3 ขวบของชื่อ PROXIE บนถนน T-Pop ที่ไม่มีเพดาน
แม้อายุจริงของเมมเบอร์แต่ละคนจะต่างกัน แต่ชื่อสกุลเดียวกันอย่าง PROXIE เพิ่งจะเดินทางครบ 3 ปีเต็มในวงการทีป๊อปเท่านั้น
หกหนุ่ม กัน (GUN), คิม (KIM), โชกุน (CHOKUN), กร (GORN), อองรี (ONGLEE) และ วิคเตอร์ (VICTOR) เลยชวนกันย้อนมองเส้นทางตั้งแต่วันเดบิวต์ เพลงฮิตแรก ความสั่นไหวทางใจ ไปจนถึงความฝันอยากพา T-Pop ให้ดังไปไกลกว่านี้
วัย 1 ขวบ: ปีแรกของ PROXIE ที่เต็มไปด้วยความลุ้นและความกดดัน
GUN: หลังจากต้องอยู่กับเพลง ‘Crazy Love’ เกือบ 2 ปีเพราะช่วงล็อกดาวน์ โควิดทำให้ทุกอย่างเลื่อนออกไปหมด วันที่เพลงถูกปล่อยออกมาคือวันที่ผม โล่งใจที่สุด เหมือนมีใครมาเปิดประตูให้หายใจอีกครั้ง
ผมประกวดร้องเพลงตั้งแต่ 8 ขวบ แคสต์โฆษณาเป็นพันครั้งแต่ผ่านแค่ 2 งาน กว่าจะได้เดบิวต์วงแรกตอน 16 มันใช้เวลานานมากจริงๆ ถ้าจะยืนอยู่ตรงนี้ให้ได้ ต้องมี แพสชั่นที่ไม่ยอมแพ้ แบบสุดๆ
KIM: ถ้าไม่ได้มาเป็น PROXIE ผมน่าจะไปสายสตาร์ตอัป ทำซอฟต์แวร์อะไรสักอย่างที่มันอยู่ได้ยาวๆ ช่วงปีแรกผมจะ นับงานทุกเดือน ว่ามีอะไรเข้ามาบ้าง วันไหนมีงาน ผมจะดีใจเป็นพิเศษ เพราะรู้สึกว่าตื่นมามีเป้าหมายให้วิ่งไปหา
GORN: ปีแรกคือช่วงปรับตัวแบบจริงจัง ทุกอย่างใหม่ไปหมด ทั้งระบบงาน สถานที่ และจังหวะชีวิต แต่ก็สนุกมากเหมือนกัน เพราะตื่นมาวันใหม่ทีไรก็ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอด
CHOKUN: ช่วงนั้นผมยังเด็กและยังไม่มั่นใจตัวเองเท่าไร ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนต้องตัดสินใจภายในวันเดียวว่า จะเซ็นเป็น PROXIE หรือกลับอุดรฯ ถ้าเซ็นก็ไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง แต่ถ้าไม่เซ็น ผมรู้เลยว่าจะต้องเสียใจอีกนานมาก
ONGLEE: ผมเดบิวต์ตอนอายุแค่ 15 ปี ความดีใจมันมีเต็มร้อย แต่ก่อนมาถึงจุดนั้นผมเคยท้อหนักจนต้องใช้เวลาฟื้นใจตัวเองอยู่พักใหญ่ จนช่วง เพลง ‘สถานะเบลอ’ ที่จิตใจค่อยๆ ดีขึ้นจากทั้งเมมเบอร์ ทีมงาน และแฟนๆ ที่ช่วยฮีลเรา
ยิ่งมองย้อนกลับไปยิ่งเข้าใจว่า การเริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย ความกดดันคือเรื่องปกติ เราเด็กและยังไม่เข้าใจเหตุผลของทุกอย่าง พออะไรไม่เป็นอย่างที่คิดเลยเสียใจง่ายมาก
VICTOR: ผมชอบลุคเท่ๆ แอบแบดหน่อย ดู swag หน่อย แต่พอมาเป็น PROXIE ก็ต้อง น่ารัก สดใส มันเลยมีช่วงที่ผมสับสนกับภาพตัวเองมาก กว่าจะหาจุดบาลานซ์ได้ก็ใช้เวลา
มองกลับไป ผมรู้เลยว่าตัวเองยังขาดอะไรอีกเยอะมาก ประสบการณ์ยังไม่พอที่จะทำให้แพสชั่นเป็นรูปเป็นร่าง แต่ช่วงนั้นแหละที่ทำให้ผมเริ่มหาคำตอบจริงๆ ว่าอยากเป็นศิลปินแบบไหน
วัย 2 ขวบ: จากเพลงฮิต สู่การเรียนรู้ว่าความเหนื่อยก็มีด้านที่สวยงาม
GUN: ปีที่สองเราออกเพลงที่ 2 คือ ‘คนไม่คุย’ ซึ่งมันคือ จังหวะเวลาที่เป๊ะมาก ร้องที่ไหนคนก็ร้องกลับว่า “อ๋อ เพลงนี้ๆ รู้จักๆ” เหมือนชื่อเพลงกลายเป็นบัตรประชาชนของวงไปเลย
GORN: ผมกดดันตัวเองน้อยลงเมื่อเทียบกับปีแรก รู้แล้วว่าเราไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง และต้องเผื่อใจให้กับสิ่งไม่คาดฝันด้วย ซึ่งพอคิดแบบนี้ ชีวิตมันสนุกขึ้นนะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรโผล่มาอีก
สิ่งที่คาดไม่ถึงบางทีก็กลายเป็นของขวัญเหมือนกัน ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีวันนี้ได้
KIM: มีช่วงหนึ่งที่เหนื่อยมากจริงๆ จนถามตัวเองว่า ทำไมต้องทำงานหนักขนาดนี้ ผมออกจากบ้านก่อนพ่อแม่ตื่น และกลับถึงบ้านตอนเขาหลับไปแล้ว แต่งานทุกชิ้นที่ผ่านมือมา พร้อมกับความรักและการซัพพอร์ตจากทุกคน ทำให้ผมภูมิใจว่าที่เรากัดฟันมา มันไม่เสียเปล่าเลย
ONGLEE: ถ้าปีแรกผมยังไม่ค่อยเอนจอย เพราะติดปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ ปีที่สองคือ ช่วงที่ผมเริ่มสนุกกับทุกอย่างจริงๆ ได้ขึ้นโชว์ ออกไปเจอแฟนๆ เกือบทุกวัน จนวันไหนหยุดงานจะรู้สึกแปลกๆ เหมือนขาดอะไรไป
CHOKUN: ผมขึ้นปี 1 เข้ามหาวิทยาลัยพอดี ทั้งเรื่องเรียนและงานเหมือนเริ่มเฟสใหม่สองอย่างพร้อมกัน ทุกอย่างประดังเข้ามาเยอะมาก ถ้าเป็นแต่ก่อนผมอาจหนีไปแล้ว แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เราต้องฝึกดูแลตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ซักผ้า ล้างจาน จัดการชีวิตตัวเองให้ได้
VICTOR: ปีนี้งานเยอะขึ้นมาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ผมก็มีอาการ เบิร์นเอาต์ อยู่เหมือนกัน เพราะทำอะไรหลายอย่างซ้ำๆ ทุกวันเหมือนวนลูป เลยเริ่มย้อนกลับมาถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไรจากการเป็นศิลปินกันแน่
วัย 3 ขวบ: จาก ‘คนไม่คุย’ ถึง ‘Bad Shawty’ และวันที่ทีป๊อปเริ่มฟอร์มชัด
KIM: พอเราเคยมีเพลงที่ดังมากๆ อย่าง ‘คนไม่คุย’ มันยากเสมอที่จะมีเพลงใหม่ที่ ระเบิดเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม พวกเราก็ทำงานทุกเพลงด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
จนมาถึง ‘Bad Shawty’ ตอนแรกผมคิดว่ากระแสคงใกล้ๆ เพลงอื่นที่ผ่านมา แฟนๆ น่าจะแฮปปี้ที่ได้เห็นเราสายโจ๊ะๆ สนุกๆ เหมือนเดิม แต่กลายเป็นว่าช่วงสงกรานต์มีคนเปิดเพลงนี้กันทั้งประเทศ งานเลยแน่นแบบไม่ได้พัก แต่ก็พิสูจน์ได้เลยว่า นอนวันละ 4 ชั่วโมงก็ยังเอาอยู่ (หัวเราะ)
GORN: ผมรู้สึกซึ้งเสมอกับการได้เห็นว่าเราค่อยๆ เติบโต มีคนเอ็นดู มีคนให้โอกาส ได้ขึ้นคอนเสิร์ตเดี่ยวตั้งแต่ปีแรกและมีมาเรื่อยๆ ทุกปี แค่นี้ก็ถือว่าเกินฝันแล้ว ผมจะรู้สึก ขอบคุณโอกาสเหล่านี้ไปตลอดชีวิต
CHOKUN: ผมเริ่ม จับจุดการใช้ชีวิตตัวเองได้มากขึ้น ง่ายๆ เลย เช่น ถ้าวันนี้ไม่ซักผ้า พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรใส่ ถ้าต้องทำอยู่แล้วก็ทำให้จบไป เฟรมใหม่ของการโตเป็นผู้ใหญ่คือไม่ได้ทำแค่สิ่งที่ ‘ต้อง’ ทำตลอดเวลา แต่ให้โอกาสตัวเองได้รู้สึกด้วย เช่น ถ้าเหนื่อยมากจนอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาให้เต็มที่ แล้วมองตัวเองในกระจกแบบขำๆ ว่า “ร้องไห้แต่ก็หล่ออยู่นะ”
VICTOR: ผมบาลานซ์ตัวเองได้ดีขึ้นมาก เรียนรู้จากการทำงานในระบบบริษัท เจอโลกการทำงานจริงที่มีอะไรใหม่ๆ ท้าทายตลอดเวลา ผมเชื่อว่าเวลาเราทำอะไรผิด ห้ามแค่ปล่อยผ่าน ต้องรู้ให้ได้ว่าเราพลาดตรงไหน เพื่อจะไม่ซ้ำรอยเดิม
หลายคนชอบพูดว่าให้ปล่อยวาง แต่ถ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังแบกอะไรอยู่ จะปล่อยได้ยังไง ผมเลยเริ่มฝึกนั่งคุยกับความคิดตัวเองแบบไม่ตัดสิน ไม่ปฏิเสธแม้แต่ด้านมืดของตัวเอง เพราะสิ่งที่เรากดไว้ สุดท้ายมันจะย้อนกลับมาเสมอ
ผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับตัวเอง คุยกับตัวเองบ่อย ช่วงนี้ก็สนใจเรื่องปรัชญา ศาสนา และทฤษฎีสังคมเยอะขึ้น มันช่วยให้เข้าใจทั้งตัวเองและโลกมากขึ้นจริงๆ
GUN: ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกชัดมากว่า ทีป๊อปมาแล้วจริงๆ ทั้งปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น เพลงที่มีคนรู้จักมากขึ้น และคนเริ่มมองเห็นว่าทีป๊อปมีศักยภาพมากพอจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ส่งออกไปต่างประเทศได้
เมื่อมองตัวเองในฐานะศิลปินที่ชื่อ PROXIE
GUN: ผมไม่ค่อยรู้สึกเครียดกับตำแหน่งลีดเดอร์เท่าไร เพราะเคยผ่านการเป็นน้องเล็กในวงเก่ามาก่อน เลยรู้ว่าความอบอุ่นจากพี่ๆ สำคัญแค่ไหน วันนี้เลยพยายามส่งต่อความรู้สึกแบบนั้นให้กับน้องอีก 5 คน
อาจเพราะผมอายุมากกว่าทุกคน หลายอย่างที่ผมเคยผ่านมาเลยกลายเป็นประสบการณ์ที่น้องๆ เชื่อใจได้ ผมเลยอยากเป็น พี่ที่ทั้งดุได้ กอดได้ และอยู่ข้างๆ ได้ ในจังหวะเดียวกัน
KIM: ผมอยากให้ตัวเองเป็นเหมือน แกนพลังงานของวง วันที่ทุกคนเหนื่อย ยืนตากแดด รอนาน หมดแรง หรืออะไรก็ตาม ผมอยากเป็นคนที่ช่วยชาร์จพลังให้ทุกคนกลับมาสดใสอีกครั้ง
แม้จะมีวันที่ผมเองเหนื่อยมาก แต่พอได้ขึ้นเวที เจอเสียงเชียร์ เห็นป้ายไฟ หรือได้ยินแฟนๆ ร้องเพลงกับเรา มันทำให้ลืมทุกอย่างแล้วเอนจอยไปกับโมเมนต์นั้นได้แบบไม่ต้องฝืนเลย
GORN: ผมอยากเป็นคนอายุ 21–22 ที่ยังใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ทำในสิ่งที่รัก และในฐานะศิลปินยังมีหลายอย่างที่อยากลอง โดยเฉพาะ เพลงเดี่ยวที่สะท้อนตัวตนแบบเต็มๆ ต่อให้ไม่ใช่เพลงเมนสตรีม ผมก็ยังอยากทำต่อไปคู่กับการเป็นสมาชิก PROXIE
CHOKUN: ผมดีใจมากที่วันนี้ โชกุนในนาม PROXIE ได้เป็นตัวเองจริงๆ และได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง การได้กล้าแสดงความรู้สึกในจังหวะที่เหมาะสมถือเป็นก้าวสำคัญมาก
ผมมักเตือนตัวเองว่า เมื่อวานยังผ่านมันมาได้ วันนี้ก็ต้องผ่านไปได้เหมือนกัน และก็รู้สึกขอบคุณตัวเองเสมอที่เลือกเซ็นเป็น PROXIE เพราะเชื่อว่าข้างหน้าเขาจะยิ่งเก่งกว่านี้อีกเยอะ มีรอยยิ้มที่สดใสขึ้น และได้เห็นแฟนๆ สนุกกับสิ่งที่เขาเป็น
VICTOR: แรกๆ ผมคิดว่าตัวเองเท่มาก แพสชั่นล้น แต่สิ่งที่ปล่อยออกมามันยังไม่สมบูรณ์และไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองเท่าที่ควร ภาพศิลปินที่ผมวาดไว้กับความจริงมันคนละแบบกันเลย แถมตอนนั้นผมยัง ไม่เข้าใจรากของทีป๊อป ด้วยซ้ำ เลยไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
พอได้ศึกษามากขึ้นถึงรู้ว่าทีป๊อปรุ่นใหม่ๆ มีรากจากยุคกามิกาเซ่ เคโอติก 9×9 ฯลฯ เราเลยอยากทำให้ PROXIE แข็งแรงขึ้นและสานต่อสิ่งดีๆ จากรุ่นพี่เหล่านั้น
ONGLEE: สิ่งที่ผมอยากบอกตัวเองเสมอคือ เชื่อใจและรักตัวเองก่อน เพราะมันคือพื้นฐานของทุกอย่าง ถ้ามีอะไรยาก ผมจะบอกตัวเองในหัวซ้ำๆ ว่า “เราทำได้ เราทำได้ เราทำได้”
อีกอย่างที่ผมชอบมากคือการสัมภาษณ์ตัวเอง ตอนขับรถอยู่ก็จะถามตัวเองว่า “วันนี้เป็นยังไงบ้าง” หรือ “มีอะไรที่เราไม่ชอบไหม” ฟังดูแปลกๆ แต่สำหรับผมมันคือเซฟโซนที่ทำให้รู้จักตัวเองลึกขึ้น
แนวเพลงและคอนเซ็ปต์ที่ PROXIE อยากลอง (และใช่, มีร็อกด้วย!)
GUN: ผมมองว่าพวกเรามีสกิล เล่นเป็นแบนด์ ได้เลย กรเล่นกีตาร์ โชกุนเล่นคีย์บอร์ด/เปียโน วิคเตอร์เล่นเบส ผมตีกลอง เราเคยลองเล่นในคอนเสิร์ตแล้ว แฟนๆ ตอบรับดีมาก ผมอยากทำอะไรใหม่ๆ ให้ทีป๊อปตื่นเต้นเสมอแบบไร้กรอบ
KIM: ผมอยากเจาะตลาดไทยให้แน่นขึ้นด้วย เพลงลูกทุ่ง เพราะทุกคอนเสิร์ตของเราจะมีเพลงลูกทุ่งอยู่แล้ว และแนวนี้มีกลุ่มคนฟังใหญ่มาก ยอดวิวหลักร้อยล้านไม่ใช่เรื่องแปลกเลย การร้องภาษาถิ่นก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน
GORN: ผ่านมา 3 ปี ยังมีอีกหลายด้านที่ยังไม่ได้ลองจริงๆ อย่างการทำเพลงแบบแบนด์เต็มรูปแบบ ผมเล่นกีตาร์มาตั้งแต่เด็กและรักสิ่งนี้มาก ผมเชื่อว่ามันจะมี เวลาที่เหมาะ สำหรับการปล่อยด้านนี้ออกมา
CHOKUN: ในหัวผมมีคอนเซ็ปต์หนึ่งชัดมากคือ ลุคเซ็กซี่ในแบบผู้ชายใส่สูทเท่ๆ ผมเสย ดูนิ่งแต่ดาเมจแรง ผมว่าช่วงวัยตอนนี้แหละที่ทุกคนจะดูดีสุดก่อนสังขารจะเริ่มขัดใจ (หัวเราะ)
VICTOR: ผมอยากลองให้วงได้ร้องแนว R&B ยุค 90s นึกถึงยุค Boyz II Men หรืออะไรประมาณ EXO ช่วงอัลบั้มกลางๆ ที่เน้นฮาร์โมนีและอารมณ์จัดเต็ม
ONGLEE: ผมอยากให้พวกเราลองแนว ร็อกแบบแบนด์เต็มตัว เลย ถ้าทำจริงๆ ก็ต้องแบ่งเวลาไปซ้อมเล่นดนตรีเพิ่ม นอกจากซ้อมเต้น ซ้อมร้อง แต่ผมเชื่อว่า นี่คือความสามารถพิเศษของพวกเรา เรามักคิดว่าไม่มีเวลา แต่สุดท้ายก็ทำได้ทุกครั้ง ผมเชื่อว่าทุกคนมี “ชั่วโมงที่ 25” ของตัวเองอยู่แล้ว
ปีที่ 4, 5, 6… เส้นทางต่อไปของ PROXIE จะมุ่งไปที่ไหน
KIM: ปีแรก เป้าหมายคือ เดบิวต์และมีคอนเสิร์ตเดี่ยว ของวงให้ได้ ปีที่สอง เราไปถึงฝันใหญ่แบบไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริง นั่นคือคอนเสิร์ตเดี่ยวที่อิมแพ็กอารีนา ความสำเร็จที่มาเร็วทำให้เราต้องพร้อม แม้ในวันที่เรายังไม่คิดว่าพร้อม ซึ่งมันเป็นการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดมากๆ จนผมเชื่อเลยว่า คำว่าพร้อม 100% ไม่มีอยู่จริง
สำหรับปีที่ 3 เราตั้งเป้าว่าอยากออกเวิลด์ทัวร์ ตอนนี้เริ่มจาก เอเชียนทัวร์ ไปกัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ตื่นเต้นมาก
GUN: หลายอย่างที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิด ก็เกิดขึ้นแล้ว ทั้งเอเชียทัวร์ หรือคอนเสิร์ตเดี่ยวตั้งแต่ปีแรก ทำให้เรามั่นใจว่าจะพยายามให้ ทุกซิงเกิลมีรสชาติไม่ซ้ำเดิม เพื่อขยายฐานแฟนออกไปเรื่อยๆ
CHOKUN: ผมอยากเห็นคนได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงทีป๊อปมากขึ้น จนอยากลุกขึ้นมาเป็นศิลปินบ้าง ผมดีใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ และเชื่อว่าปีต่อๆ ไปมันต้องมีอะไรใหญ่กว่านี้แน่นอน อยากให้ทุกคนช่วยกันสร้างไปด้วยกัน
GORN: เรามีเป้าหมายที่วางไว้แต่ ไม่ยึดติดกับมันจนเกินไป ระหว่างทางเริ่มเห็นว่าแต่ละคนมีเส้นทางที่แข็งแรงขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งตัวตนของ PROXIE เลย ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจมาก
วงการทีป๊อปเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะไม่รู้ว่าดนตรีจะเปลี่ยนเทรนด์ไปแบบไหน แต่เรายังอยากอยู่ในวงการนี้ให้ได้นานที่สุด ทำในสิ่งที่รักต่อไป
VICTOR: ผมอยากทำเพลงที่ แปลกใหม่และแตกต่างจากทุกอย่างที่ PROXIE หรือรุ่นพี่ทีป๊อปเคยทำ เช่น ดึงเอเลเมนต์ฮิปฮอปเข้ามาใช้ หรือลองใช้ดนตรีไทยในรูปแบบใหม่ๆ ยังมีอีกหลายทางที่เรายังไม่ได้สำรวจเลย
ONGLEE: ถ้าเลือกได้ ผมอยากให้วันหนึ่งมีเวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้ว ชื่อ PROXIE ได้ไปยืนอยู่บนเวทีนั้น ให้ได้
5 ปีด้วยกัน: โมเมนต์เล็กๆ ที่ทำให้หัวใจอุ่น
KIM: โมเมนต์ที่รู้สึกว่าเราเชื่อมถึงกันมากที่สุดคือ ก่อนขึ้นเวที โดยเฉพาะเวทีใหญ่หรือเล่นต่างประเทศ เราจะมาจับมือรวมพลังกันทุกครั้ง แล้วพอลงจากเวทีก็จะมากอดกันอีกที มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่พิเศษมากจริงๆ
นอกนั้นก็เป็นโมเมนต์บ้าๆ บอๆ ตีกัน เล่นกันหรือแกล้งกัน (หัวเราะ) ผมจำได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือแต่ก่อนวิคเตอร์พูดไทยไม่ค่อยคล่อง เวลาเขาพูดอะไรจะตรงมาก มีครั้งหนึ่งที่วิคเตอร์บอกโชกุนว่า “ให้ระวังตัวไว้” ซึ่งจริงๆ หมายถึงเป็นห่วง อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ แต่ฟังผ่านๆ นี่เหมือนจะไปหาเรื่องเลย (หัวเราะ) เรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้เราเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันได้มากขึ้น
GUN: เวลาไปงานแล้วแฟนๆ แท็กสตอรีมาให้กำลังใจ ต่อให้เขาไม่ได้มาเจอเราที่หน้างาน ผมก็รู้สึกดีมากแล้ว ผมเลยชอบถ่ายรูปกับแฟนๆ หลังจบงาน เพื่อขอบคุณทั้งคนที่มาเจอเราและคนที่ส่งแรงใจจากบ้าน
CHOKUN: ผมชอบที่สุดคือ ช่วงที่ทั้ง 6 คนอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย ติงต๊องสุด หัวเราะกันดังๆ ต่อให้เป็นช่วงสั้นๆ แค่ 2–3 นาทีก่อนซ้อมเต้นหรือก่อนเริ่มงาน แต่มันมีค่ามากสำหรับผม
ONGLEE: ผมรู้สึกว่า PROXIE เปิดใจกันมากขึ้นหลังจากเดบิวต์ไปได้ปีหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงหลังคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก เราทะเลาะกันบ่อยช่วงซ้อม (หัวเราะ) แต่การผิดใจกันทำให้เราเห็นกันในหลายมุมมากขึ้น ได้รู้ความคิดกันจริงๆ ผมว่าการทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติของวงนะ ถ้าวงไหนไม่เคยทะเลาะกันเลยนี่สิ แปลก
สิ่งที่อยากบอกกันและกัน หลังเดินมาด้วยกัน 5 ปี
GUN: น้องๆ น่ารักกับผมเสมอ ถึงจะมีดื้อบ้างเป็นธรรมดา แต่พอเข้าโหมดทำงาน ทุกคนจริงจังมาก ผมอยากให้ทุกคน รักษาแพสชั่นไว้ให้แน่น อย่าท้อ อย่าคิดว่าแก่ไปแล้วหรือเปล่า เพราะผมแก่กว่านั้นอีก (หัวเราะ)
แค่ขอให้มีความสุขกับการทำงานในทุกวัน ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ เรื่องไหนที่ผมช่วยได้ ผมพร้อมซัพพอร์ตตลอด
CHOKUN: คำง่ายๆ ที่ผมไม่ค่อยพูดออกมา คือคำว่า “ขอโทษ” ผมอยากขอโทษเรื่องมาสาย เรื่องที่บางทีอาจพูดแรงไป หรือพูดตรงเกินจนคนอื่นรู้สึกไม่ดี ผมพร้อมจะปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
มันไม่ง่ายเลยกว่าจะมาเป็น PROXIE ได้ หลายครั้งผมเคยคิดจะทิ้งทุกอย่าง แต่พอเห็นหน้าเพื่อนอีก 5 คน ผมก็รู้เลยว่าอยากอยู่กับพวกเขาไปอีกนานๆ ต่อให้วันหนึ่ง PROXIE เดินมาถึงตอนจบ แต่ผมเชื่อว่ามิตรภาพของพวกเราจะยังอยู่แน่นอน
ผมเห็นภาพตัวเองและทุกคนไปงานแต่งของใครสักคนในวง มีลูกมีหลานวิ่งกันเต็มงาน แล้วเรายังเรียกกันว่าครอบครัวอยู่เหมือนเดิม
ONGLEE: ผมขอฝากหลักๆ ถึงโชกุน กร และวิคเตอร์ ด้วยความเป็นห่วงว่า “เลิกมาสายได้แล้ว” เพราะต่อให้วันหนึ่งทุกคนแยกย้ายไปทำงานที่อื่น การรักษาเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เวลาของทุกคนมีค่าจริงๆ
VICTOR: ผมอยากให้ทุกคนตั้งใจทำผลงานดีๆ ออกมา เพราะนี่คือสิ่งที่เรารัก และอยากให้ทุกคนปลอดภัย โฟกัสกับการทำให้ทีป๊อปดีขึ้นและไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม เราทำแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว ผ่านการทำให้คนรู้สึกดีและสนุกไปกับคอนเสิร์ตของเรา
KIM: ผมอยากบอกว่าผม รักทุกคนมากๆ อยากให้จับมือกันแน่นๆ ถ้าวันไหนมีใครล้ม ก็ช่วยกันดึงขึ้นมา
ผมยังจินตนาการตัวเองไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าผมล้มจะเป็นยังไง แต่ถ้าวันนั้นมาจริงๆ ก็ขอฝากตัวด้วยนะทุกคน อาจต้องช่วยกันหลายคนหน่อย เพราะคิมตัวหนัก (หัวเราะ)
GORN: สำหรับผม คำเดียวสั้นๆ เลยคือ “อย่ายอมแพ้”
บทส่งท้าย: 6 สปิริตที่ยังเดินต่อแบบไม่มีลิมิต
จากเด็กที่ยังไม่มั่นใจกับอนาคตของวง กลายมาเป็นศิลปินที่แบกทั้งความฝันส่วนตัว ความหวังของแฟนๆ และภาพใหญ่ของทีป๊อปไว้บนเวทีเดียวกัน PROXIE ไม่ได้มีแค่เพลงฮิตหรือท่าเต้นติดหู แต่ยังมีเรื่องราวของการเติบโต การรับมือกับกดดัน การฮีลตัวเอง และการไม่ยอมปล่อยมือจากกัน
ถัดจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นลุคร็อกแบนด์ ลูกทุ่งโจ๊ะๆ เซ็กซี่สูทดำ หรือ R&B กลิ่น 90s เส้นทางของ PROXIE ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และสำหรับคนที่เชียร์อยู่ข้างเวที ก็มีอย่างเดียวที่ต้องทำเหมือนคำของกรนั่นแหละ
อย่ายอมแพ้ – แล้วไปถึงเวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยกัน.

