รับแอปรับแอป

ศึกนโยบายเกษตร 2569: ประกันรายได้-กำไร หรือปลดล็อกกับดักประชานิยม?

ภาณุพงศ์ พรหมมา01-30

บทนำ: เมื่อภาคเกษตรติดกับดักประชานิยม

“ภาคเกษตรเรา ติด Trap (กับดัก) เรื่องประชานิยม… แม้จะพูดกันว่าต้องมีเงื่อนไข แต่สุดท้ายก็ยังจบที่การให้เงินช่วยแบบให้เปล่า”

ประโยคนี้สะท้อนภาพใหญ่ของนโยบายเกษตรไทยได้คมชัดในช่วงโค้งหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เมื่อทุกพรรคต่างงัดนโยบายเด็ดมาชิงใจ กลุ่มเกษตรกรกว่า 6.7 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 16.4 ล้านคน ที่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของประเทศ

คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านี้เป็นเพียง ประชานิยมระยะสั้น หรือกำลังพยายามสร้าง โครงสร้างใหม่ให้เกษตรไทยยืนได้เอง กันแน่?

บทความนี้พาไล่ดูนโยบายเกษตรของ 4 พรรคการเมืองขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมมุมมองนักวิชาการที่เตือนว่า ถ้าไม่หลุดจากกับดักประชานิยม ภาคเกษตรไทยจะเดินต่ออย่างยั่งยืนไม่ได้

พรรคประชาธิปัตย์: ประกันรายได้ + รื้อหนี้ + ปลูกป่าให้เป็นเงินเดือน

1. ประกันรายได้เกษตร 5 สินค้าหลัก

พรรคประชาธิปัตย์วางโจทย์ชัดว่า “ประกันรายได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยว” พร้อมอัดมาตรการช่วยต้นทุนและรับประกันราคาชัดเจน

โครงหลักของนโยบาย

  • ช่วยต้นทุนเริ่มต้น: รัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย เพื่อลดภาระหนี้ตั้งแต่ต้นฤดูเพาะปลูก

  • ประกันรายได้ช่วงเก็บเกี่ยว จ่ายไว: เมื่อเกษตรกรแจ้งเก็บเกี่ยว รัฐจ่าย “ส่วนต่างรายได้” ภายใน 7 วัน โดยสูตรคำนวณคือ

    • ส่วนต่างรายได้ = ราคารับประกัน - 1,000 - ราคาตลาด

    • เงินโอนตรงเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน เพื่อลดขั้นตอนและปิดช่องทุจริต

ราคารับประกันตามชนิดพืช (ปรับตามต้นทุนจริง)

  • ข้าว 5 ชนิด: 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)

  • ยางพารา (น้ำยางสด): 60 บาท/กก.

  • มันสำปะหลัง: 2.50 บาท/กก. (ไม่เกิน 100 ตัน/ราย)

  • ปาล์มน้ำมัน: 5 บาท/กก.

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 8.50 บาท/กก.

เมื่อ ต้นทุนการผลิตเปลี่ยน ราคารับประกันก็ขยับตาม ไม่ใช่ตัวเลขการเมืองที่ลอยจากความจริง

จัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติแบบใหม่

  • ใช้ประกันภัยแบบดัชนี (Parametric Insurance) อ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เช่น ปริมาณน้ำฝนสะสม หรือดัชนีสุขภาพพืช

  • ถ้าเข้าเงื่อนไข “Trigger” จะจ่ายเงินอัตโนมัติ ไม่ต้องรอสำรวจความเสียหายแบบเดิม

  • เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม รัฐจ่ายทันทีไร่ละ 1,000 บาท (ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย) เพื่อให้เกษตรกรลุกขึ้นมาฟื้นตัวได้เร็ว

2. เกษตรปลอดภัยด้วย Agri-ID: มีรหัสก็มีที่มา

ประชาธิปัตย์พยายามดึง เทคโนโลยีติดตามย้อนกลับ มาเป็นเข็มขัดนิรภัยใหม่ของผลผลิตเกษตร

คอนเซ็ปต์คือ “มีรหัส–มีที่มา–ตรวจสอบได้” ครอบคลุมตั้งแต่แปลงเกษตรจนถึงมือผู้บริโภค

  • ออก Agri-ID ให้ผลผลิต: เกษตรกรลงทะเบียนเพาะปลูกในฐานข้อมูลกลาง จะได้

    • รหัส Serial Number ประจำรอบการผลิต (สำหรับพืชตามฤดูกาล)

    • รหัสประจำพื้นที่ (สำหรับพืชที่ให้ผลทั้งปี)

    • ข้อมูลอ้างอิงเชื่อมกับ GPS และปริมาณผลผลิตคาดการณ์

  • ซื้อขายต้องผูกกับรหัส: ทุกห่วงโซ่ — เกษตรกร, พ่อค้าคนกลาง, ล้ง, โรงงาน, ผู้บริโภค — ต้องตรวจสอบ Agri-ID ตรงกับพื้นที่ปลูกจริง

  • กำกับผู้รับซื้อรายใหญ่: ล้ง/โรงงานต้องบันทึก Agri-ID ในบัญชีคุมสินค้า หากรับซื้อของที่ไม่มีรหัสหรือรหัสไม่ตรงพื้นที่ มีความผิดฐานรับของโจร

  • แจ้งขโมยแล้วบล็อกรหัสได้: เกิดการโจรกรรม เกษตรกรแจ้ง Block ID ผ่านแอปฯ ให้ระบบแจ้งเตือนผู้รับซื้อทั่วประเทศ ทำให้ผลผลิตที่ถูกขโมยขายในระบบไม่ได้

  • รองรับการส่งออก: Agri-ID แปลงเป็นระบบ traceability สำหรับตลาดต่างประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่า

3. เปลี่ยน “พักหนี้” เป็น “ซื้อหนี้คืน” หยุดหนี้เน่าอย่างถาวร

อีกหัวใจสำคัญคือการใช้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เป็นตัวกลาง “ซื้อหนี้คืน” แทนการพักหนี้แบบยืดเวลาแต่ไม่แก้ปัญหา

  • รัฐจัดงบให้ กฟก. เข้าไปซื้อหนี้เสีย (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของเกษตรกรจาก ธ.ก.ส., สหกรณ์ และสถาบันการเงินรัฐ ในราคามีส่วนลด (Haircut)

  • เมื่อโอนหนี้เข้า กฟก. จะ
    • หยุดดอกเบี้ย หรือคิดดอกเบี้ยต่ำมาก (0–1%)

    • ออกแบบตารางผ่อนหนี้ตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว (Tailor-made)

  • ที่ดินค้ำประกันโอนไปอยู่กับ กฟก. เพื่อไม่ให้ถูกขายทอดตลาด และเมื่อชำระเงินต้นครบ จะโอนคืนทันที รักษาที่ดินให้เป็นมรดกครอบครัว

  • กฟก. ทำแผนฟื้นฟูร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ช่วยปรับรูปแบบผลิตสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรผสมผสาน และเกษตรแม่นยำ

  • เมื่อกองทุนเริ่มยืนได้เอง อาจต่อยอดเป็นสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อเป็นทุนเมล็ดพันธุ์ ระบบน้ำ และเทคโนโลยีใหม่

  • แทนการพักหนี้ซ้ำซ้อนที่รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเรื่อยๆ โมเดลนี้ถูกออกแบบให้เป็น การลงทุนครั้งเดียวเพื่อดึงหนี้เสียออกจากระบบอย่างถาวร

4. เกษตรกรมีเงินเดือน ด้วย “พันธบัตรป่าไม้”

นโยบายนี้ตั้งใจเปลี่ยนการปลูกป่าให้กลายเป็น รายได้ประจำ ไม่ใช่งานอาสา

  • พันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond): ให้สถาบันการเงินออกพันธบัตรระดมทุนจากนักลงทุน

    • เกษตรกรนำพื้นที่มาปลูกไม้ยืนต้น ใช้ไม้ที่ปลูกเป็นทรัพย์สินค้ำประกันพันธบัตร

    • เงินจากการขายพันธบัตรนำมาจ่ายเป็น “เงินเดือน” ให้เกษตรกรเพื่อดูแลป่า

    • ตั้งเป้าระดมทุน 60,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ราว 500,000 ครัวเรือน

  • ธนาคารเพื่อการปลูกป่า: ธนาคารเฉพาะกิจที่จ่ายเงินอุดหนุนล่วงหน้าเป็นเวลา 10 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีกระแสเงินสดระหว่างรอไม้โต

  • กองทุนป่าไม้แห่งชาติ: สนับสนุนเงินทุนปลูกไม้ยืนต้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ และผลักดันการขายคาร์บอนเครดิต

  • เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็น สินทรัพย์สร้างรายได้ระยะยาว ลดหนี้ เพิ่มพื้นที่ป่า ไปพร้อมกัน

5. ดันเกษตรสู่ “อุตสาหกรรมอาหาร” เต็มระบบ

เป้าหมายคือไม่ให้ไทยติดอยู่แค่การขายวัตถุดิบ แต่ขยับสู่ Food Industry ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

  • ให้สิทธิประโยชน์ภาษีกับธุรกิจแปรรูปอาหารที่ใช้ผลผลิตเกษตรและลงทุนวิจัยพัฒนา โดยเน้น SMEs

  • แปลงสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เข้าถึงทุนและตลาดเหมือนเอกชนรายใหญ่

  • ตั้งโรงงานแปรรูปอาหารชุมชนให้เกษตรกรรายย่อยเช่าใช้ ใช้ที่ดินรัฐรกร้าง แผนเปิด 400 โรงงานทั่วประเทศ

  • ให้แรงจูงใจทางภาษีกับบริษัทใหญ่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่กับธุรกิจอาหารขนาดกลางและเล็ก

  • ดัน Future Food เช่น โปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง และอาหารนวัตกรรม พร้อมปรับกฎหมายรองรับ

  • ตั้งเขตทดสอบ Food Innovation Sandbox สำหรับ AgriTech & FoodTech ผ่อนคลายกฎชั่วคราวเพื่อเร่ง R&D

  • ปรับระบบอนุญาตอาหารใหม่แบบ Fast-Track โปร่งใส และใช้มาตรฐานสากล

6. ยกระดับระบบชลประทานด้วยข้อมูลจริง

  • เพิ่มระบบเก็บน้ำฝนในพื้นที่ชลประทาน ให้เก็บได้รวม 50,000 ล้านลิตรใน 4 ปี

  • เพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำอีก 20,000 ล้านลิตรจากระดับปัจจุบัน

  • บูรณาการข้อมูลเกษตรระดับชาติ ให้เห็นพื้นที่เพาะปลูกจริง

  • วางแผนจัดสรรน้ำให้ตรงกับความต้องการในแต่ละฤดูกาล ลดความเสี่ยงภัยแล้งและเพิ่มเสถียรภาพรายได้เกษตรกร

พรรคเพื่อไทย: ประกัน “กำไร” ไม่ใช่แค่ราคา

1. ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

เพื่อไทยยกระดับจากการประกันรายได้ เป็น “ประกันกำไรขั้นต่ำ” สำหรับพืชหลัก คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และข้าวโพด

  • ตั้งหลักให้เกษตรกรมีกำไรอย่างน้อย 30% ตั้งแต่ปีแรก

  • ตัวอย่างเช่น หากต้นทุน 6,000 บาท/ตัน เกษตรกรควรได้กำไร 1,800 บาท/ตัน รวมเป็นราคาที่ควรได้ 7,800 บาท
    • ถ้าขายได้จริง 7,000 บาท/ตัน รัฐจะโอนส่วนต่าง 800 บาทเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

เป้าหมายดันราคาตลาดให้สูงขึ้น

  • ข้าวหอมมะลิ: เป้าราคา 15,000 บาท/ตัน

  • ข้าวเปลือกเจ้า/ข้าวเหนียว: เป้า 10,000 บาท/ตัน

  • ยางแผ่นรมควัน: 70 บาท/กก.

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 7.25 บาท/กก.

  • มันสำปะหลัง: 3.00 บาท/กก.

นอกจากนี้ ยังมีการ ปรับโครงสร้างผลตอบแทนอ้อยและน้ำตาลทราย จากสัดส่วน 70:30 ให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ด้วยการเจรจากับโรงงานน้ำตาลเพื่อหาสัดส่วนใหม่

เสริมด้วยมาตรการ

  • รัฐสนับสนุนปลูกต้นยางพาราเพิ่ม 1 ล้านไร่

  • แจกคูปองดิจิทัลผ่าน “บัตรเกษตรกร” เพื่อซื้อ
    • ปุ๋ยไม่เกิน 250 กก./ราย

    • เมล็ดพันธุ์/กล้าพันธุ์ไม่เกิน 150 กก./ราย

    • ปูนปรับสภาพดินราคาถูก

  • ใช้ระบบตรวจสอบราคาปุ๋ยแบบเรียลไทม์ ลดการรั่วไหลและกดราคาขายเกินจริง

2. ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่าภายในปี 2570

เพื่อไทยวางเป้าหมายใหญ่มาก: รายได้เกษตรกรจากเฉลี่ย 10,000 บาท/ไร่/ปี เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี ภายในปี 2570

เครื่องมือหลักคือ

  • พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นทั้งดอก สำหรับหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ)

  • ช่วงพักหนี้จะเน้นเพิ่มรายได้ด้วยคอนเซ็ปต์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

    • เปิดตลาดใหม่ ให้เกษตรกรผลิตตามความต้องการจริง

    • ใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกแม่นยำ เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต

    • ใช้ Blockchain ประกันราคาล่วงหน้า ให้เกษตรกรได้ราคาที่ควรได้รับอย่างเป็นธรรม

เพื่อไทยมองว่าการปรับโครงสร้างเกษตรต้องเริ่มที่ “เพิ่มอุปสงค์ + ปรับอุปทาน” ควบคู่กัน โดยใช้นวัตกรรมช่วยสร้างผลิตภาพและลดต้นทุน

แนวทางหลัก 6 ข้อคือ

  1. ดินนำน้ำดี

  2. มีสายพันธุ์เหมาะสม

  3. ยืนยันราคาได้

  4. จัดหาแหล่งทุน

  5. หนุนนำนวัตกรรม

  6. จัดทำกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ชัดเจน

3. แนวทางต่อพืชหลัก: ลงรายละเอียดถึงระดับแปลง

  • ข้าว: เปลี่ยนนาหว่านสู่นาดำ/นาหยอด หยุดเผาฟาง ใช้จุลินทรีย์คุณภาพสูงรักษาธาตุอาหาร ลดต้นทุนปุ๋ยและเพิ่มผลผลิตต่อไร่

  • ยางพารา: ปรับสูตรและวิธีใส่ปุ๋ย รักษาโรคเชื้อราที่ต้นยาง ฟื้นฟูต้นยางตายนึ่งให้กลับมากรีดน้ำยางได้อีก

  • มันสำปะหลัง: ป้องกันและรักษาโรคเชื้อราที่รากและหัวในดิน พร้อมรับมือโรคไวรัสใบด่าง ที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่หายไปกว่าครึ่งทั่วประเทศ

  • ลำไย: ปรับคุณภาพดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นลำไย ใช้ชีวภัณฑ์เพิ่มสัดส่วนลำไยเกรดเอ

  • ข้าวโพด/ถั่วเหลือง: เน้นสายพันธุ์เหมาะกับพื้นที่ ใช้ปุ๋ยผสมผสานทั้งเคมีและอินทรีย์ พัฒนาอุปกรณ์เก็บเกี่ยวลดการสูญเสีย

ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันให้เกษตรกรมีทางเลือกใหม่ ๆ เช่น

  • ปลูกพืชอาหารสัตว์โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูงอย่าง ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, หญ้าเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดการนำเข้ามูลค่าปีละกว่า 300,000 ล้านบาท

  • ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อแปรรูปและสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง

  • ดันปศุสัตว์ เช่น โค แพะ แกะ ไก่งวง และประมงน้ำจืด เพื่อเชื่อมรายได้ถึงผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ในวงกว้าง

4. ดันเกษตรแม่นยำและ AI เต็มระบบ

เพื่อไทยวางนโยบายยกระดับเกษตรกรด้วย AI และดิจิทัล อย่างจริงจัง

  • สร้าง Modernized Data Platform บูรณาการข้อมูลภาคเกษตรจากรัฐและเอกชน แล้วต่อยอดสู่ 3 ระบบ AI หลัก

    • ระบบวางแผนและพยากรณ์การเพาะปลูก (Crop Planning and Forecasting)

    • ระบบประเมินผลผลิตและสภาพอากาศ (Weather and Yield Assessment)

    • ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติของราคาสินค้าเกษตร (Market Price Anomaly Detection and Alerts)

  • สร้าง AI Knowledge Chat เป็นแชตบอทให้เกษตรกรถาม-ตอบได้เลยว่า

    • ปลูกอะไรดี ที่ไหน เมื่อไหร่

    • ควรใส่ปุ๋ยอะไร ดูแลอย่างไร

    • มีสิทธิ์รับการช่วยเหลือรูปแบบไหนจากรัฐและเอกชน

พร้อมกับ

  • สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยซื้อโดรนทำเกษตร โดยรัฐจ่าย 60% เกษตรกรจ่าย 40% เกิดอาชีพใหม่ เช่น บริการฉีดพ่น, ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์

  • สร้าง Community smart farm – 1 ชุมชน 1 smart farm รัฐจัดหาเครื่องมือ smart farm ราคาถูก และรับซื้อผลผลิตจาก smart farm ทุกแห่ง

5. Cloud Kitchen และระบบโลจิสติกส์เย็นทั่วไทย

เพื่อเชื่อมเกษตรกรเข้ากับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้ออย่างแน่นอน พรรคเพื่อไทยเสนอ

  • ระบบให้เกษตรกรขายตรงกับหน่วยงานรัฐ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ค่ายทหาร ผ่านสัญญาซื้อล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรวางแผนปลูกได้ ไม่ล้นตลาดโดยไม่รู้ตัว

  • ตั้ง ครัวกลาง (Cloud Kitchen) ในบางพื้นที่ รับซื้อผลผลิตมาปรุงอาหารแล้วกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ มีนักโภชนาการช่วยออกแบบให้ได้สารอาหารเหมาะสม

  • ส่วนผลผลิตที่เหลือ นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น เสบียงอาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น ๆ

  • ปั้นระบบ Cold Chain Logistics: เย็นทั่วไทย รายได้ทั่วถึง สร้างคลังเย็นและรถห้องเย็นสำหรับกระจายของสด ลดการเน่าเสียและเพิ่มรายได้เกษตรกร

พรรคภูมิใจไทย: เกษตรมั่นคง + บาร์เตอร์เทรด

1. เกษตรมั่นคง ด้วยการค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม

ภูมิใจไทยหยิบคอนเซ็ปต์ “ปลูกท้ายไร่ เพิ่มรายได้ทันที” มาเป็นจุดขาย

  • รัฐสนับสนุนเงินปลูกพืชท้ายไร่ ครัวเรือนละ 20,000 บาท (ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน)

  • เน้นปลูกให้ “ตรงใจตลาดโลก” แข่งกันที่ มูลค่า ไม่ใช่ปริมาณ โดยใช้ความหลากหลายของข้าวไทยกว่า 5,000 สายพันธุ์ให้เกิดประโยชน์

  • ดันสินค้า GI และเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับของดีท้องถิ่นให้มีเรื่องราวและอัตลักษณ์ ได้ราคาดีกว่า

  • ใช้การค้าต่างตอบแทนแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า เปิดช่องระบายผลผลิตและสร้างรายได้มั่นคง

  • ยกระดับชุมชนเกษตร สนับสนุนเครื่องมือแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และช่วยสร้างแบรนด์ให้ขายได้จริงในตลาด

2. บาร์เตอร์เทรด: ซื้ออาวุธต้องซื้อเกษตรไทยด้วย

นโยบายบาร์เตอร์เทรดของภูมิใจไทยคือการใช้ ดีลใหญ่นำดีลเกษตร

  • การใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เช่น ฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟริเกต ฯลฯ จะต้องมาพร้อมเงื่อนไข แลกซื้อ สินค้าเกษตรจากไทย

  • สินค้าเป้าหมาย เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ

  • หลักคิดคือ “หาประโยชน์ร่วม” ใช้ดีลรัฐต่อรัฐเป็นช่องทางระบายผลผลิตเกษตร

  • หากทำอย่างเข้มข้นจะช่วยลดปัญหาสินค้าตกค้าง และดันราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

3. พักหนี้ 3 ปี หยุดต้นปลอดดอก

  • เสนอพักหนี้ 3 ปี หยุดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย วงเงินคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนรวมถึงเกษตรกร

  • จุดเน้นคือให้ “หายใจเต็มปอด” ช่วงหนึ่ง ก่อนกลับมาเริ่มต้นใหม่

พรรคประชาชน: รื้อระบบคิดราคา + ใช้ข้อมูล-เทคโนโลยีคุมเกม

พรรคประชาชนวางชุดนโยบายด้านเกษตรไว้ 26 ข้อ โดยเน้น “โครงสร้างราคา – การจัดการกองทุน – ข้อมูลและ AI”

1. ข้าวลดโลกร้อน (Low-Carbon Rice Policy)

  • อุดหนุนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 500 บาท/ไร่

  • ใช้เทคนิคเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

  • รัฐเปิดตลาด 1 ล้านตัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของข้าวไทย

2. ระบบคิดราคาใหม่ ให้เกษตรกรได้ราคายุติธรรม

หัวใจคือ “กำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม” สำหรับ 4 สินค้าเศรษฐกิจหลัก

  • ปาล์มน้ำมัน

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

  • มันสำปะหลัง

  • ข้าว (พันธุ์ที่รัฐส่งเสริมและรับรอง)

โดยจะ

  • กำหนด เกณฑ์ราคาตามคุณภาพที่ชัดเจน เช่น ยิ่งเปอร์เซ็นต์แป้งมาก ยิ่งได้ราคาดี

  • กำหนด ช่วงราคาเป้าหมายแน่นอน ในแต่ละรอบการผลิต เพื่อให้เกษตรกรใช้วางแผนเพาะปลูกและลงทุนล่วงหน้าได้

3. คูปองสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตร

  • ให้คูปองแปรรูปมูลค่า 50,000 บาท สำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย จำนวน 60,000 ราย ภายใน 2 ปี

  • คูปองใช้เป็นเครดิตที่หน่วยงานแปรรูป เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย ช่วยพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แปรรูป แช่เย็น หรือทดสอบคุณภาพสินค้า

  • หน่วยงานผู้ให้บริการนำคูปองไปเบิกงบจากรัฐเป็นรายได้และค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร

4. กองทุนแก้ปัญหาราคาตกต่ำแบบใหม่

นโยบายนี้ไม่เน้นการอัดเม็ดเงินอย่างเดียว แต่เน้น ดีไซน์การบริหารกองทุนให้ตอบโจทย์ตลาดจริง

  • ปรับกฎระเบียบกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรให้คล่องตัวมากขึ้น

  • เพิ่มงบกองทุนเป็น 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินที่มีผลต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ

  • ใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ไตรมาส ว่าสินค้าใดควรเข้าไปพยุงราคา

  • เตรียมทำ MOU/สัญญาล่วงหน้ากับผู้รับซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ให้บริการคลังเย็น (Cold Storage)

  • วางแผนระบายสินค้าอย่างชัดเจน เมื่อราคาตลาดฟื้นตัว เพื่อไม่ให้ทำลายกลไกราคาในระยะยาว

5. คุมการนำเข้าสินค้าเกษตร + ป้องกันสวมสิทธิ์

  • ยกระดับตรวจสอบสินค้านำเข้าทุกล็อต ป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพและสารปนเปื้อน

  • รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าไทยในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวไม่ให้ถูก “ทุบราคา” อย่างไม่เป็นธรรม

  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร 100% จากฟาร์มถึงผู้บริโภค เพื่อกำจัดการสวมสิทธิ์และสินค้าลักลอบนำเข้า

6. Public Dashboard + AI เตือนภัยราคาล่วงหน้า

  • สร้าง Public Dashboard ที่เชื่อมข้อมูลราคาขายส่ง-ปลีก การนำเข้า-ส่งออก และพื้นที่เพาะปลูกแบบเรียลไทม์

  • ใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกับ AI วิเคราะห์ราคาสินค้าอย่างสม่ำเสมอ

  • ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก (Deep Dive) เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

  • ส่งสัญญาณเตือนภัยให้เกษตรกรล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อวางแผนการผลิตและหลีกเลี่ยงวิกฤตราคาตกต่ำ

7. ศูนย์บริหารสัญญาซื้อขาย + สัญญาล่วงหน้าสามฝ่าย

  • ตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตร

  • ทำสัญญาล่วงหน้า 3 ฝ่าย ระหว่างเกษตรกร ห้าง/ผู้ซื้อ และภาครัฐ

  • ให้เกษตรกรผลิตตามคำสั่งซื้อที่แน่นอน เข้าถึงตลาดราคาสูงอย่างเป็นธรรม

8. แก้หนี้เกษตรกรแบบมีแรงจูงใจ

  • อายุ 70 ปี ปลดหนี้ทันที

  • ลดหนี้ 20% หากเกษตรกรลงทุนระบบน้ำหรือปลูกป่า

  • คืนดอกเบี้ย 10% ให้คนที่ชำระหนี้ดี

  • เป้าหมายคือปฏิรูปภาคเกษตรให้ “ไร้หนี้และยั่งยืน” ไม่ใช่แค่ยืดหนี้ไปเรื่อย

9. ดันเกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ให้บริการการเกษตร

  • สนับสนุนผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เช่น ผู้ให้บริการโดรน รถเกี่ยว เครื่องจักรสมัยใหม่ 6,000 ราย ๆ ละ 1 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ใช้งบ 6,000 ล้านบาท

  • พัฒนาเกษตรไทยด้วยโครงการ Young Smart Farmers (YSF)
    • สนับสนุนงบจังหวัดละ 20 ล้านบาท

    • ใช้ดิจิทัลเฝ้าระวังภัย แปรรูปสินค้า และปั้นคนรุ่นใหม่ 10,000 คน

10. ลงทุนจัดการน้ำและรับมือภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

  • ลงทุนปีละ 60,000 ล้านบาท จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ปรับกฎหมายและแผนแม่บท ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งระยะยาว

  • สนับสนุนงบ 50,000 บาท/ราย เพื่อขุดสระ-เจาะบาดาล ติดตั้งโซลาร์เซลล์สูบน้ำ ครอบคลุม 1 ล้านไร่ใน 4 ปี ใช้ดาวเทียมควบคุมความโปร่งใส

มุมมองนักวิชาการ: กับดัก 3 ชั้นของภาคเกษตรไทย

นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สะท้อนภาพรวมว่า ภาคเกษตรไทยมีศักยภาพสูงมากในการต่อยอดจากตลาดโลก แต่การพัฒนากลับกระจุกตัวในกลุ่มรายใหญ่ที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปและมาตรฐานชัดเจน

ในขณะที่เกษตรกรต้นน้ำจำนวนมาก เริ่มเสียความสามารถแข่งขัน จาก

  • ผลิตภาพต่ำ

  • ต้นทุนสูง

  • คุณภาพสินค้าไม่แตกต่างจากคู่แข่ง

ผลคือ รายได้ต่ำ เสี่ยงสูง และกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของเกษตรกรมีหนี้เกินศักยภาพชำระ

แม้นโยบายที่ผ่านมาจะพยายามยกระดับผลิตภาพและลดต้นทุน แต่ยังติดหล่มใหญ่ 3 ด้าน

1. ซัพพลายเชนไม่เชื่อมกันจริง

  • นโยบายมักเริ่มจาก ต้นน้ำ แต่ไม่เชื่อมไปถึงตลาดและอุตสาหกรรมปลายน้ำ

  • ขาดผู้ประกอบการกลางน้ำที่เข้มแข็ง ทำให้สินค้าเกษตรจำนวนมาก ไม่มีตลาดรองรับ ขยายผลไม่ได้

  • เกษตรกรรายย่อยอยากผลิตเพื่อเสริมตลาด แต่ไม่รู้จะขายให้ใคร

  • ผู้ประกอบการปลายน้ำเห็นโอกาส แต่ไม่รู้จะไปหาเกษตรกรจากที่ไหน

ประเด็นสำคัญคือ หากซัพพลายเชนยังไม่เชื่อมกัน นโยบายใส่เทคโนโลยีให้ต้นน้ำก็ไม่พอ เพราะสุดท้ายเกษตรกรก็ไม่มั่นใจว่าจะขายได้จริง

ทางออกคือ ต้องให้ “ตลาดนำ” ก่อน แล้วค่อยออกแบบการผลิตให้ตามความต้องการนั้น

2. ข้อจำกัดของรายย่อย ที่ไม่มีการประหยัดต่อขนาด

  • เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กมีต้นทุนสูงในการเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐานการค้า โลจิสติกส์ และตลาดสินค้าคุณภาพสูง

  • ตัวอย่างเช่น การทำสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ต้องใช้ต้นทุนตรวจวัดและรายงานก๊าซเรือนกระจกสูงเกินกำลังรายย่อย

  • SMEs เกษตรจำนวนมากติดกับดักกฎกติกาและค่าใช้จ่าย ทำให้เข้าไม่ถึงตลาด

ดังนั้น หากไม่สร้าง ตัวกลาง ที่รวมแปลง รวบรวมผลผลิต และเชื่อมกับตลาด ก็จะไม่สามารถยกระดับเกษตรกรส่วนใหญ่ได้

3. ประสิทธิภาพรัฐต่ำ + วัฒนธรรมประชานิยม

  • ภาครัฐมักลงมือทำเองภายใต้กฎระเบียบมากมาย แก้ปัญหาแบบรายจุด แทนที่จะปลดล็อกโครงสร้างทั้งระบบ

  • ขาดการบูรณาการข้ามกระทรวง นโยบายที่ต้องใช้ความร่วมมือหลายฝ่ายจึงเดินไม่เต็มที่

  • นโยบายสำคัญ เช่น การใช้เทคโนโลยีปฏิรูปการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โซนนิ่ง หรือประกันภัยพืชผล ยังไม่สามารถแสดงผลจริง

  • ที่สำคัญคือ ยังเน้น “ให้เงินเปล่า” เป็นหลัก จนกลายเป็นกับดักประชานิยม

มุมมองนี้สรุปชัดว่า ภาคเกษตรติด Trap ของความช่วยเหลือแบบให้เปล่า รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ออกแบบเงื่อนไขที่ชัดเจนและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับตัวจริง

สามข้อเสนอ: ถ้าจะหลุดจากกับดักประชานิยม ต้องทำอะไรเพิ่ม?

ในมุมของนักวิชาการ ทางออกของภาคเกษตรไทยถูกกรอบไว้ชัดเจนใน 3 ข้อใหญ่

1. เชื่อมผู้เล่นทั้งห่วงโซ่ แล้วออกแบบนโยบายแบบ “เกษตร-อาหาร-อุตสาหกรรม” ไปพร้อมกัน

  • รัฐควรร่วมกับภาคเอกชน ขึ้นทะเบียนและพัฒนาแพลตฟอร์ม ที่เชื่อม

    • ตลาดผู้รับซื้อ

    • อุตสาหกรรมปลายน้ำ

    • ผู้ประกอบการกลางน้ำ

    • เกษตรกรต้นน้ำ

  • แพลตฟอร์มนี้จะเป็นฐานสำหรับกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศแบบ “ตลาดนำ” ตลอดห่วงโซ่

  • ยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ เห็นช่องว่างและเข้ามาร่วมพัฒนาได้มากขึ้น

  • และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในตลาดโลก

2. สร้าง “องคาพยพ” ให้รายย่อยแข่งได้จริง

  • ต้องยกระดับตัวกลาง เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ให้บริการด้านการเกษตร และผู้ประกอบการกลางน้ำอื่น ๆ

  • ตัวกลางเหล่านี้ช่วย
    • รวมแปลง

    • รวบรวมผลผลิต

    • แปรรูปเบื้องต้น

    • เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ที่มีมูลค่าสูง

  • ควบคู่กัน ต้องลดข้อจำกัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ SMEs เกษตรขยับตัวได้ง่ายขึ้น

  • ใช้แนวคิดคล้าย “Made in Thailand” ให้แต้มต่อทางตลาดสินค้าไทย และพัฒนาเครื่องมือการเงินที่ตอบโจทย์เกษตรกรรายย่อยจริง

3. ปรับบทบาทรัฐ: จากผู้จ่ายเงิน เป็นผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เติบโต

  • รัฐควรหันไป ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และจูงใจให้เอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น

    • แหล่งน้ำ

    • โลจิสติกส์

    • ระบบนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี

    • ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง

  • เปลี่ยนวิธีช่วยเหลือจากการอุดหนุนให้เปล่า ไปสู่การช่วยเหลือที่ ตรงจุด ตรงกลุ่ม และมีเงื่อนไขเพื่อการปรับตัว

  • ใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจังในนโยบาย เช่น
    • ข้อมูลดาวเทียม

    • ระบบติดตามการผลิตรายแปลง

สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้รัฐ

  • คาดการณ์ผลผลิตได้แม่นยำขึ้น

  • ออกแบบระบบประกันภัยพืชผลที่มีประสิทธิภาพ

  • ตรวจจับความเสียหายและการสวมสิทธิ์ได้

  • วางเงื่อนไขช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกับการ “เปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต” ของเกษตรกร

สรุป: เลือกนโยบายไหน…ถึงจะไม่ติดกับดักเดิม?

เมื่อนำภาพรวมมาวางข้างกันจะเห็นว่า

  • ประชาธิปัตย์เน้น ประกันรายได้ – ซื้อหนี้คืน – ใช้เทคโนโลยีติดตามผลผลิต – ดันเกษตรสู่ Food Industry

  • เพื่อไทยวางเกม ประกันกำไร – เพิ่มรายได้ 3 เท่า – ใช้ AI และ Blockchain – เชื่อมหน่วยงานรัฐผ่าน Cloud Kitchen และ smart farm

  • ภูมิใจไทยชู เกษตรมั่นคง ปลูกท้ายไร่ – ดัน GI – ใช้บาร์เตอร์เทรดระบายสินค้า – พักหนี้แรง ๆ

  • พรรคประชาชนเน้น โครงสร้างราคา – กองทุนแก้ราคาตก – Public Dashboard + AI – คุมการนำเข้า – ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่และจัดการน้ำทั้งระบบ

บนกระดาษ นโยบายหลายข้อดู “ตอบโจทย์” ทั้งเรื่องรายได้ หนี้ และเทคโนโลยี แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างอยู่คือ

นโยบายเหล่านี้จะใช้เทคโนโลยีและเงื่อนไขเชิงโครงสร้างมากพอหรือไม่ ที่จะพาเกษตรไทยหลุดจากกับดักประชานิยมแบบให้เงินเปล่า?

การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ได้เป็นแค่ศึกชิงคะแนนเสียงของพรรคการเมือง แต่เป็น “บททดสอบ” ว่า

  • เกษตรกรจะเลือกแบบไหน ระหว่าง ความช่วยเหลือสั้น ๆ ที่คุ้นเคย กับ

  • การเปลี่ยนโครงสร้าง ที่อาจเหนื่อยในช่วงเริ่มต้น แต่มีโอกาสทำให้ยืนได้เองในระยะยาว

ครั้งนี้ มือที่กาในคูหา อาจกำหนดไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดใหม่ แต่กำหนดด้วยว่า ภาคเกษตรไทยจะยังอยู่ในกับดักเดิม หรือจะเริ่มออกเดินบนเส้นทางใหม่อย่างแท้จริง.