ทำไมบลัชออนถึงสำคัญในการแต่งหน้า
บลัชออน หรือที่ปัดแก้ม เป็นเครื่องสำอางที่ใช้เพิ่มสีสันให้ใบหน้า โดยเน้นบริเวณแก้มเพื่อให้ดูสดใส มีชีวิตชีวา และดูสุขภาพดีขึ้นทันที ช่วยกอบกู้ผิวที่ซีดหมองให้ดูโดดเด่นขึ้น ไม่ว่าจะลุคแต่งบาง ๆ แบบ Clean girl makeup หรือการแต่งหน้าเต็มขั้น บลัชออนจึงเป็นหนึ่งในไอเท็มที่แทบขาดไม่ได้บนโต๊ะเครื่องแป้ง
เมื่อปัดบลัชออน ผิวจะดูมีเลือดฝาด แก้มระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้หน้าดูไม่โทรม และช่วยให้เมคอัพโดยรวมดูครบและกลมกล่อมขึ้น
ผลของบลัชออนต่อโทนผิว มิติใบหน้า และความสดใส
เมื่อเทียบกับการไม่ใช้บลัชออนเลย การปัดบลัชออนมีผลชัดเจนต่อภาพรวมใบหน้าในหลายด้าน
โทนผิวและความสดใส : บลัชออนช่วยเพิ่มสีชมพู พีช ส้ม หรือโทนเอิร์ธเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าดูสดใส สุขภาพดี ไม่ซีดเหมือนเพิ่งตื่นนอนหรือเหนื่อยล้า
มิติบนใบหน้า : การเลือกบลัชออนที่มีทั้งสีแก้มและไฮไลท์ (เช่น ตลับที่มีบลัชกับไฮไลท์หรือบรอนเซอร์ในตัวเดียว) ช่วยสร้างมิติบนใบหน้า ทำให้โหนกแก้มเด่นและผิวดูโกลว์ขึ้น
ลุคโดยรวม : สีบลัชออนที่เข้ากับสไตล์เมคอัพ เช่น ลุค Clean girl จะใช้สีโทนอ่อน นู้ด หรือสีธรรมชาติ ทำให้ลุคดูคลีน สบายตา ต่างจากหน้าที่ลงแต่รองพื้นและแป้งซึ่งอาจดูแบนและขาดชีวิตชีวา
พูดง่าย ๆ คือ แค่เปลี่ยนหรือเติมสีบลัชออน ลุคทั้งหน้าสามารถเปลี่ยนฟีลไปได้เลย ตั้งแต่หวานใส มินิมอล ไปจนถึงคมชัดออกงาน
ประเภทของบลัชออนและเหมาะกับผิวแบบไหน
จากข้อมูลในบทความต่าง ๆ สามารถแบ่งประเภทบลัชออนหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. บลัชออนเนื้อฝุ่น / เนื้อแป้งอัดแข็ง
ลักษณะ
เป็นเนื้อฝุ่นหรือแป้งอัดแข็ง
มักให้ฟินิชแมตต์ หรือแมตต์+ชิมเมอร์บาง ๆ
ข้อดี
ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่
ช่วยดูดซับและควบคุมความมันได้ดี
ให้ลุคแมตต์ ดูไม่มันเยิ้ม
สามารถบิวด์สีเพิ่มได้ทีละชั้น
ข้อเสีย
สีมีโอกาสดรอปเร็ว ต้องปัดเติมระหว่างวัน
ถ้าเป็นคนผิวแห้งมาก อาจยิ่งทำให้ผิวดูแห้งหรือเห็นร่องผิวชัดขึ้น
เหมาะกับสภาพผิว
ผิวมัน และผิวผสมเหมาะมาก เพราะช่วยคุมมันและติดทนดี
ผิวแห้งควรบำรุงให้ชุ่มชื้น หรือใช้บลัชครีมเป็นฐานก่อน
ตัวอย่างรุ่นที่เป็นเนื้อฝุ่น/แป้งจากข้อมูล เช่น 3CE Mood Recipe Face Blush, NARS Blush, 4U2 For You Too Matte Blush, KIKO MILANO Unlimited Blush, Revlon Powder Blush, L’OREAL Le Blush Shimmer เป็นต้น
2. บลัชออนเนื้อครีม
ลักษณะ
เนื้อครีมหรือบาล์ม มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก
ให้สีชัด เนื้อทึบแสงกว่าฝุ่น
ข้อดี
เกลี่ยง่าย ให้ความโกลว์ ฉ่ำวาว ดูผิวสุขภาพดี
หลายสูตรมีส่วนผสมบำรุง เช่น วิตามินอี Shea Butter คอลลาเจน
ให้ความชุ่มชื้น ไม่ตกร่องง่าย เหมาะกับผิวแห้งและผิวที่มีริ้วรอย
ข้อเสีย
ติดทนน้อยกว่าฝุ่นในบางสูตร ต้องเติมระหว่างวัน
ถ้าผิวมันมาก อาจดูมันเกินไปถ้าไม่เซ็ตแป้ง
เหมาะกับสภาพผิว
ผิวแห้ง และผิวธรรมดา เหมาะมาก
ผิวมันสามารถใช้ได้ แต่ควรมองหาสูตรที่มีตัวช่วยควบคุมมัน เช่น Silica หรือ Dimethicone และอาจเซ็ตแป้งทับ
3. บลัชออนแบบน้ำ / ทินท์ / ลิควิด
ลักษณะ
เนื้อเหลว อาจมาในรูปแบบจิ้มจุ่มหรือลิควิดบลัช
ข้อดี
เนื้อบางเบา เม็ดสีชัด ติดทน
เหมาะกับทุกสภาพผิว (แห้ง มัน ผสม)
ให้ลุคตั้งแต่เชียร์ธรรมชาติไปจนถึงสีชัดได้ ขึ้นกับการลง
ข้อเสีย
เซ็ตตัวค่อนข้างเร็ว ต้องเกลี่ยไว
ไม่ควรใช้บนผิวที่ลงแป้งแล้ว เพราะอาจเป็นคราบ
เหมาะกับสภาพผิว
ทุกสภาพผิว หากเลือกฟินิชให้เหมาะ
ผิวมันมาก แนะนำฟินิชแมตต์
แต่งหน้าเบา ๆ ในชีวิตประจำวันเหมาะกับฟินิชเชียร์โกลว์
บางชนิดเป็น Tint ใช้ได้ทั้งปากและแก้ม แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดว่าสามารถใช้กับริมฝีปากได้เพื่อความปลอดภัย
4. บลัชออนแบบแท่ง
ลักษณะ
มาในรูปแบบแท่ง แข็งคล้ายลิปสติก
ส่วนใหญ่เป็นเนื้อครีม
ข้อดี
ใช้งานสะดวก พกพาง่าย
ทาลงแก้มตรง ๆ แล้วเกลี่ยด้วยนิ้ว ฟองน้ำ หรือแปรงได้
ข้อเสีย
ถ้าเกลี่ยไม่ดีอาจเป็นด่าง สีไม่เสมอ
ควบคุมความเข้มยากกว่าฝุ่น จึงไม่เหมาะกับมือใหม่เท่าแบบฝุ่น
เหมาะกับสภาพผิว
คนที่ต้องการความรวดเร็วและพกง่าย
สภาพผิวเลือกตามสูตร (ชุ่มชื้น/แมตต์) คล้ายบลัชครีมทั่วไป
5. บลัชออนแบบพาเลต
ลักษณะ
มีหลายเฉดสีอยู่ในตลับเดียว
มักมีทั้งเนื้อแมตต์สำหรับปัดแก้ม/คอนทัวร์ และเนื้อชิมเมอร์สำหรับไฮไลท์
ข้อดี
คุ้มค่า ปรับลุคได้หลายสไตล์ในตลับเดียว
ใช้ผสมสี ปรับเข้ม-อ่อนตามโอกาสได้ง่าย
เหมาะกับ
คนที่ต้องการครีเอตลุคหลากหลาย หรือช่างแต่งหน้า
ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์บ้างแล้ว เพราะต้องเลือกและผสมสีเอง
วิธีเลือกสีบลัชออนให้เข้ากับสีผิวและสไตล์แต่งหน้า
การเลือกสีบลัชออนมีทั้งแนวทางตามสีผิวพื้นฐานและแนวคิด Personal Color/Undertone ข้อมูลจากหลายบทความสามารถสรุปได้ดังนี้
1. เลือกตามสีผิวพื้นฐาน
ผิวขาว
เหมาะกับสีชมพูอ่อน ชมพูพีชอ่อน ชมพูกุหลาบ สีม่วงลาเวนเดอร์อ่อน ช่วยให้ดูเป็นธรรมชาติและขับผิวให้สว่างผิวสองสี / ผิวปานกลาง
เหมาะกับสีชมพูพีช ม่วงอมชมพู ส้ม แอปริคอต พีช และโทนบรอนซ์ สีเหล่านี้จะกลมกลืนกับผิวและไม่ทำให้ซีดหรือเทาผิวเข้ม
เหมาะกับสีโทนเบอร์รี่ ม่วงแดง สีอิฐ น้ำตาลส้ม นู้ดอมทอง ส้มไหม้ สีเหล่านี้ช่วยให้ผิวดูเป็นธรรมชาติและไม่หม่น
2. เลือกตาม Undertone และ Personal Color
Undertone หลักที่ใช้เช็กคือ Warm, Cool และ Neutral ซึ่งเช็กได้จากสีเส้นเลือดที่ข้อมือ เครื่องประดับที่ใส่แล้วผิวดูสว่าง หรือสีเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดี
Spring Warm (ผิวโทนอุ่น ขาวอมเหลือง)
เหมาะกับโทน พีช ชมพูพีช ชมพูอมส้ม แอปริคอตSummer Cool (ผิวโทนเย็น ขาวอมชมพู)
เหมาะกับสี ชมพูกุหลาบ ม่วงลาเวนเดอร์ เบอร์รี่โทนอ่อนAutumn Warm (ผิวสองสี ผิวแทน อมทอง)
เหมาะกับสี อิฐ น้ำตาลส้ม นู้ดอมทอง ส้มไหม้Winter Cool (ผิวโทนเย็นคอนทราสต์สูง ขาวซีดหรือเข้มจัด)
เหมาะกับสี ชมพูช็อกกิ้งพิงก์ ม่วงแดง ชมพูเชอร์รี่
ถ้าไม่แน่ใจ Undertone เริ่มจากสังเกตว่าใช้สีไหนแล้วหน้าดูสว่างขึ้นทันที สีโทนนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดี
3. ให้เข้ากับสไตล์การแต่งหน้าในชีวิตประจำวัน
ลุคธรรมชาติ / Clean girl makeup
เลือกสีโทนธรรมชาติ นู้ด พีชอ่อน ชมพูใส ๆ ฟินิชแมตต์หรือโกลว์น้อย ๆ ปัดบาง ๆ ให้ดูเหมือนไม่ได้แต่งมากลุคทำงาน / เรียบร้อยสุภาพ
เลือกโทนชมพูสุภาพ ส้มนู้ด น้ำตาลอมพีช เม็ดสีกลาง ๆ ไม่จัดมากลุคออกงาน / ปาร์ตี้
เลือกสีเข้มขึ้นหรือมีชิมเมอร์ เช่น ชมพูสด เบอร์รี่ ส้มโกลว์ โดยต้องกลมกลืนกับสีลิปและอายแชโดว์ในโทนเดียวกัน
เทคนิคการปัดบลัชออนให้สวยเป็นธรรมชาติ
1. เตรียมผิวและเบสให้ดีเพื่อความติดทน
มีเทคนิคจากบทความบลัชฝุ่นที่ช่วยให้สีติดทนมากขึ้น
บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ก่อนแต่งหน้า เพื่อให้ผิวเรียบและรับสีได้ดี
ใช้ไพรเมอร์ ช่วยปรับสภาพผิวให้เนียน ควบคุมความมัน และช่วยให้บลัชติดนาน
ลงรองพื้นเนื้อบางเบา เพื่อปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ทำให้บลัชกลืนกับผิวได้ดี
ลงบลัชครีมก่อน แล้วเซ็ตด้วยบลัชฝุ่นทับ เพื่อเพิ่มความติดทนตลอดวัน
ฉีดสเปรย์น้ำแร่หรือเซ็ตติ้งสเปรย์ หลังแต่งหน้า เพื่อเซ็ตทุกอย่างให้อยู่กับผิว
2. เลือกจุดปัดให้เหมาะกับรูปหน้า
ข้อมูลจากคู่มือบลัชออนแนะนำตำแหน่งหลัก ๆ ดังนี้
ปัดที่พวงแก้ม (กลางแก้ม)
ให้ลุคเด็ก ใส ดูอ่อนเยาว์ เหมือนแก้มแดงเวลาเขินหรือออกกำลังกายปัดที่โหนกแก้มและเฉียงขึ้นไปทางขมับ
ช่วยให้ใบหน้าดูยกกระชับ สร้างมิติ ทำให้รูปหน้าดูเรียวยาวและคมขึ้น
ตัวอย่างตามรูปหน้า (สรุปสาระสำคัญ)
ใบหน้ารูปไข่ : ปัดเหนือกระดูกโหนกแก้ม ไล่เฉียงขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้ากลม : ใช้บลัชแมตต์ ปัดจากกกหูเฉียงเข้าหามุมปาก และเพิ่มบาง ๆ บริเวณคางให้หน้าดูยาวขึ้น
ใบหน้าเหลี่ยม : ปัดใต้โหนกแก้มเล็กน้อย และสามารถปัดที่ไรผมเพื่อนุ่มกรอบหน้า
ใบหน้ารูปหัวใจ : ปัดมุมด้านนอกของโหนกแก้มจากกกหูมาทางใต้หางตา และเติมบริเวณขมับเล็กน้อย
ใบหน้ายาว/สี่เหลี่ยมผืนผ้า : ปัดบริเวณโหนกแก้มใต้หางตา โดยไม่ให้ต่ำกว่าปลายจมูก ช่วยให้ใบหน้าดูสั้นลง
ใบหน้ารูปสามเหลี่ยม : ปัดเป็นรูปตัว V จากโหนกแก้มไปขมับและเลยขึ้นมาบริเวณหน้าผากเล็กน้อย เพื่อให้สัดส่วนสมดุลขึ้น
3. ลุคต่าง ๆ ที่สร้างได้ด้วยบลัชออน
ลุคใส ๆ ทุกวัน
ใช้บลัชโทนอ่อน เนื้อฝุ่นหรือครีม ปัดบาง ๆ ตามรูปหน้า เน้นความละมุน สีไม่จัดลุคออกงาน
เลือกสีชัดขึ้นหรือมีชิมเมอร์ ปัดเลเยอร์ให้เห็นสีระเรื่อทั้งบริเวณแก้มและโหนกแก้ม ผสมไฮไลท์บางส่วนให้ผิวดูเปล่งประกาย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้
แม้ข้อมูลจะไม่ได้ลิสต์เป็นหัวข้อโดยตรง แต่จากแนวทางการใช้ สามารถสรุปข้อผิดพลาดหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. สีจัดเกินไป
สาเหตุ : ใช้บลัชที่พิกเมนต์แน่น เช่น NARS หรือบลัชฝุ่นสีเข้ม แล้วปัดครั้งเดียวเยอะเกิน
วิธีเลี่ยง : แตะบลัชเล็กน้อย เคาะแปรงออกก่อน แล้วค่อยบิวด์เพิ่มทีละชั้น
วิธีแก้ : ถ้าปัดเข้มไป ใช้แป้งฝุ่นหรือฟองน้ำรองพื้นกดทับเบา ๆ เพื่อลดความชัดของสี
2. ปัดผิดตำแหน่ง
สาเหตุ : ปัดทั่วใบหน้าหรือปัดตรงจุดที่ไม่ควร เช่น หน้าผาก คาง จมูก แก้มล่างมากเกินไป
ผลลัพธ์ : ทำให้ดูหน้าแดงไม่เป็นธรรมชาติ คล้ายถูกแดดเผาหรือลุคโบราณแบบตัวตลก
วิธีแก้ : ยึดหลักปัดเฉพาะบริเวณแก้มและโหนกแก้มตามรูปหน้า หากเผลอปัดกว้างไปให้ใช้แป้งหรือรองพื้นช่วยเบลอ
3. เป็นคราบหรือเกลี่ยไม่เนียน
สาเหตุ : ใช้บลัชน้ำหรือลิควิดบนผิวที่ลงแป้งแล้ว หรือใช้บลัชแบบแท่ง/ครีมโดยไม่เกลี่ยทันที
- วิธีเลี่ยง :
ลงบลัชครีมหรือน้ำก่อนเซ็ตแป้ง
เกลี่ยทันทีหลังแต้มสี ไม่ปล่อยให้เซ็ตตัวนาน
วิธีแก้ : ถ้าเป็นคราบ ให้เกลี่ยด้วยฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ และซ้ำบาง ๆ ด้วยบลัชฝุ่นเพื่อกลบรอย
บลัชออนราคาย่อมเยา vs เคาน์เตอร์แบรนด์
จากรายชื่อสินค้าที่อ้างอิง มีทั้งแบรนด์ไฮเอนด์และดรักสโตร์ สามารถเปรียบเทียบในภาพรวมได้ดังนี้
เคาน์เตอร์แบรนด์ / ไฮเอนด์
ตัวอย่างจากข้อมูล: Tom Ford, NARS, Dior, MAC, Bobbi Brown ฯลฯ
จุดเด่น
เนื้อแป้งหรือเนื้อครีมละเอียด เกลี่ยง่าย
พิกเมนต์สีชัด กลืนไปกับผิว ดูธรรมชาติ
มีเทคโนโลยีหรือส่วนผสมพิเศษ เช่น ผงเพชร Diamond Powder สารบำรุงผิว แร่ธาตุ ฯลฯ
บรรจุภัณฑ์สวยหรู เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และประสบการณ์การใช้
อาจเหมาะกับ
คนที่ต้องการคุณภาพเนื้อสีสูง เน้นฟินิชสวยเรียบเนียน
ผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำและมองว่าการลงทุนกับไอเท็มหลักคุ้มค่า
แบรนด์ราคาย่อมเยา / ดรักสโตร์
ตัวอย่างจากข้อมูล: 4U2, 2P Original, Maybelline, L’OREAL, Revlon, KIKO, Merrezca ฯลฯ
จุดเด่น
ราคาจับต้องได้
หลายยี่ห้อมีเฉดสีหลากหลาย เหมาะกับทุกโทนผิว
คุณภาพโดยรวมดี ใช้งานจริงได้ทั้งวัน โดยบางรุ่นมีความติดทนใกล้เคียงเคาน์เตอร์แบรนด์
อาจเหมาะกับ
มือใหม่ที่อยากลองสีหลายโทนโดยไม่ต้องใช้เงินสูง
คนที่ต้องการบลัชหลายสีหลายฟินิชไว้เปลี่ยนลุคบ่อย ๆ
ความคุ้มค่า ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความคาดหวัง ถ้าต้องการฟินิชละเอียดสูง บรรจุภัณฑ์หรู เคาน์เตอร์แบรนด์อาจตอบโจทย์ แต่ถ้าเน้นสีสวย ใช้ง่าย และราคาดี ดรักสโตร์ในลิสต์ต่าง ๆ ก็ให้คุณภาพที่เหมาะสมมากแล้ว
สรุปความสำคัญของบลัชออนและคำแนะนำสำหรับมือใหม่
จากข้อมูลทั้งหมด บลัชออนคือไอเท็มที่ช่วย
เติมสีสันให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวา
ปรับโทนและขับผิวให้ดูสุขภาพดี
สร้างมิติบนใบหน้าให้ลุคโดยรวมสมบูรณ์ขึ้น
ถ้าคุณเป็นมือใหม่ กำลังจะซื้อบลัชออนชิ้นแรก
สามารถใช้เช็กลิสต์สั้น ๆ นี้ช่วยตัดสินใจ
เลือกเนื้อให้เหมาะกับสภาพผิวและความถนัด
ผิวมัน/ผสม + มือใหม่มาก → เริ่มจาก “บลัชฝุ่นเนื้อแมตต์” เพราะปัดง่ายและคุมมัน
ผิวแห้ง → พิจารณา “บลัชครีม” หรือ “ลิควิด” ที่ให้ความชุ่มชื้น
เลือกสีจากสีผิวและสไตล์ที่แต่งบ่อย
ผิวขาว → ชมพูอ่อน พีชอ่อน
ผิวสองสี → ชมพูพีช ส้ม พีช แอปริคอต
ผิวเข้ม → เบอร์รี่ อิฐ น้ำตาลส้ม
และดูว่าคุณแต่งไปทางธรรมชาติทุกวัน หรือชอบลุคจัดขึ้นบ้าง
เริ่มจากสีโทนธรรมชาติ 1 สี ก่อน แล้วค่อยขยับไปลองสีอื่นเมื่อเริ่มชำนาญ
ฝึกเทคนิคการปัดทีละน้อยแต่บิวด์เพิ่มได้ เพื่อเลี่ยงปัญหาสีจัดเกินไป
เมื่อเข้าใจประเภทเนื้อ สีที่เข้ากับตัวเอง และตำแหน่งการปัดแล้ว บลัชออนจะกลายเป็นไอเท็มที่ช่วยให้คุณครีเอตลุคได้หลากหลาย ตั้งแต่ลุคใส ๆ ไปจนถึงลุคออกงาน ได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติ


ความคิดเห็น