รับแอปรับแอป

พกเน็ต 5G+ ระดับโปรไว้ในกระเป๋า! เจาะลึก TP-Link M8550 Pocket Wi‑Fi 6E ที่ครบสุดในปี 2025

ปกรณ์ ศรีสุวรรณ01-31

ทำไม TP-Link M8550 ถึงเป็น “ตัวจบ” ของสายเน็ตพกพา

ถ้าไลฟ์สไตล์ของคุณคือการต้องมีเน็ตแรง ๆ ติดตัวตลอดเวลา ทั้งทำงาน ไลฟ์สด ท่องเที่ยว หรือลุยงานอีเวนต์ แล้วอยากได้เครื่องเดียวที่ พก 5G ไปได้ทุกที่ มี Wi‑Fi 6E ย่าน 6 GHz พร้อมใช้ เสียบไฟ USB-C จากอะไรก็ได้ และกลับบ้านใช้แทนเราเตอร์ตั้งโต๊ะได้เลย

ทั้งหมดนี้ TP-Link M8550 ทำได้ครบในเครื่องเดียว แถมยังเป็น Pocket Wi‑Fi ที่รองรับ 5G+ และ Wi‑Fi 6E ตัวเดียวในตลาดไทยปี 2025 ที่วางราคาไว้ให้เอื้อมถึงได้ไม่ยากที่ 6,990 บาท

หัวใจของ M8550 คือชิป 5G ระดับท็อปอย่าง Snapdragon X62 ที่รองรับทั้ง 5G / 5G+ แบบ SA และ NSA ครอบคลุมการใช้งานในไทยวันนี้ไปจนถึงอนาคต และยังมาพร้อม Wi‑Fi 6E มาตรฐาน Tri‑Band AXE3600 ที่ปล่อยคลื่น 2.4 GHz / 5 GHz / 6 GHz ได้ครบ เป็นคำตอบสำหรับคนที่อยากหนีความแออัดของย่านเดิม ๆ เพื่อดึงสปีด 5G+ ออกมาให้สุดจริง ๆ

ด้านฮาร์ดแวร์ก็จัดเต็มระดับเราเตอร์โปร ทั้ง พอร์ต LAN Gigabit, ช่องต่อเสาอากาศภายนอกแบบ TS-9 และฟีเจอร์โหด ๆ อย่าง การถอดแบตแล้วเสียบไฟตรงผ่าน USB‑C เพื่อแปลงร่างเป็นเราเตอร์ 5G+ ประจำบ้านหรือออฟฟิศได้ทันที เรียกว่าพร้อมลุยทั้งนอกสถานที่และประจำที่ในเครื่องเดียว

แกะกล่อง: ของที่ให้มา พร้อมลุยตั้งแต่วินาทีแรก

เปิดกล่อง TP-Link M8550 มาจะเจอชุดอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานได้เลย ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มให้วุ่นวาย ประกอบด้วย:

  • ตัวเครื่อง TP-Link M8550

  • แบตเตอรี่ Li-ion ความจุ 4680 mAh

  • สาย USB‑C to USB‑A

  • คู่มือการติดตั้งแบบย่อ และเอกสารข้อมูลการรับประกัน

ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอสัมผัสสีขนาด 2.4 นิ้ว แสดงสถานะและตั้งค่าพื้นฐานได้สะดวก ไม่ต้องง้อคอมพ์ หรือเข้าหน้าเว็บให้ยุ่งยาก

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อให้มาครบ ๆ ตามสไตล์อุปกรณ์ระดับโปร:

  • พอร์ต USB‑C สำหรับชาร์จและเชื่อมต่อข้อมูล

  • พอร์ต Gigabit LAN/WAN

  • พอร์ตต่อเสาอากาศภายนอกแบบ TS‑9 จำนวน 2 ช่อง

ใครคือกลุ่มที่เหมาะกับ M8550 มากที่สุด?

จากสเปกและฟีเจอร์ที่ใส่มา ทำให้ M8550 ไม่ได้เกิดมาเพื่อสายใดสายหนึ่ง แต่ครอบคลุมผู้ใช้หลายกลุ่มมาก ตั้งแต่คนทำงานยันเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ ไปจนถึงสายเที่ยวและสายไลฟ์สด

  • สาย Remote / Hybrid Work
    เหมาะกับพนักงานหรือฟรีแลนซ์ที่ต้องย้ายที่ทำงานบ่อย ๆ ต้องการเน็ตที่เร็วและนิ่ง เพื่อใช้ประชุมออนไลน์ ส่งไฟล์ใหญ่ หรือเชื่อมต่อ VPN ของบริษัทโดยไม่สะดุด

  • ครีเอเตอร์และสตรีมเมอร์
    สาย YouTuber, TikToker หรือใครที่ต้องไลฟ์สดนอกสตูดิโอ M8550 ให้ทั้งความเร็ว 5G+ และความเสถียรของ Wi‑Fi 6E ทำให้การอัปโหลดวิดีโอหรือการไลฟ์ดูจบแบบไม่มีกระตุกกลางไลฟ์ให้หัวเสีย

  • นักเดินทางและใช้งานเป็น Wi‑Fi ครอบครัว
    พกเครื่องเดียว แชร์เน็ตให้ได้สูงสุด 32 อุปกรณ์ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊กของทุกคนในทริป จบกว่าการเปิดฮอตสปอตจากมือถือเครื่องเดียวเยอะ

  • ธุรกิจขนาดเล็ก / ทีม Event / งานออกบูธ
    เอาไปตั้งในงานสัมมนา งานแสดงสินค้า หรือร้าน Pop‑up เพื่อทำ Wi‑Fi หน้างานแบบเร็ว ๆ รองรับคนใช้งานพร้อมกันได้หลายอุปกรณ์ โดยไม่ต้องลากสายเน็ตให้ยุ่งยาก

  • คนที่ซีเรียสเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
    ด้วยฟีเจอร์ VPN Encryption ในตัว ช่วยให้เชื่อมต่อเครือข่ายบริษัทหรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

สเปกเทคนิค: เครื่องเล็ก แต่พลังไม่เล็ก

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย M8550 จัดเต็มแบบไม่กั๊ก

  • เครือข่าย Cellular – 5G+ Advanced SA/NSA
    รองรับ 5G+ SA/NSA ด้วยความเร็วสูงสุดในเชิงทฤษฎีถึง 3.4 Gbps

  • 4G LTE-Advanced Cat.19 4x4 MIMO
    รองรับ 4G+ พร้อมเทคโนโลยี Carrier Aggregation สูงสุด 3CA แบบอัตโนมัติ และสำหรับสายโหดสามารถเลือกหรือล็อคคลื่นที่ต้องการใช้ในบางสถานการณ์ได้ด้วย

ด้าน Wi‑Fi ก็ไม่ธรรมดา:

  • มาตรฐาน Wi‑Fi: Wi‑Fi 6E (802.11ax)
    รองรับแบบ Tri‑Band AXE3600

  • 6 GHz: Link speed สูงสุดประมาณ 2880 Mbps (กว้างช่องสัญญาณได้ถึง 160 MHz)

  • 5 GHz: สูงสุดราว 2880 Mbps

  • 2.4 GHz: สูงสุดราว 688 Mbps

พอร์ตและการเชื่อมต่ออื่น ๆ:

  • 1 x Gigabit LAN/WAN Port

  • 1 x USB‑C Port

  • 2 x TS‑9 External Antenna Ports

  • 1 x ช่องใส่ Nano SIM

  • 1 x ช่องใส่ MicroSD Card (รองรับสูงสุด 2TB)

ส่วนสเปกตัวเครื่อง:

  • ระบบความปลอดภัยรองรับ VPN Encryption

  • แบตเตอรี่: 4680 mAh ถอดเปลี่ยนได้

  • หน้าจอ: ทัชสกรีนสีขนาด 2.4 นิ้ว

  • รองรับการเชื่อมต่อพร้อมกัน: สูงสุด 32 อุปกรณ์

การตั้งค่าพื้นฐาน: มือใหม่ก็ใช้คล่อง

การเริ่มต้นใช้งาน M8550 ทำได้ง่ายและยืดหยุ่นมาก รองรับทั้งการใช้แบบพกพาและตั้งโต๊ะ

  • เริ่มใช้ครั้งแรก
    ใส่นาโนซิม เปิดเครื่อง แล้วตั้งชื่อ Wi‑Fi กับรหัสผ่านผ่านหน้าจอสัมผัสได้ทันที หรือถ้าอยากตั้งค่าละเอียดขึ้นก็จัดผ่านแอป TP-Link Tether บนสมาร์ทโฟนได้เลย

  • โหมดปล่อย Wi‑Fi
    เลือกได้ทั้งปล่อยคลื่นเดี่ยว เช่น 2.4 GHz, 5 GHz หรือ 6 GHz หรือจะปล่อยแบบสองย่านพร้อมกันอย่าง 2.4 GHz + 5 GHz หรือ 2.4 GHz + 6 GHz ก็ได้ ช่วยให้ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์รุ่นเก่าและใหม่ รวมถึงเพิ่มระยะครอบคลุมตามการใช้งานจริง

  • โหมดเราเตอร์ประจำบ้าน/ออฟฟิศ
    ถ้าจะใช้แบบประจำที่ แค่ ถอดแบตออกแล้วเสียบสาย USB‑C เข้ากับหัวชาร์จ หรือ Power Bank ก็เปิดทิ้งแบบยาว ๆ ได้ โดยเครื่องจะควบคุมอุณหภูมิได้ดีกว่าใช้แบต และยังต่อสายจากพอร์ต Gigabit LAN ไปเข้าคอมพ์หรือสวิตช์เน็ตเวิร์ก เพื่อกระจายเน็ตต่อได้เหมือนเราเตอร์ 5G ตัวใหญ่ ๆ ในตลาด

  • ต่อเสาอากาศภายนอก
    สำหรับคนที่อยู่ในจุดสัญญาณไม่แรง หรืออยากรีดประสิทธิภาพ 4G/5G ให้สุด สามารถใช้พอร์ต TS‑9 ต่อผ่านอะแดปเตอร์ไปเป็นหัว SMA เพื่อใช้กับเสาอากาศภายนอกได้

  • แชร์ไฟล์ผ่าน Wi‑Fi
    ช่อง microSD Card ที่รองรับสูงสุด 2TB ทำให้ M8550 กลายเป็นเหมือน NAS พกพา แชร์ไฟล์งาน รูป หรือวิดีโอให้กับอุปกรณ์ในเครือข่าย Wi‑Fi ได้อย่างสะดวก

ทดสอบใช้งานจริง: ทำไมถึงกล้าเรียกตัวเองว่า Game Changer

เมื่อนำ M8550 ไปลองใช้ในหลายสถานการณ์ ทั้งใช้งานประจำวัน ธุรกิจ SME ท่องเที่ยว หรือออกบูธในงานอีเวนต์ สิ่งที่เห็นชัดคือประสิทธิภาพด้านการรับและกระจายสัญญาณระดับมือโปร ทำให้มันกลายเป็น Pocket Wi‑Fi ที่ไม่ธรรมดาอีกต่อไป

1. ทดสอบความเร็ว 5G+ (SA/NSA) กับเครือข่าย AIS 5G

จากการเชื่อมต่อแบบ 5G+ NSA หรือ 5G Advanced ที่รวมคลื่น NR : N41 + N28 เข้ากับ LTE : B1 + B3 ทำให้เครื่องสามารถดึงความเร็วจากทุกย่านคลื่นที่มีมารวมกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นระดับเทคโนโลยีสูงสุดที่โอเปอเรเตอร์ในไทยเปิดใช้ ณ ตอนนี้ และพร้อมต่อยอดไปอนาคตได้ยาว ๆ

จุดเด่นอีกอย่างคือ จับสัญญาณ 5G+ ได้ทั้ง SA และ NSA เมื่อทดสอบกับซิม AIS ในพื้นที่ที่รองรับ สิ่งที่ได้คือการทำลายสถิติเดิม ๆ ของ Pocket Wi‑Fi และมือถือหลายรุ่นแบบชัดเจน

ผลทดสอบความเร็วที่สาขา AIS SHOP:

  • ดาวน์โหลดสูงสุดประมาณ 1.6 Gbps

  • อัปโหลดสูงถึง 158 Mbps

  • ค่า Latency ประมาณ 20 ms

สำหรับงานที่ต้องการสปีดจัดเต็ม หรือสายไลฟ์สด/สตรีมมิ่ง นี่คือระดับที่เรียกได้ว่าเหลือ ๆ สำหรับงานจริง

2. ปล่อย Wi‑Fi 6E บนคลื่น 6 GHz: เหมือนมีทางด่วนส่วนตัว

ในพื้นที่ที่คลื่น 2.4 GHz และ 5 GHz หนาแน่นจนแย่งกันใช้จนความเร็วตก M8550 แก้ปัญหานี้ด้วยการปล่อยสัญญาณบน คลื่น 6 GHz ซึ่งแทบจะโล่งราวกับเป็น “ทางด่วนส่วนตัว” สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ

  • อุปกรณ์ปลายทางที่รองรับ 6 GHz สามารถทำ Link Speed สูงสุดถึง 2880 Mbps บนช่องสัญญาณกว้าง 160 MHz

  • M8550 เลือกรูปแบบการปล่อยสัญญาณได้หลายแบบ เช่น 2.4 GHz + 5 GHz, 2.4 GHz + 6 GHz หรือปล่อย 6 GHz ล้วน ๆ

  • ช่องสัญญาณบน 6 GHz ในไทยสามารถเลือกตั้งแต่ Channel 1–93 โดยแนะนำช่องแบบ PSC เช่น 5, 21, 37, 53, 69 หรือ 85 เพื่อให้การสแกนสัญญาณรวดเร็ว โดยเฉพาะอุปกรณ์ฝั่ง Apple ที่เน้นอ่าน SSID จากช่อง PSC เป็นหลัก

3. ประสิทธิภาพ 4G+ ระดับ 3CA

ต่อให้พื้นที่นั้นยังไม่มี 5G ครอบคลุม M8550 ก็ยังทำหน้าที่ได้ดี เพราะรองรับการใช้งานแบบ 4G+ พร้อม Carrier Aggregation สูงสุด 3CA ครบทุกค่ายในไทย

จากการทดสอบในบ้านด้วยซิม AIS:

  • ความเร็วดาวน์โหลด 4G+ 3CA ได้ราว 258 Mbps

  • ความเร็วอัปโหลดแบบ 2CA อยู่ที่ประมาณ 86 Mbps

ตัวเลขเหล่านี้เข้าใกล้สมาร์ทโฟนเรือธงราคาหลายหมื่นได้สบาย ๆ แต่มาอยู่ในร่าง Pocket Wi‑Fi แทน

4. โหมดสุดล้ำ: แปลงร่างเป็น 5G+ Router ประจำที่ พร้อมระบบ Failover

นี่คือฟีเจอร์ที่ทำให้ M8550 ไม่ใช่แค่ Pocket Wi‑Fi ธรรมดา แต่กลายเป็น 5G+ Router ประจำบ้าน/ออฟฟิศ แบบจริงจัง

การใช้งานก็ง่ายมาก แค่ ถอดแบตออก แล้วเสียบสาย USB‑C เข้ากับแหล่งจ่ายไฟ ก็ใช้งานแบบประจำที่ได้ และยังมีฟังก์ชัน Failover สำหรับบ้านหรือออฟฟิศที่ต้องการเน็ตไม่ล่มแม้เน็ตบ้านล้ม

คุณสามารถ

  • เสียบสาย LAN จากเน็ตบ้านเข้าพอร์ต LAN ของ M8550 ให้ทำงานเป็นเน็ตหลัก

  • หากไฟดับหรือเน็ตบ้านล่ม เครื่องจะสลับไปใช้เน็ตจากซิม 4G/5G แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ทุกการเชื่อมต่อยังวิ่งต่อได้เนียน ๆ

  • เมื่อเน็ตบ้านกลับมา ระบบก็จะสลับกลับไปใช้เน็ตบ้านให้อัตโนมัติอีกครั้ง

สำหรับออฟฟิศที่เน็ตล่มไม่ได้ หรือบ้านที่ทำงานแบบ Work from Home เป็นหลัก ฟีเจอร์นี้คือคำว่า “อุ่นใจ” แบบรู้สึกได้จริง

5. แบตเตอรี่และการจัดการพลังงาน

การใช้งานแบบพกพา สิ่งที่ทุกคนกลัวคือแบตไม่พอ แต่ M8550 ก็ทำได้ดีในมุมนี้เช่นกัน

  • แบต 4680 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ มากกว่า 9 ชั่วโมง จากการใช้งานจริง ตั้งแต่ราว 07.00 น. ถึง 16.00 น. โดยเปิดโหมดโหดสุด ทั้ง 5G+ และ Wi‑Fi 6E 160 MHz ทั้ง Indoor และ Outdoor

  • ถ้าต้องการให้แบตอยู่ได้นานกว่านี้ สามารถปรับลด Bandwidth ของ Wi‑Fi ลงเหลือ 20–40 MHz หรือเลือกใช้แค่ย่าน 2.4/5 GHz ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานได้

  • หรือถ้าเน้นความเสถียรและลดความร้อน ก็มีตัวเลือก ถอดแบตออกแล้วเสียบไฟตรงผ่าน USB‑C ใช้งานยาว ๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเสื่อมเร็ว

สรุปภาพรวม: Pocket Wi‑Fi ที่ไม่ได้มีแค่คำว่าแรง แต่คือ “ตัวเดียวจบ” จริง ๆ

เมื่อมองภาพรวม TP-Link M8550 คือ Pocket Wi‑Fi ระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเป็น โซลูชันการเชื่อมต่อครบวงจร ในเครื่องเดียว มากกว่าการเป็นตัวปล่อยฮอตสปอตธรรมดา

จุดเด่นที่ทำให้มันแทบ ไร้คู่แข่งในตลาดปี 2025 ได้แก่:

  • รองรับ 5G+ ทั้ง SA และ NSA พร้อมชิป Snapdragon X62 ที่รองรับอนาคตได้ยาว

  • เป็น Pocket Wi‑Fi ตัวเดียวในตลาดที่มาพร้อม Wi‑Fi 6E แบบ Tri‑Band ช่วยหนีความแออัดของคลื่น 2.4/5 GHz ได้จริง

  • มีโหมดการใช้งาน 2-in-1 เป็นได้ทั้ง Pocket Wi‑Fi แบบพกพา และแปลงตัวเองเป็น 5G+ Router ประจำบ้าน/ออฟฟิศ แค่เสียบไฟตรง ไม่ต้องใส่แบตเตอรี่

  • มาพร้อมพอร์ต Gigabit LAN/WAN และรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 32 อุปกรณ์

  • ปลอดภัยด้วย VPN Encryption ในตัว

  • แชร์ไฟล์ผ่าน microSD ได้สูงสุด 2TB ใช้แทน NAS พกพาได้เลย

  • ควบคุมง่ายผ่านหน้าจอสัมผัสและแอป Tether พร้อมพอร์ต TS‑9 สำหรับต่อเสาภายนอกในเคสที่สัญญาณอ่อน

สรุปสั้น ๆ: ถ้าคุณกำลังหา Pocket Wi‑Fi ที่แรง เสถียร ยืดหยุ่น และใช้งานได้ทั้งพกพาและประจำที่ในเครื่องเดียว M8550 คือคำว่า “ครบจบ” ที่แทบยังไม่มีคู่แข่งในตลาดตอนนี้

และเมื่อเทียบสิ่งที่ได้ทั้งหมดกับราคาจำหน่ายที่ประมาณ 6,990 บาท ก็ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุ้มและจริงจังที่สุดสำหรับสายเน็ตพกพาและคนทำงานยุคใหม่อย่างแท้จริง