ทำความรู้จัก Google Cloud Storage แบบเข้าใจง่าย
Google Cloud Storage (GCS) คือบริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ของ Google Cloud Platform ที่ออกแบบมาเพื่อให้องค์กรเก็บข้อมูลได้อย่าง ปลอดภัย ยืดหยุ่น และขยายได้ไม่จำกัด เหมาะทั้งงานระดับองค์กรใหญ่ไปจนถึงโปรเจกต์ทดลองของสาย Data / AI
GCS โดดเด่นตรงที่สามารถเลือกพื้นที่จัดเก็บ (Location) และระดับการจัดเก็บ (Storage Class) ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน พร้อมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลแบบครบวงจร ในบทความนี้เราจะไล่ตั้งแต่แนวคิดการจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการสร้าง Bucket แรกของคุณบน GCS
ภาพรวมเนื้อหา
หลักการและแนวคิดในการจัดการข้อมูล (On-premise, Cloud, Google Cloud)
วิธีเริ่มต้นใช้งาน Google Cloud Console
ขั้นตอนสร้าง Bucket บน GCS แบบละเอียด
การตั้งค่าความปลอดภัย การจัดการ และการคุมค่าใช้จ่าย
วิธีอัปโหลดข้อมูลและดูค่าบริการโดยประมาณ
ส่วนที่ 1: แนวคิดพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูล
1. On-premise: โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม
On-premise คือรูปแบบที่องค์กรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไอทีเองทั้งหมด ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย ไปจนถึงซอฟต์แวร์ ทุกอย่างถูกติดตั้งและบริหารใน Data Center ขององค์กรเอง
ข้อดีของ On-premise
ควบคุมได้เต็มมือ
องค์กรเป็นผู้ดูแลระบบทุกส่วนโดยตรง
กำหนดนโยบายความปลอดภัยได้เองตามต้องการ
ปรับแต่งสถาปัตยกรรมให้ตรงกับ Use case เฉพาะทางได้ละเอียด
ความปลอดภัยของข้อมูล
ข้อมูลสำคัญเก็บอยู่ภายในองค์กร
ลดความเสี่ยงจากการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายสาธารณะ
เหมาะกับธุรกิจที่มีกฎระเบียบด้าน Security เข้มงวด
ประสิทธิภาพการทำงาน
ระบบยังใช้งานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต
การเข้าถึงข้อมูลใน LAN ทำได้เร็ว
ไม่ต้องพึ่งพาคุณภาพอินเทอร์เน็ตภายนอกมากนัก
ข้อจำกัดของ On-premise
ต้นทุนสูง
ต้องลงทุนซื้อ Hardware / Software จำนวนมาก
มีค่าบำรุงรักษาระยะยาว
ต้องมีทีมงานไอทีที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ความยืดหยุ่นต่ำ
การขยายระบบใช้เวลาและต้องวางแผนล่วงหน้า
การอัปเกรดอาจต้องหยุดระบบชั่วคราว
ทรัพยากรที่ซื้อมาอาจไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ภาระการดูแลระบบ
ต้องดูแล Hardware, Network, Backup, DR เองทั้งหมด
ต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติและกู้คืนระบบ (Disaster Recovery)
การอัปเดตแพตช์และแก้ปัญหาต้องจัดการเอง
เหมาะกับใคร?
องค์กรที่มีกฎหมายหรือ Compliance เคร่งครัด
ธุรกิจที่ต้องการควบคุมข้อมูลและระบบแบบเต็ม 100%
องค์กรที่มีทีมไอทีและโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงอยู่แล้ว
ระบบที่ต้องการ Latency ต่ำมากและประสิทธิภาพสูง
เทรนด์ในอนาคตของ On-premise
ถึงแม้องค์กรจำนวนมากกำลังเดินหน้าไปสู่ Cloud แต่ On-premise ยังมีบทบาท โดยเฉพาะในโมเดล Hybrid Infrastructure ที่ผสาน On-premise เข้ากับ Cloud เพื่อดึงข้อดีของทั้งสองโลกมาใช้ร่วมกัน
2. Cloud Computing: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมทั้งวงการ
Cloud Computing คือการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล หรือแอปพลิเคชัน ผู้ใช้สามารถเปิด–ปิด–ขยาย–ลดทรัพยากรได้ตามการใช้งานจริง
รูปแบบบริการหลักของ Cloud
Infrastructure as a Service (IaaS)
ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Virtual Machines และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
ผู้ใช้ติดตั้งและจัดการ OS / Software เองได้อิสระ
Platform as a Service (PaaS)
ให้แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอป รวมเครื่องมือ Dev, ฐานข้อมูล และ Runtime
Software as a Service (SaaS)
ให้ใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านเว็บ ไม่ต้องติดตั้งหรือดูแลเอง
ข้อดีของ Cloud Computing
ประหยัดต้นทุน
จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go)
ไม่มีค่าใช้จ่ายลงทุนล่วงหน้าขนาดใหญ่
ลดภาระการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน
ยืดหยุ่นและขยายได้ทันที
เพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามโหลดงาน
รองรับการเติบโตของธุรกิจได้รวดเร็ว
ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้แทบเรียลไทม์
ความพร้อมใช้งานสูง
เข้าถึงได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต
มีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ
มี SLA รับประกันเวลาให้บริการ
ความท้าทายของ Cloud
Security & Privacy
ข้อมูลถูกเก็บอยู่นอกองค์กร
ต้องพึ่งมาตรการความปลอดภัยของผู้ให้บริการ
อาจติดข้อกำหนดด้านกฎหมายหรือ Compliance
การพึ่งพาอินเทอร์เน็ต
ถ้าเน็ตไม่เสถียร ระบบก็จะสะดุดตามไปด้วย
ความเร็วและประสบการณ์ใช้งานขึ้นกับคุณภาพเครือข่าย
Vendor Lock-in
การย้ายระบบไปผู้ให้บริการรายอื่นไม่ง่าย
อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงเมื่อย้ายหรือขยายระบบ
ใช้ Cloud เมื่อไหร่ดี?
สตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการควบคุมต้นทุนและขยายได้เร็ว
โปรเจกต์ที่โหลดงานไม่แน่นอน เพิ่ม–ลดทรัพยากรบ่อย
การพัฒนาและทดสอบซอฟต์แวร์
ระบบ Backup & Disaster Recovery
แอปที่ต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมากและเติบโตเร็ว
แนวโน้มสำคัญของ Cloud
Multi-cloud & Hybrid Cloud
Edge Computing สำหรับ IoT และงานที่ต้องการ Latency ต่ำมาก
Serverless Computing ที่ไม่ต้องสนใจเซิร์ฟเวอร์ จ่ายเมื่อมีการเรียกใช้งานเท่านั้น
3. Google Cloud: คลาวด์ระดับโลกจาก Google
Google Cloud Platform (GCP) คือผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด Cloud ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับบริการอย่าง Google Search และ YouTube ทำให้ได้ทั้งความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพระดับโลก
บริการหลักของ Google Cloud
Compute Services
Compute Engine (VMs)
Google Kubernetes Engine (GKE)
Cloud Functions, Cloud Run, App Engine
Storage & Databases
Cloud Storage (ที่เรากำลังพูดถึง)
Cloud SQL, Cloud Spanner, Bigtable, Firestore
AI & Machine Learning
Vertex AI
Cloud Vision, Speech-to-Text, Natural Language, Translation
Network Services
Cloud CDN, Load Balancing, VPN, Interconnect
จุดเด่นของ Google Cloud
โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก
มี Data Center กระจายหลาย Region ทั่วโลก
รองรับการทำงานแบบ Multi-region
ความแข็งแรงด้าน AI / ML
มีเครื่องมือและ API ด้าน AI ครบวงจร
รองรับทั้งโมเดลสำเร็จรูปและโมเดลที่พัฒนาเอง
ความปลอดภัย
เข้ารหัสข้อมูลอัตโนมัติ
รองรับการยืนยันตัวตนหลายชั้น
มีระบบตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม
ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ
SLA สูง
ระบบจัดการทรัพยากรแบบอัตโนมัติ
รองรับการ Backup และกู้คืนข้อมูลอย่างยืดหยุ่น
การคิดราคาโดยรวม
โมเดล Pay-as-you-go จ่ายเท่าที่ใช้
มี Free Tier และเครดิตสำหรับผู้ใช้ใหม่
ปรับใช้ได้เหมาะทั้งสายทดลอง โปรเจกต์เล็ก และระบบโปรดักชันขนาดใหญ่
ส่วนที่ 2: เริ่มต้นใช้งาน Google Cloud Storage (GCS)
1. เริ่มต้นที่ Google Cloud Console
เมื่อเข้าสู่ Google Cloud Console ระบบจะสร้างโปรเจกต์เริ่มต้นให้โดยอัตโนมัติในชื่อประมาณว่า “My First Project” พร้อม Project Number และ Project ID สำหรับใช้ในภายหลัง
หน้า Console ยังแสดงแบนเนอร์แนะนำบริการใหม่ ๆ เช่น Gemini 1.5 Pro รวมถึง Template สำเร็จรูปสำหรับโปรเจกต์ยอดนิยม เช่น เว็บสามชั้น (three-tier web app), ระบบ Load Balanced VMs และ Data Warehouse ด้วย BigQuery
แนวคิดสำคัญ: ทุกอย่างบน GCP จะผูกกับ Project เสมอ ไม่ว่าจะเป็น VM, Bucket, BigQuery, หรือ API ต่าง ๆ
1.1 เข้าสู่ Google Cloud Console
หน้าจอหลักจะมีส่วนสำคัญ เช่น:
ข้อความต้อนรับและชื่อโปรเจกต์ปัจจุบัน
Project Number และ Project ID
ลิงก์สำหรับเพิ่มสมาชิกเข้าร่วมโปรเจกต์ (Add people to your project)
แบนเนอร์ทดลองใช้โมเดล AI ขั้นสูง
Template แนะนำสำหรับเริ่มโปรเจกต์ง่าย ๆ
หน้านี้คือจุดตั้งต้นในการจัดการทุกทรัพยากรบน GCP
1.2 เลือกหรือสร้าง Project ใหม่
หน้าต่าง “Select a project” ใช้สำหรับ:
เลือกโปรเจกต์ล่าสุดที่เคยใช้งาน
สลับโปรเจกต์ที่มีอยู่
กด NEW PROJECT เพื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่
ในการสร้างโปรเจกต์ใหม่จะต้องกำหนด:
Project name: ชื่อที่อ่านเข้าใจง่าย
Project ID: ค่าที่ไม่ซ้ำและเปลี่ยนไม่ได้ภายหลัง (ต้องคิดดี ๆ)
Location / Organization: เลือกองค์กรหรือโฟลเดอร์ (ถ้ามี)
จากนั้นกด CREATE เพื่อสร้างโปรเจกต์ ซึ่งเป็นพื้นฐานก่อนจะไปสร้าง Bucket ใน GCS
ส่วนที่ 3: สร้าง Bucket บน Google Cloud Storage
เมื่อมีโปรเจกต์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง Bucket ซึ่งเปรียบเสมือนกล่องใหญ่ที่ใช้เก็บไฟล์ (Objects) ของเรา
2. การสร้าง Bucket: ตั้งค่าครั้งเดียว ใช้ยาว ๆ
ตัวอย่างนี้ใช้ชื่อ Bucket ว่า “eduqed-data-lake” โดยเลือก Location แบบ Region และ Storage Class แบบ Standard พร้อมตั้งค่าความปลอดภัยและการป้องกันการลบข้อมูลบางส่วน
2.1 ตั้งชื่อ Bucket
สิ่งที่ต้องกำหนดในหน้าสร้าง Bucket ได้แก่:
Name your bucket
ชื่อ Bucket ต้อง ไม่ซ้ำทั้งโลก และเป็นชื่อถาวร
หลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลที่เป็นความลับในชื่อ
Choose where to store your data
เลือก Location และ Location type (เช่น Region / Multi-region)
Choose a storage class
ตั้งค่า Default storage class เช่น Standard
Choose how to control access to objects
เปิด Public access prevention เพื่อไม่ให้สาธารณะเข้าถึงได้
เลือก Access control เป็น Uniform เพื่อจัดการสิทธิ์ระดับ Bucket ผ่าน IAM
Choose how to protect object data
เปิด Soft delete policy
ปิด Object versioning (ในตัวอย่าง)
ด้านข้างจะมีส่วน “Good to know” แสดงราคา เช่น
ค่าจัดเก็บ $0.026 ต่อ GB-เดือน (ขึ้นกับ Location)
ค่า Replication ต่อ GB ที่เขียน
2.2 เลือก Location (ตัวอย่าง: Southeast Asia – สิงคโปร์)
ประเภทของ Location type:
Multi-region: ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ความพร้อมใช้งานสูงสุด
Dual-region: กระจาย 2 ภูมิภาค ลด Latency และเพิ่มเสถียรภาพ
Region: เลือกภูมิภาคเดียว เช่น asia-southeast1 (Singapore) เพื่อ Latency ต่ำ
ในตัวอย่างเลือก Region และกำหนด Region เช่น us-east1 หรือ asia-southeast1 ตามความต้องการ โดยระบบจะแสดงค่าใช้จ่ายที่ต่างกันตาม Location
2.3 เลือก Storage Class (ตัวอย่าง: Standard)
มี 2 แนวทางหลัก:
Autoclass
ระบบปรับระดับการจัดเก็บระหว่าง Standard / Nearline ให้เองตาม Pattern การใช้งาน
Set a default class (แบบระบุชัดเจน)
Standard – ข้อมูลที่เข้าถึงบ่อย ใช้ในงานประจำวัน
Nearline – เข้าถึงไม่บ่อย ประมาณน้อยกว่าเดือนละครั้ง
Coldline – ใช้เก็บข้อมูลสำหรับกู้คืนหรือเข้าถึงไม่บ่อย (น้อยกว่าไตรมาสละ 1 ครั้ง)
Archive – เก็บระยะยาว เข้าถึงน้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง
ในตัวอย่างเลือก Standard ที่ Region `asia-southeast1 (Singapore)` ซึ่งมีค่าเก็บข้อมูลประมาณ $0.020 ต่อ GB-เดือน
ส่วนที่ 4: ตั้งค่าความปลอดภัยและการจัดการข้อมูล
การตั้งค่าความปลอดภัยที่ดีบน GCS ช่วยลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล และคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว
3. ตั้งค่าความปลอดภัยในระดับ Bucket
ในภาพรวมมีการเปิดใช้งาน:
Prevent public access: ปิดทางเข้าจากสาธารณะ
เลือกการควบคุมสิทธิ์เป็น Uniform เพื่อใช้ IAM จัดการสิทธิ์ในระดับ Bucket
3.1 ปิดการเข้าถึงจากสาธารณะ
สิ่งที่เห็นบนหน้าจอนี้คือ:
Location: asia-southeast1 (Singapore)
Location type: Region
Storage class: Standard
เปิด Prevent public access เพื่อไม่ให้ Object ถูกเผยแพร่แบบ Public
- เลือก Access control:
Uniform – แนะนำสำหรับระบบองค์กร ใช้ IAM เป็นหลัก
Fine-grained – ใช้ ACLs ตั้งสิทธิ์ราย Object (ยืดหยุ่นกว่าแต่บริหารยากกว่า)
3.2 ตั้งค่า Data Protection และการเข้ารหัส
Data Protection
Soft delete policy
กำหนดช่วงเวลาที่สามารถกู้คืน Object ที่ถูกลบได้ เช่น 7 วัน
Object versioning
เก็บหลายเวอร์ชันของไฟล์เพื่อย้อนกลับเมื่อมีการลบหรือเขียนทับ
ควรตั้งจำนวนเวอร์ชันหรือกำหนด Lifecycle เพื่อลบเวอร์ชันเก่า ไม่ให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย
Retention
กำหนดช่วงเวลาที่ห้ามลบหรือแก้ไขข้อมูล เพื่อรองรับกฎระเบียบด้าน Compliance
Data Encryption
Google-managed encryption key
ให้ Google จัดการกุญแจเข้ารหัสให้ทั้งหมด
Cloud KMS key
ใช้คีย์ที่ลูกค้าจัดการเองผ่าน Cloud KMS เพื่อควบคุมระดับ Security ที่ละเอียดขึ้น
ส่วนที่ 5: ใช้งาน GCS ในการเก็บไฟล์จริง
เมื่อสร้าง Bucket เสร็จแล้ว ขั้นต่อไปคือการใช้งานจริง ทั้งการสร้างโฟลเดอร์ การอัปโหลดไฟล์ และการดูค่าบริการโดยประมาณ
4. ใช้งาน GCS ผ่านหน้าเว็บ
โครงสร้างของ GCS ใช้ flat namespace กล่าวคือโฟลเดอร์ที่เห็นจริง ๆ คือการใช้ prefix ในชื่อ Object แต่หน้าจอจะแสดงผลเป็นโฟลเดอร์เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
ค่าใช้จ่ายจะแบ่งเป็น:
ค่าจัดเก็บตาม GB-เดือน
ค่า operations แบ่งเป็น Class A และ Class B ตามประเภทการเรียกใช้งาน
4.1 สร้างโฟลเดอร์และอัปโหลดไฟล์ผ่าน UI
หน้าต่าง Create folder จะให้คุณ:
กรอกชื่อโฟลเดอร์ (Required)
อ่านคำอธิบายว่าโฟลเดอร์คือการเพิ่ม path prefix ให้ชื่อ Object
กด CREATE เพื่อสร้าง หรือ CANCEL เพื่อยกเลิก
จากนั้นสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่านปุ่ม Upload บน Console ได้ทันที
4.2 ดูประมาณการค่าใช้จ่ายก่อนใช้งาน
ระบบจะแสดงรายละเอียดสำคัญ เช่น:
ค่าจัดเก็บ ต่อ GB-เดือน (ขึ้นอยู่กับ Location และ Storage Class)
ค่าการเขียน (replication) ต่อ GB ที่เขียน
ค่า operations
Class A: เช่น การเขียนหรือเปลี่ยนแปลง metadata (เช่น $0.010 ต่อ 1,000 operations)
Class B: การอ่านหรือการดำเนินการที่เบากว่า (เช่น $0.0004 ต่อ 1,000 operations)
ยังมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น:
Public access prevention เปิดอยู่
SLA ความพร้อมใช้งาน 99.95%
Object versioning ปิดอยู่
ทั้งหมดนี้ช่วยให้คุณคาดการณ์ค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มใช้งานจริงได้ดียิ่งขึ้น
สรุป: วางระบบจัดเก็บข้อมูลด้วย GCS แบบมืออาชีพ
การใช้งาน Google Cloud Storage สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลัก ๆ ได้ดังนี้:
เข้าสู่ระบบผ่าน Google Cloud Console
เลือกหรือสร้าง Project ใหม่
สร้าง Bucket โดย:
ตั้งชื่อที่ไม่ซ้ำ
เลือก Location (Region / Multi-region)
เลือก Storage Class ให้เหมาะกับ Pattern การเข้าถึงข้อมูล
ตั้งค่าความปลอดภัย การเข้าถึง และการป้องกันข้อมูลให้รัดกุม
ใช้หน้าเว็บในการสร้างโฟลเดอร์และอัปโหลดไฟล์
ตรวจสอบประมาณการค่าใช้จ่ายก่อนใช้งานจริง
Google Cloud เด่นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก การผสานเข้ากับบริการ AI และ Machine Learning และระบบความปลอดภัยที่ครบวงจร ทั้งการเข้ารหัสอัตโนมัติและการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน ผสมกับโมเดล จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้คุณสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีเก็บข้อมูลสำหรับงานวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI หรือทำ Data Lake/Analytics บนคลาวด์ GCS คือหนึ่งในตัวเลือกที่ทั้งยืดหยุ่น ปลอดภัย และขยายได้ยาว ๆ ตามการเติบโตของธุรกิจ

