ก้าวแรกสู่ดินแดนกูย กวย กูย ส่วย เยอ
ถ้าเอ่ยถึงอีสานใต้ หลายคนจะนึกถึงช้าง ทุ่งนา ป่าดง และหมู่บ้านเงียบๆ ริมชายแดน แต่ลึกเข้าไปในดงเก่าที่คนรุ่นก่อนเรียกกันว่า เขมรป่าดง ยังมีเรื่องราวของชนเผ่าหนึ่งที่ผูกชีวิตไว้กับป่า ช้าง และความเชื่อโบราณอย่างแน่นแฟ้น นั่นคือ ชาวกูย กวย ส่วย เยอ
ชนเผ่ากลุ่มนี้มีถิ่นดั้งเดิมอยู่แถบตอนเหนือเมืองกำปงธม กัมพูชา เคยเป็นรัฐอิสระ มีปฏิสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยา ทั้งในฐานะคู่ค้าทางการค้า และกำลังสำคัญช่วยกษัตริย์เขมรปราบกบฏ ก่อนจะถูกผนวกเข้าอาณาจักรเขมรและเริ่มอพยพขึ้นเหนือเข้าลาว แล้วข้ามโขงสู่ฝั่งอีสานบริเวณแก่งสะพือ โขงเจียม กระจายตั้งถิ่นฐานทั่วอีสานใต้
การเดินทางของพวกเขาไม่ใช่แค่การย้ายถิ่น แต่เป็นการพาเอา วิถีป่า วัฒนธรรมช้าง และภูมิปัญญา มาแต่งแต้มอีสานใต้ให้มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร
ชาวกูย – คนจับช้างแห่งป่าดง
คำว่า กูย / กุย / โกย / กวย ในภาษาของพวกเขาเองหมายถึง “คน” แต่คนไทยสมัยก่อนกลับเรียกพวกเขาว่า “เขมรป่าดง” ส่วนคำว่า “ส่วย” น่าจะมาจากบทบาทของพวกกูยในฐานะผู้ส่ง “ส่วย” หรือเครื่องบรรณาการ เช่น ช้าง ม้า งาช้าง แก่นสน ปีกนก ขี้ผึ้ง และทรัพย์มีค่าต่างๆ เข้าเมืองหลวง เมื่อของในป่าหายากขึ้น ก็เริ่มมีการส่ง “คน” เป็นแรงงานแทนของมีค่า จนคำว่า ส่วย กลายเป็นชื่อเรียกกลุ่มคนไปในที่สุด ทั้งที่เจ้าตัวไม่ค่อยยอมรับชื่อนี้นัก
ในภาษาเขมรมีคำว่า កួយ (kuoy) ใช้เรียกกลุ่มชนนี้ ส่วนในเอกสารฝรั่งก็ถอดเป็น kuoy เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาปรากฏตัวอยู่ในประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้มานานมากแล้ว
ปัจจุบันชาวกูยกระจายอยู่ในหลายจังหวัด เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และสุพรรณบุรี โดยมักตั้งบ้านปนกับชาวเขมรสูงและลาว ทำให้วัฒนธรรมกูยถูกกลืนและผสมกับเพื่อนบ้านอย่างแนบแน่น
บ้านเรือนและวิถีการอยู่ – เมื่อใต้ถุนคือโลกอีกใบ
บ้านของชาวกูยมีเอกลักษณ์คือ ยกใต้ถุนสูง ด้านหน้ามักเว้นที่ไว้สำหรับผูกและเลี้ยงช้าง ส่วนใต้ถุนใช้เป็นพื้นที่ทำงานของครอบครัว
ใต้ถุนหนึ่งหลังจะเล่าเรื่องชีวิตได้ทั้งเรื่อง เช่น
วางหูกทอผ้า
ตากไหมในกระด้ง
กองวัสดุสานจากหวายและไม้ไผ่
บางบ้านต่อยุ้งข้าวติดตัวบ้าน บางบ้านแยกออกไปเป็นหลัง
ชุมชนกูย มีระบบพึ่งตนเองเข้มแข็ง พึ่งป่า พึ่งไร่นา ผลิตเพื่ออยู่เพื่อกินในครัวเรือน พัฒนาภูมิปัญญาและเทคโนโลยีพื้นบ้านเอง ภายในหมู่บ้านมีการจัดระเบียบการปกครอง ผู้เฒ่าที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ตัดสินคดีความ เรียกว่า “โขด” แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีระบบยุติธรรมและศักดิ์ศรีของตนเองอย่างชัดเจน
ช้าง – เพื่อนร่วมชีวิตและสนามพิธีกรรม
ถ้าเอ่ยถึงกูย ต้องเอ่ยถึง ช้าง ชาวกูยมีชื่อเสียงด้านการจับและเลี้ยงช้างจนกลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญ
การออกจับช้างป่า เรียกว่า “โพนช้าง” ทำปีละครั้งราวเดือน 11–12 นำโดยหมอช้างผู้เชี่ยวชาญ ใช้ “เชือกปะกำ” ทำจากหนังควาย ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษและครูบาอาจารย์ ใช้คล้องเท้าช้างผูกกับต้นไม้ ก่อนนำช้างมาฝึกใช้งาน
การออกโพนช้างไม่ใช่แค่การล่าช้าง แต่เต็มไปด้วย ระเบียบ พิธีกรรม และลำดับชั้นของผู้เชี่ยวชาญ เช่น
มะหรือจา – ผู้ช่วยควาญ คอยอยู่ด้านท้ายหรือด้านที่ช้างต่อ
หมอสะเดียง – ผู้เชี่ยวชาญควบคุมช้าง ขี่อยู่บริเวณคอ มีประสบการณ์สูงกับช้างป่า
หมอสะดำ – ควาญเบื้องขวา มีฐานะสูงกว่าสะเดียง ต้องเคยออกจับช้างป่ามาแล้วอย่างน้อย 11 เชือก บางครั้งเรียกว่า หมอใหญ่
ครูบา – หมอช้างใหญ่หัวหน้ากลุ่มย่อย มีอำนาจอนุญาตให้ออกจับช้างป่า บางครั้งออกจับได้ลำพัง
ครูบาใหญ่ – ผู้บัญชาการสูงสุดของการออกจับช้าง เป็นประธานพิธีเซ่นผีประกำ มีหน้าที่ตัดสินใจ ขณะเดินป่าก็เป็นผู้นำทั้งด้านเวทมนต์และความปลอดภัย เชื่อว่ามีกฤตยาคมป้องกันทั้งผีและสัตว์ป่า
ช้างที่ตายลงจะถูกฝังอย่างดี แล้วมีการขุดกระดูกขึ้นมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่อ นี่คือความสัมพันธ์ที่ผูกชะตาชีวิตมนุษย์กับสัตว์ป่าอย่างลึกซึ้ง
ผี บรรพบุรุษ และพุทธ – ศรัทธาที่เดินร่วมกัน
ชาวกูย นับถือทั้งผีและพระพุทธศาสนา ไปพร้อมกัน ในหมู่บ้านจึงมีทั้งวัดและศาลผีประจำหมู่บ้าน
ผีบรรพบุรุษเรียกว่า “ญะจัวะฮ”
บนบ้านจะมีหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษ บางบ้านสร้างศาลแยกใกล้ศาลเจ้าที่
มีพิธีเซ่นผีปีละครั้ง ใช้ ข้าวสุก เหล้า เนื้อสัตว์ กรวยใบตอง ผ้า เหรียญ หมากพลู วางใต้หิ้ง จุดเทียน โรยน้ำตาลลงบนข้าว กล่าวขอพรให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครอง แล้วจึงนำของเซ่นมาแบ่งกินร่วมกัน
พิธีเซ่นอาจมีในโอกาสอื่น เช่น มีเด็กคลอด หรือมีแขกมาพักที่บ้าน บ่งบอกว่า ผีบรรพบุรุษเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน
นอกจากผีบรรพบุรุษ ชาวกูยยังนับถือ
เจ้าที่เจ้าทาง
เจ้าป่าเจ้าเขา
ผีปอบ
เรื่อง “ขวัญ” ของคน
ในหมู่บ้านมีแม่เฒ่าทำหน้าที่ดูแลความเจ็บป่วย เชื่อว่าการป่วยเกิดจากการกระทำของผี จึงมีพิธี รำแกลมอ หรือผีมอ เพื่อทำให้ผีพอใจ ต้องผ่านพิธีไหว้ครูและครอบครูก่อนจะรำได้
ยังมีพิธี ไหว้พระแข ซึ่งสันนิษฐานว่าได้รับจากเขมร เป็นพิธีเสี่ยงทายปริมาณน้ำฝนในฤดูทำนาแต่ละปี สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อผูกติดกับ ป่า ฟ้า ฝน และปฏิทินการเกษตร อย่างใกล้ชิด
ผ้าทอ การแต่งกาย และเสน่ห์ผืนไหมกูย
การแต่งกายของชาวกูย เต็มไปด้วยความหมายและความงามแบบพื้นบ้าน
หญิงสูงอายุ – นุ่งผ้ามีลาย ใส่เสื้อคอกระเช้า สวมสร้อยคอลูกปัดเงิน นิยมเหน็บดอกไม้หอมที่ติ่งหู
ชาวกูยนิยมทอผ้าหลายชนิด เช่น ผ้าจิกกะน้อย ผ้าสีเดียวคล้ายผ้าหางกระรอก ใช้นุ่งในพิธีสำคัญของผู้ชาย นุ่งแบบพับจีบด้านหน้าเหมือนโสร่ง
ผ้านุ่งสตรี – นิยมผ้าหมี่คั่นเป็นทางแนวตั้ง พื้นน้ำตาล หัวซิ่นพื้นแดงลายขิด ตีนซิ่นสีดำมีริ้วขาว เหลือง แดง
ผ้าจะกวี มีลายทางยาว คล้ายผ้าอันลูซีมของเขมร ใช้นุ่งในงานสำคัญ
ในสายตาคนเดินป่าและนักเดินทาง ผ้าหนึ่งผืนของชาวกูยไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่คือ แผนที่วัฒนธรรมและเรื่องราวของชุมชน ที่ถูกถักทอไว้ทีละเส้น
บทบาทในประวัติศาสตร์ – จากคนป่าดงสู่หัวเมืองเสนาบดี
อดีตอีสานใต้เคยเป็นดินแดนอิสระ มีชาวกูยหรือข่าในแขวงอัตตะปือ จำปาศักดิ์ และสาละวัน อพยพลงมาปักหลักในดินแดนอีสานใต้จนเกิด ชุมชนกูยขนาดใหญ่ และมีบทบาททางการเมืองในฐานะ เขมรป่าดง
ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ มีเหตุการณ์สำคัญเมื่อ พระยาช้างเผือกแตกโรงหนีเข้าป่าดง ทางจำปาศักดิ์ ข้าหลวงจากอยุธยาจึงต้องพึ่งพาผู้นำกูย 5 คนในการติดตามจับช้างเผือกกลับเมืองหลวงสำเร็จ และได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงในตำแหน่งต่างๆ เช่น
ตากะจะ – หลวงสุวรรณ
เชียงขัน – หลวงปราบ
เชียงฆะ – หลวงเพชร
เชียงปุ่ม – หลวงสุรินทรภักดี
เชียงลี – หลวงศรีนครเตา
ต่อมามีการยกบ้านและเมืองต่างๆ ขึ้นเป็นเมืองใหญ่ เช่น เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองรัตนบุรี ชี้ชัดว่ากูยไม่ได้เป็นแค่ “คนป่าดง” แต่คือ ฐานกำลังสำคัญของอำนาจรัฐ
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น กองทัพจากสุรินทร์ ขุขันธ์ และสังขะ ซึ่งเป็นฐานของผู้นำกูย มีบทบาทร่วมรบในสงครามลุ่มโขง จนเวียงจันทน์และนครจำปาศักดิ์ตกอยู่ใต้อำนาจไทย นำมาซึ่งการผสมผสานระหว่างชาวลาว เขมร และกูยในพื้นที่อีสานใต้
แรงงาน ส่วย และกบฏ – เมื่อป่าดงลุกเป็นไฟ
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวกูยถูกจัดให้อยู่ในฐานะ ข้าไพร่แผ่นดิน ถูกเกณฑ์แรงงานและส่งส่วยอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐขยายการเก็บภาษีและส่วยให้เข้มข้นขึ้น ความตึงเครียดก็ปะทุเป็นกบฏหลายครั้ง
เหตุการณ์สำคัญ เช่น
กบฏเชียงแก้ว (พ.ศ. 2334) – เกิดในเขตจำปาศักดิ์ และหัวเมืองแถบอุบลราชธานี
กบฏสาเกียดโง้ง (พ.ศ. 2363) – กบฏของข่า (กูย) ในลาวใต้และอีสานใต้ ถูกปราบโดยกองทัพเวียงจันทน์ ชาวกูยจำนวนมากถูกกวาดต้อนลงมากรุงเทพฯ
สาเกียดโง้งถูกจำตลอดชีวิต ส่วนครอบครัวกูยถูกตั้งให้เป็น ตะพุ่นหญ้าช้าง ที่บางบอน ธนบุรี จากกลุ่มคนที่เคยมีจำนวนราว สามแสนคน ลดลงเหลือเพียงไม่กี่พันในระยะหนึ่ง
เมื่อรัฐต้องการภาษีมากขึ้น จึงเริ่มเก็บภาษีเป็น ควาย แทนของป่า:
สุรินทร์ต้องส่งควาย 61 ตัว
รัตนบุรี 163 ตัว
กองพระยาภัคดีชุมพลเมืองสุรินทร์ 32 ตัว
เมื่อไม่มีสิ่งของส่ง ชาวกูยหลายส่วนก็ถูกเปลี่ยนเป็น “ตัวคน” ส่งเป็นส่วย เกิดแรงกดดันจนลุกลามสู่เหตุการณ์ใหญ่ในเวลาต่อมา
กบฏผีบุญ และแรงสะเทือนของการเปลี่ยนแปลง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิด กบฏผีบุญ (พ.ศ. 2444–2445) ขึ้นในอีสาน โดยมีผู้นำอย่าง องค์ลูก น้องขององค์แก้ว หัวหน้าพวกข่า (กูย) ในลาว และองค์มั่น ชาวบ้านหลายพันคนเข้าร่วมต่อต้านอำนาจรัฐใหม่ที่เข้ามาเก็บภาษีเป็นเงินสดแทนแรงงานและส่วยเดิม
การปะทะที่บ้านสะพือ ระหว่างกลุ่มผู้มีบุญกับกองกำลังของข้าหลวงอีสาน กลายเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อฝ่ายผีบุญซึ่งเชื่อในบุญกุศลว่าจะคุ้มครองจากปืนใหญ่ ถูกยิงล้มตายนับร้อย
ต้นตอของความขัดแย้ง มาจากการ
เลิกระบบกินเมือง
เปลี่ยนจากเกณฑ์แรงงานและส่วย เป็นเก็บภาษีเงินสดเท่ากับภาคกลาง (คนละ 6 บาท)
ในขณะที่เศรษฐกิจอีสานยังผูกกับเกษตรและป่า การหาเงินสดจึงยาก ชาวนาลำบาก ต้องอพยพลงภาคกลาง และสำหรับชาวกูย ภาระนี้ทับซ้อนกับการสูญเสียอำนาจและตัวตนทางวัฒนธรรมอย่างหนัก
จากกูยสู่ “ไทย” – เมื่ออัตลักษณ์ถูกกลืนด้วยหมึกในช่องสัญชาติ
นักสำรวจอย่าง เอเจียน แอมอนิเย เคยบันทึกว่า ชนเผ่ากูยเป็นกลุ่มที่ยากจนมาก ไม่มีไร่นาเป็นเรื่องเป็นราว มีแค่ไร่เล็กๆ กลางป่าปลูกข้าวไว้ประทังชีพ
เมื่ออำนาจฝรั่งเศสแผ่เข้าสู่อินโดจีน รัฐไทยตอบโต้ด้วยนโยบายความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะอีสานใต้ที่มีชนชาติกูยจำนวนมาก รัฐไทยค่อยๆ เปลี่ยนกูยให้กลายเป็น “ไทย” บนกระดาษ
สำรวจสำมะโนครัวให้ลงสัญชาติว่า “ไทย” เท่านั้น
ห้ามระบุว่า ลาว เขมร ส่วย (กูย) หรือผู้ไทย ในเอกสารราชการ
นี่คือการกลืนชาติพันธุ์แบบนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ชนชาติกูยจึงค่อยๆ หลอมรวมสู่กรอบชาติไทย แต่ในความเป็นจริง พวกเขายังมี ภาษา ความเชื่อ และวิถีชีวิต ของตนเองดำรงอยู่
อาจสรุปได้ว่า ประวัติศาสตร์กูยคือเส้นเลือดสำคัญของอีสานใต้ ลาวใต้ และกัมพูชาตอนบน ที่พาเอาวัฒนธรรมเขมร ลาว และไทยมาปะทะผสมจนเกิดสีสันอันซับซ้อนในภูมิภาคนี้
ชาวเยอ – ญาติสนิทที่พูดภาษาเดียวกัน
ชาวเยอ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในสายเดียวกับกูย อยู่ในตระกูลภาษามอญ–เขมร เรียกตนเองว่า “กวย” ซึ่งแปลว่า “คน” เช่นเดียวกัน นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่า ภาษาเยอกับภาษากูยคือภาษาเดียวกัน ต่างกันที่สำเนียง และบางเสียงพยัญชนะ–สระ
ลักษณะชาวเยอทั่วไป
ส่วนสูงราว 165 ซม.
ผิวดำแดง
ตั้งหมู่บ้านใกล้ลำน้ำ ลำห้วย
โครงสร้างหมู่บ้านแบบเครือญาติแน่นแฟ้น
อาชีพหลักคือทำนา รองลงมาคืองานช่าง
ด้านศาสนาและวัฒนธรรม
นับถือศาสนาพุทธ
เชื่อเรื่องภูติผี คล้ายชาวกูย
มีประเพณีลงแขก รำผีฟ้า ผีแถน
การละเล่นพื้นเมือง เช่น โหวด ว่าวสะบู แข่งเรือ
มีภูมิปัญญาช่างทำบ้าน และผ้าไหมมัดหมี่
ภาษาเยอ (Nyeu) จัดอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก กลุ่มมอญ–เขมร สาขาย่อยกะตู ในไทยมีผู้พูดเพียงราว 200 คน ในจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ภาษาเยออยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก เพราะในหมู่บ้านเดียวกันมักใช้ทั้งภาษาเยอ เขมร และลาวปนกัน
มีข้อสรุปที่น่าสนใจว่า
ภาษาเยอคือ ภาษาส่วยที่ใกล้ชิดภาษาลาว ส่วนภาษากูยคือภาษาเยอที่ใกล้ชิดภาษาเขมร
ถ้ามองจากมุมคนชอบเดินทาง นี่คือ สามเส้นเสียงสามสำเนียง ที่กำลังจะเลือนหายไปพร้อมป่าดงและวิถีเก่าของอีสานใต้
วิถีครอบครัวและพิธีแต่งงาน “ซัตเต” – ผูกแขน ผูกขวัญ ผูกใจ
การสร้างครอบครัวของ ชาวกูย กวย ส่วย เยอ ก็คล้ายชนเผ่าอื่น หนุ่มสาวเมื่อรักกัน จะมีพิธีกรรมเพื่อประกาศต่อเครือญาติทั้งสองฝ่าย เป็นสักขีพยานในการครองเรือน
พิธีแต่งงานพื้นบ้านนี้เรียกว่า “พิธีซัตเต” เป็นคำภาษาส่วย แปลว่า “ผูกแขน” หรืออาจเรียกตามเขมรถิ่นไทยในสุรินทร์ว่า “ฮาวปลึงจองได”
“ฮาวปลึง” หมายถึง การเรียกขวัญ
“จองได” หมายถึง การผูกข้อผูกแขน หรือผูกข้อมือ
พิธีนี้สอดคล้องกับประเพณีอีสานทั่วไป ที่ใช้การ สู่ขวัญ เพื่ออวยพรให้เจ้าของขวัญมีความสุข อายุยืน และมีสิริมงคล พ่อหมอหรือพราหมณ์จะสวดสูตรขวัญเป็นภาษาท้องถิ่น ในอีสานใต้ก็มักใช้ภาษาเขมร จากนั้นญาติผู้ใหญ่จะร่วมผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาว
การผูกแขน จึงไม่ใช่แค่พิธีแต่งงาน แต่คือการประกาศต่อผีบรรพบุรุษ เทวดา และชุมชนว่า
ตั้งแต่นี้ไป เราจะก้าวเดินในป่า ชีวิต และเวลาไปด้วยกัน
สะไน – เขาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเสียงจากหอยสังข์
สะไนของชาวเยอ
สะไน เป็นคำเขมรแปลว่า “เขาสัตว์” หากทำจากเขาควายจะเรียกว่า “สะไนกะไบ” สำหรับชาวเยอ เครื่องเป่านี้ทำจากเขาควาย เรียกในภาษาเยอว่า “ซั้ง” หรือ “ซั้งไน”
เหตุผลที่ใช้เขาควาย เพราะมีรูลึกจากโคนถึงปลาย เจาะง่ายและเป่าได้กังวานกว่าเขาวัว ตามความเชื่อชาวเยอในอำเภอราษีไศล สะไนเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ใช้เฉพาะในพิธีกรรมและกิจกรรมสำคัญ เช่น
บวงสรวงศาลพญากะตะศิลา
การแข่งขันเรือ
การเป่าเพื่อบูชาหอยสังข์
ไม่ได้ใช้เป่าเล่นเพื่อความบันเทิงทั่วไป เพราะเชื่อว่ามี วิญญาณและอำนาจศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่
สะไนสืบเชื้อสายมาจากการใช้ หอยสังข์ ในพิธีกรรม (ภาษาเยอเรียกการเป่าว่า “ปรงซั้ง” แปลว่า “เป่าสังข์”) ลิ้นสะไนทำจากไม้ไผ่ ใช้ยางไม้ติดเข้ากับตัวเขา การเคารพสะไนจึงเทียบเท่าการเคารพสังข์ เพราะเมื่อเป่าสะไนแล้ว เชื่อว่าพวกเงือก นาค ผีปีศาจจะไม่กล้าทำอันตรายคน และผีเจ้าป่าเจ้าเขาจะช่วยคุ้มครอง
สะไนกับการเดินทาง – เมื่อเสียงเขาสัตว์คือโล่ป้องกันกลางป่า
ในอดีต เมื่อชาวเยอต้องเดินทางไกลผ่านป่าเขา หากต้องค้างแรมกลางป่า จะต้องพกสะไนไปด้วย
ยามค่ำคืนจะเป่าสะไน แจ้งเจ้าที่เจ้าทาง ผีป่าผีเขาให้ช่วยคุ้มครอง
เชื่อว่าเมื่อได้ยินเสียงสะไน สัตว์ป่าจะไม่กล้าเข้ามาทำร้าย
ในกลุ่มวัฒนธรรมใกล้เคียง เช่น ส่วยและเขมร ก็ใช้สะไนเป็น สัญญาณออกคล้องช้าง เสียงแต่ละแบบ แต่ละครั้ง มีความหมายเฉพาะ รู้กันเฉพาะคนในกลุ่ม เปรียบเสมือน รหัสลับของคนป่าดง
เครื่องดนตรีของชนเผ่า กะตู ในแขวงสาละวัน ลาว ที่เรียกว่า “ตะโล” มีบทบาทคล้ายกันทำจากไม้ไผ่ ตัดกลางกระบอกทำลิ้น ใช้สื่อสารระหว่างการออกจับช้าง เช่น
เป่าหนึ่งครั้ง = เดินหน้า
เป่าสองครั้ง = เรียกมากินข้าว
เป่าติดๆ กันหลายครั้ง = มีคนบาดเจ็บ
สะไนและตะโลจึงไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี แต่คือ ระบบสื่อสารกลางป่า ที่ผูกไว้กับชีวิตและความตายของผู้เดินทางและนักล่าช้าง
สามระดับความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องเป่า
ในความเชื่อชาวเยอ เครื่องเป่าศักดิ์สิทธิ์มี 3 ระดับ
หอยสังข์ – พระนารายณ์เป็นผู้สร้าง ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ใช้ในพิธีใหญ่
สังข์นัย (สะไน) – เครื่องเป่าของชาวเยอ ทำจากเขาควายแต่ใช้ลิ้นแบบสังข์ ศักดิ์สิทธิ์รองลงมา
แตรสังข์ (แตรเขาสัตว์) – ทำจากเขาควายเช่นกัน แต่ไม่ใช้ลิ้นสังข์ เป่าจากปลาย ใช้เป็นสัญญาณในเรือสินค้าตามลำน้ำคดโค้ง น้ำเชี่ยว เพื่อป้องกันเรือชนกัน
ชาวเยอยังมีนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับ พระเจ้าสร้างโลก กับการกำเนิดสังข์และสะไน แสดงให้เห็นว่าเครื่องเป่าชิ้นเล็กๆ นี้ถูกผูกเข้ากับเรื่องราวระดับจักรวาล
สะไน – เสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามเป่านอกฤดู
ชาวเยอโบราณสอนกันว่า ห้ามเป่าสะไนตลอดปีตามใจชอบ มีฤดูกาลเป่าชัดเจน
เป่าได้ตั้งแต่ เดือน 8 ค้อย (ราว ก.ค.–ส.ค.)
ไปจนถึง เดือนอ้ายค้อย (ราว ธ.ค.–ม.ค.)
นอกช่วงนี้ห้ามเป่า เพราะเชื่อว่าจะทำให้
ฝนตกผิดฤดู
ฟ้าผ่ากลางวัน
เกิดเรื่องไม่ดีในหมู่บ้าน
เหตุผลเบื้องลึกตามความเชื่อคือ
ช่วงดังกล่าวคือ ฤดูฝน การเป่าสะไนเป็นการบูชาหอย (สังข์) และช่วยให้ฝนตกดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์
เป็นช่วงที่หอยกำลัง ผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ การเป่าช่วงนี้เปรียบเสมือนการอวยพรให้ชีวิตในน้ำเติบโตดี
หากเป่านอกฤดู ฝนอาจหลงฤดู กระทบผลผลิตข้าว ที่จะเก็บเกี่ยวช่วงเดือนอ้ายถึงเดือนสาม ซึ่งเป็นช่วงหอยจำศีลด้วย
จึงมีข้อห้ามเพื่อไม่ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกเล่นเกินกาลเทศะ เพราะ ของศักดิ์สิทธิ์ถ้านำมาเล่นโดยไม่รู้เวลา ย่อมกลายเป็นภัยมากกว่าคุ้มครอง
สะไนจึงถูกเป่าเฉพาะโอกาสสำคัญหรือในยามจำเป็น แสดงให้เห็นว่าสำหรับชาวเยอ
สะไนคือเสียงศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ของเล่น
เสียงสะไน – เล็กเสียงใหญ่ ปราบผีได้
เสียงสะไนไม่ได้ถูกออกแบบตามทฤษฎีดนตรีแบบมีโน้ตชัดเจน แต่เกิดจาก การเลียนเสียงพูด เป็นทำนองสนุก เช่น “เอาคักคัก เอาคนคักคัก” ฯลฯ
เสียงของมันดังเกินขนาดตัวอย่างน่าทึ่ง จนคนโบราณยกให้เป็นสัญลักษณ์ของ
ความปลอดภัย
ความอุดมสมบูรณ์
ความศักดิ์สิทธิ์ที่ปราบผีได้
ในพื้นที่ที่เล่าลือกันว่าผีดุ ผีแรง หากมีการเป่าสะไน บริเวณนั้นจะสงบ ผีไม่กล้าแกล้งคนอีก เสียงสะไนจึงกลายเป็น ภูมิปัญญาป้องกันความกลัวของมนุษย์ ผ่านเครื่องเป่าชิ้นเล็กๆ ในมือคน
ทุกครั้งที่เสียงสะไนดังขึ้น คือการตอบสนองความต้องการลึกๆ ของมนุษย์ในการหาที่พึ่ง ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่มองไม่เห็นและควบคุมไม่ได้
สถานที่ที่ยังมีเสียงสะไนในปัจจุบัน
ปัจจุบัน การเป่าสะไนยังคงมีให้เห็นที่ ศาลพญากตะศิลา เมืองคงโคก บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่ยังรักษาเสียงนี้ไว้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว
ผู้บ่าวไทบ้านสายกวย – ชีวิตที่เลือกกลับบ้านแทนไล่ฝันในเมืองใหญ่
ในหมู่บ้านกวยแห่งหนึ่งที่อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ มี “ผู้บ่าวไทบ้าน” ชาวกวยที่เลือกไม่ไปไหลตามฝันในเมืองใหญ่ แต่กลับมาใช้ชีวิตกลางทุ่งนาและป่าแถบเดิม
ยามกลางวันเขาลงน้ำหาปลา พอตกค่ำออกหา แมงป่องช้าง หรือ “แมงเงา” มาทำอาหาร เรื่องเล็กๆ เหล่านี้สะท้อนมุมคิดคนรุ่นใหม่ที่เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตเมือง และเลือกเส้นทาง กลับมาใช้ชีวิตกับชุมชนตนเอง
ผู้บ่าวไทบ้านแบบฉบับกวย มีบทบาทกับชุมชนมากกว่าแค่คนหนุ่มบ้านๆ เขาคือ
แรงงานหลักในไร่นาและป่า
ผู้สืบทอดภาษา ประเพณี และพิธีกรรมอย่างซัตเตและสะไน
คนที่จะตัดสินใจว่า วัฒนธรรมกูย–เยอจะเหลืออยู่อีกนานแค่ไหน
มองชุมชนกูย–เยอผ่านสายตาคนรักการเดินป่า
สำหรับคนที่ชอบ เดินป่าและเทรคกิ้ง ชุมชนกูย–เยอในอีสานใต้ไม่ใช่แค่จุดแวะพักหรือหมู่บ้านทางผ่าน แต่คือ
ประวัติศาสตร์มีชีวิตของนักล่าช้างและผู้พิทักษ์ป่าดงในอดีต
ห้องเรียนกลางแจ้งของภูมิปัญญาเรื่องช้าง ป่า ผี และฝน
แผนที่วัฒนธรรมที่เชื่อมลาว เขมร และไทยเข้าด้วยกันด้วยภาษา เสื้อผ้า และเสียงเครื่องเป่า
การเดินป่าในแถบนี้ หากได้
นั่งคุยกับผู้เฒ่ากูยข้างกองไฟ
ฟังเรื่องโพนช้างและกบฏผีบุญจากคนในหมู่บ้าน
ลองสัมผัสเสียงสะไนที่ดังกลางทุ่งหรือปลายดง
คุณจะพบว่า ทุกก้าวของการเดินป่า ไม่ได้พาเราเข้าใกล้แค่ธรรมชาติ แต่ยังพาเราเข้าใกล้ หัวใจของคนป่าดง ที่ยังเต้นอยู่ในชุมชนเล็กๆ ริมชายแดน
และบางที การได้ฟังเสียงสะไนสักครั้ง อาจทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงเลือกผูกชีวิตไว้กับป่า ดิน น้ำ และผีบรรพบุรุษ มากกว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างถูกลืมเลือนไปกับถนนลาดยางและตึกสูงในเมืองใหญ่

