มิวเซียมสยามลุกเป็น “สนามเด็กเล่นของความรู้”

สองวันที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือมิวเซียมสยาม ถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับคนรักหนังสือ ดนตรี และการเรียนรู้แบบจัดเต็ม ภายใต้ชื่อ ‘Knowledge Fest เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม 2025 x เทศกาลดนตรีกรุงเทพฯ’
งานนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยสำนักพิมพ์มติชนจับมือกับหลากหลายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมา อ่าน ฟัง เล่น เที่ยว กิน แล้วกลับบ้านไปพร้อมความรู้และแรงบันดาลใจแบบอัดแน่น
ตลอด 2 วันของงาน มีผู้เข้าร่วมกว่า 16,000 คน เงินสะพัดมากกว่า 4 ล้านบาท ตอกย้ำว่ามันไม่ใช่แค่งาน “ขายหนังสือ” แต่คือ เทศกาลความรู้ ที่คนทุกเจนฯ มาแล้วรู้สึกว่าตัวเอง “อัพเลเวล” กลับบ้านไปจริงๆ
พันธมิตรหลากวงการ ร่วมสร้าง “เมืองแห่งการเรียนรู้”
ปีนี้ Knowledge Fest ขยับสเกลให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง AIS, OKMD, มิวเซียมสยาม, เส้นทางเศรษฐี, ศิลปวัฒนธรรม และเครือข่ายความรู้อีกเพียบ ทั้ง Witcast, สมาคมการ์ตูนไทย, สมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย และ MTEC ฯลฯ
ทุกภาคส่วนช่วยกันทำให้พื้นที่กลางกรุงแห่งนี้ กลายเป็น ต้นแบบของเมืองสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยการอ่านและการเรียนรู้
บนเวทีเปิดงาน ตัวแทนจากมติชนย้ำชัดว่า การสร้างความรู้ไม่อาจเกิดขึ้นจากการ “ขายหนังสือ” อย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งการฟัง การพูดคุย การแลกเปลี่ยน การเล่น การกิน และประสบการณ์ชีวิตรอบด้านที่มาหลอมรวมกัน
ด้านตัวแทนจากกรุงเทพฯ ก็วางหมุดให้เดือนมีนาคมเป็น “เดือนแห่งการเรียนรู้” ของเมือง และ Knowledge Fest ก็คือกิจกรรมเปิดหัวที่ทำให้เห็นว่า “งานให้ความรู้” จะสนุก มีสีสัน และดึงเด็กๆ ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาได้อย่างไร
7 โซนความรู้ที่เดินทั้งวันก็ไม่ครบ
เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย งานถูกแบ่งเป็น 7 โซนหลัก ครอบคลุมทั้งทัวร์ ทอล์ก เวิร์กชอป หนังสือ และอาหาร ทุกโซนถูกออกแบบให้คน ได้ทั้งความรู้และความสนุกในเวลาเดียวกัน
โซนทัวร์เดินเที่ยวเรียนเมืองเก่า
เวทีทอล์กเข้มข้นจากนักคิดหลากวงการ
เวิร์กชอปลงมือทำจริง ทั้งอาหาร สุขภาพ วิทย์ และวรรณกรรม
โซนเด็กและครอบครัวสำหรับการเรียนรู้ผ่านการเล่น
กิจกรรมชาวนักอ่าน ทั้ง Book Club และ Book Blind Date
Mini Book Fair รวมสำนักพิมพ์ตัวท็อป
Mini Food Fest รวมร้านอร่อยให้เติมพลังระหว่างเรียนรู้
หนึ่งงาน แต่ตอบโจทย์ทั้งสายหนังสือ สายดนตรี สายถ่ายรูป สายคาเฟ่ และสายครอบครัว ในคราวเดียว
ทัวร์ทอดน่อง : เดินไป เรียนรู้ไป
Book Tour เปิดมุมลับพระนคร

จุดเริ่มต้นของงานปีนี้คือกิจกรรม Book Tour ที่ไม่ได้พาไปเที่ยวเล่นเฉยๆ แต่เป็นการเดินทอดน่องกลางพระนครแล้วค่อยๆ แกะชั้นของประวัติศาสตร์ออกทีละชั้น
วันแรก ผู้ร่วมทัวร์ได้เดินสำรวจวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ผ่านมุมมองด้านสถาปัตยกรรมและการเมือง ตั้งแต่แนวคิดเรื่อง “จักรวาลใหม่” ที่รัชกาลที่ 1 ทรงจำลองไว้ในวัด ไปจนถึงพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล และศาลาแดงสไตล์ตะวันตกที่หลายคนไม่เคยสังเกตมาก่อน

วันที่สอง ขบวนทัวร์ย้ายไปยังปากคลองตลาด เปลี่ยนจากมุมมองวัดและเจดีย์ มาเป็นเรื่องราวย่านค้าขาย การศรัทธา และร่องรอยจากยุคอยุธยา-ธนบุรี ผ่านการเดินสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และฟังเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ปกติไม่มีใครเล่าให้ฟังกันง่ายๆ
ผลลัพธ์คือทัวร์ที่ทำให้คนเห็นกรุงเทพฯ ในมุมที่ “ไม่ได้มีแค่รถติดกับห้าง” อีกต่อไป
เวทีทอล์ก : ฟังทีเดียว ได้ทั้งไอเดียและทางรอดชีวิต
จากจักรวาลไทบ้าน ถึงละครพีเรียดฮิต

บนเวทีทอล์ก มีทั้งนักคิด นักเขียน นักกลยุทธ์ และคนทำคอนเทนต์ตัวจริงมากกว่า 20 คน แวะเวียนมาพูดคุยตลอดสองวัน ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การตลาด วรรณกรรม ไปจนถึงภาพยนตร์และซีรีส์ที่เราเสพกันทุกวัน
หนึ่งในไฮไลต์คือเวที BookTalk หัวข้อ ‘จักรวาลไทบ้าน: จุดเริ่มต้นไทบ้าน และก้าวต่อไปสู่ระดับโลก’ ที่ทีมผู้สร้างเล่ากันแบบไม่มีกั๊ก ตั้งแต่วันฉายรอบสื่อที่ไฟล์ยังตัดต่อไม่สมบูรณ์ ต้องแก้เกมแข่งกับเวลา ตัดต่อกันบนเครื่องบิน ย้ายคอมกว่า 40 เครื่องไปอัปไฟล์ในร้านเกม และไม่ได้นอนหลายคืนกว่าจะดันหนังขึ้นจอทันกำหนด
มันคือเรื่องเล่าที่สะท้อนว่า “ความสำเร็จบนจอ” มักมาพร้อม “สงครามหลังบ้าน” ที่โหดกว่าที่คนดูจินตนาการเสมอ

อีกวงเสวนาที่คนแน่นล้นคือ Book Talk: กอสซิปประวัติศาสตร์ ‘คุณพี่เจ้าขา…ดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์’ ที่พาทีวีซีรีส์ย้อนยุคมาเปิดอกคุยในมุมประวัติศาสตร์จริง
ผู้กำกับและทีมนักแสดงเล่าว่าจุดเริ่มต้นมาจากความหลงใหลในละครพีเรียด แต่หลายพล็อตถูกทำไปหมดแล้ว จนกระทั่งเจอนิยายเรื่องหนึ่งที่นางเอกย้อนเวลาไปเป็น “นางคณิกา” ซึ่งทั้งบาดใจและแตกต่างจากเรื่องอื่น จนกลายมาเป็นละครที่ทั้งสนุก ทั้งชวนคนดูกลับไปค้นคว้าประวัติศาสตร์เพิ่มด้วยตัวเอง
นอกจากนั้นยังมีการเสริมเกร็ดเรื่อง “บ้านการบุญ” ในย่านเยาวราช ที่เคยเป็นศูนย์กลางงานบุญและการเทศน์ธรรมในอดีต เชื่อมโยงกับตัวละครและสถานที่ในเรื่องอย่างมีมิติ จนคนดูเริ่มมองละครพีเรียดเกินกว่าแค่ความฟินของพระ-นาง
เวิร์กชอปลงมือทำ : จากสุขภาพดี ถึงไดโนเสาร์ และวรรณกรรมระดับโลก

สำหรับคนที่ไม่อยากแค่ฟัง แต่ขอลงมือทำจริง โซน Book Master Class คือคำตอบ เพราะออกแบบมาให้ได้ทั้ง “อิ่มกายและอิ่มใจ” ไปพร้อมกัน
ในกิจกรรมด้านโภชนาการ วิทยากรจากสายอาหารและสุขภาพมาร่วมกันแชร์ความรู้เรื่องการกินให้ดีต่อกายและใจ พร้อมเมนูเพื่อสุขภาพ 4 เมนูที่ทั้งทำง่าย อร่อย และปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

จากเรื่องกินสู่โลกยุคดึกดำบรรพ์ เวทีเสวนา ‘ไดโนสนุก ไดโนเสาร์ ทำไมไทยถึงเป็นบ้านของไดโนเสาร์?’ พาผู้ร่วมงานย้อนเวลากลับไปหลายล้านปี ไขคำถามว่าทำไมเมืองไทยถึงเต็มไปด้วยร่องรอยซอโรพอด และทำให้เรื่องไดโนเสาร์กลายเป็นหัวข้อที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สนใจฟังไม่แพ้คอนเสิร์ต

ด้านสายวรรณกรรมก็เข้มข้นไม่แพ้กัน กิจกรรม ‘เมาท์มอยวรรณกรรม: ไหว้ผีมาร์เกซ งานหลังความตาย และชีวิตใหม่บนหน้าจอ’ พาคนอ่านดิ่งลึกสู่โลกของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ตั้งแต่ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ไปจนถึงงานชิ้นอื่นที่ควรอ่านสักครั้งในชีวิต พร้อมชวนคุยว่าผลงานเหล่านี้ถูกต่อยอดเป็นสื่อรูปแบบใหม่อย่างไร
ยังไม่หมด แฟนไซไฟ-แฟนตาซีได้ถอดรหัสงานของ เออร์ซูลา เค. เลอ กวิน ผ่านหัวข้อ ‘เมาท์มอยวรรณกรรม: เออร์ซูลา เค เลอ กวิน ผู้หญิง และไซไฟ (?)’ ที่ชวนมองวรรณกรรมไซไฟในมุมของเพศ สังคม และอำนาจ ทำให้หลายคนต้องกลับไปหยิบงานของเธอมาลองอ่านใหม่ด้วยสายตาอีกแบบ
Book Club และกิจกรรมชาวนักอ่าน : เพราะการอ่านไม่ใช่เรื่องเดี่ยวอีกต่อไป

ในยุคที่คนอ่านหนังสืออยาก “เมาท์ต่อ” มากกว่านั่งอ่านเงียบๆ กิจกรรม Book Club ของงานนี้จึงกลายเป็นโซนโปรดของหลายคน
วงสนทนาอย่าง ‘สืบจนชำนาญ เพราะอ่านวรรณกรรม’ ชวนทุกคนมาดำน้ำสู่โลกนิยายสืบสวนสุดเข้มข้น ไล่เรียงปมจาก A Tidy Ending, How to Kill My Family และ The Wonder พูดคุยกันแบบ “ไม่สปอยด์เกินเหตุ แต่กระตุ้นให้กลับไปอ่านต่อแน่นอน”
ต่อเนื่องด้วย ‘อาทิตย์ละเล่ม อ่านอุ้มใจ’ ที่พาเหล่านักอ่านออกค้นหาหนังสือฮีลใจเล่มโปรด ผ่านงานอย่าง Self-Love First และ No Hurry, No Worry ที่มาช่วยบอกว่า ในโลกที่รีบไปทุกอย่าง เรามีสิทธิ์จะช้าลง และรักตัวเองให้มากขึ้นได้เสมอ
เด็กเล่นสนุก ผู้ใหญ่ก็เพลิน : บอร์ดเกม ยางปั้น การ์ตูน ครบ

โซน Playground กลายเป็นดินแดนที่เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังต่อเนื่องตลอดวัน เพราะนี่คือพื้นที่เรียนรู้ผ่านการเล่นแบบจริงจัง
Board Game ล้อมวงเล่น จากสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทยและ Siam Board Games ที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่คิด วิเคราะห์ และหัวเราะไปพร้อมกัน
ParaDough ยางปั้นพาเพลิน จาก MTEC ที่เปลี่ยนยางพาราให้กลายเป็นของเล่นสร้างสรรค์ ถือเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมที่จับต้องได้
กิจกรรมวาดการ์ตูน จากสมาคมการ์ตูนไทย ที่ปลุกจินตนาการให้ลุกโชนบนกระดาษหนึ่งแผ่น
ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่า “การเรียนรู้” คือการเล่นที่สนุกจนไม่อยากให้หมดเวลา
Book Blind Date, บอกรักหนังสือ และภารกิจช่วยโลก
งานนี้ยังจัดมุม Book Blind Date ให้คนเอาหนังสือของตัวเองมาแลกกับคนอื่นแบบไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะได้เรื่องอะไรกลับไป เหลือไว้แค่คำโปรยสั้นๆ ให้ตัดสินใจ
อีกมุมหนึ่งคือบอร์ดสำหรับ เขียนบอกรักหนังสือเล่มโปรด ที่มีข้อความแน่นเต็มพื้นที่ ตั้งแต่คำสารภาพรักเบาๆ ถึงประโยคเปลี่ยนชีวิตที่ผูกไว้กับหนังสือหนึ่งเล่ม

ด้านภารกิจรักษ์โลก AIS ก็มาตั้งจุดรับ E-Waste เปิดให้ทุกคนนำขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์เก่า สายชาร์จ หูฟัง เมาส์ คีย์บอร์ด มาฝากรีไซเคิล เพื่อลดปัญหาขยะยุคดิจิทัลที่กำลังโตเร็วแบบน่ากังวล
กลายเป็นภาพน่ารักที่คนหอบถุงขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้ง พร้อมได้ทั้งความสบายใจและของรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้าน
Mini Book Fair : สวรรค์ของนักอ่านตัวจริง

แน่นอนว่างานสายนี้จะไม่มีโซนหนังสือก็คงไม่ได้ Mini Book Fair เลยกลายเป็นอีกหนึ่งโซนที่คนแน่นไม่แพ้เวทีใหญ่
สำนักพิมพ์กว่า 14 แห่งขนผลงานตัวท็อปมาให้เลือกในราคาพิเศษ ตั้งแต่งานวิชาการ วรรณกรรม สารคดี ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงนิยายอ่านเพลินของสายแมส เรียกว่ามีครบทุกอารมณ์การอ่านในพื้นที่เดียว
Mini Food Fest : เติมพลังท้อง เพื่อไปต่อให้ไหว

เดินทั้งวัน ฟังทั้งวัน ถ้าไม่มีของกินคือจบ แต่งานนี้ไม่ปล่อยให้ใครหิว เพราะ Mini Food Fest ขนร้านเด็ดกว่า 20 ร้านมาเสิร์ฟถึงมิวเซียมสยาม
หมูกรอบร้อนๆ กะเพราไฟแรงชาเย็นแก้วโปรด เบอร์เกอร์แบบจัดเต็ม รวมถึงขนมและเครื่องดื่มอีกสารพัด ทำให้หลายคนยอมรับแบบไม่อายว่า “มางานเพราะหนังสือ กลับบ้านเพราะอิ่มมาก”
ไฮไลต์สายเสียงเพลง : เทศกาลดนตรีกลางสนามหญ้า

หัวใจของคนรักดนตรีเต้นแรงเป็นพิเศษในช่วงค่ำ เพราะงานนี้ปิดท้ายด้วย เทศกาลดนตรีกรุงเทพฯ ที่ยกเวทีมาไว้กลางสนามหญ้ามิวเซียมสยาม
เสียงดนตรีจากวงดนตรีของกรุงเทพมหานคร ผสมผสานกับบทเพลงแหล่จากศิลปินชื่อดัง สร้างบรรยากาศที่ทั้งชิลและคึกคักในเวลาเดียวกัน ผู้คนปูเสื่อเอนกายบนสนามหญ้า ปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับท่วงทำนองกลางอากาศยามเย็น
มันไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่มันคือการตอกย้ำว่า “ความรู้กับดนตรี” อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว
เมื่อเทศกาลจบลง แต่พลังการเรียนรู้ยังไม่จบ
แม้ไฟเวทีจะดับลง บูธจะเก็บของกลับบ้าน แต่สิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจผู้มาร่วมงานคือ
หนังสือเล่มใหม่ที่รอการเปิดอ่าน
ไอเดียที่ผุดขึ้นระหว่างฟังทอล์ก
คำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับเมือง ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และตัวเราเอง
ความทรงจำว่าการเรียนรู้สามารถ “สนุกและมีดนตรีประกอบ” ได้จริง
Knowledge Fest 2025 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานเทศกาลประจำปี แต่กลายเป็น จุดนัดพบของคนที่เชื่อว่าความรู้เปลี่ยนชีวิตได้ และอยากเห็นกรุงเทพฯ เติบโตเป็นเมืองที่มีพื้นที่แบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
และสำหรับใครที่พลาดครั้งนี้ไป แค่รู้ไว้อย่างหนึ่งก็พอว่า — งานแบบนี้ไม่ได้มีครั้งเดียว และครั้งหน้า อาจเป็นรอบที่คุณไม่อยากพลาดอีกต่อไป

