บทนำ: เมื่อภาคเกษตรติดกับดักประชานิยม
“ภาคเกษตรเรา ติด Trap (กับดัก) เรื่องประชานิยม… แม้จะพูดกันว่าต้องมีเงื่อนไข แต่สุดท้ายก็ยังจบที่การให้เงินช่วยแบบให้เปล่า”
ประโยคนี้สะท้อนภาพใหญ่ของนโยบายเกษตรไทยได้คมชัดในช่วงโค้งหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เมื่อทุกพรรคต่างงัดนโยบายเด็ดมาชิงใจ กลุ่มเกษตรกรกว่า 6.7 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 16.4 ล้านคน ที่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของประเทศ
คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านี้เป็นเพียง ประชานิยมระยะสั้น หรือกำลังพยายามสร้าง โครงสร้างใหม่ให้เกษตรไทยยืนได้เอง กันแน่?
บทความนี้พาไล่ดูนโยบายเกษตรของ 4 พรรคการเมืองขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมมุมมองนักวิชาการที่เตือนว่า ถ้าไม่หลุดจากกับดักประชานิยม ภาคเกษตรไทยจะเดินต่ออย่างยั่งยืนไม่ได้
พรรคประชาธิปัตย์: ประกันรายได้ + รื้อหนี้ + ปลูกป่าให้เป็นเงินเดือน
1. ประกันรายได้เกษตร 5 สินค้าหลัก
พรรคประชาธิปัตย์วางโจทย์ชัดว่า “ประกันรายได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยว” พร้อมอัดมาตรการช่วยต้นทุนและรับประกันราคาชัดเจน
โครงหลักของนโยบาย
ช่วยต้นทุนเริ่มต้น: รัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย เพื่อลดภาระหนี้ตั้งแต่ต้นฤดูเพาะปลูก
ประกันรายได้ช่วงเก็บเกี่ยว จ่ายไว: เมื่อเกษตรกรแจ้งเก็บเกี่ยว รัฐจ่าย “ส่วนต่างรายได้” ภายใน 7 วัน โดยสูตรคำนวณคือ
ส่วนต่างรายได้ = ราคารับประกัน - 1,000 - ราคาตลาด
เงินโอนตรงเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน เพื่อลดขั้นตอนและปิดช่องทุจริต
ราคารับประกันตามชนิดพืช (ปรับตามต้นทุนจริง)
ข้าว 5 ชนิด: 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
ยางพารา (น้ำยางสด): 60 บาท/กก.
มันสำปะหลัง: 2.50 บาท/กก. (ไม่เกิน 100 ตัน/ราย)
ปาล์มน้ำมัน: 5 บาท/กก.
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 8.50 บาท/กก.
เมื่อ ต้นทุนการผลิตเปลี่ยน ราคารับประกันก็ขยับตาม ไม่ใช่ตัวเลขการเมืองที่ลอยจากความจริง
จัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติแบบใหม่
ใช้ประกันภัยแบบดัชนี (Parametric Insurance) อ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เช่น ปริมาณน้ำฝนสะสม หรือดัชนีสุขภาพพืช
ถ้าเข้าเงื่อนไข “Trigger” จะจ่ายเงินอัตโนมัติ ไม่ต้องรอสำรวจความเสียหายแบบเดิม
เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม รัฐจ่ายทันทีไร่ละ 1,000 บาท (ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย) เพื่อให้เกษตรกรลุกขึ้นมาฟื้นตัวได้เร็ว
2. เกษตรปลอดภัยด้วย Agri-ID: มีรหัสก็มีที่มา
ประชาธิปัตย์พยายามดึง เทคโนโลยีติดตามย้อนกลับ มาเป็นเข็มขัดนิรภัยใหม่ของผลผลิตเกษตร
คอนเซ็ปต์คือ “มีรหัส–มีที่มา–ตรวจสอบได้” ครอบคลุมตั้งแต่แปลงเกษตรจนถึงมือผู้บริโภค
ออก Agri-ID ให้ผลผลิต: เกษตรกรลงทะเบียนเพาะปลูกในฐานข้อมูลกลาง จะได้
รหัส Serial Number ประจำรอบการผลิต (สำหรับพืชตามฤดูกาล)
รหัสประจำพื้นที่ (สำหรับพืชที่ให้ผลทั้งปี)
ข้อมูลอ้างอิงเชื่อมกับ GPS และปริมาณผลผลิตคาดการณ์
ซื้อขายต้องผูกกับรหัส: ทุกห่วงโซ่ — เกษตรกร, พ่อค้าคนกลาง, ล้ง, โรงงาน, ผู้บริโภค — ต้องตรวจสอบ Agri-ID ตรงกับพื้นที่ปลูกจริง
กำกับผู้รับซื้อรายใหญ่: ล้ง/โรงงานต้องบันทึก Agri-ID ในบัญชีคุมสินค้า หากรับซื้อของที่ไม่มีรหัสหรือรหัสไม่ตรงพื้นที่ มีความผิดฐานรับของโจร
แจ้งขโมยแล้วบล็อกรหัสได้: เกิดการโจรกรรม เกษตรกรแจ้ง Block ID ผ่านแอปฯ ให้ระบบแจ้งเตือนผู้รับซื้อทั่วประเทศ ทำให้ผลผลิตที่ถูกขโมยขายในระบบไม่ได้
รองรับการส่งออก: Agri-ID แปลงเป็นระบบ traceability สำหรับตลาดต่างประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่า
3. เปลี่ยน “พักหนี้” เป็น “ซื้อหนี้คืน” หยุดหนี้เน่าอย่างถาวร
อีกหัวใจสำคัญคือการใช้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เป็นตัวกลาง “ซื้อหนี้คืน” แทนการพักหนี้แบบยืดเวลาแต่ไม่แก้ปัญหา
รัฐจัดงบให้ กฟก. เข้าไปซื้อหนี้เสีย (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของเกษตรกรจาก ธ.ก.ส., สหกรณ์ และสถาบันการเงินรัฐ ในราคามีส่วนลด (Haircut)
- เมื่อโอนหนี้เข้า กฟก. จะ
หยุดดอกเบี้ย หรือคิดดอกเบี้ยต่ำมาก (0–1%)
ออกแบบตารางผ่อนหนี้ตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว (Tailor-made)
ที่ดินค้ำประกันโอนไปอยู่กับ กฟก. เพื่อไม่ให้ถูกขายทอดตลาด และเมื่อชำระเงินต้นครบ จะโอนคืนทันที รักษาที่ดินให้เป็นมรดกครอบครัว
กฟก. ทำแผนฟื้นฟูร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ช่วยปรับรูปแบบผลิตสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรผสมผสาน และเกษตรแม่นยำ
เมื่อกองทุนเริ่มยืนได้เอง อาจต่อยอดเป็นสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อเป็นทุนเมล็ดพันธุ์ ระบบน้ำ และเทคโนโลยีใหม่
แทนการพักหนี้ซ้ำซ้อนที่รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเรื่อยๆ โมเดลนี้ถูกออกแบบให้เป็น การลงทุนครั้งเดียวเพื่อดึงหนี้เสียออกจากระบบอย่างถาวร
4. เกษตรกรมีเงินเดือน ด้วย “พันธบัตรป่าไม้”
นโยบายนี้ตั้งใจเปลี่ยนการปลูกป่าให้กลายเป็น รายได้ประจำ ไม่ใช่งานอาสา
พันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond): ให้สถาบันการเงินออกพันธบัตรระดมทุนจากนักลงทุน
เกษตรกรนำพื้นที่มาปลูกไม้ยืนต้น ใช้ไม้ที่ปลูกเป็นทรัพย์สินค้ำประกันพันธบัตร
เงินจากการขายพันธบัตรนำมาจ่ายเป็น “เงินเดือน” ให้เกษตรกรเพื่อดูแลป่า
ตั้งเป้าระดมทุน 60,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ราว 500,000 ครัวเรือน
ธนาคารเพื่อการปลูกป่า: ธนาคารเฉพาะกิจที่จ่ายเงินอุดหนุนล่วงหน้าเป็นเวลา 10 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีกระแสเงินสดระหว่างรอไม้โต
กองทุนป่าไม้แห่งชาติ: สนับสนุนเงินทุนปลูกไม้ยืนต้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ และผลักดันการขายคาร์บอนเครดิต
เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็น สินทรัพย์สร้างรายได้ระยะยาว ลดหนี้ เพิ่มพื้นที่ป่า ไปพร้อมกัน
5. ดันเกษตรสู่ “อุตสาหกรรมอาหาร” เต็มระบบ
เป้าหมายคือไม่ให้ไทยติดอยู่แค่การขายวัตถุดิบ แต่ขยับสู่ Food Industry ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้สิทธิประโยชน์ภาษีกับธุรกิจแปรรูปอาหารที่ใช้ผลผลิตเกษตรและลงทุนวิจัยพัฒนา โดยเน้น SMEs
แปลงสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เข้าถึงทุนและตลาดเหมือนเอกชนรายใหญ่
ตั้งโรงงานแปรรูปอาหารชุมชนให้เกษตรกรรายย่อยเช่าใช้ ใช้ที่ดินรัฐรกร้าง แผนเปิด 400 โรงงานทั่วประเทศ
ให้แรงจูงใจทางภาษีกับบริษัทใหญ่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่กับธุรกิจอาหารขนาดกลางและเล็ก
ดัน Future Food เช่น โปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง และอาหารนวัตกรรม พร้อมปรับกฎหมายรองรับ
ตั้งเขตทดสอบ Food Innovation Sandbox สำหรับ AgriTech & FoodTech ผ่อนคลายกฎชั่วคราวเพื่อเร่ง R&D
ปรับระบบอนุญาตอาหารใหม่แบบ Fast-Track โปร่งใส และใช้มาตรฐานสากล
6. ยกระดับระบบชลประทานด้วยข้อมูลจริง
เพิ่มระบบเก็บน้ำฝนในพื้นที่ชลประทาน ให้เก็บได้รวม 50,000 ล้านลิตรใน 4 ปี
เพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำอีก 20,000 ล้านลิตรจากระดับปัจจุบัน
บูรณาการข้อมูลเกษตรระดับชาติ ให้เห็นพื้นที่เพาะปลูกจริง
วางแผนจัดสรรน้ำให้ตรงกับความต้องการในแต่ละฤดูกาล ลดความเสี่ยงภัยแล้งและเพิ่มเสถียรภาพรายได้เกษตรกร
พรรคเพื่อไทย: ประกัน “กำไร” ไม่ใช่แค่ราคา
1. ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%
เพื่อไทยยกระดับจากการประกันรายได้ เป็น “ประกันกำไรขั้นต่ำ” สำหรับพืชหลัก คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และข้าวโพด
ตั้งหลักให้เกษตรกรมีกำไรอย่างน้อย 30% ตั้งแต่ปีแรก
- ตัวอย่างเช่น หากต้นทุน 6,000 บาท/ตัน เกษตรกรควรได้กำไร 1,800 บาท/ตัน รวมเป็นราคาที่ควรได้ 7,800 บาท
ถ้าขายได้จริง 7,000 บาท/ตัน รัฐจะโอนส่วนต่าง 800 บาทเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง
เป้าหมายดันราคาตลาดให้สูงขึ้น
ข้าวหอมมะลิ: เป้าราคา 15,000 บาท/ตัน
ข้าวเปลือกเจ้า/ข้าวเหนียว: เป้า 10,000 บาท/ตัน
ยางแผ่นรมควัน: 70 บาท/กก.
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 7.25 บาท/กก.
มันสำปะหลัง: 3.00 บาท/กก.
นอกจากนี้ ยังมีการ ปรับโครงสร้างผลตอบแทนอ้อยและน้ำตาลทราย จากสัดส่วน 70:30 ให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ด้วยการเจรจากับโรงงานน้ำตาลเพื่อหาสัดส่วนใหม่
เสริมด้วยมาตรการ
รัฐสนับสนุนปลูกต้นยางพาราเพิ่ม 1 ล้านไร่
- แจกคูปองดิจิทัลผ่าน “บัตรเกษตรกร” เพื่อซื้อ
ปุ๋ยไม่เกิน 250 กก./ราย
เมล็ดพันธุ์/กล้าพันธุ์ไม่เกิน 150 กก./ราย
ปูนปรับสภาพดินราคาถูก
ใช้ระบบตรวจสอบราคาปุ๋ยแบบเรียลไทม์ ลดการรั่วไหลและกดราคาขายเกินจริง
2. ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่าภายในปี 2570
เพื่อไทยวางเป้าหมายใหญ่มาก: รายได้เกษตรกรจากเฉลี่ย 10,000 บาท/ไร่/ปี เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี ภายในปี 2570
เครื่องมือหลักคือ
พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นทั้งดอก สำหรับหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ)
ช่วงพักหนี้จะเน้นเพิ่มรายได้ด้วยคอนเซ็ปต์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
เปิดตลาดใหม่ ให้เกษตรกรผลิตตามความต้องการจริง
ใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกแม่นยำ เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต
ใช้ Blockchain ประกันราคาล่วงหน้า ให้เกษตรกรได้ราคาที่ควรได้รับอย่างเป็นธรรม
เพื่อไทยมองว่าการปรับโครงสร้างเกษตรต้องเริ่มที่ “เพิ่มอุปสงค์ + ปรับอุปทาน” ควบคู่กัน โดยใช้นวัตกรรมช่วยสร้างผลิตภาพและลดต้นทุน
แนวทางหลัก 6 ข้อคือ
ดินนำน้ำดี
มีสายพันธุ์เหมาะสม
ยืนยันราคาได้
จัดหาแหล่งทุน
หนุนนำนวัตกรรม
จัดทำกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ชัดเจน
3. แนวทางต่อพืชหลัก: ลงรายละเอียดถึงระดับแปลง
ข้าว: เปลี่ยนนาหว่านสู่นาดำ/นาหยอด หยุดเผาฟาง ใช้จุลินทรีย์คุณภาพสูงรักษาธาตุอาหาร ลดต้นทุนปุ๋ยและเพิ่มผลผลิตต่อไร่
ยางพารา: ปรับสูตรและวิธีใส่ปุ๋ย รักษาโรคเชื้อราที่ต้นยาง ฟื้นฟูต้นยางตายนึ่งให้กลับมากรีดน้ำยางได้อีก
มันสำปะหลัง: ป้องกันและรักษาโรคเชื้อราที่รากและหัวในดิน พร้อมรับมือโรคไวรัสใบด่าง ที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่หายไปกว่าครึ่งทั่วประเทศ
ลำไย: ปรับคุณภาพดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นลำไย ใช้ชีวภัณฑ์เพิ่มสัดส่วนลำไยเกรดเอ
ข้าวโพด/ถั่วเหลือง: เน้นสายพันธุ์เหมาะกับพื้นที่ ใช้ปุ๋ยผสมผสานทั้งเคมีและอินทรีย์ พัฒนาอุปกรณ์เก็บเกี่ยวลดการสูญเสีย
ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันให้เกษตรกรมีทางเลือกใหม่ ๆ เช่น
ปลูกพืชอาหารสัตว์โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูงอย่าง ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, หญ้าเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดการนำเข้ามูลค่าปีละกว่า 300,000 ล้านบาท
ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อแปรรูปและสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง
ดันปศุสัตว์ เช่น โค แพะ แกะ ไก่งวง และประมงน้ำจืด เพื่อเชื่อมรายได้ถึงผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ในวงกว้าง
4. ดันเกษตรแม่นยำและ AI เต็มระบบ
เพื่อไทยวางนโยบายยกระดับเกษตรกรด้วย AI และดิจิทัล อย่างจริงจัง
สร้าง Modernized Data Platform บูรณาการข้อมูลภาคเกษตรจากรัฐและเอกชน แล้วต่อยอดสู่ 3 ระบบ AI หลัก
ระบบวางแผนและพยากรณ์การเพาะปลูก (Crop Planning and Forecasting)
ระบบประเมินผลผลิตและสภาพอากาศ (Weather and Yield Assessment)
ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติของราคาสินค้าเกษตร (Market Price Anomaly Detection and Alerts)
สร้าง AI Knowledge Chat เป็นแชตบอทให้เกษตรกรถาม-ตอบได้เลยว่า
ปลูกอะไรดี ที่ไหน เมื่อไหร่
ควรใส่ปุ๋ยอะไร ดูแลอย่างไร
มีสิทธิ์รับการช่วยเหลือรูปแบบไหนจากรัฐและเอกชน
พร้อมกับ
สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยซื้อโดรนทำเกษตร โดยรัฐจ่าย 60% เกษตรกรจ่าย 40% เกิดอาชีพใหม่ เช่น บริการฉีดพ่น, ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์
สร้าง Community smart farm – 1 ชุมชน 1 smart farm รัฐจัดหาเครื่องมือ smart farm ราคาถูก และรับซื้อผลผลิตจาก smart farm ทุกแห่ง
5. Cloud Kitchen และระบบโลจิสติกส์เย็นทั่วไทย
เพื่อเชื่อมเกษตรกรเข้ากับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้ออย่างแน่นอน พรรคเพื่อไทยเสนอ
ระบบให้เกษตรกรขายตรงกับหน่วยงานรัฐ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ค่ายทหาร ผ่านสัญญาซื้อล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรวางแผนปลูกได้ ไม่ล้นตลาดโดยไม่รู้ตัว
ตั้ง ครัวกลาง (Cloud Kitchen) ในบางพื้นที่ รับซื้อผลผลิตมาปรุงอาหารแล้วกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ มีนักโภชนาการช่วยออกแบบให้ได้สารอาหารเหมาะสม
ส่วนผลผลิตที่เหลือ นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น เสบียงอาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น ๆ
ปั้นระบบ Cold Chain Logistics: เย็นทั่วไทย รายได้ทั่วถึง สร้างคลังเย็นและรถห้องเย็นสำหรับกระจายของสด ลดการเน่าเสียและเพิ่มรายได้เกษตรกร
พรรคภูมิใจไทย: เกษตรมั่นคง + บาร์เตอร์เทรด
1. เกษตรมั่นคง ด้วยการค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม
ภูมิใจไทยหยิบคอนเซ็ปต์ “ปลูกท้ายไร่ เพิ่มรายได้ทันที” มาเป็นจุดขาย
รัฐสนับสนุนเงินปลูกพืชท้ายไร่ ครัวเรือนละ 20,000 บาท (ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน)
เน้นปลูกให้ “ตรงใจตลาดโลก” แข่งกันที่ มูลค่า ไม่ใช่ปริมาณ โดยใช้ความหลากหลายของข้าวไทยกว่า 5,000 สายพันธุ์ให้เกิดประโยชน์
ดันสินค้า GI และเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับของดีท้องถิ่นให้มีเรื่องราวและอัตลักษณ์ ได้ราคาดีกว่า
ใช้การค้าต่างตอบแทนแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า เปิดช่องระบายผลผลิตและสร้างรายได้มั่นคง
ยกระดับชุมชนเกษตร สนับสนุนเครื่องมือแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และช่วยสร้างแบรนด์ให้ขายได้จริงในตลาด
2. บาร์เตอร์เทรด: ซื้ออาวุธต้องซื้อเกษตรไทยด้วย
นโยบายบาร์เตอร์เทรดของภูมิใจไทยคือการใช้ ดีลใหญ่นำดีลเกษตร
การใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เช่น ฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟริเกต ฯลฯ จะต้องมาพร้อมเงื่อนไข แลกซื้อ สินค้าเกษตรจากไทย
สินค้าเป้าหมาย เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ
หลักคิดคือ “หาประโยชน์ร่วม” ใช้ดีลรัฐต่อรัฐเป็นช่องทางระบายผลผลิตเกษตร
หากทำอย่างเข้มข้นจะช่วยลดปัญหาสินค้าตกค้าง และดันราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้
3. พักหนี้ 3 ปี หยุดต้นปลอดดอก
เสนอพักหนี้ 3 ปี หยุดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย วงเงินคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนรวมถึงเกษตรกร
จุดเน้นคือให้ “หายใจเต็มปอด” ช่วงหนึ่ง ก่อนกลับมาเริ่มต้นใหม่
พรรคประชาชน: รื้อระบบคิดราคา + ใช้ข้อมูล-เทคโนโลยีคุมเกม
พรรคประชาชนวางชุดนโยบายด้านเกษตรไว้ 26 ข้อ โดยเน้น “โครงสร้างราคา – การจัดการกองทุน – ข้อมูลและ AI”
1. ข้าวลดโลกร้อน (Low-Carbon Rice Policy)
อุดหนุนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 500 บาท/ไร่
ใช้เทคนิคเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
รัฐเปิดตลาด 1 ล้านตัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของข้าวไทย
2. ระบบคิดราคาใหม่ ให้เกษตรกรได้ราคายุติธรรม
หัวใจคือ “กำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม” สำหรับ 4 สินค้าเศรษฐกิจหลัก
ปาล์มน้ำมัน
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
มันสำปะหลัง
ข้าว (พันธุ์ที่รัฐส่งเสริมและรับรอง)
โดยจะ
กำหนด เกณฑ์ราคาตามคุณภาพที่ชัดเจน เช่น ยิ่งเปอร์เซ็นต์แป้งมาก ยิ่งได้ราคาดี
กำหนด ช่วงราคาเป้าหมายแน่นอน ในแต่ละรอบการผลิต เพื่อให้เกษตรกรใช้วางแผนเพาะปลูกและลงทุนล่วงหน้าได้
3. คูปองสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตร
ให้คูปองแปรรูปมูลค่า 50,000 บาท สำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย จำนวน 60,000 ราย ภายใน 2 ปี
คูปองใช้เป็นเครดิตที่หน่วยงานแปรรูป เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย ช่วยพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แปรรูป แช่เย็น หรือทดสอบคุณภาพสินค้า
หน่วยงานผู้ให้บริการนำคูปองไปเบิกงบจากรัฐเป็นรายได้และค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร
4. กองทุนแก้ปัญหาราคาตกต่ำแบบใหม่
นโยบายนี้ไม่เน้นการอัดเม็ดเงินอย่างเดียว แต่เน้น ดีไซน์การบริหารกองทุนให้ตอบโจทย์ตลาดจริง
ปรับกฎระเบียบกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรให้คล่องตัวมากขึ้น
เพิ่มงบกองทุนเป็น 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินที่มีผลต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ
ใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ไตรมาส ว่าสินค้าใดควรเข้าไปพยุงราคา
เตรียมทำ MOU/สัญญาล่วงหน้ากับผู้รับซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ให้บริการคลังเย็น (Cold Storage)
วางแผนระบายสินค้าอย่างชัดเจน เมื่อราคาตลาดฟื้นตัว เพื่อไม่ให้ทำลายกลไกราคาในระยะยาว
5. คุมการนำเข้าสินค้าเกษตร + ป้องกันสวมสิทธิ์
ยกระดับตรวจสอบสินค้านำเข้าทุกล็อต ป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพและสารปนเปื้อน
รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าไทยในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวไม่ให้ถูก “ทุบราคา” อย่างไม่เป็นธรรม
สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร 100% จากฟาร์มถึงผู้บริโภค เพื่อกำจัดการสวมสิทธิ์และสินค้าลักลอบนำเข้า
6. Public Dashboard + AI เตือนภัยราคาล่วงหน้า
สร้าง Public Dashboard ที่เชื่อมข้อมูลราคาขายส่ง-ปลีก การนำเข้า-ส่งออก และพื้นที่เพาะปลูกแบบเรียลไทม์
ใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกับ AI วิเคราะห์ราคาสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก (Deep Dive) เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล
ส่งสัญญาณเตือนภัยให้เกษตรกรล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อวางแผนการผลิตและหลีกเลี่ยงวิกฤตราคาตกต่ำ
7. ศูนย์บริหารสัญญาซื้อขาย + สัญญาล่วงหน้าสามฝ่าย
ตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตร
ทำสัญญาล่วงหน้า 3 ฝ่าย ระหว่างเกษตรกร ห้าง/ผู้ซื้อ และภาครัฐ
ให้เกษตรกรผลิตตามคำสั่งซื้อที่แน่นอน เข้าถึงตลาดราคาสูงอย่างเป็นธรรม
8. แก้หนี้เกษตรกรแบบมีแรงจูงใจ
อายุ 70 ปี ปลดหนี้ทันที
ลดหนี้ 20% หากเกษตรกรลงทุนระบบน้ำหรือปลูกป่า
คืนดอกเบี้ย 10% ให้คนที่ชำระหนี้ดี
เป้าหมายคือปฏิรูปภาคเกษตรให้ “ไร้หนี้และยั่งยืน” ไม่ใช่แค่ยืดหนี้ไปเรื่อย
9. ดันเกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ให้บริการการเกษตร
สนับสนุนผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เช่น ผู้ให้บริการโดรน รถเกี่ยว เครื่องจักรสมัยใหม่ 6,000 ราย ๆ ละ 1 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ใช้งบ 6,000 ล้านบาท
- พัฒนาเกษตรไทยด้วยโครงการ Young Smart Farmers (YSF)
สนับสนุนงบจังหวัดละ 20 ล้านบาท
ใช้ดิจิทัลเฝ้าระวังภัย แปรรูปสินค้า และปั้นคนรุ่นใหม่ 10,000 คน
10. ลงทุนจัดการน้ำและรับมือภัยแล้งนอกเขตชลประทาน
ลงทุนปีละ 60,000 ล้านบาท จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ปรับกฎหมายและแผนแม่บท ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งระยะยาว
สนับสนุนงบ 50,000 บาท/ราย เพื่อขุดสระ-เจาะบาดาล ติดตั้งโซลาร์เซลล์สูบน้ำ ครอบคลุม 1 ล้านไร่ใน 4 ปี ใช้ดาวเทียมควบคุมความโปร่งใส
มุมมองนักวิชาการ: กับดัก 3 ชั้นของภาคเกษตรไทย
นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สะท้อนภาพรวมว่า ภาคเกษตรไทยมีศักยภาพสูงมากในการต่อยอดจากตลาดโลก แต่การพัฒนากลับกระจุกตัวในกลุ่มรายใหญ่ที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปและมาตรฐานชัดเจน
ในขณะที่เกษตรกรต้นน้ำจำนวนมาก เริ่มเสียความสามารถแข่งขัน จาก
ผลิตภาพต่ำ
ต้นทุนสูง
คุณภาพสินค้าไม่แตกต่างจากคู่แข่ง
ผลคือ รายได้ต่ำ เสี่ยงสูง และกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของเกษตรกรมีหนี้เกินศักยภาพชำระ
แม้นโยบายที่ผ่านมาจะพยายามยกระดับผลิตภาพและลดต้นทุน แต่ยังติดหล่มใหญ่ 3 ด้าน
1. ซัพพลายเชนไม่เชื่อมกันจริง
นโยบายมักเริ่มจาก ต้นน้ำ แต่ไม่เชื่อมไปถึงตลาดและอุตสาหกรรมปลายน้ำ
ขาดผู้ประกอบการกลางน้ำที่เข้มแข็ง ทำให้สินค้าเกษตรจำนวนมาก ไม่มีตลาดรองรับ ขยายผลไม่ได้
เกษตรกรรายย่อยอยากผลิตเพื่อเสริมตลาด แต่ไม่รู้จะขายให้ใคร
ผู้ประกอบการปลายน้ำเห็นโอกาส แต่ไม่รู้จะไปหาเกษตรกรจากที่ไหน
ประเด็นสำคัญคือ หากซัพพลายเชนยังไม่เชื่อมกัน นโยบายใส่เทคโนโลยีให้ต้นน้ำก็ไม่พอ เพราะสุดท้ายเกษตรกรก็ไม่มั่นใจว่าจะขายได้จริง
ทางออกคือ ต้องให้ “ตลาดนำ” ก่อน แล้วค่อยออกแบบการผลิตให้ตามความต้องการนั้น
2. ข้อจำกัดของรายย่อย ที่ไม่มีการประหยัดต่อขนาด
เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กมีต้นทุนสูงในการเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐานการค้า โลจิสติกส์ และตลาดสินค้าคุณภาพสูง
ตัวอย่างเช่น การทำสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ต้องใช้ต้นทุนตรวจวัดและรายงานก๊าซเรือนกระจกสูงเกินกำลังรายย่อย
SMEs เกษตรจำนวนมากติดกับดักกฎกติกาและค่าใช้จ่าย ทำให้เข้าไม่ถึงตลาด
ดังนั้น หากไม่สร้าง ตัวกลาง ที่รวมแปลง รวบรวมผลผลิต และเชื่อมกับตลาด ก็จะไม่สามารถยกระดับเกษตรกรส่วนใหญ่ได้
3. ประสิทธิภาพรัฐต่ำ + วัฒนธรรมประชานิยม
ภาครัฐมักลงมือทำเองภายใต้กฎระเบียบมากมาย แก้ปัญหาแบบรายจุด แทนที่จะปลดล็อกโครงสร้างทั้งระบบ
ขาดการบูรณาการข้ามกระทรวง นโยบายที่ต้องใช้ความร่วมมือหลายฝ่ายจึงเดินไม่เต็มที่
นโยบายสำคัญ เช่น การใช้เทคโนโลยีปฏิรูปการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โซนนิ่ง หรือประกันภัยพืชผล ยังไม่สามารถแสดงผลจริง
ที่สำคัญคือ ยังเน้น “ให้เงินเปล่า” เป็นหลัก จนกลายเป็นกับดักประชานิยม
มุมมองนี้สรุปชัดว่า ภาคเกษตรติด Trap ของความช่วยเหลือแบบให้เปล่า รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ออกแบบเงื่อนไขที่ชัดเจนและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับตัวจริง
สามข้อเสนอ: ถ้าจะหลุดจากกับดักประชานิยม ต้องทำอะไรเพิ่ม?
ในมุมของนักวิชาการ ทางออกของภาคเกษตรไทยถูกกรอบไว้ชัดเจนใน 3 ข้อใหญ่
1. เชื่อมผู้เล่นทั้งห่วงโซ่ แล้วออกแบบนโยบายแบบ “เกษตร-อาหาร-อุตสาหกรรม” ไปพร้อมกัน
รัฐควรร่วมกับภาคเอกชน ขึ้นทะเบียนและพัฒนาแพลตฟอร์ม ที่เชื่อม
ตลาดผู้รับซื้อ
อุตสาหกรรมปลายน้ำ
ผู้ประกอบการกลางน้ำ
เกษตรกรต้นน้ำ
แพลตฟอร์มนี้จะเป็นฐานสำหรับกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศแบบ “ตลาดนำ” ตลอดห่วงโซ่
ยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ เห็นช่องว่างและเข้ามาร่วมพัฒนาได้มากขึ้น
และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในตลาดโลก
2. สร้าง “องคาพยพ” ให้รายย่อยแข่งได้จริง
ต้องยกระดับตัวกลาง เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ให้บริการด้านการเกษตร และผู้ประกอบการกลางน้ำอื่น ๆ
- ตัวกลางเหล่านี้ช่วย
รวมแปลง
รวบรวมผลผลิต
แปรรูปเบื้องต้น
เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ที่มีมูลค่าสูง
ควบคู่กัน ต้องลดข้อจำกัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ SMEs เกษตรขยับตัวได้ง่ายขึ้น
ใช้แนวคิดคล้าย “Made in Thailand” ให้แต้มต่อทางตลาดสินค้าไทย และพัฒนาเครื่องมือการเงินที่ตอบโจทย์เกษตรกรรายย่อยจริง
3. ปรับบทบาทรัฐ: จากผู้จ่ายเงิน เป็นผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เติบโต
รัฐควรหันไป ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และจูงใจให้เอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น
แหล่งน้ำ
โลจิสติกส์
ระบบนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี
ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง
เปลี่ยนวิธีช่วยเหลือจากการอุดหนุนให้เปล่า ไปสู่การช่วยเหลือที่ ตรงจุด ตรงกลุ่ม และมีเงื่อนไขเพื่อการปรับตัว
- ใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจังในนโยบาย เช่น
ข้อมูลดาวเทียม
ระบบติดตามการผลิตรายแปลง
สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้รัฐ
คาดการณ์ผลผลิตได้แม่นยำขึ้น
ออกแบบระบบประกันภัยพืชผลที่มีประสิทธิภาพ
ตรวจจับความเสียหายและการสวมสิทธิ์ได้
วางเงื่อนไขช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกับการ “เปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต” ของเกษตรกร
สรุป: เลือกนโยบายไหน…ถึงจะไม่ติดกับดักเดิม?
เมื่อนำภาพรวมมาวางข้างกันจะเห็นว่า
ประชาธิปัตย์เน้น ประกันรายได้ – ซื้อหนี้คืน – ใช้เทคโนโลยีติดตามผลผลิต – ดันเกษตรสู่ Food Industry
เพื่อไทยวางเกม ประกันกำไร – เพิ่มรายได้ 3 เท่า – ใช้ AI และ Blockchain – เชื่อมหน่วยงานรัฐผ่าน Cloud Kitchen และ smart farm
ภูมิใจไทยชู เกษตรมั่นคง ปลูกท้ายไร่ – ดัน GI – ใช้บาร์เตอร์เทรดระบายสินค้า – พักหนี้แรง ๆ
พรรคประชาชนเน้น โครงสร้างราคา – กองทุนแก้ราคาตก – Public Dashboard + AI – คุมการนำเข้า – ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่และจัดการน้ำทั้งระบบ
บนกระดาษ นโยบายหลายข้อดู “ตอบโจทย์” ทั้งเรื่องรายได้ หนี้ และเทคโนโลยี แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างอยู่คือ
นโยบายเหล่านี้จะใช้เทคโนโลยีและเงื่อนไขเชิงโครงสร้างมากพอหรือไม่ ที่จะพาเกษตรไทยหลุดจากกับดักประชานิยมแบบให้เงินเปล่า?
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ได้เป็นแค่ศึกชิงคะแนนเสียงของพรรคการเมือง แต่เป็น “บททดสอบ” ว่า
เกษตรกรจะเลือกแบบไหน ระหว่าง ความช่วยเหลือสั้น ๆ ที่คุ้นเคย กับ
การเปลี่ยนโครงสร้าง ที่อาจเหนื่อยในช่วงเริ่มต้น แต่มีโอกาสทำให้ยืนได้เองในระยะยาว
ครั้งนี้ มือที่กาในคูหา อาจกำหนดไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดใหม่ แต่กำหนดด้วยว่า ภาคเกษตรไทยจะยังอยู่ในกับดักเดิม หรือจะเริ่มออกเดินบนเส้นทางใหม่อย่างแท้จริง.

