น้ำหนักเกินไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือวิกฤติของประเทศ

คนไทยกำลังเข้าสู่ สังคมอ้วนแบบเต็มตัว เร็วกว่าที่หลายคนคิด จากข้อมูลล่าสุดพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทยมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และตัวเลขยังไต่ขึ้นเรื่อย ๆ
น้ำหนักเกินไม่ได้จบแค่เรื่องรูปร่างหรือความมั่นใจ แต่มันคือประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังสารพัด ทั้งเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ ไปจนถึงมะเร็งบางชนิด
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะอ้วนยังทำให้ประเทศสูญเสียเงินระดับ แสนล้านบาทต่อปี ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดงาน ผลผลิตที่ลดลง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ตัวเลขที่ต้องอ่านให้จบก่อนจะบอกว่า “อ้วนแล้วไง ใครแคร์”

จากรายงานขององค์กรระดับโลกด้านโรคอ้วนและหน่วยงานด้านสาธารณสุข พบว่า
ปี 2568 ประชากรทั่วโลก มากกว่า 800 ล้านคน จะเผชิญปัญหาโรคอ้วน
คาดว่าในปี 2573 ตัวเลขนี้จะพุ่งแตะ 1,000 ล้านคน
คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและอ้วนรวมกันถึง กว่า 40% ของประชากรกลุ่มนี้
นี่ไม่ใช่เรื่องสถิติสวย ๆ ในรายงาน แต่คือ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ว่าถ้าเราไม่เริ่มคุมตัวเอง วันนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจต้องคุมโรคแทน

ในมุมเศรษฐกิจ ภาวะอ้วนของคนไทยสร้างต้นทุนแฝงมหาศาล
ปี 2562 มีการประเมินว่าประเทศไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจจากปัญหาโรคอ้วนกว่า 256,370 ล้านบาท
คิดเป็นประมาณ 1.5% ของ GDP ประเทศ
เฉลี่ยแล้วเท่ากับประมาณ 4,000 บาทต่อคน

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การคาดการณ์อนาคต
ปี 2603 ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนในไทยอาจพุ่งสูงถึง ราว 5.6 ล้านล้านบาท
คิดเป็นประมาณ 5.6% ของ GDP ในอนาคต
หรือกล่าวง่าย ๆ คือมูลค่าความสูญเสียอาจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานเดิมในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี
ทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากค่ารักษาพยาบาลอย่างเดียว แต่รวมถึง
การลาป่วยบ่อย
ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง
ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ
การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
เพราะฉะนั้น การลดน้ำหนักจึงไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่คือเรื่องศักยภาพของทั้งตัวเราและประเทศ
ทำไมลดน้ำหนักเองถึงล้มเหลวซ้ำ ๆ

หลายคนลองมาทุกวิธีแล้ว ทั้งอดข้าว กินคลีนแบบโหด ๆ ออกกำลังกายจนหมดแรง ท้ายที่สุดกลับโยโย่ น้ำหนักเด้งกลับเกินเดิม
ในมุมของแพทย์ แนวทางที่ได้ผลระยะยาวคือ การจัดการน้ำหนักแบบองค์รวม (Weight Management) ไม่ใช่การฮาร์ดคอร์ชั่วคราว
หัวใจสำคัญของการดูแลน้ำหนักที่ยั่งยืนคือการปรับทีละด้านอย่างต่อเนื่อง
โภชนาการที่เหมาะสม
การออกกำลังกายที่พอดีกับร่างกาย
การจัดการความเครียดและการนอน
การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
และสำหรับบางคน แค่ “ปรับพฤติกรรม” อย่างเดียวไม่พอจริง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่
มีค่า BMI ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไป (ในคนอาเซียน)
หรือมี BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป ร่วมกับโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง
ในกลุ่มนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยากลุ่ม GLP-1RA หรือปากกาลดน้ำหนัก เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยควบคุม
จุดเด่นของยากลุ่มนี้ คือ
ช่วยลดความอยากอาหาร
ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
เพิ่มแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม เพราะเห็นผลเรื่องน้ำหนักชัดเจนขึ้น
แต่ยากลุ่มนี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว และยังต้องใช้ควบคู่กับการปรับไลฟ์สไตล์ด้วย ไม่ใช่ฉีดแล้วจบ

ภัยเงียบจากโรคอ้วนที่ร่างกายส่งสัญญาณ แต่เราไม่ฟัง

โรคอ้วนไม่ได้ทำให้แค่เหนื่อยง่าย หรือปวดเข่าอย่างที่หลายคนคิด แต่มันยังเชื่อมโยงกับโรคในระบบทางเดินอาหารอย่างใกล้ชิด
แพทย์ด้านทางเดินอาหารอธิบายว่า โรคอ้วนมักมาพร้อม “ภัยเงียบ” ที่คนส่วนใหญ่ไม่ทันระวัง เช่น
โรคกรดไหลย้อน (GERD)
โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD)
นิ่วในถุงน้ำดี
มะเร็งบางชนิด
หลายโรคแทบไม่มีอาการเตือนในระยะแรก แต่ค่อย ๆ ทำลายสุขภาพทีละน้อย เพราะฉะนั้นการปล่อยให้น้ำหนักเกินเรื้อรังคือการเสี่ยงกับโรคเหล่านี้แบบไม่รู้ตัว
ESG: เทคโนโลยีส่องกล้องเย็บกระเพาะ ตัวช่วยใหม่สำหรับคนที่ลดเองไม่ไหวแล้ว
สำหรับคนที่ลองทั้งปรับพฤติกรรมและใช้ยาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนอาจยังไม่รู้จักดี นั่นคือ การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG)
การทำ ESG เหมาะกับกลุ่มที่
มี BMI ประมาณ 30–40
หรือมี BMI ตั้งแต่ 35 ขึ้นไป ร่วมกับโรคประจำตัว และไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น
จุดน่าสนใจของ ESG คือ
ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่แบบเปิดหน้าท้อง
แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว
ไม่มีรอยแผลเป็นใหญ่ที่หน้าท้อง
สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย ประมาณ 15–20% ภายใน 1–2 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผสาน ESG ร่วมกับการใช้ยากลุ่ม GLP-1RA อย่างถูกวิธี มีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง ราว 44% ของน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ระดับแนวหน้าของโลก
ทางเลือกผ่าตัดลดน้ำหนัก สำหรับคนที่ BMI สูงมาก

ในผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก และมีความเสี่ยงด้านสุขภาพชัดเจน การรักษาด้วยการผ่าตัดลดน้ำหนักอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า โดยมีแนวทางหลัก ๆ เช่น
การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy)
มักใช้กับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 ช่วยให้กินได้น้อยลง และอิ่มเร็วขึ้นการผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างกระเพาะอาหารและลำไส้ (Roux-en-Y Gastric Bypass)
เหมาะกับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 เป็นการลดทั้งปริมาณอาหารที่กินและดูดซึมได้ ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ทุกเคสต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์ก่อน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงความพร้อมในการปรับวิถีชีวิตหลังการผ่าตัด เพราะการผ่าตัดไม่ใช่ “ปุ่มลัด” แต่คือจุดเปลี่ยนที่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อสุขภาพตัวเองในระยะยาว

ลดน้ำหนักอย่างฉลาด: ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนตาชั่ง
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือ การตีความว่า “ลดน้ำหนัก = ลดตัวเลขบนตาชั่ง” เท่านั้น ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือ สัดส่วนของมวลกล้ามเนื้อและมวลไขมันในร่างกาย
อันตรายของการโฟกัสแต่ตัวเลขคือ
ลดน้ำหนักแบบฮาร์ดคอร์จน มวลกล้ามเนื้อลดลง
ร่างกายขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว
ระบบเผาผลาญพัง พอกลับไปใช้ชีวิตปกติ น้ำหนักเด้งกลับหนักกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า Yo-Yo Effect
ในทางกลับกัน คนที่ BMI ปกติก็ยังอาจมีมวลไขมันสูงเกินไปได้ หากไม่ได้ประเมินอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้น การวิเคราะห์เชิงลึกจึงสำคัญมากในการหาต้นตอปัญหาที่แท้จริง
แผนการกินที่ดีจริง ๆ ต้องเป็นแบบเฉพาะบุคคล ปรับตาม
ไลฟ์สไตล์
ความชอบอาหาร
ภาวะสุขภาพและโรคประจำตัว
ปัจจัยด้านชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต
หัวใจมันไม่ใช่การ “กินให้น้อยที่สุด” แต่คือ “การกินให้ถูกและเหมาะกับตัวเรา”
แนวทางยอดฮิตอย่าง
Intermittent Fasting (IF)
Ketogenic Diet (KETO)
ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement)
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สูตรวิเศษสำเร็จรูป แต่เป็นเพียงเครื่องมือ ที่จะได้ผลเมื่อใช้กับคนที่เหมาะสม ภายใต้การวางแผนจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักโภชนาการหรือแพทย์

Health Resolution: เป้าหมายหุ่นดีที่มากกว่าความผอม
การดูแลน้ำหนักให้สมดุล ไม่ได้มีผลแค่กับเสื้อผ้าตัวโปรดหรือรูปในโซเชียล แต่มันคือการลงทุนครั้งใหญ่ให้กับ
สุขภาพกายระยะยาว
สุขภาพจิตและความมั่นใจ
พลังในการใช้ชีวิตและทำงาน
คุณภาพชีวิตโดยรวม
นี่จึงเป็น “Health Resolution” ที่สำคัญของปีใหม่ หรือจริง ๆ แล้วของทุกช่วงเวลาชีวิต
ถ้าอยากเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ลองเริ่มจากวันนี้ด้วย 3 ข้อนี้
หยุดโทษตัวเอง แล้วเริ่มมองการคุมน้ำหนักเป็นเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่โทษทัณฑ์
เลิกวิธีลัดที่แลกด้วยสุขภาพ หันมาโฟกัสแนวทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน
หากมีน้ำหนักเกินหรือมีโรคร่วม ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนเฉพาะสำหรับตัวคุณ
เพราะการลดน้ำหนักที่ดี ไม่ได้ทำให้คุณแค่ผอมลง แต่ทำให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งระบบตั้งแต่หัวใจไปจนถึงกระเป๋าสตางค์ของทั้งตัวคุณและประเทศ

