รับแอปรับแอป

รวยแบบเนียน ๆ ทำตัวเหมือนจน แต่เงินงอกเงียบ ๆ

ก้องภพ แสนดี01-30

ทำไมยิ่งหาเงินเก่ง ยิ่งรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ?

เคยรู้สึกไหมว่า ทั้งที่รายได้เรามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปลายเดือนก็ยังเหมือนเดิม คือเงินไม่เคยเหลือเก็บ แถมบางทีกลายเป็นใช้เยอะกว่าสมัยรายได้น้อยอีก?

แล้วทำไมหลายคนถึงขยัน อวดรวย ทั้งที่สภาพการเงินจริง ๆ ข้างในไม่ได้แข็งแรงอย่างที่โพสต์ให้คนเห็น?

ถ้าอยากหลุดจากวงจรนี้ ต้องเริ่มจากยอมรับความจริงข้อหนึ่งให้ได้ก่อนว่า อิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้มาพร้อมกับภาพลักษณ์ความรวย แต่มาพร้อมกับวินัยและการ “ทำตัวจน” อย่างมีสติ

ในมุมของคนที่อยาก เที่ยวแบบสบายใจ ไม่ต้องกลัวบัตรเด้งปลายเดือน แนวคิดนี้คือหัวใจเลย เพราะถ้าเราใช้เงินเก่งกว่าหาเงิน ต่อให้ชอบเที่ยวแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องหยุดเที่ยวเพราะหนี้ท่วมหัวอยู่ดี

วงล้อแห่งความสุข (Hedonic Treadmill): ตัวการที่ทำให้เงินเดือนขึ้น แต่เงินเก็บไม่ขยับ

เบื้องหลังพฤติกรรม อวดรวย หรือใช้เงินตามอารมณ์ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุผลเลย แต่เกี่ยวกับ ความรู้สึกอยากเป็นที่ยอมรับ และกับดักทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า วงล้อแห่งความสุข (Hedonic Treadmill)

ลองนึกภาพง่าย ๆ:

  • เราทำงานหนัก เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง

  • ซื้อของที่อยากได้มานาน เช่น มือถือรุ่นท็อป กระเป๋าแบรนด์ หรือทริปเที่ยวหรูครั้งแรก

  • ช่วงแรกแฮปปี้มาก ถ่ายรูปโพสต์รัว ๆ

  • แต่พอผ่านไปสักพัก ความตื่นเต้นค่อย ๆ หาย กลายเป็นแค่ของธรรมดา

  • เราเลยเริ่มมองหา “ของที่แพงกว่า ดีขึ้น หรูขึ้น” เพื่อเติมความรู้สึกแฮปปี้แบบเดิม

สุดท้ายเราเลยต้องวิ่งบนลูปเดิมซ้ำ ๆ

ของแพงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความสุขกลับเท่าเดิม

นี่แหละคือเหตุผลที่คนจำนวนมาก ได้เงินเดือนสูงขึ้นจริง แต่ชีวิตไม่ได้มั่นคงขึ้นเลย เพราะทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม มาตรฐานการใช้เงินก็ขยับตามทันที

Diderot Effect: ซื้อของชิ้นเดียว ชีวิตพังทั้งเซ็ต

มีอีกหนึ่งกับดักทางจิตวิทยาที่โหดไม่แพ้กัน ชื่อว่า Diderot Effect ซึ่งอธิบายได้ดีมากว่าทำไม “ซื้อแค่ชิ้นเดียว” ถึงกลายเป็น “ลามไปทั้งบ้าน” ได้

เรื่องเริ่มจากนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสชื่อ Denis Diderot เขาได้รับ เสื้อคลุมสีแดงสวยจัด มาเป็นของขวัญ

ปัญหาคือ พอเขาใส่เสื้อคลุมตัวนี้ เขากลับรู้สึกว่า ของอย่างอื่นในบ้านตัวเอง

“เก่า โทรม และไม่เข้ากับเสื้อคลุมตัวใหม่เลย”

จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มบานปลาย:

  • เปลี่ยนเก้าอี้ฟางเป็นโซฟาหรู

  • เปลี่ยนโต๊ะทำงานเก่าเป็นโต๊ะตัวใหม่

  • ซื้อภาพวาดแพง ๆ มาติดผนัง

สุดท้าย เสื้อคลุมฟรีหนึ่งตัว กลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ จนดันให้เขาเป็นหนี้!

บทเรียนจาก Diderot Effect คือ:

ของหรูชิ้นเดียว สามารถยกระดับมาตรฐานรอบตัวเรา และลากให้เราเสียเงินเพิ่มแบบลูกโซ่ เพื่อให้ทุกอย่าง “เข้าชุด” กัน

นี่แหละคือศัตรูตัวจริงของ วินัยทางการเงิน เพราะพอเราอัปเกรดอย่างหนึ่ง เรามักอยากอัปเกรดอย่างอื่นตามไปด้วยแบบไม่รู้ตัว

Lifestyle Inflation: เมื่อชีวิตอัปเกรด แต่ฐานะจริงไม่ได้ดีขึ้นเลย

Diderot Effect เป็นเหมือนน้ำมันที่ไปเร่งไฟของสิ่งที่เรียกว่า Lifestyle Inflation หรือ การที่ค่าใช้จ่ายไต่ตามรายได้ แบบไม่จำเป็น

แทนที่พอรายได้เพิ่มแล้วเราจะมีเงินเหลือเก็บ กลับกลายเป็นว่า:

  • จากเคยดื่มกาแฟแก้วละ 60 บาท กลายเป็นต้องกินแก้วละ 150 บาท เพราะรู้สึกว่า “เราทำงานระดับนี้ ต้องให้รางวัลตัวเองหน่อย”

  • จากเคยใช้รถเก่าที่ผ่อนไปเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นเปลี่ยนรถใหม่ ผ่อนแพงขึ้น ทั้งที่ของเก่ายังใช้งานได้

  • จากเคยเที่ยวแบบประหยัด วางแผนดี ๆ หาที่พักคุ้มค่า กลายเป็นต้องจองแต่โรงแรมหรู ตั๋วแพง อาหารจัดเต็มทุกมื้อ

ฟังดูเหมือนชีวิตดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว เราแค่ยกระดับความฟุ่มเฟือยให้สูงขึ้น ไม่ได้ยกระดับความมั่งคั่งเลย

ผลคือเราต้องทำงานหนักไปเรื่อย ๆ เพื่อ รักษามาตรฐานการใช้จ่าย ไม่ใช่เพื่อซื้ออิสรภาพให้ตัวเอง

สุดท้ายเรายังเป็นทาสเงินเดือนเหมือนเดิม แค่ใช้ของแพงขึ้นเท่านั้นเอง

ทางลัดสู่เงินเหลือเก็บ: “ใช้ชีวิตให้ต่ำกว่ารายได้” ไม่ใช่คำสาป แต่คือสกิลชีวิต

ทางออกไม่ได้ยากซับซ้อนอะไรเลย แต่ยากตรงลงมือทำจริง นั่นคือการ ใช้ชีวิตให้ต่ำกว่ารายได้

หรือพูดแบบตรง ๆ ก็คือการ “ทำตัวจน” ในขณะที่รายได้เราไม่ได้จนตาม

สำคัญมากว่า ทำตัวจน ไม่ได้แปลว่าต้องกดขี่ตัวเองให้อด ๆ อยาก ๆ

แต่หมายถึงการ:

  • ใช้จ่ายแบบมีสติ

  • ไม่ใช้เงินเกินความจำเป็น

  • ไม่รีบอัปเกรดทุกอย่างในชีวิตแค่เพราะหาเงินได้เยอะขึ้น

สำหรับสายเที่ยว ยิ่งต้องเข้าใจให้ดีเลยว่า เที่ยวประหยัดไม่ได้แปลว่าเที่ยวแบบทุกข์ แต่คือการเที่ยวแบบคุ้มค่า วางแผนดี ๆ ใช้เงินกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ไม่ใช่ใช้เพื่อโชว์ใคร

3 กลยุทธ์ “ทำตัวจน” แต่รวยจริงในระยะยาว

ต่อไปนี้คือสามกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่ช่วยฝึก นิสัยใช้เงินอย่างฉลาด ให้เงินเหลือเก็บ และต่อยอดไปเป็นความมั่งคั่งในอนาคตได้จริง

1. หักออมก่อนใช้: ให้ตัวเองก่อนใคร (Pay Yourself First)

ทันทีที่เงินเดือนเข้า อย่ารอให้เหลือค่อยออม ให้ ตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติ ไว้เลยสัก 10–20% เข้าบัญชีสำหรับออมและลงทุน

จุดสำคัญคือ:

  • ออม ก่อน ใช้จ่าย ไม่ใช่ใช้ก่อนค่อยดูว่าเหลือเท่าไหร่ค่อยออม

  • ทำแบบอัตโนมัติ เพื่อไม่ต้องมานั่งใช้พลังใจตัดสินใจทุกเดือน

พอทำไปเรื่อย ๆ คุณจะเริ่มเห็นว่า เงินออมโตขึ้นเงียบ ๆ โดยไม่รู้สึกอึดอัดมากเหมือนการบังคับตัวเองทีละเดือน

นี่คือรากฐานของ วินัยทางการเงิน ที่คนมีเงินส่วนใหญ่ใช้กันจริง ๆ

2. จำกัดการเริ่มต้น: ระวังให้ดี ก่อนซื้อชิ้นแรก

ก่อนจะซื้ออะไรชิ้นหนึ่ง ลองหยุดถามตัวเองสั้น ๆ:

“ของชิ้นนี้ จะลากให้เราต้องเสียเงินกับอย่างอื่นตามมาอีกไหม?”

ถ้าคำตอบคือ “ใช่” หรือเริ่มคิดได้เลยว่าต้องซื้ออะไรเพิ่มเพื่อให้เข้าชุดกัน นั่นแปลว่าคุณกำลังเข้าใกล้ Diderot Effect แล้ว

ตัวอย่างเช่น:

  • ซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่หรู ๆ แล้วเริ่มอยากได้เสื้อผ้า รองเท้า หรือพร็อพเที่ยวให้เข้ากับลุค

  • ซื้อกล้องแพง ๆ แล้วตามด้วยเลนส์เพิ่ม ขาตั้ง บลา ๆ ๆ

แค่ ชะลอการซื้อของชิ้นแรก ได้ ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายลูกโซ่ที่ตามมาได้เยอะมาก

3. ลงทุนให้เงินทำงาน: เปลี่ยนเงินเก็บให้กลายเป็นทรัพย์สิน

เมื่อใช้ชีวิตต่ำกว่ารายได้แล้ว คุณจะเริ่มมีเงินเหลือเก็บ สิ่งที่ห้ามทำคือปล่อยให้เงินจมอยู่เฉย ๆ

ให้เอาเงินส่วนนั้นไป ลงทุนต่อยอด เช่น:

  • หุ้น

  • กองทุนรวม

  • อสังหาริมทรัพย์

เป้าหมายคือเปลี่ยนจากการที่เราทำงานหาเงินอย่างเดียว มาเป็น ให้เงินทำงานแทนเราด้วย

พอเวลาผ่านไปหลายปี รายได้จากการลงทุนจะค่อย ๆ กลายเป็นฐานที่มั่น ที่ช่วยให้เรากล้าตัดสินใจชีวิตได้มากขึ้น เช่น เลือกงาน เลือกเวลา หรือแม้แต่เลือกพัก

นี่คือเส้นทางตรงสู่ อิสรภาพทางการเงิน แบบไม่ต้องอาศัยดวง แต่ใช้วินัยล้วน ๆ

อิสรภาพทางการเงิน = มี “ทางเลือก” ในชีวิต ไม่ใช่มีของหรูเต็มบ้าน

คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า การมีอิสรภาพทางการเงินคือการมี:

  • รถหรู

  • กระเป๋าแบรนด์

  • ของใช้ระดับพรีเมียม

แต่ความจริงแล้ว อิสรภาพทางการเงินวัดจาก “ทางเลือก” ที่เรามี มากกว่าของที่ครอบครอง

ถามตัวเองดูง่าย ๆ ว่า:

  • ถ้าไม่อยากทำงานต่อ เรา “เลือกได้” ไหม?

  • ถ้าอยากเที่ยวพักยาวสักเดือน เราทำได้โดยไม่เครียดเรื่องเงินหรือเปล่า?

  • ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เรามีเงินสำรองมากพอไหม?

ถ้าคำตอบยังไม่ชัด นั่นแปลว่าเรายังต้องสร้างฐานให้แน่นขึ้นอีก

การ เลือกทำตัวเหมือนจนในวันนี้ ไม่ได้ทำให้เราดูแย่ลงในระยะยาว แต่กลับเป็นการลงทุนให้กับตัวเองเพื่ออนาคตที่สบายกว่าเดิมหลายเท่า

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว:

  • ความสุขจากการ อวดรวย อยู่กับเราแค่ไม่กี่วัน

  • แต่ความสุขจากการมี อิสรภาพทางการเงิน อยู่กับเราไปทั้งชีวิต

ถ้าอยากเที่ยวแบบชิล ๆ แบบไม่ต้องกลัวหนี้ตามมา ลองเริ่ม “ทำตัวจนอย่างมีสติ” ตั้งแต่วันนี้ แล้วปล่อยให้เวลากับวินัยทางการเงิน ทำงานแทนเราบ้าง

อย่าทำงานเพื่อแค่ให้ดูรวย แต่ใช้ชีวิตให้รวยจริง ๆ ด้วยการมีทางเลือกและความสบายใจในระยะยาว