เด็กเกิดน้อย แต่เม็ดเงินสินค้าเด็กยังพุ่ง
แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยจะลดลงเรื่อยๆ ทุกปี แต่เม็ดเงินในตลาดสินค้าแม่และเด็กกลับไม่ยอมลดตามไปด้วย
เหตุผลสำคัญคือ เด็กยุคนี้กำลังกลายเป็น “เด็กทองคำ” ที่พ่อแม่พร้อมทุ่มทั้งเงินและใจ เพื่อปั้นให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคม
Gen Y เลี้ยงลูกเหมือนลงทุนระยะยาว
พ่อแม่ยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y มองชัดเจนว่าการเลี้ยงลูกคือ การลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่ภาระค่าใช้จ่าย
เด็กหนึ่งคนได้รับการทุ่มทรัพยากรเต็มที่ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านชีวิตประจำวันและด้านการศึกษา
โรงเรียนนานาชาติในไทยที่มีมากกว่าร้อยแห่ง กลับเต็มแทบทุกที่ สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของเด็กหนึ่งคนสูงขึ้นมาก
เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่เป็นภาพเดียวกันในหลายประเทศทั่วโลก
ของเล่นที่เคยถูกมองเป็นของแถม กลายเป็น “เครื่องมือพัฒนาศักยภาพ” พ่อแม่พร้อมจ่าย หากเชื่อว่าเป็นการต่อยอดอนาคตให้ลูก
งานมหกรรมสินค้าแม่และเด็กระดับอาเซียนอย่าง Kind + Jugend ASEAN 2025 เองก็ขยายพื้นที่จัดงานต่อเนื่อง แสดงว่าตลาดยังโตไม่หยุด
สินค้าเด็กยุคใหม่ ต้องมีนวัตกรรม
ในยุคที่พ่อแม่หาข้อมูลเก่งและเลือกเยอะ สินค้าเด็กทั่วไปแบบเดิมๆ แทบไม่มีที่ยืน
สินค้าที่กำลังมาแรงคือ
สินค้าที่มีเทคโนโลยีหรือ AI ผสมอยู่
สินค้าที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแม่และลูกแบบภาพรวม
สินค้าเด็กที่หน้าตา ฟังก์ชั่น และคุณภาพ “ใกล้เคียงสินค้าผู้ใหญ่” มากขึ้นเรื่อยๆ
จึงไม่แปลกที่โซนสินค้าเด็กในงานแสดงสินค้าหรือห้างใหญ่ๆ จะเต็มไปด้วยของที่ดูไฮเทคและดีไซน์จัดเต็ม

พ่อแม่ยุคนี้มองคุณภาพก่อนราคา
ฝั่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็ยืนยันตรงกันว่า ยอดขายกลุ่มแม่และเด็กยังเติบโตดี
พ่อแม่สมัยนี้ไม่ได้ซื้อเอาถูก แต่ซื้อเอา “ดี” ก่อน แล้วค่อยดูว่าราคาโอเคหรือไม่
ในห้างระดับบนอย่าง Siam Paragon และ Emporium ยอดใช้จ่ายต่อ 1 ใบเสร็จเฉลี่ยราว 3,000 บาท
ใน The Mall จะอยู่ราว 1,000 บาทต่อใบเสร็จ
กลุ่มสินค้าที่ขายดีสุดคือ
สินค้าเด็ก (ของใช้จำเป็น)
ตามด้วย ของเล่นเด็ก
และเสื้อผ้าเด็ก
เพราะสำหรับพ่อแม่ยุคนี้ ของเล่นไม่ใช่แค่ของเล่น แต่เป็นตัวช่วยสำคัญด้านพัฒนาการ
พ่อแม่ Gen Y แตกต่างจากพ่อแม่ยุค Gen X หรือ Baby Boomer ที่เน้นประหยัด ไม่ชอบสปอย และมีตัวเลือกสินค้าเด็กน้อยกว่ายุคนี้มาก จึงกลายเป็นว่าแม้เด็กจะเกิดน้อยลง แต่ยอดขายสินค้าแม่และเด็กกลับยังพุ่ง
หลายอย่างในยุคนี้ที่เด็กมี อย่างแว่นกันแดด สนีคเกอร์ นาฬิกาที่วัดอัตราการเต้นหัวใจได้ หรือแม้แต่ครีมกันแดดสำหรับเด็ก ต่างเป็นของที่รุ่นพ่อแม่เอง ไม่เคยมีตอนเด็ก
พ่อแม่วันนี้จะเช็ค “คุณภาพ” ก่อน “ราคา” และมักซื้อถี่แต่ไม่ซื้อเหมาเยอะในครั้งเดียว ส่วนของชิ้นใหญ่ เช่น รถเข็นหรือคาร์ซีท ก็มักพึ่งโปรผ่อน 0% มาช่วยจัดการสภาพคล่อง
แผนของห้างใหญ่จึงเน้นไปที่
สินค้าเด็กที่มีนวัตกรรม เช่น แกดเจ็ต-ไอทีสำหรับเด็ก
เสื้อผ้าเด็กที่มีคุณสมบัติพิเศษ ใส่แล้วเย็นสบาย ใส่แล้วดีต่อสุขภาพ
มีสินค้าจริงให้จับต้อง ทดลอง ก่อนตัดสินใจซื้อ
นอกจากลูกค้าคนไทยแล้ว ยังมีลูกค้าต่างชาติ เช่น จีน เกาหลี เมียนมา ลาว และกลุ่มลูกค้าอาหรับที่ชอบเสื้อผ้าเด็กเป็นพิเศษ และมักซื้อครั้งละยอดสูงมาก

Gen Y ทุ่มทั้งเงินและเวลาให้ลูกเต็มแม็กซ์
ภาพของพ่อแม่ Gen Y ยังสอดคล้องกับผลสำรวจจาก The 1 Insight ที่พบว่า
กลุ่ม Millennial Parents (Gen Y อายุ 28-44 ปี) มีการใช้จ่ายรวมสูงกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึง 2 เท่า
และยังมี 3 พฤติกรรมหลักที่เห็นชัดมาก
1. ทุ่มเวลาเลี้ยงลูก 100%
หลายคนเติบโตมาในยุคที่พ่อแม่ต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาให้เต็มที่ พอมีลูกของตัวเอง จึงตั้งใจไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
แม่ Gen Y จำนวนไม่น้อยอยากเป็นคุณแม่เต็มตัว
ทั้งครอบครัวใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ทั้งในบ้านและนอกบ้าน
ทำให้สินค้าเหล่านี้เติบโตตามมา
กลุ่มต่อเติมบ้าน และอุปกรณ์ทำอาหาร
ของเล่นสำหรับเล่นในบ้าน
รถเข็นเด็ก คาร์ซีท และชุดว่ายน้ำ สำหรับกิจกรรมนอกบ้าน
2. ทุ่มเงินกับของเสริมพัฒนาการ
เมื่อองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงลูกและพัฒนาการเด็กเพิ่มขึ้น พ่อแม่จึงยิ่งกล้าจ่ายมากขึ้น
การใช้จ่ายในกลุ่ม สินค้าเสริมพัฒนาการเด็ก เพิ่มขึ้นประมาณ 15%
ตัวอย่างสินค้าในกลุ่มนี้ เช่น
ตัวต่อเสริมทักษะ
ชุดเย็บตุ๊กตาผ้า
ชุดบล็อกต่อประกอบ
ชุดทำสไลม์
หนังสือและสื่อการศึกษาตามช่วงวัย
3. แบ่งบทบาท แต่ตัดสินใจร่วมกัน
บ้าน Gen Y ไม่ได้มีคนเดียวที่เป็น “หัวหน้าฝ่ายเงิน” อีกต่อไป การซื้อของให้ลูกมักเป็นการตัดสินใจร่วมกันของทั้งพ่อและแม่
แต่จะแตกต่างกันที่ประเภทสินค้า
คุณแม่มักใช้จ่ายมากกับเสื้อผ้าเด็ก แอ็กเซสซอรี่ หนังสือเสริมพัฒนาการ และอาหาร
คุณพ่อมักเปย์หนักในกลุ่มแกดเจ็ต เฟอร์นิเจอร์เด็ก และของเล่นบางประเภท
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเลี้ยงลูกกลายเป็นงานทีม (Teamwork) ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต
สรุปภาพรวมง่ายๆ คือ พ่อแม่ Gen Y คือรุ่นที่ ทุ่มทั้งเงินและเวลาให้ลูกแบบสุดทาง เพราะไม่อยากให้ลูกขาดสิ่งที่ตัวเองเคยขาดตอนเด็ก พร้อมโฟกัสเรื่องพัฒนาการมากกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างชัดเจน
ไม่แปลกเลยที่สินค้ายอดนิยมของพ่อแม่ Gen Y จึงเป็น
หนังสือและสื่อการศึกษา
ตัวต่อเสริมทักษะ
ทิชชู่เปียกไร้แอลกอฮอล์
รถเข็นเด็ก
คาร์ซีท
แชมพูและโลชั่นออร์แกนิก
ชุดและอุปกรณ์ว่ายน้ำ
สมาร์ทวอทช์สำหรับเด็ก
กางเกงแห้งเร็ว
บอร์ดเกม
ระวังของเล่นถูก แต่เสี่ยงอันตราย
แม้ภาพรวมตลาดจะยังสวย แต่ฝั่งของเล่นในไทยก็มีปัญหาน่าห่วง โดยเฉพาะ ของเล่นไม่ได้มาตรฐานจากจีน ที่ทะลักเข้ามาในตลาด
แม้ปีที่แล้วมูลค่าการส่งออกของเล่นไทยจะเติบโตกว่า 30% โดยเฉพาะกลุ่มอาร์ตทอย แต่ในอีกด้านก็ต้องรับมือกับ
ของเล่นที่ไม่มีมาตรฐาน มอก.
ไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยและเคมีภัณฑ์
เสี่ยงเป็นอันตรายต่อเด็ก และยังอาจถูกนำไปสอดไส้ส่งต่อไปต่างประเทศ
ของเล่นเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพราะยังมีลูกค้ากลุ่มแมสที่มองแค่ราคาถูกเป็นหลัก
ผู้ประกอบการของเล่นไทยพยายามสู้เต็มที่ แต่การไล่จัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดนั้นทำได้ยาก
จุดแข็งของไทย: งานไม้ ยางพารา และฝีมือผลิต
ในอีกมุมหนึ่ง สินค้าแม่และเด็กของไทยเองกลับได้รับความนิยมในหลายตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจาก
ไม้
ยางพารา
ไทยมีจุดแข็งด้านฝีมือการผลิต ความละเอียด และคุณภาพ ทำให้มี OEM หลายรายเลือกมาผลิตในไทย
งานอย่าง Kind + Jugend ASEAN 2025 จึงไม่ใช่แค่งานขายของ แต่เป็น เวทีเชื่อมผู้ผลิตไทยกับคู่ค้าต่างชาติ เปิดโอกาสให้สินค้าแม่และเด็กของไทยไปได้ไกลกว่าเดิม

สรุป: เด็กน้อยลง แต่แต่ละคนมี “งบลงทุน” สูงขึ้น
แม้จำนวนเด็กไทยจะลดลง แต่สำหรับพ่อแม่ Gen Y แต่ละคนแล้ว ลูกหนึ่งคนคือ โปรเจกต์ชีวิตที่ต้องลงทุนเต็มที่
ทุ่มเวลาให้
ทุ่มเงินกับของมีคุณภาพและเสริมพัฒนาการ
เลือกสินค้าอย่างละเอียด
ผลคือ ตลาดสินค้าแม่และเด็ก รวมถึงของเล่นคุณภาพดี ยังคงมีอนาคตสดใส โดยเฉพาะสินค้าไฮเทค นวัตกรรมใหม่ และของเล่นเสริมทักษะที่ตอบโจทย์ทั้ง หัวใจพ่อแม่ และ พัฒนาการของลูก ไปพร้อมกัน

