490 – 1,500 บาทต่อเดือน หรือเกือบ 18,000 บาทต่อปี (ยังไม่รวมเงินช่วยเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้พิการ/ผู้สูงอายุ ตามมาตรการเสริม)

อีกแหล่งหนึ่งระบุรวมวงเงินสูงสุด 1,745 บาทต่อเดือน เมื่อรวมค่าเดินทาง ค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ และส่วนลดอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนว่ามีความแตกต่างของตัวเลขในแต่ละแหล่งข้อมูล ต้องติดตามประกาศทางการเพิ่มเติมสำหรับตัวเลขสุดท้าย

4. ตัวอย่างการใช้จ่ายรายเดือนของผู้ถือบัตรแต่ละกลุ่ม (จำลองตามสิทธิ)

ข้อมูลที่มีไม่ได้ให้ตัวเลขการใช้จ่ายแบบวันต่อวัน แต่จากโครงสร้างสิทธิ สามารถเห็นภาพการใช้บัตรในหนึ่งเดือนได้จาก “กรอบวงเงิน” ที่รัฐกำหนด

4.1 กลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั่วไป

  • สิทธิหลักที่ใช้เป็นประจำ
    • ซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน 300 บาท/เดือน

    • ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/เดือน

    • ค่าน้ำ 100 บาท/เดือน (หากลงทะเบียนและใช้น้ำไม่เกินเกณฑ์)

    • ค่าไฟ 315 บาท/เดือน (หากใช้ไฟไม่เกินเกณฑ์)

ใน 1 เดือน ถ้าใช้สิทธิครบทุกหมวด ผู้ถือบัตรกลุ่มนี้จะลดภาระ

  • ค่าครองชีพในครัวเรือน (อาหาร ของใช้จำเป็น)

  • ค่าเดินทางไปทำงาน/ทำธุระ

  • ค่าน้ำ–ไฟในบ้าน

รวมแล้วช่วยลดภาระได้ประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน ตามข้อมูลองค์รวมบางชุด

4.2 กลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย

ผู้สูงอายุจะ

  • ได้รับสิทธิพื้นฐานเหมือนกลุ่มทั่วไป

  • หากอยู่ในกลุ่มมีรายได้น้อยตามมาตรการบางช่วงเวลา อาจได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติม (เช่น สิทธิ 100 บาท/เดือน เป็นเวลา 8 เดือน จากข้อมูลบางแหล่ง)

จึงทำให้ในบางช่วง ผู้สูงอายุที่เข้าข่ายจะมีวงเงินรวมต่อเดือนสูงกว่าผู้ถือบัตรทั่วไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขและระยะเวลาต้องอิงประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงนั้น

4.3 กลุ่มผู้พิการที่มีบัตรสวัสดิการฯ

  • ใช้สิทธิหลักเหมือนทุกคน

  • รับเงินเพิ่ม 200 บาทต่อเดือน (โอนวันที่ 20 ตามข้อมูลบางแหล่ง)

ทำให้วงเงินช่วยเหลือรวมทั้งเดือนเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันควบคู่กับวงเงินซื้อของ ค่าเดินทาง และค่าน้ำ–ไฟ

5. ความคุ้มค่า: ใช้วงเงินเต็ม vs ใช้ไม่ครบ

จากโครงสร้างสิทธิที่ “ไม่สะสมข้ามเดือน” อย่างวงเงินซื้อสินค้า 300 บาท และค่าเดินทาง 750 บาท หมายความว่า

  • หาก ใช้ไม่หมดในเดือนนั้น วงเงินส่วนที่เหลือจะหมดอายุทันที

  • ผู้ถือบัตรที่ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ จะได้รับประโยชน์สูงสุดตามวงเงินที่รัฐตั้งไว้ เช่น 1,490–1,500 บาทต่อเดือน หรือมากกว่านั้นเล็กน้อยตามข้อมูลบางชุด

ในทางกลับกัน หากไม่ได้ใช้สิทธิบางหมวด เช่น ไม่ใช้ค่าเดินทาง หรือไม่ได้ลงทะเบียนค่าน้ำ–ไฟ

  • จะทำให้ “มูลค่าความช่วยเหลือจริง” ที่ได้รับลดลง แม้รัฐจัดสรรไว้ให้แล้ว

  • ผลคือ ภาระค่าครองชีพที่ควรลดลงอาจยังสูงกว่าที่ควรจะเป็น

กล่าวอีกแบบคือ ความคุ้มค่าของบัตรสวัสดิการฯ ขึ้นอยู่กับการใช้สิทธิให้ครบตามสิทธิที่มี มากกว่าการปล่อยวงเงินหมดอายุไปเฉยๆ

6. แนวทางวางแผนค่าใช้จ่ายด้วยบัตรสวัสดิการฯ ให้พอทั้งเดือน

แม้ข้อมูลที่มีจะไม่ระบุ “สูตรการวางแผน” อย่างเป็นทางการ แต่จากเงื่อนไขของสิทธิ สามารถสรุปหลักคิดสำคัญที่ผู้ถือบัตรควรใช้ได้ดังนี้

  1. จัดลำดับการใช้วงเงินที่หมดอายุก่อน

    • วงเงินซื้อสินค้า 300 บาท/เดือน และค่าเดินทาง 750 บาท เป็นสิทธิที่ไม่สะสม

    • ควรใช้ให้ครบในของจำเป็นและการเดินทางที่ต้องใช้จริง

  2. ลงทะเบียนสิทธิค่าน้ำ–ไฟให้ครบ

    • เพราะเป็นหมวดที่ช่วยประหยัดได้มาก (สูงสุด 315 บาทค่าไฟ + 100 บาทค่าน้ำ)

    • หากไม่ลงทะเบียน จะเสียสิทธิทันทีแม้เข้าเกณฑ์

  3. ควบคุมการใช้ไฟ–น้ำไม่ให้เกินเกณฑ์

    • หากใช้ไฟหรือน้ำเกินเพดานที่กำหนด ผู้ถือบัตรต้องรับภาระทั้งหมดเอง

    • การประหยัดไฟ–น้ำจึงไม่เพียงช่วยโลก แต่ช่วยกระเป๋าตัวเองโดยตรง

  4. ใช้สิทธิค่าเดินทางกับขนส่งสาธารณะให้เต็ม

    • วงเงิน 750 บาท/เดือน หากใช้กับรถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟ หรือเรือโดยสาร สามารถลดค่าใช้จ่ายเดินทางประจำวันได้ชัดเจน

  5. ติดตามข่าวมาตรการพิเศษ

    • เช่น การเพิ่มวงเงินซื้อของในบางช่วง (เช่น มิ.ย.-ก.ย. 2569) หรือเงินช่วยเหลือเฉพาะกิจ

    • เพื่อไม่พลาดวงเงินที่เพิ่มเข้ามาชั่วคราว

7. ขั้นตอนเช็กสิทธิ ยืนยันตัวตน และปัญหาที่พบบ่อย

7.1 การลงทะเบียนและยืนยันสิทธิปี 2569

ช่วงเวลา 4 – 21 มิถุนายน 2569 ผู้ถือบัตรเดิมต้อง “ยืนยันสิทธิ์” ผ่าน 5 ช่องทาง (เลือกเพียงช่องทางเดียว)

  1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง

    • เข้าแอป → กดแบนเนอร์ “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” → ยอมรับเงื่อนไข → กดลงทะเบียน

  2. แอปพลิเคชันทางรัฐ

    • ล็อกอิน → เลือกบริการ “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” → ตรวจสอบข้อมูล → กรอกเบอร์โทร → ยืนยัน

  3. เว็บไซต์โครงการ

    • เข้า welfare.mof.go.th หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th → กด “เริ่มลงทะเบียน”

    • พิสูจน์ตัวตนด้วย ThaiD หรือกรอกเลขบัตร ชื่อ-สกุล วันเกิด และรหัส Laser ID

    • กรอกหมายเลขโทรศัพท์ → ยอมรับเงื่อนไข → กดยืนยัน

  4. ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย

    • เลือกเมนู “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” → “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569”

    • เสียบบัตรประชาชน → ตรวจสอบข้อมูล → กดยืนยัน → กรอกเบอร์โทร

  5. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารรัฐ

    • ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธอส., ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    • ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ → ตรวจสอบข้อมูล → กรอกเบอร์โทร → ยืนยัน

เมื่อระบบขึ้นข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอน

7.2 วิธีตรวจสอบสถานะและเช็กสิทธิ์

  • เข้าเว็บไซต์ welfare.mof.go.th → เมนู “ตรวจสอบสิทธิ์” → กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

  • หรือเว็บไซต์ register-welfare.mof.go.th ในเมนูตรวจสอบสิทธิ์/สถานะการลงทะเบียน

  • หรือเช็กที่ธนาคารรัฐ (กรุงไทย, ออมสิน, ธ.ก.ส.) และที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานคลังจังหวัดด้วยบัตรประชาชนตัวจริง

ผลการตรวจสอบคุณสมบัติจะประกาศในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และผู้ผ่านเกณฑ์ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569

7.3 วิธีเช็กยอดเงินในบัตร

  • ที่เครื่อง EDC ของร้านธงฟ้าหรือร้านร่วมโครงการ

    • ขอให้ร้านเลือกเมนู “ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ” ก่อนรูดซื้อของ

  • ผ่านเว็บไซต์register-welfare.mof.go.th (เช็กในส่วนประวัติการใช้สิทธิ)

  • ผ่าน Call Center

    • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการฯ : 02-109-2345

    • ธ.กรุงไทย : 02-111-1111

    • กรมบัญชีกลาง : 02-270-6400

7.4 ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางแก้

  1. เงินไม่เข้า/วงเงินไม่แสดง

    • ตรวจสอบสถานะที่เว็บ welfare.mof.go.th ก่อนว่ามีสิทธิอยู่หรือไม่

    • เช็กว่าบัตรประชาชนยังไม่หมดอายุและไม่ชำรุด

    • หากทุกอย่างปกติแต่เงินยังไม่เข้า โทร
      • กรมบัญชีกลาง 02-270-6400 หรือ

      • ธนาคารกรุงไทย 02-111-1111

  2. ใช้สิทธิไม่ได้ที่ร้านค้า

    • ตรวจสอบว่าบัตรยังใช้งานได้และร้านเข้าร่วมโครงการหรือไม่

    • หากยังใช้ไม่ได้ ให้ลอง “ปลดล็อกบัตร” ผ่านเว็บ welfare.mof.go.th หรือให้ธ.กรุงไทยตรวจสอบระบบ

  3. บัตรประชาชน/บัตรสวัสดิการหายหรือชำรุด

    • สิทธิผูกกับบัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด

    • ไปทำบัตรประชาชนใหม่ที่อำเภอ/เขต/เทศบาล แล้วสามารถใช้สิทธิได้ต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

  4. ผู้สูงอายุไม่มีสมาร์ตโฟน

    • ใช้สิทธิผ่านบัตรประชาชนสมาร์ตการ์ดที่ร้านค้า EDC ได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ตโฟน

    • ค่าน้ำ–ไฟจะหัก/คืนตามระบบ ไม่ต้องดำเนินการผ่านแอป

  5. โอนสิทธิให้คนอื่นได้หรือไม่

    • ไม่ได้โดยเด็ดขาด สิทธิผูกกับตัวบุคคล หากให้ผู้อื่นใช้แทนอาจถูกระงับสิทธิและดำเนินการตามกฎหมาย

8. ภาพรวมสิทธิปี 2569 และข้อควรรู้ล่วงหน้า

ข้อมูลจากหลายแหล่งตรงกันในประเด็นสำคัญว่าปี 2569

  • สิทธิพื้นฐาน (ค่าอาหาร/สินค้า 300 บาท, ค่าเดินทาง 750 บาท, ส่วนลดค่าน้ำ–ไฟ และก๊าซหุงต้ม) ยัง คงโครงสร้างเดิม

  • การเปลี่ยนแปลงใหญ่คือ
    • ปรับเกณฑ์คัดกรองเป็น รายบุคคล

    • เพิ่มกลุ่มต้องห้ามเป็น 9 กลุ่ม

    • กำหนดเพดานทรัพย์สินและสินเชื่อเข้มขึ้น

ตัวเลขวงเงินรายสวัสดิการ มีบางความแตกต่างระหว่างแหล่งข้อมูล เช่น

  • บางแหล่งระบุว่าวงเงินช่วยเหลือรวมสูงสุดราว 1,490 – 1,500 บาท/เดือน

  • อีกแหล่งระบุรวมสูงสุด 1,745 บาท/เดือน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะนี้ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่ออาจมีมาตรการพิเศษเสริมในบางช่วง (เช่น เพิ่มวงเงินชั่วคราว)

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้มีสิทธิคือ

  • ยืนยันสิทธิภายในกำหนดเวลา

  • ตรวจสอบคุณสมบัติของตนเอง ให้ตรงตามเกณฑ์ใหม่

  • ติดตามประกาศจากช่องทางทางการ เช่น เว็บไซต์ welfare.mof.go.th แอปเป๋าตัง และแอปทางรัฐ

เพื่อไม่พลาดสิทธิที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริงในแต่ละเดือน และใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น