รับแอปรับแอป

เก็บข้อมูลยังไงให้ปลอดภัยและคุ้มค่า? พาเจาะลึก Google Cloud Storage แบบจับมือทำ

กัญญารัตน์ อินทร์01-31

ทำความรู้จัก Google Cloud Storage แบบเข้าใจง่าย

Google Cloud Storage (GCS) คือบริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ของ Google Cloud Platform ที่ออกแบบมาเพื่อให้องค์กรเก็บข้อมูลได้อย่าง ปลอดภัย ยืดหยุ่น และขยายได้ไม่จำกัด เหมาะทั้งงานระดับองค์กรใหญ่ไปจนถึงโปรเจกต์ทดลองของสาย Data / AI

GCS โดดเด่นตรงที่สามารถเลือกพื้นที่จัดเก็บ (Location) และระดับการจัดเก็บ (Storage Class) ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน พร้อมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลแบบครบวงจร ในบทความนี้เราจะไล่ตั้งแต่แนวคิดการจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการสร้าง Bucket แรกของคุณบน GCS

ภาพรวมเนื้อหา

  • หลักการและแนวคิดในการจัดการข้อมูล (On-premise, Cloud, Google Cloud)

  • วิธีเริ่มต้นใช้งาน Google Cloud Console

  • ขั้นตอนสร้าง Bucket บน GCS แบบละเอียด

  • การตั้งค่าความปลอดภัย การจัดการ และการคุมค่าใช้จ่าย

  • วิธีอัปโหลดข้อมูลและดูค่าบริการโดยประมาณ

ส่วนที่ 1: แนวคิดพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูล

1. On-premise: โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม

On-premise คือรูปแบบที่องค์กรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไอทีเองทั้งหมด ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย ไปจนถึงซอฟต์แวร์ ทุกอย่างถูกติดตั้งและบริหารใน Data Center ขององค์กรเอง

ข้อดีของ On-premise

  • ควบคุมได้เต็มมือ

    • องค์กรเป็นผู้ดูแลระบบทุกส่วนโดยตรง

    • กำหนดนโยบายความปลอดภัยได้เองตามต้องการ

    • ปรับแต่งสถาปัตยกรรมให้ตรงกับ Use case เฉพาะทางได้ละเอียด

  • ความปลอดภัยของข้อมูล

    • ข้อมูลสำคัญเก็บอยู่ภายในองค์กร

    • ลดความเสี่ยงจากการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายสาธารณะ

    • เหมาะกับธุรกิจที่มีกฎระเบียบด้าน Security เข้มงวด

  • ประสิทธิภาพการทำงาน

    • ระบบยังใช้งานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต

    • การเข้าถึงข้อมูลใน LAN ทำได้เร็ว

    • ไม่ต้องพึ่งพาคุณภาพอินเทอร์เน็ตภายนอกมากนัก

ข้อจำกัดของ On-premise

  • ต้นทุนสูง

    • ต้องลงทุนซื้อ Hardware / Software จำนวนมาก

    • มีค่าบำรุงรักษาระยะยาว

    • ต้องมีทีมงานไอทีที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

  • ความยืดหยุ่นต่ำ

    • การขยายระบบใช้เวลาและต้องวางแผนล่วงหน้า

    • การอัปเกรดอาจต้องหยุดระบบชั่วคราว

    • ทรัพยากรที่ซื้อมาอาจไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • ภาระการดูแลระบบ

    • ต้องดูแล Hardware, Network, Backup, DR เองทั้งหมด

    • ต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติและกู้คืนระบบ (Disaster Recovery)

    • การอัปเดตแพตช์และแก้ปัญหาต้องจัดการเอง

เหมาะกับใคร?

  • องค์กรที่มีกฎหมายหรือ Compliance เคร่งครัด

  • ธุรกิจที่ต้องการควบคุมข้อมูลและระบบแบบเต็ม 100%

  • องค์กรที่มีทีมไอทีและโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงอยู่แล้ว

  • ระบบที่ต้องการ Latency ต่ำมากและประสิทธิภาพสูง

เทรนด์ในอนาคตของ On-premise

ถึงแม้องค์กรจำนวนมากกำลังเดินหน้าไปสู่ Cloud แต่ On-premise ยังมีบทบาท โดยเฉพาะในโมเดล Hybrid Infrastructure ที่ผสาน On-premise เข้ากับ Cloud เพื่อดึงข้อดีของทั้งสองโลกมาใช้ร่วมกัน

2. Cloud Computing: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมทั้งวงการ

Cloud Computing คือการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล หรือแอปพลิเคชัน ผู้ใช้สามารถเปิด–ปิด–ขยาย–ลดทรัพยากรได้ตามการใช้งานจริง

รูปแบบบริการหลักของ Cloud

  • Infrastructure as a Service (IaaS)

    • ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Virtual Machines และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

    • ผู้ใช้ติดตั้งและจัดการ OS / Software เองได้อิสระ

  • Platform as a Service (PaaS)

    • ให้แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอป รวมเครื่องมือ Dev, ฐานข้อมูล และ Runtime

  • Software as a Service (SaaS)

    • ให้ใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านเว็บ ไม่ต้องติดตั้งหรือดูแลเอง

ข้อดีของ Cloud Computing

  • ประหยัดต้นทุน

    • จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go)

    • ไม่มีค่าใช้จ่ายลงทุนล่วงหน้าขนาดใหญ่

    • ลดภาระการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน

  • ยืดหยุ่นและขยายได้ทันที

    • เพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามโหลดงาน

    • รองรับการเติบโตของธุรกิจได้รวดเร็ว

    • ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้แทบเรียลไทม์

  • ความพร้อมใช้งานสูง

    • เข้าถึงได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต

    • มีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ

    • มี SLA รับประกันเวลาให้บริการ

ความท้าทายของ Cloud

  • Security & Privacy

    • ข้อมูลถูกเก็บอยู่นอกองค์กร

    • ต้องพึ่งมาตรการความปลอดภัยของผู้ให้บริการ

    • อาจติดข้อกำหนดด้านกฎหมายหรือ Compliance

  • การพึ่งพาอินเทอร์เน็ต

    • ถ้าเน็ตไม่เสถียร ระบบก็จะสะดุดตามไปด้วย

    • ความเร็วและประสบการณ์ใช้งานขึ้นกับคุณภาพเครือข่าย

  • Vendor Lock-in

    • การย้ายระบบไปผู้ให้บริการรายอื่นไม่ง่าย

    • อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงเมื่อย้ายหรือขยายระบบ

ใช้ Cloud เมื่อไหร่ดี?

  • สตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการควบคุมต้นทุนและขยายได้เร็ว

  • โปรเจกต์ที่โหลดงานไม่แน่นอน เพิ่ม–ลดทรัพยากรบ่อย

  • การพัฒนาและทดสอบซอฟต์แวร์

  • ระบบ Backup & Disaster Recovery

  • แอปที่ต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมากและเติบโตเร็ว

แนวโน้มสำคัญของ Cloud

  • Multi-cloud & Hybrid Cloud

  • Edge Computing สำหรับ IoT และงานที่ต้องการ Latency ต่ำมาก

  • Serverless Computing ที่ไม่ต้องสนใจเซิร์ฟเวอร์ จ่ายเมื่อมีการเรียกใช้งานเท่านั้น

3. Google Cloud: คลาวด์ระดับโลกจาก Google

Google Cloud Platform (GCP) คือผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด Cloud ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับบริการอย่าง Google Search และ YouTube ทำให้ได้ทั้งความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพระดับโลก

บริการหลักของ Google Cloud

  • Compute Services

    • Compute Engine (VMs)

    • Google Kubernetes Engine (GKE)

    • Cloud Functions, Cloud Run, App Engine

  • Storage & Databases

    • Cloud Storage (ที่เรากำลังพูดถึง)

    • Cloud SQL, Cloud Spanner, Bigtable, Firestore

  • AI & Machine Learning

    • Vertex AI

    • Cloud Vision, Speech-to-Text, Natural Language, Translation

  • Network Services

    • Cloud CDN, Load Balancing, VPN, Interconnect

จุดเด่นของ Google Cloud

  • โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

    • มี Data Center กระจายหลาย Region ทั่วโลก

    • รองรับการทำงานแบบ Multi-region

  • ความแข็งแรงด้าน AI / ML

    • มีเครื่องมือและ API ด้าน AI ครบวงจร

    • รองรับทั้งโมเดลสำเร็จรูปและโมเดลที่พัฒนาเอง

  • ความปลอดภัย

    • เข้ารหัสข้อมูลอัตโนมัติ

    • รองรับการยืนยันตัวตนหลายชั้น

    • มีระบบตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม

  • ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ

    • SLA สูง

    • ระบบจัดการทรัพยากรแบบอัตโนมัติ

    • รองรับการ Backup และกู้คืนข้อมูลอย่างยืดหยุ่น

การคิดราคาโดยรวม

  • โมเดล Pay-as-you-go จ่ายเท่าที่ใช้

  • มี Free Tier และเครดิตสำหรับผู้ใช้ใหม่

  • ปรับใช้ได้เหมาะทั้งสายทดลอง โปรเจกต์เล็ก และระบบโปรดักชันขนาดใหญ่

ส่วนที่ 2: เริ่มต้นใช้งาน Google Cloud Storage (GCS)

1. เริ่มต้นที่ Google Cloud Console

เมื่อเข้าสู่ Google Cloud Console ระบบจะสร้างโปรเจกต์เริ่มต้นให้โดยอัตโนมัติในชื่อประมาณว่า “My First Project” พร้อม Project Number และ Project ID สำหรับใช้ในภายหลัง

หน้า Console ยังแสดงแบนเนอร์แนะนำบริการใหม่ ๆ เช่น Gemini 1.5 Pro รวมถึง Template สำเร็จรูปสำหรับโปรเจกต์ยอดนิยม เช่น เว็บสามชั้น (three-tier web app), ระบบ Load Balanced VMs และ Data Warehouse ด้วย BigQuery

แนวคิดสำคัญ: ทุกอย่างบน GCP จะผูกกับ Project เสมอ ไม่ว่าจะเป็น VM, Bucket, BigQuery, หรือ API ต่าง ๆ

1.1 เข้าสู่ Google Cloud Console

หน้าจอหลักจะมีส่วนสำคัญ เช่น:

  • ข้อความต้อนรับและชื่อโปรเจกต์ปัจจุบัน

  • Project Number และ Project ID

  • ลิงก์สำหรับเพิ่มสมาชิกเข้าร่วมโปรเจกต์ (Add people to your project)

  • แบนเนอร์ทดลองใช้โมเดล AI ขั้นสูง

  • Template แนะนำสำหรับเริ่มโปรเจกต์ง่าย ๆ

หน้านี้คือจุดตั้งต้นในการจัดการทุกทรัพยากรบน GCP

1.2 เลือกหรือสร้าง Project ใหม่

หน้าต่าง “Select a project” ใช้สำหรับ:

  • เลือกโปรเจกต์ล่าสุดที่เคยใช้งาน

  • สลับโปรเจกต์ที่มีอยู่

  • กด NEW PROJECT เพื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่

ในการสร้างโปรเจกต์ใหม่จะต้องกำหนด:

  • Project name: ชื่อที่อ่านเข้าใจง่าย

  • Project ID: ค่าที่ไม่ซ้ำและเปลี่ยนไม่ได้ภายหลัง (ต้องคิดดี ๆ)

  • Location / Organization: เลือกองค์กรหรือโฟลเดอร์ (ถ้ามี)

จากนั้นกด CREATE เพื่อสร้างโปรเจกต์ ซึ่งเป็นพื้นฐานก่อนจะไปสร้าง Bucket ใน GCS

ส่วนที่ 3: สร้าง Bucket บน Google Cloud Storage

เมื่อมีโปรเจกต์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง Bucket ซึ่งเปรียบเสมือนกล่องใหญ่ที่ใช้เก็บไฟล์ (Objects) ของเรา

2. การสร้าง Bucket: ตั้งค่าครั้งเดียว ใช้ยาว ๆ

ตัวอย่างนี้ใช้ชื่อ Bucket ว่า “eduqed-data-lake” โดยเลือก Location แบบ Region และ Storage Class แบบ Standard พร้อมตั้งค่าความปลอดภัยและการป้องกันการลบข้อมูลบางส่วน

2.1 ตั้งชื่อ Bucket

สิ่งที่ต้องกำหนดในหน้าสร้าง Bucket ได้แก่:

  • Name your bucket

    • ชื่อ Bucket ต้อง ไม่ซ้ำทั้งโลก และเป็นชื่อถาวร

    • หลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลที่เป็นความลับในชื่อ

  • Choose where to store your data

    • เลือก Location และ Location type (เช่น Region / Multi-region)

  • Choose a storage class

    • ตั้งค่า Default storage class เช่น Standard

  • Choose how to control access to objects

    • เปิด Public access prevention เพื่อไม่ให้สาธารณะเข้าถึงได้

    • เลือก Access control เป็น Uniform เพื่อจัดการสิทธิ์ระดับ Bucket ผ่าน IAM

  • Choose how to protect object data

    • เปิด Soft delete policy

    • ปิด Object versioning (ในตัวอย่าง)

ด้านข้างจะมีส่วน “Good to know” แสดงราคา เช่น

  • ค่าจัดเก็บ $0.026 ต่อ GB-เดือน (ขึ้นกับ Location)

  • ค่า Replication ต่อ GB ที่เขียน

2.2 เลือก Location (ตัวอย่าง: Southeast Asia – สิงคโปร์)

ประเภทของ Location type:

  • Multi-region: ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ความพร้อมใช้งานสูงสุด

  • Dual-region: กระจาย 2 ภูมิภาค ลด Latency และเพิ่มเสถียรภาพ

  • Region: เลือกภูมิภาคเดียว เช่น asia-southeast1 (Singapore) เพื่อ Latency ต่ำ

ในตัวอย่างเลือก Region และกำหนด Region เช่น us-east1 หรือ asia-southeast1 ตามความต้องการ โดยระบบจะแสดงค่าใช้จ่ายที่ต่างกันตาม Location

2.3 เลือก Storage Class (ตัวอย่าง: Standard)

มี 2 แนวทางหลัก:

  • Autoclass

    • ระบบปรับระดับการจัดเก็บระหว่าง Standard / Nearline ให้เองตาม Pattern การใช้งาน

  • Set a default class (แบบระบุชัดเจน)

    • Standard – ข้อมูลที่เข้าถึงบ่อย ใช้ในงานประจำวัน

    • Nearline – เข้าถึงไม่บ่อย ประมาณน้อยกว่าเดือนละครั้ง

    • Coldline – ใช้เก็บข้อมูลสำหรับกู้คืนหรือเข้าถึงไม่บ่อย (น้อยกว่าไตรมาสละ 1 ครั้ง)

    • Archive – เก็บระยะยาว เข้าถึงน้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง

ในตัวอย่างเลือก Standard ที่ Region `asia-southeast1 (Singapore)` ซึ่งมีค่าเก็บข้อมูลประมาณ $0.020 ต่อ GB-เดือน

ส่วนที่ 4: ตั้งค่าความปลอดภัยและการจัดการข้อมูล

การตั้งค่าความปลอดภัยที่ดีบน GCS ช่วยลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล และคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

3. ตั้งค่าความปลอดภัยในระดับ Bucket

ในภาพรวมมีการเปิดใช้งาน:

  • Prevent public access: ปิดทางเข้าจากสาธารณะ

  • เลือกการควบคุมสิทธิ์เป็น Uniform เพื่อใช้ IAM จัดการสิทธิ์ในระดับ Bucket

3.1 ปิดการเข้าถึงจากสาธารณะ

สิ่งที่เห็นบนหน้าจอนี้คือ:

  • Location: asia-southeast1 (Singapore)

  • Location type: Region

  • Storage class: Standard

  • เปิด Prevent public access เพื่อไม่ให้ Object ถูกเผยแพร่แบบ Public

  • เลือก Access control:
    • Uniform – แนะนำสำหรับระบบองค์กร ใช้ IAM เป็นหลัก

    • Fine-grained – ใช้ ACLs ตั้งสิทธิ์ราย Object (ยืดหยุ่นกว่าแต่บริหารยากกว่า)

3.2 ตั้งค่า Data Protection และการเข้ารหัส

Data Protection

  • Soft delete policy

    • กำหนดช่วงเวลาที่สามารถกู้คืน Object ที่ถูกลบได้ เช่น 7 วัน

  • Object versioning

    • เก็บหลายเวอร์ชันของไฟล์เพื่อย้อนกลับเมื่อมีการลบหรือเขียนทับ

    • ควรตั้งจำนวนเวอร์ชันหรือกำหนด Lifecycle เพื่อลบเวอร์ชันเก่า ไม่ให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย

  • Retention

    • กำหนดช่วงเวลาที่ห้ามลบหรือแก้ไขข้อมูล เพื่อรองรับกฎระเบียบด้าน Compliance

Data Encryption

  • Google-managed encryption key

    • ให้ Google จัดการกุญแจเข้ารหัสให้ทั้งหมด

  • Cloud KMS key

    • ใช้คีย์ที่ลูกค้าจัดการเองผ่าน Cloud KMS เพื่อควบคุมระดับ Security ที่ละเอียดขึ้น

ส่วนที่ 5: ใช้งาน GCS ในการเก็บไฟล์จริง

เมื่อสร้าง Bucket เสร็จแล้ว ขั้นต่อไปคือการใช้งานจริง ทั้งการสร้างโฟลเดอร์ การอัปโหลดไฟล์ และการดูค่าบริการโดยประมาณ

4. ใช้งาน GCS ผ่านหน้าเว็บ

โครงสร้างของ GCS ใช้ flat namespace กล่าวคือโฟลเดอร์ที่เห็นจริง ๆ คือการใช้ prefix ในชื่อ Object แต่หน้าจอจะแสดงผลเป็นโฟลเดอร์เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

ค่าใช้จ่ายจะแบ่งเป็น:

  • ค่าจัดเก็บตาม GB-เดือน

  • ค่า operations แบ่งเป็น Class A และ Class B ตามประเภทการเรียกใช้งาน

4.1 สร้างโฟลเดอร์และอัปโหลดไฟล์ผ่าน UI

หน้าต่าง Create folder จะให้คุณ:

  • กรอกชื่อโฟลเดอร์ (Required)

  • อ่านคำอธิบายว่าโฟลเดอร์คือการเพิ่ม path prefix ให้ชื่อ Object

  • กด CREATE เพื่อสร้าง หรือ CANCEL เพื่อยกเลิก

จากนั้นสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่านปุ่ม Upload บน Console ได้ทันที

4.2 ดูประมาณการค่าใช้จ่ายก่อนใช้งาน

ระบบจะแสดงรายละเอียดสำคัญ เช่น:

  • ค่าจัดเก็บ ต่อ GB-เดือน (ขึ้นอยู่กับ Location และ Storage Class)

  • ค่าการเขียน (replication) ต่อ GB ที่เขียน

  • ค่า operations

    • Class A: เช่น การเขียนหรือเปลี่ยนแปลง metadata (เช่น $0.010 ต่อ 1,000 operations)

    • Class B: การอ่านหรือการดำเนินการที่เบากว่า (เช่น $0.0004 ต่อ 1,000 operations)

ยังมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น:

  • Public access prevention เปิดอยู่

  • SLA ความพร้อมใช้งาน 99.95%

  • Object versioning ปิดอยู่

ทั้งหมดนี้ช่วยให้คุณคาดการณ์ค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มใช้งานจริงได้ดียิ่งขึ้น

สรุป: วางระบบจัดเก็บข้อมูลด้วย GCS แบบมืออาชีพ

การใช้งาน Google Cloud Storage สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลัก ๆ ได้ดังนี้:

  • เข้าสู่ระบบผ่าน Google Cloud Console

  • เลือกหรือสร้าง Project ใหม่

  • สร้าง Bucket โดย:

    • ตั้งชื่อที่ไม่ซ้ำ

    • เลือก Location (Region / Multi-region)

    • เลือก Storage Class ให้เหมาะกับ Pattern การเข้าถึงข้อมูล

    • ตั้งค่าความปลอดภัย การเข้าถึง และการป้องกันข้อมูลให้รัดกุม

  • ใช้หน้าเว็บในการสร้างโฟลเดอร์และอัปโหลดไฟล์

  • ตรวจสอบประมาณการค่าใช้จ่ายก่อนใช้งานจริง

Google Cloud เด่นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก การผสานเข้ากับบริการ AI และ Machine Learning และระบบความปลอดภัยที่ครบวงจร ทั้งการเข้ารหัสอัตโนมัติและการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน ผสมกับโมเดล จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้คุณสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีเก็บข้อมูลสำหรับงานวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI หรือทำ Data Lake/Analytics บนคลาวด์ GCS คือหนึ่งในตัวเลือกที่ทั้งยืดหยุ่น ปลอดภัย และขยายได้ยาว ๆ ตามการเติบโตของธุรกิจ