รับแอปรับแอป

เลี้ยงหมาแมวในคอนโดไม่ต้องแอบ! คู่มือค่าใช้จ่าย–กฎเหล็กที่ทาสสัตว์ต้องรู้ก่อนย้ายเข้า

ธนพล ศรีสวัสดิ์01-31

อยู่คอนโดก็เลี้ยงสัตว์ได้ แต่อย่าลืมว่ามีทั้งเงื่อนไขและค่าใช้จ่าย

สมัยก่อนใครคิดจะเลี้ยงสัตว์ในคอนโดต้องแอบเลี้ยงกันแบบลุ้นระทึก กลัวทั้งเพื่อนบ้านรู้ กลัวนิติรู้ แต่ตอนนี้ยุคเปลี่ยนไปแล้ว หลายโครงการเริ่มออกแบบคอนโดให้ รองรับการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์เลี้ยง มากขึ้น

โครงการแนว Pet-friendly ไม่ได้แค่ “อนุญาตให้เลี้ยง” แต่ยังออกแบบฟังก์ชันมาเอาใจทาสสัตว์เต็มที่ ทั้งวัสดุที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยงและพื้นที่ส่วนกลางให้วิ่งเล่นอย่างสบายใจ

แต่การเลี้ยงสัตว์ในคอนโดก็ไม่ใช่ว่าอยากเลี้ยงแล้วเลี้ยงได้เลย ยังมีทั้ง เงื่อนไข กฎระเบียบ และค่าใช้จ่าย ที่คนคิดจะพาเด็กๆ เข้าคอนโดต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

1. เริ่มต้นให้ถูก: เลือกคอนโดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้

จุดสำคัญข้อแรกก่อนคิดถึงสายพันธุ์น้องหมาน้องแมว คือ คอนโดต้องอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้จริง

เพราะถ้าโครงการไม่ให้เลี้ยง ต่อให้เรารักแค่ไหนก็อาจกลายเป็นปัญหาทั้งกับนิติและเพื่อนร่วมห้องในอนาคต

คอนโดที่ออกแบบมาเพื่อคนรักสัตว์จริงๆ มักจะมีรายละเอียดแบบนี้ให้เห็นชัดเจน

  • วัสดุในห้องที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยง เช่น กระเบื้องยางที่ไม่ทำร้ายข้อต่อของน้อง

  • ระบบกันเสียงหรือประตูที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายในห้อง

  • ส่วนกลางเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น Pet Zone หรือ Dog Toilet

โครงการที่คิดเผื่อสัตว์เลี้ยงตั้งแต่แรกแบบนี้ จะช่วยให้ทั้งเจ้าของและน้องๆ อยู่สบายขึ้นเยอะ

2. ประเภทและขนาดของสัตว์เลี้ยง สำคัญกว่าที่คิด

แม้คอนโดจะประกาศว่าเลี้ยงสัตว์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลี้ยงสัตว์แบบไหนก็ได้ตามใจเรา ส่วนใหญ่จะมี ข้อจำกัดเรื่องประเภทและขนาดของสัตว์ ชัดเจน

โดยทั่วไปคอนโดมักอนุญาตให้เลี้ยง

  • สัตว์เลี้ยงที่ไม่ส่งเสียงรบกวน เช่น ปลา กระต่าย หนูบางชนิด

  • หากเป็น หมา หรือ แมว มักจำกัดให้เลี้ยงเฉพาะสายพันธุ์เล็ก น้ำหนักตัวประมาณ ไม่เกิน 10–15 กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมักกำหนดให้เจ้าของต้องมีเอกสารเหล่านี้

  • ใบรับรองสัตว์เลี้ยง (Pet Certificate) จากสัตวแพทย์

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของทั้งสัตว์เลี้ยงและเพื่อนบ้านในโครงการ

3. ขึ้นทะเบียนสัตว์กับนิติบุคคล ห้ามมองข้าม

ก่อนจะพาน้องเข้าอยู่ในคอนโด ส่วนใหญ่โครงการจะบังคับให้ ลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงกับนิติบุคคล ก่อนเสมอ

ข้อมูลที่มักต้องแจ้ง ได้แก่

  • ประเภทสัตว์เลี้ยง

  • ขนาด และน้ำหนักตัว

  • สายพันธุ์

  • ใบรับรองการตรวจโรคจากโรงพยาบาลสัตว์

  • หลักฐานการฉีดวัคซีนที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของภาครัฐ

ขั้นตอนนี้มีขึ้นเพื่อให้โครงการเช็กได้ว่า สัตว์เลี้ยงของแต่ละห้องมีความปลอดภัยต่อชุมชนรอบข้าง และยังช่วยให้ติดตามได้ง่ายหากเกิดปัญหา

โดยทั่วไป การขึ้นทะเบียนจะมีค่าใช้จ่ายเป็นรายปี และถ้าในอนาคต

  • สัตว์เลี้ยงเสียชีวิต

  • เปลี่ยนตัวสัตว์เลี้ยงใหม่

เจ้าของต้องแจ้งนิติบุคคลทุกครั้ง เพื่ออัปเดตข้อมูลให้ตรงกับความจริง

4. ค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้: ค่าประกัน + ค่าบำรุงรายปี

หลายคนคิดแค่ว่ามีค่าอาหาร ค่าหมอ ค่าของเล่นให้น้องก็พอแล้ว แต่การเลี้ยงสัตว์ในคอนโดมักมี ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้โครงการ แยกต่างหากด้วย

โดยทั่วไปจะเจอค่าใช้จ่ายหลักๆ อยู่ 2 ส่วน

  • 1. ค่าประกันความเสียหาย
    เป็นค่าใช้จ่ายที่โครงการเรียกเก็บไว้ล่วงหน้า เผื่อกรณีสัตว์เลี้ยงไปทำให้ทรัพย์สินส่วนกลางเสียหาย เช่น กัด แทะ ขีดข่วน หรือสกปรกจนต้องซ่อมหรือทำความสะอาดเป็นพิเศษ
    ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มัก จ่ายครั้งเดียว ตอนเริ่มเลี้ยง และหากเลิกเลี้ยงหรือสัตว์เลี้ยงเสียชีวิต โครงการอาจคืนเงินก้อนนี้ให้ (ตามเงื่อนไขของแต่ละที่)

  • 2. ค่าบำรุง / ค่าธรรมเนียมรายปีหรือรายเดือน
    เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแล พื้นที่ส่วนกลางที่สัตว์เลี้ยงใช้งาน เช่น การทำความสะอาดพิเศษ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ
    บางโครงการเก็บปีละครั้ง บางที่อาจเก็บแบบรายเดือน โดยเรียกเก็บเฉพาะ ห้องที่เลี้ยงสัตว์เท่านั้น

ค่าใช้จ่ายตรงนี้ควรถามให้ชัดก่อนซื้อหรือเช่าคอนโด เพราะจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายระยะยาวของเจ้าของบ้านด้วย

5. กฎระเบียบและบทลงโทษ อยู่ร่วมกันให้แฮปปี้ทั้งคอนโด

แม้โครงการจะประกาศชัดว่าเลี้ยงสัตว์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกห้องในคอนโดจะเลี้ยงสัตว์เหมือนกันทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คอนโดต้องมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ค่อนข้างละเอียด เพื่อให้คนที่เลี้ยงและคนที่ไม่เลี้ยงสามารถอยู่ร่วมกันได้สบายใจ

ตัวอย่างกฎที่มักเจอ เช่น

  • เมื่อพาสัตว์เลี้ยงใช้พื้นที่ส่วนกลาง ต้องมีเจ้าของดูแลใกล้ชิด

  • ต้องใส่สายจูงทุกครั้งเมื่ออยู่นอกห้อง

  • อนุญาตให้ใช้เฉพาะพื้นที่ส่วนกลางที่กำหนดสำหรับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น

  • ห้ามปล่อยให้สัตว์เลี้ยงสร้างความเดือดร้อน รำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น

  • หากสัตว์เลี้ยงหลุดจากการดูแลไปก่อความเสียหาย เจ้าของต้องรับผิดชอบและจัดการแก้ไขทันที

เพื่อให้กฎมีน้ำหนัก ส่วนใหญ่โครงการจะมี บทลงโทษ กำกับไว้ด้วย เช่น

  • ตักเตือนด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร

  • ปรับเป็นเงินตามจำนวนที่โครงการกำหนด

  • หากทำผิดซ้ำๆ หรือรุนแรง อาจถึงขั้น ไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโครงการอีกต่อไป

สรุป: ก่อนพาน้องเข้าอยู่คอนโด ต้องเช็กให้ครบทุกด้าน

การเลี้ยงสัตว์ในคอนโดไม่ใช่เรื่องต้องแอบอีกต่อไป ถ้าเลือกโครงการที่เหมาะและทำตามกติกา ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ

ก่อนตัดสินใจพาน้องๆ เข้าอยู่ในคอนโด อย่าลืมเช็กให้ครบ

  • คอนโด อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ หรือไม่

  • จำกัด ประเภทและขนาด ของสัตว์แบบไหน

  • ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการ ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง

  • มี ค่าประกันความเสียหาย และ ค่าบำรุงรายปี/รายเดือน เท่าไร

  • กฎระเบียบและบทลงโทษมีอะไรบ้าง เรารับผิดชอบไหวไหม

สุดท้ายแล้ว การอยู่คอนโดกับสัตว์เลี้ยงให้มีความสุข ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ความรับผิดชอบและมารยาทของเจ้าของ ด้วยเช่นกัน