รับแอปรับแอป

วิกฤตภาษีสหรัฐฯ กำลังจะเปลี่ยนเกม! เปิดจุดแข็ง-จุดเสี่ยง “สินค้าเกษตรไทย” ที่ต้องรีบปรับตัว

ธิดารัตน์ คำดี01-31

โจทย์ใหม่ของสินค้าเกษตรไทย ท่ามกลางวิกฤตภาษีสหรัฐฯ

สถานการณ์ภาษีของสหรัฐฯ ต่อไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา และยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไรต่อไป แต่มีสัญญาณสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตา คือความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าจากไทยสูงถึง ร้อยละ 36

ในช่วงรอยต่อที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ การเตรียมความพร้อมให้กับ สินค้าเกษตรของไทย ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องสำคัญ แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที

ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมารับตำแหน่งและเดินหน้ามาตรการตอบโต้ทางการค้าอย่างเข้มข้น ทั้งการทบทวนภาษี การยกเลิกสิทธิพิเศษ และสงครามภาษีกับจีน ล้วนส่งแรงกระเพื่อมมาถึง สินค้าเกษตรของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปสหรัฐฯ

ตามข้อมูลของ trademap.org ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปสหรัฐฯ รวมมูลค่าประมาณ 4,759 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าหลักที่ทำเงินมากที่สุด ได้แก่

  • อาหารสุนัข–แมว

  • ข้าว

  • ปลาทูน่าปรุงแต่ง

  • น้ำผลไม้–น้ำผัก

สนค.จึงได้แบ่ง สินค้าเกษตรของไทย ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบและมีโอกาสจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกใช้เป็นเข็มทิศวางแผนธุรกิจ

กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ: จุดแข็งที่ต้องรักษาให้ได้

กลุ่มนี้คือพระเอกของไทยในตลาดสหรัฐฯ เพราะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปเป็นอันดับต้นๆ และมีส่วนแบ่งตลาดสูงอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีโอกาสเพิ่มยอดจากการ ทดแทนสินค้าที่สหรัฐฯ เคยนำเข้าจากจีน

สินค้าหลักในกลุ่มศักยภาพ ได้แก่ อาหารสุนัข–แมว ข้าว ปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง เนื้อปลาลิ้นหมาแบบฟิลเล และหน่อไม้ปรุงแต่ง

  • อาหารสุนัข–แมว

    • สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้มูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

    • ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีส่วนแบ่งตลาดราว ร้อยละ 38 ของการนำเข้ารวม

    • นี่คือหนึ่งในสินค้าที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย แข็งแกร่งในตลาดโลก

  • ข้าว

    • เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ไทยครองตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างโดดเด่น

    • ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ มูลค่าราว 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าข้าวทั้งหมดของสหรัฐฯ ประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

    • เท่ากับว่า ไทยถือส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ของข้าวนำเข้าทั้งหมดในสหรัฐฯ

  • ปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง

    • สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่าประมาณ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดราว ร้อยละ 31 ของการนำเข้ารวม

    • เทียบกับจีนที่ส่งออกสินค้าเดียวกันไปสหรัฐฯ เพียง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 11 ของตลาดรวม

  • เนื้อปลาลิ้นหมาแบบฟิลเล

    • สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยคิดเป็นมูลค่าราว 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็นำเข้าสินค้าชนิดนี้จากจีนในมูลค่าราว 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 66

    • ไทยแม้จะยังเป็นรอง แต่ก็ยังครองอันดับสำคัญด้วยมูลค่าราว 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 10

  • หน่อไม้ปรุงแต่ง

    • สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่าเกือบ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่งราวร้อยละ 59

    • ไทยอยู่ในอันดับสอง มูลค่าราว 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งราวร้อยละ 17

สินค้าในกลุ่มศักยภาพจึงไม่ใช่แค่สินค้าขายดี แต่เป็น “สมรภูมิที่ไทยต้องปกป้องส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีและกติกาการค้ารูปแบบใหม่จากสหรัฐฯ

กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส: จากพระรองสู่ตัวจริงในตลาดสหรัฐฯ

กลุ่มนี้คือสินค้าที่เดิมที สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนเป็นหลัก ส่วนไทยแม้จะส่งออกอยู่แล้ว แต่ยังมีสัดส่วนไม่มาก หากไทยเร่งเพิ่มความสามารถแข่งขันทั้งด้านราคา คุณภาพ มาตรฐาน และการตลาด ก็มีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตภาษี ให้กลายเป็น จังหวะชิงส่วนแบ่งตลาดจากจีน ได้อย่างจริงจัง

สินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ พาสต้า ผลิตภัณฑ์เส้น ปลาหมึกแช่แข็ง ซอสถั่วเหลือง ปลาปรุงแต่ง และพืชผักตระกูลถั่วแช่แข็ง

  • พาสต้าและผลิตภัณฑ์ประเภทเส้น (เช่น เส้นหมี่ วุ้นเส้น)

    • สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้รวมราว 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • จีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งไปยังสหรัฐฯ

    • ไทยอยู่ในอันดับที่ 6 สะท้อนว่า ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก หากปรับยุทธศาสตร์สินค้าและแบรนด์ให้ตอบโจทย์ตลาด

  • ปลาหมึกแช่แข็ง

    • สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าปลาหมึกแช่แข็ง ราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • นำเข้าจากจีนเป็นอันดับสอง ราว 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ไทยอยู่ในอันดับที่ 6 มูลค่าราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ซอสถั่วเหลือง

    • สหรัฐฯ นำเข้าซอสถั่วเหลืองราว 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • จีนส่งออกมากที่สุด ราว 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่าประมาณ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ปลาปรุงแต่ง

    • สหรัฐฯ นำเข้าประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • จีนเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 มูลค่าราว 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ไทยอยู่อันดับที่ 4 มูลค่าราว 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกันไม่มาก จึงเป็นตลาดที่ไทยมีโอกาสไล่ทัน

  • พืชผักตระกูลถั่วแช่แข็ง

    • สหรัฐฯ นำเข้าราว 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • จีนครองอันดับหนึ่ง มูลค่าประมาณ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่าราว 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จะยังเล็ก แต่ก็เป็นฐานให้ต่อยอดและขยายได้ในอนาคต

กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส คือเวทีที่ไทยควร “เร่งเดินหน้า” ไม่ใช่แค่ตั้งรับ เพราะหากใช้จังหวะที่จีนถูกกดดันทางการค้าอย่างมีแผน ไทยอาจสร้างสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปดาวรุ่งรุ่นใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ไม่ยาก

กลุ่มสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังการเบี่ยงเบนทางการค้า

อีกด้านหนึ่ง ยังมีสินค้าเกษตรบางประเภทที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิด การเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) เมื่อสหรัฐฯ ลดการนำเข้าจากจีน สินค้าจำนวนมากก็อาจไหลเบนไปยังตลาดอื่น รวมถึงไทย

ตัวอย่างสินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • กระเทียมสด

  • กระเทียมแช่เย็น

  • พืชผักหลายชนิด

  • พริกแห้ง

  • ชาเขียว

  • หอมหัวใหญ่แห้งและผง

สินค้ากลุ่มนี้จีนมีความได้เปรียบด้านศักยภาพการผลิตสูง แต่ไทยเองก็สามารถปลูกและผลิตเพื่อส่งออกได้เช่นกัน

ผลที่คาดการณ์ได้คือ

  • เกษตรกรไทยอาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งในแง่ราคาและปริมาณสินค้าในตลาด

  • ผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ต้องการวัตถุดิบราคาถูก อาจได้ประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าจากจีนในราคาต่ำลง

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ กระเทียมสดและแช่แข็ง ซึ่งจีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ไทยเองก็นำเข้ากระเทียมจากจีนในปริมาณมากอยู่แล้ว

เมื่อสหรัฐฯ มีปัญหาทางการค้ากับจีน จึงมีโอกาสสูงที่สหรัฐฯ จะลดหรือเลิกนำเข้ากระเทียมจากจีน ผลผลิตส่วนเกินของจีนจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ และไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดปลายทางที่ต้องระวังผลกระทบอย่างใกล้ชิด

รักษาส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางสงครามการค้า

จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการรักษาส่วนแบ่งทางการค้าของ สินค้าเกษตรไทย ในสมรภูมิสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อไทยเองก็ถูกตั้งกำแพงภาษีที่สูงจากสหรัฐฯ เช่นกัน

แม้ขณะนี้ไทยจะได้รับการผ่อนผันเวลาออกไป 90 วัน แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนว่า สุดท้ายเราจะถูกเก็บภาษีที่อัตราเท่าไร และจะกระทบสินค้าใดบ้าง

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยตัวแปร ภาคเกษตรและผู้ประกอบการไทยจึงต้องไม่รอให้ “คำตัดสินสุดท้าย” มาถึงก่อน แต่ต้องเริ่มเตรียมกลยุทธ์ตั้งแต่ตอนนี้

ปัจจัยกดดันใหม่ที่ผู้ผลิตไทยต้องรู้ให้เท่าทัน

นอกจากแรงกดดันจากภาษีของสหรัฐฯ แล้ว การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงอีกหลายด้านที่ Krungthai Compass มองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องไม่มองข้าม

  • 1. นโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์

    • สินค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ หรือมีมูลค่าการส่งออกสูง มีโอกาสถูกเพ่งเล็งมากขึ้น

    • ผู้ผลิตต้องประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ทั้งด้านโครงสร้างต้นทุนและความยืดหยุ่นในการปรับตลาดปลายทาง

  • 2. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    • ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลต่อ ต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    • หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารทะเลแปรรูป ย่อมได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของซัพพลายเชน

  • 3. ต้นทุนค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น

    • การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นโดยตรง

    • กดดัน อัตรากำไรของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น

      • อาหารทะเลกระป๋อง

      • อาหารแปรรูปจากผลไม้สด (ผลไม้แช่เย็น แช่แข็ง และอบแห้ง)

  • 4. กฎระเบียบการค้าที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    • ตัวอย่างสำคัญคือกฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามนำเข้า–ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ การทำลายป่าไม้ (EUDR)

    • กฎหมายนี้จะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568

    • สำหรับบริษัท SME จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

    • สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงคือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ของไทย

  • 5. การแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรงขึ้น

    • เมื่อสภาพอากาศทั่วโลกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผลผลิตทางการเกษตรในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    • ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศจึงลดลง ขณะที่ปริมาณผลผลิตกลับมากขึ้น

    • ผลที่ตามมาคือ ราคาอาจปรับตัวลดลง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นในตลาดโลก

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ต้องคิดแบบผู้เล่นใหญ่ ไม่ใช่ผู้ตาม

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีใหม่ สงครามการค้า และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยไม่ได้มีแต่ “ความเสี่ยง” แต่ยังมี “โอกาส” ซ่อนอยู่ในทุกจุดเปลี่ยน

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเล และสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง ต้องทำ คือ

  • มองหาตลาดใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาตลาดเดิม

  • ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องคุณภาพและความยั่งยืน

  • วางแผนบริหารต้นทุนรับมือค่าแรง โลจิสติกส์ และกฎเกณฑ์ใหม่ล่วงหน้า

  • ใช้จังหวะที่คู่แข่งบางรายติดข้อจำกัดทางการค้า เป็นโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดของไทย

วิกฤตภาษีสหรัฐฯ อาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของสินค้าเกษตรไทย แต่สำหรับผู้เล่นที่เตรียมตัวทัน มันอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสู่การเติบโตระยะยาว” ได้เช่นกัน