รับแอปรับแอป

อยากอัปเลเวลเป็นนักเดินป่าขั้นกลางที่น้ำพอง ต้องผ่านอะไรบ้าง? อ่านจบพร้อมลุย!

ปกรณ์ ศรีสุวรรณ01-30

โรงเรียนนักเดินป่า ระดับกลาง คืออะไร?

จะไปเดินป่าทั้งที ทำไมต้องมี “สอบ” ก่อนออกทริป?

คำถามนี้แหละที่หลายคนนึกขึ้นมาในหัวทันทีที่ได้ยินชื่อ โรงเรียนนักเดินป่า โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีทั้งหลักสูตรขั้นต้นและขั้นกลาง แถมยังมีแบบทดสอบให้ทำจริงจัง

ตลอดราว 4 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนนักเดินป่าได้เปิดสอนหลักสูตรขั้นต้นมาแล้วในหลายพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูคา น้ำพอง ภูเวียง เขาใหญ่ คลองลาน ดอยขุนตาล และภูผายล เพื่อให้คนรักธรรมชาติได้เรียนรู้การเตรียมตัว และเทคนิคการเดินป่าอย่างปลอดภัยและถูกต้อง

หัวใจสำคัญของโรงเรียนนี้ชัดมาก คือ “พึ่งพาตนเอง เคารพธรรมชาติ และให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง”

เมื่อถึงเวลาอัปเลเวล โรงเรียนนักเดินป่าจึงเปิดหลักสูตร ขั้นกลาง รุ่นที่ 1 ที่อุทยานแห่งชาติน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยก่อนเปิดจริง มีการร่าง และทดลองหลักสูตรต่อเนื่องเกือบ 2 ปีเต็ม ก่อนจะจัดรุ่นแรกแบบเป็นทางการ โดยรับผู้เข้าเรียนเพียง 21 คน และทุกคนต้อง ผ่านหลักสูตรขั้นต้นมาก่อน ถึงจะมีสิทธิ์สมัคร

ขั้นตอนการสมัคร (ไม่ยากแต่จริงจัง)

การคัดเลือกในหลักสูตรขั้นกลาง ใช้ระบบคล้ายกับขั้นต้น แต่เพิ่มความละเอียดและเข้มข้นขึ้น

สิ่งที่ผู้สมัครต้องทำคือ

  • ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ตามช่องทางที่กำหนด

  • กรอกรหัสนักเรียนจากหลักสูตรขั้นต้น (แต่ละคนจะมีรหัสประจำตัวของตัวเอง)

  • ทำแบบทดสอบออนไลน์ให้ผ่านครบทั้ง 8 หัวข้อ

หัวข้อที่ต้องสอบให้ผ่าน ได้แก่

  • การเตรียมตัวและการจัดการตัวเอง

  • การจัดการที่พักแรม

  • การเดินเทรลและการแก้ปัญหาระหว่างทาง

  • การประกอบอาหารในป่า

  • การจัดการกองไฟอย่างปลอดภัย

  • การหาแหล่งน้ำและการทำน้ำสะอาด

  • การดูแลสุขภาพและปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • การศึกษาสัตว์ป่าและการระวังภัย

เงื่อนไขสำคัญคือ แต่ละหัวข้อต้องได้คะแนน มากกว่า 80% จึงจะได้รับ Certificate เพื่อนำมาแนบยืนยันการสมัคร

เมื่อผ่านขั้นออนไลน์แล้ว ก็รอประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก เพื่อเข้าสู่การฝึกภาคสนาม 3 วัน 2 คืน ในพื้นที่จริง

อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งถอย เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคุ้มยิ่งกว่าที่คิด

ทำไมต้องเข้าหลักสูตรขั้นกลาง?

หลักสูตรขั้นกลางออกแบบมาเพื่อคนที่อยาก เดินป่าระยะไกล 2–3 คืนอย่างปลอดภัย มีผู้นำทางคอยนำเส้น แต่ตัวเราเองต้อง

  • พึ่งพาตัวเองในทุกมิติ

  • ดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ทั้งทริป

  • ลดผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติให้มากที่สุด

ผู้สอนล้วนเป็นอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่อยู่กับป่าจริง เห็นสถานการณ์จริง และต้องการส่งต่อความรู้ให้คนเดินป่ารุ่นใหม่อย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่เดินไหว แต่เดินเป็น และเดินอย่างเคารพพื้นที่

ก่อนจะเข้าป่า: วันเตรียมตัว

ผู้ที่ผ่านการเรียนออนไลน์มาแล้ว จะต้องเดินทางมาถึงพื้นที่ก่อนลุยป่าจริง 1 วัน เพื่อใช้บ่ายวันนั้นเป็นช่วงของการเตรียมตัวขั้นสุดท้าย

หัวข้อที่เรียนในช่วงบ่ายก่อนเข้าป่า ได้แก่

  • การเตรียมตัวและจัดการตัวเองอย่างละเอียด

  • การดูแลสุขภาพ และปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • การศึกษาสัตว์ป่าและการระวังภัย

เพราะทริปนี้เป็นการเดินป่าระยะไกล จำนวนมื้ออาหาร ยา และอุปกรณ์จำเป็น จึงต้องถูกวางแผนให้ดี ปรับให้ พร้อมทุกสถานการณ์ แต่ไม่หนักเกินกำลังตัวเอง ที่ต้องแบกเข้าป่า

และแน่นอน… ทุกคนต้องดูแลตัวเอง แบกของเอง เพราะหนึ่งในหลักคิดหลักของโรงเรียน คือคำเดียวสั้นๆ แต่จริงจังมากว่า “การพึ่งพาตนเอง”

วันแรกของการฝึกภาคสนาม: เริ่มรู้จักป่าจริงจัง

เช้าวันแรกของการฝึกภาคสนาม จะมีการแบ่งกลุ่มย่อย และกลุ่มนี้เองจะเดินอยู่ด้วยกันตลอดทั้งทริป

บทเรียนหลักของวันแรกคือ การใช้แผนที่และเข็มทิศ แต่ละกลุ่มจะได้รับแผนที่ที่แสดงภูมิประเทศบางส่วนของอุทยานแห่งชาติน้ำพองและพื้นที่โดยรอบ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในภาคสนาม คือการเอาทฤษฎีออนไลน์มาใช้จริง เช่น

  • องค์ประกอบของแผนที่

  • การอ่านสัญลักษณ์ต่างๆ

  • วิธีเริ่มต้นใช้แผนที่คู่กับเข็มทิศ

  • การเชื่อมโยงพื้นที่จริงกับแผนที่ในมือ

ทั้งหมดนี้เคยเห็นในคอร์สออนไลน์มาแล้ว แต่การได้ลองจับ ใช้ และเดินจริงในพื้นที่ จะทำให้ความรู้ที่เคยอ่าน กลายเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง

ระหว่างเดินวันแรก ผู้สอนจะค่อยๆ เสริมเนื้อหาเป็นช่วงๆ เช่น

  • เทคนิคการเดินเทรลและการแก้ปัญหาระหว่างทาง

  • วิธีหาแหล่งน้ำ และการทำน้ำให้สะอาด

  • การใช้แผนที่เข็มทิศควบคู่กับภูมิประเทศจริง

นอกจากนี้ยังมีความรู้ด้านนิเวศวิทยา แทรกเข้ามาจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั้งจากอุทยานฯ น้ำพอง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงที่ร่วมเดินด้วย

วันแรกจึงถือเป็น วันวอร์มร่างกาย และวอร์มสมองไปพร้อมกัน ยังไม่โหด แต่เริ่มเห็นภาพว่าการเดินป่าที่จริงจังต่างจากการไปเที่ยวป่าทั่วไปแค่ไหน

เมื่อเดินถึงแคมป์ บทเรียนถัดมาคือ การจัดการที่พักแรม ตั้งแต่การวางผังพื้นที่ ไปจนถึงการจัดการของเสีย

สิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันคิดและทำ ได้แก่

  • เลือกจุดตั้งแคมป์ให้ปลอดภัย เหมาะกับการพักแรม

  • แบ่งพื้นที่ประกอบอาหารให้เป็นสัดส่วน

  • ขุดหลุมฝังเศษอาหาร

  • กำหนดพื้นที่สำหรับทำธุระส่วนตัว ให้ไม่กระทบคนอื่นและธรรมชาติ

หลังจากจัดการที่พักตัวเองเรียบร้อย ก็เข้าสู่หัวข้อ การประกอบอาหาร และช่วงพูดคุยสรุปสิ่งที่เจอจากการเดินวันแรก ก่อนปิดท้ายด้วยการนัดหมายกำหนดการของวันถัดไป

คืนแรก: ลำธาร ดาว และความเหนื่อยที่หายไป

แคมป์คืนแรกตั้งใกล้ลำธาร ซึ่งในช่วงฤดูกาลที่มีน้ำเพียงพอ สามารถใช้อาบ และใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้แบบชื่นใจ

หลังจากเดินเหงื่อท่วมมาทั้งวัน การได้ลงเล่นน้ำในลำธารเย็นๆ มองแสงไฟจากหมู่บ้านไกลๆ ด้านล่าง และเงยหน้าขึ้นเห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว ถือเป็น รางวัลเล็กๆ ของการเดินป่าวันนี้

แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คือ ในรอบอื่นๆ หรือต่างฤดูกาล ปริมาณน้ำในลำธารอาจไม่แน่นอน ควรสอบถามข้อมูลจากพื้นที่ก่อนเสมอ จะได้ไม่วางแผนพลาด

วันที่สอง: ให้ป่าเป็นห้องสอบจริง

วันที่สองจะเน้นให้ผู้เรียน ลงมือทำมากกว่าฟัง ทีมงานโรงเรียนนักเดินป่ารับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยเสริมในจุดสำคัญ แต่ให้นักเรียนลองจัดการสถานการณ์ด้วยตัวเอง

ระยะทางเดินในวันนี้ราวๆ 7–8 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับวันแรก แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ

  • ความชันของพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น

  • สภาพเส้นทางที่ไม่ค่อยชัดเจน

  • ช่วงที่เป็นทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว ถ้าเดินหลุดจากขบวน มีโอกาสหลงทางได้

ในสถานการณ์จริงแบบนี้ ความรู้จากหัวข้อ

  • การเดินเทรลและการแก้ปัญหา

  • การดูร่องรอยสัตว์ป่า

  • การใช้แผนที่และเข็มทิศ

จึงถูกดึงออกมาใช้แบบไม่ต้องท่องจำ เพราะทุกก้าวที่เดิน คือบทเรียนสดๆ ตรงหน้า

ช่วงบ่ายของวันนี้ เส้นทางจะนำทุกคนมาที่บริเวณหน้าผา ซึ่งมองลงไปเห็นวิวอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ ด้านซ้ายคือชะง่อนหินบริเวณจุดชมวิวหินช้างสี ขวามือเป็นเทือกเขาภูพานคำ

จุดนี้โดดเด่นและมองเห็นชัดเจน เหมาะมากสำหรับใช้เรียนเรื่อง การสกัดกลับ (resection) ในบทเรียนแผนที่เข็มทิศ ทุกคนจึงได้ใช้เวลาพักใหญ่เรียนรู้ทีละขั้น ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นช่วงพักขาและพักใจไปด้วย

ช่วงบ่ายแก่ๆ ใกล้ค่ำได้เวลาเดินต่อไปยังแคมป์คืนที่สอง ระยะทางราวๆ 2 กิโลเมตร แต่ 2 กิโลเมตรนี้ใช้เวลานาน เพราะ

  • ทางขึ้นลงเนินซ้ำๆ

  • พื้นที่รกทึบในหลายช่วง

กว่าจะถึงแคมป์ แสงในป่าก็เริ่มน้อยลง ทำให้การจัดเตรียมที่นอนวันนี้ต้องแข่งกับเวลา

ในแคมป์คืนที่สอง มีลำธารสายเล็กให้ใช้น้ำเพียงพอสำหรับล้างถ้วยชาม ดื่ม หรือจะอาบแบบตักอาบก็ได้ กิจกรรมช่วงค่ำถูกปล่อยให้เป็นเวลาอิสระมากขึ้น ทุกคนทำอาหาร พูดคุย แลกเปลี่ยนกันตามสบาย ก่อนแยกย้ายเข้านอน เตรียมตัวสำหรับ วันสุดท้ายของการฝึก

วันที่สาม: ให้ผู้เรียนวางแผนเองทั้งวัน

สายๆ ของวันที่สาม หลังจากจัดการมื้อเช้า เก็บของ และเคลียร์แคมป์เรียบร้อย ทุกคนสะพายเป้ แล้วมายืนล้อมวงเตรียมพร้อมตามกลุ่มของตัวเอง

วันนี้ทีมงานโรงเรียนนักเดินป่าจะทำหน้าที่ “ตั้งโจทย์” มากกว่าคอยนำทาง โดยจะ

  • แจ้งพิกัดเป้าหมายปลายทาง

  • บอกเวลาที่ควรไปถึงโดยประมาณ

จากนั้นก็ปล่อยให้นักเรียน วางแผนการเดินเองทั้งหมด ตั้งแต่จุดพัก การกินน้ำ การจัดสรรเวลา ไปจนถึงการคุมจังหวะของกลุ่ม

เส้นทางของวันสุดท้ายไม่ไกลมาก แต่สภาพพื้นที่ก็ไม่ถึงกับเดินเล่นได้สบายๆ เพราะมีทั้ง

  • ทางรก ขึ้นลงเนินสลับกัน

  • ช่วงเลาะหน้าผาหิน

  • ช่วงทุ่งหญ้าสูงเกือบมิดตัว มีหินลอย และเถาวัลย์เป็นระยะ

ทำให้ทุกก้าวต้องใช้สมาธิ และความระมัดระวังมากกว่าปกติ

สองข้างทางเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้การเดินไม่จำเจ ตั้งแต่

  • ดอกไม้ตัวจิ๋วตามพื้น

  • ดอกหญ้าข้างทาง

  • ขนุนดิน เห็ดหลากชนิด

  • แมลงทับสีสด

  • ก้อนหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตา

ถ้าเดินแบบไม่เร่งรีบ มองทางให้ดี และมองรอบตัวให้เป็น การเดินวันสุดท้ายนี้จะเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ทำให้ ลืมเหนื่อยไปชั่วขณะ

ราวบ่ายสามโมง ทุกทีมจะทยอยมาถึงจุดหมายในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นเป็นช่วงเวลาของการ

  • ล้อมวงสรุปกิจกรรมทั้งหมด

  • ประเมินผู้เรียนตามหัวข้อทั้ง 8 หัวข้อ

การประเมินนี้ทำร่วมกันระหว่างครูประจำกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสำคัญ คือ การรับใบประกาศ ยืนยันว่าผ่านหลักสูตรขั้นกลางเรียบร้อยแล้ว

เรียนจบแล้ว เอาไปต่อยอดยังไงดี?

สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากของโรงเรียนนักเดินป่า คือ ไม่ได้กักความรู้ไว้กับตัวเอง

หลักสูตรทั้งหมดเปิดให้เอาไปต่อยอดได้เต็มที่ ถ้าคุณผ่านการเรียนแล้ว อยากนำเนื้อหาไปใช้ต่อในงานของตัวเอง หรือขยายผลในรูปแบบที่ถนัด ก็สามารถทำได้เลย

นี่แหละคือหนึ่งในเป้าหมายของโรงเรียนนักเดินป่า — ไม่ใช่แค่สร้างนักเดินป่าที่เดินได้ แต่สร้างคนกลุ่มหนึ่งที่ช่วยกัน ส่งต่อวัฒนธรรมการเดินป่าที่ถูกต้อง ต่อไป

ถ้าอยากเข้าเรียนหลักสูตรขั้นกลางต้องทำยังไง?

บทความนี้เป็นเหมือน คู่มือคร่าวๆ สำหรับคนที่เล็งหลักสูตรขั้นกลางที่อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง ทั้งในส่วนของออนไลน์และภาคสนาม รวมถึงภาพรวมของวิธีการสมัคร

สรุปสั้นๆ ว่า ถ้าคุณ

  • ผ่านหลักสูตรขั้นต้นมาแล้ว

  • พร้อมอ่าน ทำแบบทดสอบออนไลน์ให้ผ่านครบทั้ง 8 หัวข้อ

  • พร้อมจะออกภาคสนาม 3 วัน 2 คืน แบบดูแลตัวเองได้

ทั้งหมดนี้ ไม่ยากเกินไป สำหรับคนที่พร้อมตั้งใจ และอยากอัปสเตตัสตัวเองเป็นนักเดินป่าที่มีคุณภาพมากขึ้น

ส่วนใครที่ยังไม่ได้เริ่มจากขั้นต้น สามารถรอติดตามรอบเปิดรับของแต่ละอุทยานฯ ได้ ซึ่งแต่ละแห่งจะสลับกันเปิดตามความพร้อมของพื้นที่ ช่วงเวลาจะแตกต่างกันไป จึงควรหมั่นเช็คข่าวสารอยู่เสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว หลักสูตรนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราเดินป่าเก่งขึ้น แต่ยังทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เคารพธรรมชาติมากขึ้น และรู้ว่าการเดินป่าที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องความกล้าอย่างเดียว แต่คือความรับผิดชอบในทุกก้าวที่เราเดินเข้าไปในป่า