ภาพรวมใหญ่: ทำไมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2569 ถึงต้องจับตา?
กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการใหม่ดูแลการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำหรับปี 2569 รวมทั้งหมด 3 ฉบับ วางกรอบให้สอดคล้องทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การค้าเสรีอาเซียน และพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO)
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง
ความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์
การดูแลเกษตรกรในประเทศ
การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จากการเผาในภาคเกษตร
เรียกได้ว่าเป็นชุดมาตรการที่กระทบทั้งห่วงโซ่อาหารสัตว์ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเกษตรกรผู้ปลูก ไปจนถึงผู้เลี้ยงสัตว์และผู้บริโภคปลายทาง
มาตรการที่ 1: ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้อง “ปลอดการเผา” เท่านั้น
มาตรการแรกเป็นประกาศของกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็น สินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรอง และต้องทำตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ
“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา (No Burning)”
สาระสำคัญของมาตรการนี้คือ
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าทุกล็อตต้องผ่าน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability)
ต้องมี เอกสารรับรอง ชัดเจนว่าไม่ได้มาจากการเผาพื้นที่การเกษตร
มาตรการนี้ช่วยผลักดันให้การค้าผลิตภัณฑ์เกษตรของไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดความเสี่ยงของปัญหา มลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน โดยตรง
มาตรการที่ 2: เปิดเสรีนำเข้าอาเซียน ภาษีนำเข้า 0% ช่วงพีกดีมานด์
มาตรการฉบับที่สองคือการเปิดให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้กรอบ เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN FTA)
โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ
ใช้ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form D เพื่อใช้สิทธิภาษีพิเศษ
ขอลด อัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0%
ครอบคลุมช่วงเวลา 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569
ไม่จำกัดปริมาณโควต้า ในช่วงเวลาดังกล่าว
ผลที่ตามมาคือ ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ ความต้องการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์อยู่ในระดับสูง เช่น ช่วงเร่งผลิตอาหารสำหรับฟาร์มสัตว์ขนาดใหญ่
มาตรการที่ 3: โควตานำเข้าภายใต้ WTO ปี 2569
มาตรการฉบับที่สาม เป็นการเปิดให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับปี 2569
รายละเอียดหลัก ได้แก่
ช่วงเวลาการนำเข้า: 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569
กำหนดโควตานำเข้า ไม่เกิน 1 ล้านตัน
นำเข้าจากประเทศสมาชิก WTO
ได้รับสิทธิ ชำระภาษีนำเข้าในอัตรา 0%
ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตาม เงื่อนไขและขั้นตอนการขอหนังสือรับรองสิทธิ อย่างเข้มงวด
มาตรการนี้ช่วยให้ไทยยังสามารถดึงวัตถุดิบจากตลาดโลกได้ ในขณะที่ยังควบคุมปริมาณนำเข้าให้อยู่ในกรอบที่จัดการได้ ไม่กระทบหนักต่อผลผลิตและราคาของเกษตรกรในประเทศ
เมียนมา: เสาหลักวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย
ในสมรภูมิข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมียนมา ถือเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญมากของไทย
ข้อมูลการค้าชี้ว่า
ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
ปริมาณนำเข้าต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1.2–1.8 ล้านตัน
มูลค่าการค้าอยู่ราว 1.2–1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี
คิดเป็นเกือบ 90% ของการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดของไทย
ไม่เพียงเท่านั้น ไทยยังเป็น ตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเมียนมา ในหมวดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วย แสดงให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงด้านความมั่นคงอาหารและห่วงโซ่อุปทานเกษตร ของทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นมาก
บทบาทของ MCIA: ตัวกลางสำคัญในระบบ No Burning
สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา หรือ MCIA (Myanmar Corn Industrial Association) ถูกดันขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักในเกมนี้
หน้าที่สำคัญของ MCIA คือ
ผลักดันและดูแล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ออก ใบรับรองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา ให้กับผู้ส่งออก
เมื่อมีระบบเหล่านี้ ผู้ส่งออกจากเมียนมาสามารถ
ใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้กรอบ อาเซียน (ASEAN FTA)
ใช้สิทธิภายใต้กรอบ WTO ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าอยากส่งข้าวโพดเข้าตลาดไทยแบบได้สิทธิภาษีดี ๆ ก็ต้องเดินเกมให้ครบทั้ง มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และ เอกสารรับรอง ที่ไทยต้องการ
ภาคเอกชนต้องปรับตัวอย่างไร?
เมื่อกติกาเข้มขึ้น ภาคเอกชนทั้งฝั่งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าจึงถูกคาดหวังให้เล่นตามกติกาแบบไม่มีข้ออ้าง
ผู้ส่งออก (โดยเฉพาะฝั่งเมียนมา)
ต้องใช้ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้ครบขั้นตอน
ขอ ใบรับรองปลอดการเผา จาก MCIA ก่อนส่งออกทุกล็อต
ผู้นำเข้าในไทย
ต้อง ตรวจสอบเอกสารรับรอง ทุกชุดให้ครบและถูกต้อง
รับผิดชอบยืนยันว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าเป็น สินค้าปลอดการเผา จริง
เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ก็จะช่วยให้
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของไทยเดินหน้าอย่างจริงจัง
ลดแรงกดดันจากปัญหา ฝุ่น PM2.5 ที่มาจากการเผาในภาคเกษตร
สนับสนุนให้การค้าเกษตรไทยและภูมิภาคเติบโตแบบ ยั่งยืนในระยะยาว
สรุป: เกมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ = วัตถุดิบ + สิ่งแวดล้อม + กติกาโลก
มาตรการ 3 ฉบับของกระทรวงพาณิชย์สำหรับปี 2569 สะท้อนภาพชัดเจนว่า การจะดึงวัตถุดิบอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาและปริมาณอีกต่อไป
วันนี้ต้องคิดพร้อมกันทั้ง
ความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในประเทศ
รายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรไทย
มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและปัญหา PM2.5
พันธกรณีและสิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบการค้าเสรีและ WTO
ใครอยู่ในห่วงโซ่อาหารสัตว์ ถ้ายังคิดแค่ “หาวัตถุดิบให้พอใช้” อาจไม่พออีกต่อไป ต้องอัปเดตมุมมองใหม่ให้ทันโลกที่กำลังขยับไปสู่ เกษตร-อาหารที่ยั่งยืนและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

