โรงเรียนนักเดินป่า ระดับกลาง คืออะไร?
จะไปเดินป่าทั้งที ทำไมต้องมี “สอบ” ก่อนออกทริป?
คำถามนี้แหละที่หลายคนนึกขึ้นมาในหัวทันทีที่ได้ยินชื่อ โรงเรียนนักเดินป่า โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีทั้งหลักสูตรขั้นต้นและขั้นกลาง แถมยังมีแบบทดสอบให้ทำจริงจัง
ตลอดราว 4 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนนักเดินป่าได้เปิดสอนหลักสูตรขั้นต้นมาแล้วในหลายพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูคา น้ำพอง ภูเวียง เขาใหญ่ คลองลาน ดอยขุนตาล และภูผายล เพื่อให้คนรักธรรมชาติได้เรียนรู้การเตรียมตัว และเทคนิคการเดินป่าอย่างปลอดภัยและถูกต้อง
หัวใจสำคัญของโรงเรียนนี้ชัดมาก คือ “พึ่งพาตนเอง เคารพธรรมชาติ และให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง”
เมื่อถึงเวลาอัปเลเวล โรงเรียนนักเดินป่าจึงเปิดหลักสูตร ขั้นกลาง รุ่นที่ 1 ที่อุทยานแห่งชาติน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยก่อนเปิดจริง มีการร่าง และทดลองหลักสูตรต่อเนื่องเกือบ 2 ปีเต็ม ก่อนจะจัดรุ่นแรกแบบเป็นทางการ โดยรับผู้เข้าเรียนเพียง 21 คน และทุกคนต้อง ผ่านหลักสูตรขั้นต้นมาก่อน ถึงจะมีสิทธิ์สมัคร
ขั้นตอนการสมัคร (ไม่ยากแต่จริงจัง)
การคัดเลือกในหลักสูตรขั้นกลาง ใช้ระบบคล้ายกับขั้นต้น แต่เพิ่มความละเอียดและเข้มข้นขึ้น
สิ่งที่ผู้สมัครต้องทำคือ
ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ตามช่องทางที่กำหนด
กรอกรหัสนักเรียนจากหลักสูตรขั้นต้น (แต่ละคนจะมีรหัสประจำตัวของตัวเอง)
ทำแบบทดสอบออนไลน์ให้ผ่านครบทั้ง 8 หัวข้อ
หัวข้อที่ต้องสอบให้ผ่าน ได้แก่
การเตรียมตัวและการจัดการตัวเอง
การจัดการที่พักแรม
การเดินเทรลและการแก้ปัญหาระหว่างทาง
การประกอบอาหารในป่า
การจัดการกองไฟอย่างปลอดภัย
การหาแหล่งน้ำและการทำน้ำสะอาด
การดูแลสุขภาพและปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การศึกษาสัตว์ป่าและการระวังภัย
เงื่อนไขสำคัญคือ แต่ละหัวข้อต้องได้คะแนน มากกว่า 80% จึงจะได้รับ Certificate เพื่อนำมาแนบยืนยันการสมัคร
เมื่อผ่านขั้นออนไลน์แล้ว ก็รอประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก เพื่อเข้าสู่การฝึกภาคสนาม 3 วัน 2 คืน ในพื้นที่จริง
อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งถอย เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคุ้มยิ่งกว่าที่คิด
ทำไมต้องเข้าหลักสูตรขั้นกลาง?
หลักสูตรขั้นกลางออกแบบมาเพื่อคนที่อยาก เดินป่าระยะไกล 2–3 คืนอย่างปลอดภัย มีผู้นำทางคอยนำเส้น แต่ตัวเราเองต้อง
พึ่งพาตัวเองในทุกมิติ
ดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ทั้งทริป
ลดผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติให้มากที่สุด
ผู้สอนล้วนเป็นอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่อยู่กับป่าจริง เห็นสถานการณ์จริง และต้องการส่งต่อความรู้ให้คนเดินป่ารุ่นใหม่อย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่เดินไหว แต่เดินเป็น และเดินอย่างเคารพพื้นที่
ก่อนจะเข้าป่า: วันเตรียมตัว
ผู้ที่ผ่านการเรียนออนไลน์มาแล้ว จะต้องเดินทางมาถึงพื้นที่ก่อนลุยป่าจริง 1 วัน เพื่อใช้บ่ายวันนั้นเป็นช่วงของการเตรียมตัวขั้นสุดท้าย
หัวข้อที่เรียนในช่วงบ่ายก่อนเข้าป่า ได้แก่
การเตรียมตัวและจัดการตัวเองอย่างละเอียด
การดูแลสุขภาพ และปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การศึกษาสัตว์ป่าและการระวังภัย
เพราะทริปนี้เป็นการเดินป่าระยะไกล จำนวนมื้ออาหาร ยา และอุปกรณ์จำเป็น จึงต้องถูกวางแผนให้ดี ปรับให้ พร้อมทุกสถานการณ์ แต่ไม่หนักเกินกำลังตัวเอง ที่ต้องแบกเข้าป่า
และแน่นอน… ทุกคนต้องดูแลตัวเอง แบกของเอง เพราะหนึ่งในหลักคิดหลักของโรงเรียน คือคำเดียวสั้นๆ แต่จริงจังมากว่า “การพึ่งพาตนเอง”
วันแรกของการฝึกภาคสนาม: เริ่มรู้จักป่าจริงจัง
เช้าวันแรกของการฝึกภาคสนาม จะมีการแบ่งกลุ่มย่อย และกลุ่มนี้เองจะเดินอยู่ด้วยกันตลอดทั้งทริป
บทเรียนหลักของวันแรกคือ การใช้แผนที่และเข็มทิศ แต่ละกลุ่มจะได้รับแผนที่ที่แสดงภูมิประเทศบางส่วนของอุทยานแห่งชาติน้ำพองและพื้นที่โดยรอบ
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในภาคสนาม คือการเอาทฤษฎีออนไลน์มาใช้จริง เช่น
องค์ประกอบของแผนที่
การอ่านสัญลักษณ์ต่างๆ
วิธีเริ่มต้นใช้แผนที่คู่กับเข็มทิศ
การเชื่อมโยงพื้นที่จริงกับแผนที่ในมือ
ทั้งหมดนี้เคยเห็นในคอร์สออนไลน์มาแล้ว แต่การได้ลองจับ ใช้ และเดินจริงในพื้นที่ จะทำให้ความรู้ที่เคยอ่าน กลายเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง
ระหว่างเดินวันแรก ผู้สอนจะค่อยๆ เสริมเนื้อหาเป็นช่วงๆ เช่น
เทคนิคการเดินเทรลและการแก้ปัญหาระหว่างทาง
วิธีหาแหล่งน้ำ และการทำน้ำให้สะอาด
การใช้แผนที่เข็มทิศควบคู่กับภูมิประเทศจริง
นอกจากนี้ยังมีความรู้ด้านนิเวศวิทยา แทรกเข้ามาจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั้งจากอุทยานฯ น้ำพอง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงที่ร่วมเดินด้วย
วันแรกจึงถือเป็น วันวอร์มร่างกาย และวอร์มสมองไปพร้อมกัน ยังไม่โหด แต่เริ่มเห็นภาพว่าการเดินป่าที่จริงจังต่างจากการไปเที่ยวป่าทั่วไปแค่ไหน
เมื่อเดินถึงแคมป์ บทเรียนถัดมาคือ การจัดการที่พักแรม ตั้งแต่การวางผังพื้นที่ ไปจนถึงการจัดการของเสีย
สิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันคิดและทำ ได้แก่
เลือกจุดตั้งแคมป์ให้ปลอดภัย เหมาะกับการพักแรม
แบ่งพื้นที่ประกอบอาหารให้เป็นสัดส่วน
ขุดหลุมฝังเศษอาหาร
กำหนดพื้นที่สำหรับทำธุระส่วนตัว ให้ไม่กระทบคนอื่นและธรรมชาติ
หลังจากจัดการที่พักตัวเองเรียบร้อย ก็เข้าสู่หัวข้อ การประกอบอาหาร และช่วงพูดคุยสรุปสิ่งที่เจอจากการเดินวันแรก ก่อนปิดท้ายด้วยการนัดหมายกำหนดการของวันถัดไป
คืนแรก: ลำธาร ดาว และความเหนื่อยที่หายไป
แคมป์คืนแรกตั้งใกล้ลำธาร ซึ่งในช่วงฤดูกาลที่มีน้ำเพียงพอ สามารถใช้อาบ และใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้แบบชื่นใจ
หลังจากเดินเหงื่อท่วมมาทั้งวัน การได้ลงเล่นน้ำในลำธารเย็นๆ มองแสงไฟจากหมู่บ้านไกลๆ ด้านล่าง และเงยหน้าขึ้นเห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว ถือเป็น รางวัลเล็กๆ ของการเดินป่าวันนี้
แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คือ ในรอบอื่นๆ หรือต่างฤดูกาล ปริมาณน้ำในลำธารอาจไม่แน่นอน ควรสอบถามข้อมูลจากพื้นที่ก่อนเสมอ จะได้ไม่วางแผนพลาด
วันที่สอง: ให้ป่าเป็นห้องสอบจริง
วันที่สองจะเน้นให้ผู้เรียน ลงมือทำมากกว่าฟัง ทีมงานโรงเรียนนักเดินป่ารับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยเสริมในจุดสำคัญ แต่ให้นักเรียนลองจัดการสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ระยะทางเดินในวันนี้ราวๆ 7–8 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับวันแรก แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ
ความชันของพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น
สภาพเส้นทางที่ไม่ค่อยชัดเจน
ช่วงที่เป็นทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว ถ้าเดินหลุดจากขบวน มีโอกาสหลงทางได้
ในสถานการณ์จริงแบบนี้ ความรู้จากหัวข้อ
การเดินเทรลและการแก้ปัญหา
การดูร่องรอยสัตว์ป่า
การใช้แผนที่และเข็มทิศ
จึงถูกดึงออกมาใช้แบบไม่ต้องท่องจำ เพราะทุกก้าวที่เดิน คือบทเรียนสดๆ ตรงหน้า
ช่วงบ่ายของวันนี้ เส้นทางจะนำทุกคนมาที่บริเวณหน้าผา ซึ่งมองลงไปเห็นวิวอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ ด้านซ้ายคือชะง่อนหินบริเวณจุดชมวิวหินช้างสี ขวามือเป็นเทือกเขาภูพานคำ
จุดนี้โดดเด่นและมองเห็นชัดเจน เหมาะมากสำหรับใช้เรียนเรื่อง การสกัดกลับ (resection) ในบทเรียนแผนที่เข็มทิศ ทุกคนจึงได้ใช้เวลาพักใหญ่เรียนรู้ทีละขั้น ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นช่วงพักขาและพักใจไปด้วย
ช่วงบ่ายแก่ๆ ใกล้ค่ำได้เวลาเดินต่อไปยังแคมป์คืนที่สอง ระยะทางราวๆ 2 กิโลเมตร แต่ 2 กิโลเมตรนี้ใช้เวลานาน เพราะ
ทางขึ้นลงเนินซ้ำๆ
พื้นที่รกทึบในหลายช่วง
กว่าจะถึงแคมป์ แสงในป่าก็เริ่มน้อยลง ทำให้การจัดเตรียมที่นอนวันนี้ต้องแข่งกับเวลา
ในแคมป์คืนที่สอง มีลำธารสายเล็กให้ใช้น้ำเพียงพอสำหรับล้างถ้วยชาม ดื่ม หรือจะอาบแบบตักอาบก็ได้ กิจกรรมช่วงค่ำถูกปล่อยให้เป็นเวลาอิสระมากขึ้น ทุกคนทำอาหาร พูดคุย แลกเปลี่ยนกันตามสบาย ก่อนแยกย้ายเข้านอน เตรียมตัวสำหรับ วันสุดท้ายของการฝึก
วันที่สาม: ให้ผู้เรียนวางแผนเองทั้งวัน
สายๆ ของวันที่สาม หลังจากจัดการมื้อเช้า เก็บของ และเคลียร์แคมป์เรียบร้อย ทุกคนสะพายเป้ แล้วมายืนล้อมวงเตรียมพร้อมตามกลุ่มของตัวเอง
วันนี้ทีมงานโรงเรียนนักเดินป่าจะทำหน้าที่ “ตั้งโจทย์” มากกว่าคอยนำทาง โดยจะ
แจ้งพิกัดเป้าหมายปลายทาง
บอกเวลาที่ควรไปถึงโดยประมาณ
จากนั้นก็ปล่อยให้นักเรียน วางแผนการเดินเองทั้งหมด ตั้งแต่จุดพัก การกินน้ำ การจัดสรรเวลา ไปจนถึงการคุมจังหวะของกลุ่ม
เส้นทางของวันสุดท้ายไม่ไกลมาก แต่สภาพพื้นที่ก็ไม่ถึงกับเดินเล่นได้สบายๆ เพราะมีทั้ง
ทางรก ขึ้นลงเนินสลับกัน
ช่วงเลาะหน้าผาหิน
ช่วงทุ่งหญ้าสูงเกือบมิดตัว มีหินลอย และเถาวัลย์เป็นระยะ
ทำให้ทุกก้าวต้องใช้สมาธิ และความระมัดระวังมากกว่าปกติ
สองข้างทางเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้การเดินไม่จำเจ ตั้งแต่
ดอกไม้ตัวจิ๋วตามพื้น
ดอกหญ้าข้างทาง
ขนุนดิน เห็ดหลากชนิด
แมลงทับสีสด
ก้อนหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตา
ถ้าเดินแบบไม่เร่งรีบ มองทางให้ดี และมองรอบตัวให้เป็น การเดินวันสุดท้ายนี้จะเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ทำให้ ลืมเหนื่อยไปชั่วขณะ
ราวบ่ายสามโมง ทุกทีมจะทยอยมาถึงจุดหมายในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นเป็นช่วงเวลาของการ
ล้อมวงสรุปกิจกรรมทั้งหมด
ประเมินผู้เรียนตามหัวข้อทั้ง 8 หัวข้อ
การประเมินนี้ทำร่วมกันระหว่างครูประจำกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสำคัญ คือ การรับใบประกาศ ยืนยันว่าผ่านหลักสูตรขั้นกลางเรียบร้อยแล้ว
เรียนจบแล้ว เอาไปต่อยอดยังไงดี?
สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากของโรงเรียนนักเดินป่า คือ ไม่ได้กักความรู้ไว้กับตัวเอง
หลักสูตรทั้งหมดเปิดให้เอาไปต่อยอดได้เต็มที่ ถ้าคุณผ่านการเรียนแล้ว อยากนำเนื้อหาไปใช้ต่อในงานของตัวเอง หรือขยายผลในรูปแบบที่ถนัด ก็สามารถทำได้เลย
นี่แหละคือหนึ่งในเป้าหมายของโรงเรียนนักเดินป่า — ไม่ใช่แค่สร้างนักเดินป่าที่เดินได้ แต่สร้างคนกลุ่มหนึ่งที่ช่วยกัน ส่งต่อวัฒนธรรมการเดินป่าที่ถูกต้อง ต่อไป
ถ้าอยากเข้าเรียนหลักสูตรขั้นกลางต้องทำยังไง?
บทความนี้เป็นเหมือน คู่มือคร่าวๆ สำหรับคนที่เล็งหลักสูตรขั้นกลางที่อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง ทั้งในส่วนของออนไลน์และภาคสนาม รวมถึงภาพรวมของวิธีการสมัคร
สรุปสั้นๆ ว่า ถ้าคุณ
ผ่านหลักสูตรขั้นต้นมาแล้ว
พร้อมอ่าน ทำแบบทดสอบออนไลน์ให้ผ่านครบทั้ง 8 หัวข้อ
พร้อมจะออกภาคสนาม 3 วัน 2 คืน แบบดูแลตัวเองได้
ทั้งหมดนี้ ไม่ยากเกินไป สำหรับคนที่พร้อมตั้งใจ และอยากอัปสเตตัสตัวเองเป็นนักเดินป่าที่มีคุณภาพมากขึ้น
ส่วนใครที่ยังไม่ได้เริ่มจากขั้นต้น สามารถรอติดตามรอบเปิดรับของแต่ละอุทยานฯ ได้ ซึ่งแต่ละแห่งจะสลับกันเปิดตามความพร้อมของพื้นที่ ช่วงเวลาจะแตกต่างกันไป จึงควรหมั่นเช็คข่าวสารอยู่เสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว หลักสูตรนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราเดินป่าเก่งขึ้น แต่ยังทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เคารพธรรมชาติมากขึ้น และรู้ว่าการเดินป่าที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องความกล้าอย่างเดียว แต่คือความรับผิดชอบในทุกก้าวที่เราเดินเข้าไปในป่า

