โจทย์ใหม่ของสินค้าเกษตรไทย ท่ามกลางวิกฤตภาษีสหรัฐฯ
สถานการณ์ภาษีของสหรัฐฯ ต่อไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา และยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไรต่อไป แต่มีสัญญาณสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตา คือความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าจากไทยสูงถึง ร้อยละ 36
ในช่วงรอยต่อที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ การเตรียมความพร้อมให้กับ สินค้าเกษตรของไทย ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องสำคัญ แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที
ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมารับตำแหน่งและเดินหน้ามาตรการตอบโต้ทางการค้าอย่างเข้มข้น ทั้งการทบทวนภาษี การยกเลิกสิทธิพิเศษ และสงครามภาษีกับจีน ล้วนส่งแรงกระเพื่อมมาถึง สินค้าเกษตรของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปสหรัฐฯ
ตามข้อมูลของ trademap.org ในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปสหรัฐฯ รวมมูลค่าประมาณ 4,759 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าหลักที่ทำเงินมากที่สุด ได้แก่
อาหารสุนัข–แมว
ข้าว
ปลาทูน่าปรุงแต่ง
น้ำผลไม้–น้ำผัก
สนค.จึงได้แบ่ง สินค้าเกษตรของไทย ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบและมีโอกาสจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกใช้เป็นเข็มทิศวางแผนธุรกิจ
กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ: จุดแข็งที่ต้องรักษาให้ได้
กลุ่มนี้คือพระเอกของไทยในตลาดสหรัฐฯ เพราะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปเป็นอันดับต้นๆ และมีส่วนแบ่งตลาดสูงอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีโอกาสเพิ่มยอดจากการ ทดแทนสินค้าที่สหรัฐฯ เคยนำเข้าจากจีน
สินค้าหลักในกลุ่มศักยภาพ ได้แก่ อาหารสุนัข–แมว ข้าว ปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง เนื้อปลาลิ้นหมาแบบฟิลเล และหน่อไม้ปรุงแต่ง
อาหารสุนัข–แมว
สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้มูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีส่วนแบ่งตลาดราว ร้อยละ 38 ของการนำเข้ารวม
นี่คือหนึ่งในสินค้าที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย แข็งแกร่งในตลาดโลก
ข้าว
เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ไทยครองตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างโดดเด่น
ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ มูลค่าราว 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าข้าวทั้งหมดของสหรัฐฯ ประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
เท่ากับว่า ไทยถือส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ของข้าวนำเข้าทั้งหมดในสหรัฐฯ
ปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง
สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่าประมาณ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดราว ร้อยละ 31 ของการนำเข้ารวม
เทียบกับจีนที่ส่งออกสินค้าเดียวกันไปสหรัฐฯ เพียง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 11 ของตลาดรวม
เนื้อปลาลิ้นหมาแบบฟิลเล
สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยคิดเป็นมูลค่าราว 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็นำเข้าสินค้าชนิดนี้จากจีนในมูลค่าราว 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 66
ไทยแม้จะยังเป็นรอง แต่ก็ยังครองอันดับสำคัญด้วยมูลค่าราว 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 10
หน่อไม้ปรุงแต่ง
สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่าเกือบ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่งราวร้อยละ 59
ไทยอยู่ในอันดับสอง มูลค่าราว 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งราวร้อยละ 17
สินค้าในกลุ่มศักยภาพจึงไม่ใช่แค่สินค้าขายดี แต่เป็น “สมรภูมิที่ไทยต้องปกป้องส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีและกติกาการค้ารูปแบบใหม่จากสหรัฐฯ
กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส: จากพระรองสู่ตัวจริงในตลาดสหรัฐฯ
กลุ่มนี้คือสินค้าที่เดิมที สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนเป็นหลัก ส่วนไทยแม้จะส่งออกอยู่แล้ว แต่ยังมีสัดส่วนไม่มาก หากไทยเร่งเพิ่มความสามารถแข่งขันทั้งด้านราคา คุณภาพ มาตรฐาน และการตลาด ก็มีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตภาษี ให้กลายเป็น จังหวะชิงส่วนแบ่งตลาดจากจีน ได้อย่างจริงจัง
สินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ พาสต้า ผลิตภัณฑ์เส้น ปลาหมึกแช่แข็ง ซอสถั่วเหลือง ปลาปรุงแต่ง และพืชผักตระกูลถั่วแช่แข็ง
พาสต้าและผลิตภัณฑ์ประเภทเส้น (เช่น เส้นหมี่ วุ้นเส้น)
สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้รวมราว 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งไปยังสหรัฐฯ
ไทยอยู่ในอันดับที่ 6 สะท้อนว่า ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก หากปรับยุทธศาสตร์สินค้าและแบรนด์ให้ตอบโจทย์ตลาด
ปลาหมึกแช่แข็ง
สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าปลาหมึกแช่แข็ง ราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นำเข้าจากจีนเป็นอันดับสอง ราว 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทยอยู่ในอันดับที่ 6 มูลค่าราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซอสถั่วเหลือง
สหรัฐฯ นำเข้าซอสถั่วเหลืองราว 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีนส่งออกมากที่สุด ราว 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่าประมาณ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปลาปรุงแต่ง
สหรัฐฯ นำเข้าประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีนเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 มูลค่าราว 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทยอยู่อันดับที่ 4 มูลค่าราว 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกันไม่มาก จึงเป็นตลาดที่ไทยมีโอกาสไล่ทัน
พืชผักตระกูลถั่วแช่แข็ง
สหรัฐฯ นำเข้าราว 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีนครองอันดับหนึ่ง มูลค่าประมาณ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่าราว 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จะยังเล็ก แต่ก็เป็นฐานให้ต่อยอดและขยายได้ในอนาคต
กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส คือเวทีที่ไทยควร “เร่งเดินหน้า” ไม่ใช่แค่ตั้งรับ เพราะหากใช้จังหวะที่จีนถูกกดดันทางการค้าอย่างมีแผน ไทยอาจสร้างสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปดาวรุ่งรุ่นใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ไม่ยาก
กลุ่มสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังการเบี่ยงเบนทางการค้า
อีกด้านหนึ่ง ยังมีสินค้าเกษตรบางประเภทที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิด การเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) เมื่อสหรัฐฯ ลดการนำเข้าจากจีน สินค้าจำนวนมากก็อาจไหลเบนไปยังตลาดอื่น รวมถึงไทย
ตัวอย่างสินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่
กระเทียมสด
กระเทียมแช่เย็น
พืชผักหลายชนิด
พริกแห้ง
ชาเขียว
หอมหัวใหญ่แห้งและผง
สินค้ากลุ่มนี้จีนมีความได้เปรียบด้านศักยภาพการผลิตสูง แต่ไทยเองก็สามารถปลูกและผลิตเพื่อส่งออกได้เช่นกัน
ผลที่คาดการณ์ได้คือ
เกษตรกรไทยอาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งในแง่ราคาและปริมาณสินค้าในตลาด
ผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ต้องการวัตถุดิบราคาถูก อาจได้ประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าจากจีนในราคาต่ำลง
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ กระเทียมสดและแช่แข็ง ซึ่งจีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ไทยเองก็นำเข้ากระเทียมจากจีนในปริมาณมากอยู่แล้ว
เมื่อสหรัฐฯ มีปัญหาทางการค้ากับจีน จึงมีโอกาสสูงที่สหรัฐฯ จะลดหรือเลิกนำเข้ากระเทียมจากจีน ผลผลิตส่วนเกินของจีนจึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ และไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดปลายทางที่ต้องระวังผลกระทบอย่างใกล้ชิด
รักษาส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางสงครามการค้า
จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการรักษาส่วนแบ่งทางการค้าของ สินค้าเกษตรไทย ในสมรภูมิสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อไทยเองก็ถูกตั้งกำแพงภาษีที่สูงจากสหรัฐฯ เช่นกัน
แม้ขณะนี้ไทยจะได้รับการผ่อนผันเวลาออกไป 90 วัน แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนว่า สุดท้ายเราจะถูกเก็บภาษีที่อัตราเท่าไร และจะกระทบสินค้าใดบ้าง
ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยตัวแปร ภาคเกษตรและผู้ประกอบการไทยจึงต้องไม่รอให้ “คำตัดสินสุดท้าย” มาถึงก่อน แต่ต้องเริ่มเตรียมกลยุทธ์ตั้งแต่ตอนนี้
ปัจจัยกดดันใหม่ที่ผู้ผลิตไทยต้องรู้ให้เท่าทัน
นอกจากแรงกดดันจากภาษีของสหรัฐฯ แล้ว การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงอีกหลายด้านที่ Krungthai Compass มองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องไม่มองข้าม
1. นโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์
สินค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ หรือมีมูลค่าการส่งออกสูง มีโอกาสถูกเพ่งเล็งมากขึ้น
ผู้ผลิตต้องประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ทั้งด้านโครงสร้างต้นทุนและความยืดหยุ่นในการปรับตลาดปลายทาง
2. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลต่อ ต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารทะเลแปรรูป ย่อมได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของซัพพลายเชน
3. ต้นทุนค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น
การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นโดยตรง
กดดัน อัตรากำไรของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น
อาหารทะเลกระป๋อง
อาหารแปรรูปจากผลไม้สด (ผลไม้แช่เย็น แช่แข็ง และอบแห้ง)
4. กฎระเบียบการค้าที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือกฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามนำเข้า–ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ การทำลายป่าไม้ (EUDR)
กฎหมายนี้จะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568
สำหรับบริษัท SME จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงคือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ของไทย
5. การแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรงขึ้น
เมื่อสภาพอากาศทั่วโลกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผลผลิตทางการเกษตรในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศจึงลดลง ขณะที่ปริมาณผลผลิตกลับมากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ ราคาอาจปรับตัวลดลง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นในตลาดโลก
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ต้องคิดแบบผู้เล่นใหญ่ ไม่ใช่ผู้ตาม
ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีใหม่ สงครามการค้า และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยไม่ได้มีแต่ “ความเสี่ยง” แต่ยังมี “โอกาส” ซ่อนอยู่ในทุกจุดเปลี่ยน
สิ่งที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเล และสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง ต้องทำ คือ
มองหาตลาดใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาตลาดเดิม
ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องคุณภาพและความยั่งยืน
วางแผนบริหารต้นทุนรับมือค่าแรง โลจิสติกส์ และกฎเกณฑ์ใหม่ล่วงหน้า
ใช้จังหวะที่คู่แข่งบางรายติดข้อจำกัดทางการค้า เป็นโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดของไทย
วิกฤตภาษีสหรัฐฯ อาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของสินค้าเกษตรไทย แต่สำหรับผู้เล่นที่เตรียมตัวทัน มันอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสู่การเติบโตระยะยาว” ได้เช่นกัน

